ยูเครน

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ออกมากล่าวหาว่ารัสเซียกำลังจัดหาโดรนโจมตีรุ่น “ชาเฮด” ให้กับอิหร่าน เพื่อนำไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และเป้าหมายสำคัญของอิสราเอลในตะวันออกกลาง คำกล่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทั้งในยูเครนและตะวันออกกลาง

“เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานี CNN เซเลนสกียืนยันว่าข้อมูลนี้เป็น “ข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็นต์” โดยระบุว่าอิหร่านได้นำโดรนชาเฮดที่ผลิตจากเทคโนโลยีรัสเซียไปใช้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ แล้ว โดรนชาเฮดเป็นอากาศยานไร้คนขับราคาถูกที่อิหร่านพัฒนาขึ้นครั้งแรก และถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในสงครามยูเครนตั้งแต่รัสเซียบุกในปี 2022 ยูเครนรายงานว่ารัสเซียยิงโดรนรุ่นนี้ไปหลายพันลำ

แม้ช่วงแรกอิหร่านจะเป็นผู้ส่งออกโดรนให้รัสเซีย แต่ตอนนี้รัสเซียผลิตเองได้แล้ว และหลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ก็เลียนแบบเทคโนโลยีนี้ เซเลนสกีมองว่ารัสเซียกำลังใช้สงครามตะวันออกกลางเป็นเครื่องมือกดดันยูเครน ทำให้ยูเครนต้องการระบบป้องกันภัยทางอากาศมากยิ่งขึ้น

การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของรัสเซียต่อยูเครน

คำกล่าวของเซเลนสกีเกิดขึ้นหลังรัสเซียโจมตียูเครนด้วยโดรนและขีปนาวุธกว่า 500 ลูกในคืนวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ราย แม้ระบบป้องกันของยูเครนจะสกัดกั้นได้มาก แต่ยังมีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โรงเรียน อาคารพักอาศัย และธุรกิจพลเรือนเสียหาย โดยเฉพาะในกรุงเคียฟและซาปอริซเซีย

เจ้าหน้าที่ยูเครนยืนยันผู้เสียชีวิต 4 รายในเคียฟ บาดเจ็บจำนวนมาก และอีก 1 รายใกล้ซาปอริซเซีย บาดเจ็บ 18 ราย การโจมตีครั้งนี้ใช้โดรน 430 ลำ และขีปนาวุธ 68 ลูก ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีรุนแรงที่สุดในช่วงหลายเดือน

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อยูเครน

เซเลนสกีเตือนผ่านโซเชียลมีเดียว่ารัสเซียอาจใช้สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านสร้างความเสียหายเพิ่มในยุโรป สงครามนี้ทำให้ขีปนาวุธป้องกันทางอากาศถูกใช้จำนวนมากในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยูเครนจัดหาอาวุธยากขึ้น นอกจากนี้ อิหร่านขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียชั่วคราว ซึ่งเซเลนสกีและยุโรปวิจารณ์อย่างหนัก

ความขัดแย้งนี้ยังทำให้การเจรจาสันติภาพยูเครนที่สหรัฐฯ เป็นกลางหยุดชะงัก สงครามยืดเยื้อกว่า 4 ปีแล้ว

  • โดรนชาเฮด: ราคาถูก มีประสิทธิภาพสูง
  • รัสเซียผลิตเองได้ ลดการพึ่งอิหร่าน
  • ยูเครนต้องการป้องกันอากาศเร่งด่วน
  • สงครามตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่อุปทานอาวุธ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งโลก ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจได้

คุณคิดอย่างไรกับคำกล่าวของเซเลนสกี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เซเลนสกี” อ้างรัสเซียส่งโดรน “ชาเฮด” ให้อิหร่านใช้โจมตีสหรัฐฯ–อิสราเอล

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ต่อสู้กับโดรนอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ประกาศข่าวสำคัญเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยระบุว่ารัฐบาลยูเครนกำลังส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรนไปยังประเทศในตะวันออกกลาง 3 แห่ง เพื่อช่วยเหลือในการป้องกันการโจมตีจากโดรนที่ผลิตโดยอิหร่าน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีตอบโต้จากอิหร่านต่อพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

เซเลนสกี ย้ำชัดว่าทีมผู้เชี่ยวชาญ 3 ทีมจะเดินทางไปยัง กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในสัปดาห์นี้ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยูเครนวางแผนขยายความช่วยเหลือไปยังประเทศอื่นๆ ที่เผชิญภัยคุกคามจากโดรนโจมตีแบบพลีชีพ ประสบการณ์ของยูเครนที่สั่งสมมาจากการรบกับรัสเซีย ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการสกัดกั้นโดรนรุ่น “ชาเฮด” (Shahed) ซึ่งอิหร่านเป็นผู้ผลิตหลัก

ประสบการณ์ยูเครนในการรับมือโดรนชาเฮด

ตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน ยูเครนได้เผชิญกับการโจมตีจากโดรนชาเฮดนับพันลำ ทำให้กองทัพยูเครนพัฒนาระบบป้องกันที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับ การติดตาม และการยิงสกัด ผู้เชี่ยวชาญยูเครนไม่เพียงใช้ฮาร์ดแวร์อย่างระบบเรดาร์และขีปนาวุธ แต่ยังพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์เส้นทางโดรนที่แม่นยำ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้อัตราความสำเร็จในการสกัดกั้นสูงถึง 80-90% ในบางปฏิบัติการ

  • การใช้โดรนตรวจจับและรบกวนสัญญาณ
  • ระบบป้องกันอากาศยานแบบผสมผสาน
  • การฝึกอบรมบุคลากรให้ตอบสนองรวดเร็ว
  • การแบ่งปันข้อมูลเรียลไทม์กับพันธมิตร

เซเลนสกี กล่าวว่า "ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันทุกคนเข้าใจดีว่าประสบการณ์ของยูเครนสามารถช่วยขับไล่การโจมตีจำนวนมากจากโดรน Shahed ได้" เขายังชี้ว่าประเทศอื่นๆ ที่ซื้อโดรนสกัดกั้นมา หากขาดบุคลากรและซอฟต์แวร์จากยูเครน ก็จะไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ตะวันออกกลางและความต้องการจากยูเครน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายประเทศในตะวันออกกลางร้องขอความช่วยเหลือจากยูเครน หลังจากอิหร่านใช้โดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร การส่งผู้เชี่ยวชาญนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ มันแสดงให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของยูเครนในเวทีโลก จากผู้ถูกโจมตี สู่ผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกลาโหม

ยูเครนได้พิสูจน์แล้วว่าประสบการณ์ในสนามรบจริงมีค่ามากกว่าการฝึกจำลอง การแบ่งปันความรู้ครั้งนี้จะช่วยลดการสูญเสียและเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันที่กว้างขึ้นระหว่างยูเครนกับชาติอาหรับ ซึ่งจะช่วยยูเครนในสงครามยูเครน-รัสเซียด้วย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ เป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากในยูเครน โดยเฉพาะเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเฉียงเหนือ การโจมตีครั้งนี้ใช้โดรนและขีปนาวุธจำนวนมหาศาล ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและขาดแคลนสิ่งจำเป็น

รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่ยูเครนตลอดคืน โดยยิงโดรนและขีปนาวุธถล่มเป้าหมายสำคัญหลายแห่ง ส่งผลให้ในเมืองคาร์คิฟมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย รวมถึงเด็ก 2 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บกว่า 15 คน นายกเทศมนตรีเมืองคาร์คิฟ อีฮอร์ เทเรคอฟ เปิดเผยว่า ขีปนาวุธแบบบอลลิสติกพุ่งชนอาคารพักอาศัยสูง 5 ชั้นโดยตรง ทำให้อาคารพังถล่มและมีผู้สูญหายใต้ซากปรักหักพัง

ไม่เพียงเท่านั้น อาคารที่อยู่อาศัยอีก 19 หลัง อาคารพาณิชย์ อาคารราชการ สายส่งไฟฟ้า และรถยนต์จำนวนมากได้รับความเสียหาย ทีมกู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต ในขณะที่อัยการภูมิภาครายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 รายจากการโจมตีด้วยโดรนใกล้ที่ทำการไปรษณีย์ในหมู่บ้านชายแดนรัสเซีย

ผลกระทบจากการโจมตีรัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ

กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า สามารถยิงสกัดโดรนได้ 453 ลำ และขีปนาวุธ 19 ลูก แต่ยังมีขีปนาวุธ 9 ลูกและโดรน 26 ลำทะลุทะลวงเข้าเป้าหมายได้ 22 จุดทั่วประเทศ ในกรุงเคียฟมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และระบบทำความร้อนในอาคารกว่า 2,800 แห่งหยุดชะงัก บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติต้องตัดไฟฉุกเฉินใน 7 ภูมิภาคเพื่อรักษาเสถียรภาพ

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญถูกทำลายหนัก เช่น สถานีรถไฟ 4 แห่งในภาคกลาง ท่าเรือและโครงข่ายรถไฟในแคว้นโอเดซา ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์น้ำมันพืชไหม้ลุกและโกดังธัญพืชพังยับ ประชาชนนับล้านขาดแคลนไฟฟ้าและความร้อนท่ามกลางฤดูหนาว

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประณามการโจมตีว่า “โหดร้ายต่อชีวิตผู้คน” และเรียกร้องให้พันธมิตรนานาชาติส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศและอาวุธเพิ่มเติมโดยด่วน เพื่อปกป้องประชาชนและโครงสร้างพื้นฐาน

  • ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 รายในคาร์คิฟ รวมเด็ก 2 คน
  • โครงสร้างพลังงานและรถไฟเสียหายหนัก
  • ระบบป้องกันยูเครนยิงสกัดได้บางส่วน แต่รัสเซียยังทะลุได้
  • กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างโจมตีโรงงานทหารและสนามบิน

เหตุการณ์รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟนี้ สะท้อนถึงความรุนแรงที่ยืดเยื้อของสงครามยูเครน-รัสเซีย ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2022 และยังไม่มีวี่แววสิ้นสุด สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การโจมตีครั้งนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันยูเครนในฤดูหนาว โดยมุ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้ประชาชนอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการต่อต้าน

เราควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนสันติภาพในภูมิภาคนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – รัสเซียระดมโดรน-ขีปนาวุธถล่มเมืองคาร์คิฟ ดับอย่างน้อย 11 ศพ

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานและการเมืองโลก เมื่อเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติของรัสเซียลำหนึ่งอับปางลงอย่างน่าตกใจ หลังเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงใกล้ชายฝั่งลิเบีย สร้างความกังวลให้กับตลาดพลังงานยุโรปที่กำลังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียน้อยลงแต่ยังคงสำคัญ

เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน: รายละเอียดเหตุการณ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ทางการลิเบียรายงานว่า เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติชื่อ “อาร์กติก เมตาแกซ” (Arctic Methagas) ซึ่งเป็นของรัสเซีย ได้อับปางลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บริเวณระหว่างชายฝั่งลิเบียและมอลตา ลูกเรือทั้งหมด 30 คนปลอดภัยดี ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นและกองทัพเรือมอลตา

สำนักงานการท่าเรือลิเบียระบุว่า เรือลำนี้กำลังเดินทางจากท่าเรือมูร์มันสค์ (Murmansk) ทางตอนเหนือของรัสเซีย โดยบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เต็มลำ ขณะที่อยู่ทางเหนือของเมืองท่าเซิร์ต (Sirte) ก็เกิดการระเบิดกะทันหัน ตามด้วยเพลิงลุกไหม้รุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ สุดท้ายเรือก็จมลงทั้งลำในคืนวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น เรือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหลายครั้ง ซึ่งกองทัพมอลตาก็ได้รับและระบุพิกัดได้ทันท่วงที

สาเหตุเบื้องต้นของเรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

กระทรวงคมนาคมรัสเซียออกแถลงการณ์กล่าวหาว่า ยูเครนเป็นผู้ก่อเหตุ โดยใช้เรือโดรนโจมตีจากชายฝั่งลิเบีย ซึ่งเป็นการขยายความขัดแย้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนมาสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนกองทัพยูเครนยังเงียบ ไม่แสดงท่าทีใดๆ ในเบื้องต้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่รัสเซียยืนยันว่าเรือถูกโจมตีโดยตรง

ผลกระทบจากการอับปางของเรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายทางวัตถุ แต่ยังกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย ซึ่งกำลังเผชิญ санкции (มาตรการคว่ำบาตร) จากตะวันตกหลังบุกยูเครน เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาจทำให้ราคาก๊าซในยุโรปผันผวน โดยเฉพาะฤดูหนาวที่กำลังใกล้เข้ามา นอกจากนี้ ยังจุดประกายความตึงเครียดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงาน

  • ลูกเรือ 30 คนปลอดภัยทั้งหมด
  • เรือบรรทุก LNG เต็มลำ จมลงใกล้ลิเบีย
  • รัสเซียกล่าวหายูเครนใช้โดรนโจมตี
  • กระทบตลาดพลังงานยุโรป
  • เพิ่มความเสี่ยงการขนส่งทางทะเล

บริบทสงครามและเทคโนโลยีโดรน

ตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ยูเครนได้พัฒนาเทคโนโลยีโดรนทะเลเพื่อโจมตีเรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำมาแล้วหลายครั้ง การที่เหตุการณ์เกิดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แสดงถึงการขยายขอบเขตของสงครามไฮบริด ไปสู่พื้นที่ห่างไกล ลิเบียเองก็มีปัญหาภายในที่อาจถูกใช้เป็นฐาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชี้ว่า เรือ LNG ของรัสเซียมีบทบาทสำคัญในการส่งออกไปยังเอเชียและยุโรป แม้ปริมาณจะลดลง แต่เหตุการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การสอบสวนระหว่างประเทศจาก IMO (องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ) เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี้เป็นสัญญาณว่าสงครามยูเครนยังไม่จบง่ายๆ และเทคโนโลยีโดรนกำลังเปลี่ยนแปลงการรบทางทะเลไปตลอดกาล ประเทศต่างๆ ควรเร่งเสริมความมั่นคงให้เส้นทางการขนส่งพลังงาน หากไม่ต้องการให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เรือบรรทุกก๊าซรัสเซีย จมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังเกิดระเบิด-ไฟไหม้รุนแรง

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนใจคนทั้งโลก โดยเฉพาะชาวแอฟริกาใต้ที่เพิ่งได้ลูกหลานกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยดราม่าและการสอบสวนที่เข้มข้น ตำรวจแอฟริกาใต้ไม่รอช้า เข้าควบคุมตัวชาย 11 คนทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเดอร์บัน หลังจากพวกเขาถูกล่อลวงด้วยค่าจ้างสูงลิ่วให้ไปรบในสงครามยูเครนฝั่งรัสเซีย

สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มชายแอฟริกาใต้ 11 คน เดินทางกลับถึงสนามบินนานาชาติคิง ชากา ในเมืองเดอร์บัน ท่ามกลางการต้อนรับที่ไม่ใช่ดอกไม้และแสงเทียน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รออารักขาและสอบปากคำทันที หนึ่งในนั้นต้องใช้รถเข็นเพราะบาดเจ็บ ขณะที่คนอื่นๆ สะพายกระเป๋าใบใหญ่คล้ายกระเป๋าทหาร ทำให้ภาพนี้ดูน่าตกใจยิ่งนัก

การกลับมาครั้งนี้ทำให้ยอดพลเมืองแอฟริกาใต้ที่ได้รับการช่วยเหลือรวม 15 รายแล้ว โดยยังมีอีก 2 คนติดค้างในรัสเซีย หนึ่งคนกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล อีกคนรอเอกสารเดินทาง ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ได้ออกมาประกาศให้กำลังใจและยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งช่วยเหลือ

การขยายผลสอบสวนไปถึงลูกสาวอดีตประธานาธิบดี

นอกจากชาย 11 คนแล้ว ตำรวจนี่ยังขยายผลไปสอบบุคคลอีกอย่างน้อย 5 รายที่เกี่ยวข้องกับการรับสมัคร โดยหนึ่งในนั้นคือ นางดูดูซิเล ซูมา-ซัมบุดลา ลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีจาค็อบ ซูมา เธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการล่อลวง แม้เธอจะปฏิเสธทุกข้อหาและลาออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาหลังถูกพาดพิง แต่มีรายงานว่าชายบางคนในกลุ่มเป็นญาติของตระกูลซูมาที่เธอรับสมัครเอง

ผู้ต้องสงสัยอีก 5 รายที่จับกุมไปก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม จะขึ้นศาลเดือนเมษายน ข้อหาเกณฑ์คนไปรบ ซึ่งผิดกฎหมายแอฟริกาใต้ที่ห้ามพลเมืองเข้าร่วมความขัดแย้งต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาล

วิธีการหลอกลวงและสถานการณ์ในยูเครน

ชายกลุ่มนี้มีอายุ 20-39 ปี อ้างว่าหลงเชื่อสัญญาจ้างงานค่าตอบแทนสูง แต่สุดท้ายถูกส่งไปดอนบาส ภูมิภาครบรุนแรงในยูเครนตะวันออก พวกเขาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแอฟริกาใต้ตั้งแต่ธันวาคม

  • หลอกด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว
  • สัญญาเป็นงานปกติ แต่กลายเป็นทหารรับจ้างรัสเซีย
  • บาดเจ็บและติดค้างในพื้นที่สงคราม
  • รัฐบาลช่วยเหลือกลับบ้าน

กรณีนี้ไม่ใช่เคสเดี่ยว รายงานข่าวกรองเคนยาระบุว่าชาวเคนยามากกว่า 1,000 คนถูกเกณฑ์ไปรบเช่นกัน แสดงถึงแนวโน้มการรับสมัครชาวแอฟริกันที่เพิ่มขึ้นในสงครามยูเครน

บทเรียนและความเสี่ยงของการเป็นทหารรับจ้าง

เหตุการณ์ สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการหลงเชื่อโฆษณางานปลอม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจยากลำบาก ชาวแอฟริกาใต้หลายคนหวังรายได้ดี แต่กลับเจอสงครามที่โหดร้าย รัฐบาลต้องเข้มงวดปราบปรามแก๊งรับสมัครเพื่อปกป้องประชาชน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สงครามยูเครนยังยืดเยื้อ และการใช้ทหารรับจ้างจากต่างชาติกลายเป็นกลยุทธ์ของรัสเซีย สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบครอบครัว แต่ยังอาจจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ควรมีมาตรการป้องกันอย่างไรบ้าง ติดตามข่าวอัปเดตสงครามยูเครนและเหตุการณ์โลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สอบ 11 ชายแอฟริกาใต้ ถูกหลอกไปรบให้รัสเซียในยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน ที่เริ่มต้นเมื่อ 24 ก.พ. 2565 ถือเป็นความขัดแย้งใหญ่ที่สุดในยุโรปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความสูญเสียอย่างหนักทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงโลก การสู้รบดำเนินมาถึงปีที่ 5 แล้ว โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววัน

สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์พยายามเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครน แต่ประเด็นดินแดนที่ถูกยึดครองและความมั่นคงหลังสงครามยังเป็นอุปสรรคใหญ่ ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บนับไม่ถ้วน ขณะที่พลเรือนเผชิญการโจมตีทางอากาศ ไฟดับ น้ำท่วม และยูเครนโต้กลับด้วยโดรนบุกดินแดนรัสเซีย

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

นี่คือตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความรุนแรงของสงครามครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มบุกเต็มรูปแบบ

สถิติทหารเจ็บตายนับล้าน

ตามรายงาน CSIS เดือนม.ค. คาดว่าทหารรัสเซียและยูเครนเจ็บ ตาย สูญหายรวม 1.8 ล้านนาย โดยรัสเซียสูงสุด 1.2 ล้าน รวมเสียชีวิต 325,000 นาย สูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รัสเซียไม่เปิดเผยตัวเลขตั้งแต่ ม.ค. 2566 ยืนยันแค่ 6,000 นาย ส่วนยูเครน CSIS คาด 500,000-600,000 นาย เสียชีวิต 140,000 นาย แต่เซเลนสกีระบุ 55,000 นาย และสูญหายอีกมาก

พลเรือนเสียชีวิตนับหมื่น

UN รายงานพลเรือนยูเครนตายอย่างน้อย 14,999 ราย บาดเจ็บ 40,600 ราย ตัวเลขจริงสูงกว่านี้ เด็กตาย 763 ราย ปี 2568 เลวร้ายสุด ตาย 2,514 บาดเจ็บ 12,142 เพิ่ม 31% จากปีก่อน

ดินแดนถูกยึดเกือบ 20%

ISW ระบุรัสเซียยึด 19.4% ของยูเครน เพิ่มแค่ 0.79% ในปีผ่านมา เป็นสงคราม消耗 ก่อนบุกยึด 7% รวมไครเมียและส่วนโดเนตสก์-ลูฮานสก์ตั้งแต่ 2557

ความช่วยเหลือทางทหารลดลง

Kiel Institute ชี้ความช่วยเหลือทหารปี 2568 ลด 13% ทรัมป์ระงับส่งอาวุธ ยุโรปเพิ่ม 67% แต่รวมยังลด มนุษยธรรม-การเงินลด 5%

ผู้ลี้ภัยเกือบ 6 ล้าน

UN รายงานลี้ภัยต่างประเทศ 5.9 ล้าน ส่วนใหญ่ในยุโรป พลัดถิ่นภายใน 3.7 ล้าน จากประชากรเดิม 40 ล้าน

สถานพยาบาลถูกโจมตีกว่า 2,800 ครั้ง

WHO รายงานโจมตีกระทบบริการแพทย์ 2,851 ครั้ง สถานพยาบาล 2,347 ครั้ง รวมยานพาหนะและเวชภัณฑ์

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน แสดงให้เห็นความสูญเสียมหาศาลที่ยังดำเนินต่อไป สงครามครั้งนี้เตือนใจถึงความสำคัญของการ дипломатииและสันติภาพ ลองคิดดูสิว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อจะเกิดอะไรขึ้นอีก ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในกรุงโซล เมื่อสถานทูตรัสเซียแขวนป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่มีข้อความ “ชัยชนะจะเป็นของเรา” ซึ่งเชื่อมโยงกับวาระครบรอบ 4 ปีของสงครามยูเครน-รัสเซีย รัฐบาลเกาหลีใต้แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำที่ยั่วยุและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยป้ายผ้าสีแดง ขาว น้ำเงิน ซึ่งเป็นสีธงรัสเซีย มีข้อความภาษารัสเซียปรากฏบริเวณหน้าสถานทูตรัสเซียในกรุงโซล และยังคงแขวนค้างอยู่จนถึงเช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันก่อนครบรอบ 4 ปีการรุกรานยูเครนของรัสเซียในวันที่ 24 กุมภาพันธ์

กระทรวงการต่างประเทศไทยเกาหลีใต้ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำนี้ทันที โดยระบุว่ารัฐบาลยืนยันจุดยืนที่ว่าการรุกรานยูเครนของรัสเซียเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และขอให้ถอดป้ายดังกล่าวออกทันที ทั้งสถานทูตยูเครนและรัสเซียในโซลยังไม่แสดงท่าทีตอบโต้อย่างเป็นทางการ

ป้ายปลุกใจเชื่อมโยงกับทหารเกาหลีเหนือ

ก่อนหน้านี้ ทูตรัสเซียประจำเกาหลีใต้ นายกอร์กี ซิโนวีฟ ได้กล่าวยกย่องทหารเกาหลีเหนือที่เข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในยูเครน โดยบอกว่ารัสเซียตระหนักถึงบทบาทของพวกเขาในการ “ปลดปล่อย” พื้นที่ทางตอนใต้ของภูมิภาคเคิรสต์ ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้และตะวันตกชี้ว่า เกาหลีเหนือส่งทหารไปกว่า หลายพันนาย โดยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 นาย

แลกเปลี่ยนนี้ เกาหลีเหนือได้รับความช่วยเหลือจากรัสเซีย ทั้งเงิน เทคโนโลยีทหาร เสบียงอาหาร และพลังงาน ทางการเกาหลีใต้มองว่านี่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะสงครามทางเทคนิคตั้งแต่สงครามเกาหลี 1950-1953 ที่สิ้นสุดด้วยการหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ

จุดยืนของเกาหลีใต้ต่อสงครามยูเครน

  • คัดค้านการรุกรานของรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ
  • ประณามการส่งทหารเกาหลีเหนือไปช่วยรบ
  • เรียกร้องให้ยุติความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซีย-เกาหลีเหนือ
  • สนับสนุนยูเครนผ่านการคว่ำบาตรและความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม

เกาหลีใต้ได้แสดงออกผ่านการส่งอาวุธไปยังยูเครนทางอ้อม และเข้าร่วมประชาคมโลกในการประณามรัสเซีย เหตุการณ์ป้ายปลุกใจครั้งนี้จึงยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีตึงเครียดมากขึ้น นักวิเคราะห์เห็นว่า อาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมจากโซล

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชีย โดยเกาหลีเหนือใช้สงครามยูเครนเป็นโอกาสขยายอิทธิพลและพัฒนาอาวุธ ขณะที่เกาหลีใต้ต้องเผชิญภัยคุกคามสองด้าน ทั้งจากเพื่อนบ้านทางเหนือและพันธมิตรของพวกเขา

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของการขยายความขัดแย้งจากยุโรปสู่เอเชีย เกาหลีใต้อาจต้องเสริมสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อรับมือ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – เกาหลีใต้ประท้วง สถานทูตรัสเซียแขวนป้ายปลุกใจ ครบ 4 ปีสงครามยูเครน

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในเมืองลวิฟ ทางตะวันตกของยูเครน เมื่อทีมตำรวจถูกหลอกให้ไปตรวจสอบเหตุงัดแงะ ก่อนจะเจอระเบิดแสวงเครื่องซ่อนอยู่ในถังขยะ สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 หรือตามปฏิทินไทยคือปีนี้เอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติยูเครนรายงานว่า ทีมตำรวจชุดแรกได้รับแจ้งเหตุบุกรุกร้านค้าในย่านใจกลางเมืองลวิฟ หลังเที่ยงคืนไม่นาน รถตำรวจมาถึงจุดเกิดเหตุก็เกิดระเบิดลูกแรกทันที ตามด้วยระเบิดลูกที่สองเมื่อทีมชุดที่สองมาสมทบ ทำให้เกิดความโกลาหลทันที

ผู้เสียชีวิตคือตำรวจหญิงวัย 23 ปีชื่อ วิกตอเรีย ชพิลกา (Viktoria Shpylka) เธอเพิ่งเข้าปฏิบัติหน้าที่หลังจากรัสเซียรุกรานแคว้นเคอร์ซอน ส่วนผู้บาดเจ็บรวม 25 ราย โดย 11 รายถูกส่งโรงพยาบาลทันที ในนั้นมีตำรวจ 6 นายและอาการสาหัสหลายราย สถานการณ์ตึงเครียดมากเพราะเมืองลวิฟอยู่ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ถือเป็นฐานที่มั่นสำคัญของยูเครน

ผู้ต้องสงสัยและเบื้องหลังการก่อเหตุ

ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ยืนยันว่าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว โดยนายกเทศมนตรีเมืองลวิฟ อันดรีย์ ซาโดวี เผยว่าเป็นผู้หญิงชาวยูเครนวัย 33 ปี จากแคว้นรีฟเน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เธอรับสารภาพว่าประดิษฐ์ระเบิดเองและวางตามคำสั่งจาก หน่วยข่าวกรองพิเศษของรัสเซีย

รัฐมนตรีมหาดไทย อิฮอร์ คลิเมนโก ระบุว่าตำรวจและหน่วยข่าวกรองยูเครนกำลังไล่ล่าคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัสเซียใช้สายลับแทรกซึมก่อวินาศกรรมในยูเครน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกที่ปลอดภัยกว่าแนวหน้า

ผลกระทบและบริบทสงครามยูเครน-รัสเซีย

ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย นี้ สะท้อนถึงภัยคุกคามที่ยังคงรุนแรง แม้สงครามจะยืดเยื้อมากว่า 2 ปี รัสเซียพยายามบ่อนทำลายความมั่นคงภายในด้วยการก่อวินาศกรรมเป้าหมายตำรวจและโครงสร้างพื้นฐาน เมืองลวิฟเคยถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธมาแล้วหลายครั้ง

  • ระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูก ซ่อนในถังขยะ
  • ทีมตำรวจชุดแรกและชุดสองถูกโจมตีติดต่อกัน
  • ผู้เสียชีวิต: ตำรวจหญิง 23 ปี
  • บาดเจ็บ: 25 ราย ส่งโรงพยาบาล 11 ราย
  • ผู้ต้องหา: ผู้หญิง 33 ปี สายลับรัสเซีย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ายูเครนจับกุมสายลับรัสเซียได้อีกหลายรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สงครามนี้ไม่ใช่แค่แนวหน้า แต่แผ่ขยายมาถึงพลเรือนและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย

บทเรียนจากเหตุการณ์ช็อกยูเครน

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ยูเครนต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะการตรวจสอบแจ้งเหตุที่น่าสงสัย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังคงใช้กลยุทธ์ก่อการร้ายแบบอสมมาตรเพื่อสร้างความหวาดกลัว ในขณะที่ประชาคมโลกยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับวิกตอเรีย ชพิลกา เธอเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละของตำรวจยูเครนที่ปกป้องบ้านเมืองท่ามกลางสงคราม การสูญเสียครั้งนี้คงทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเศร้าโศก แต่ก็ยิ่งมุ่งมั่นต่อสู้มากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย นี้ ชี้ให้เห็นว่าสงครามสมัยใหม่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ผู้บริโภคข่าวสารควรติดตามจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จ สุดท้ายแล้ว ความสามัคคีของชาวยูเครนคือกุญแจสำคัญในการเอาชนะภัยคุกคามเหล่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตสงครามยูเครนได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ช็อกยูเครน คนร้ายล่อตำรวจไปโดนระเบิด ดับ 1 ศพ เจ็บอีก 25 ราย

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย สถานการณ์กำลังตึงเครียดในภูมิภาคยุโรป เมื่อฮังการีและสโลวาเกียประกาศเตรียมมาตรการตอบโต้ หลังจากยูเครนระงับการส่งน้ำมันรัสเซียผ่านท่อส่งดรูจบา (Druzhba) ทำให้โรงกลั่นน้ำมันในทั้งสองประเทศขาดแคลนวัตถุดิบ

ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หัวหน้าคณะทำงานของนายกรัฐมนตรีวิกตอร์ ออร์บาน ของฮังการี ประกาศในการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ ว่า ฮังการีกำลังพิจารณาตัดการส่งออกไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติไปยังยูเครน เว้นแต่กรุงเคียฟจะกลับมาเปิดท่อส่งน้ำมันรัสเซียตามปกติ โรงกลั่นน้ำมันในฮังการีและสโลวาเกีย ซึ่งเป็นเพียงสองประเทศในสหภาพยุโรปที่ยังพึ่งพาน้ำมันรัสเซียผ่านท่อดรูจบา กำลังเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลนตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม หลังยูเครนอ้างว่าท่อถูกโดรนรัสเซียโจมตี

สาเหตุของพิพาทน้ำมันรัสเซียและผลกระทบต่อฮังการี

ทั้งฮังการีและสโลวาเกียกล่าวหายูเครนว่าประวิงเวลาด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยทั้งสองประเทศได้ประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดีเซลไปยังยูเครนไปแล้วเมื่อวันพุธ เพื่อตอบโต้ ปัจจุบัน โรงกลั่น MOL ของฮังการีและโรงกลั่นในสโลวาเกียกำลังใช้น้ำมันจากคลังสำรอง รัฐบาลสโลวาเกียอนุมัติกู้ยืมน้ำมัน 250,000 ตัน ขณะที่ฮังการีก็อนุมัติคลังสำรองยุทธศาสตร์เช่นกัน

ข้อมูลจาก ExPro บริษัทที่ปรึกษาในเคียฟ ระบุว่า ฮังการีและสโลวาเกียเป็นแหล่งนำเข้าหลักของยูเครน คิดเป็น 68% ของไฟฟ้านำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ และฮังการียังส่งก๊าซ 1 ใน 3 ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด หากฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย จะกระทบหนักต่อยูเครนที่กำลังเผชิญสงคราม

  • ฮังการีและสโลวาเกียยังคงความสัมพันธ์ดีกับรัสเซีย แม้สงครามยืดเยื้อเกือบ 4 ปี
  • นายกฯ ออร์บาน คัดค้านยูเครนเข้าร่วม EU อย่างชัดเจน
  • นายกฯ ฟิโก ของสโลวาเกีย เตือนว่าจะมีมาตรการตอบโต้เพิ่ม หากยูเครนไม่เปลี่ยนใจ

เกอร์เกลี กูลยาส หัวหน้าคณะทำงานของออร์บาน กล่าวว่า “เรากำลังพิจารณาทางเลือกในการระงับการส่งไฟฟ้าและก๊าซไปยังยูเครน” และกำลังประสานงานกับสโลวาเกีย นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังร้องขอ EU ให้ข้อยกเว้นนำเข้าน้ำมันรัสเซียทางเรือ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตร

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานในยุโรป

เหตุการณ์นี้สะท้อนความขัดแย้งใน EU ที่บางประเทศยังพึ่งพาพลังงานรัสเซีย สงครามยูเครนทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานยุโรปเปราะบาง ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย อาจนำไปสู่วิกฤตพลังงานใหม่ หากไม่มีการเจรจา

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจบังคับให้ยูเครนต้องยอมถอย เพื่อรักษาการนำเข้าพลังงานที่จำเป็น โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่กำลังใกล้เข้ามา

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าพิพาทพลังงานยังคงเป็นจุดอ่อนของยุโรป คุณคิดว่ายูเครนจะยอมถอยหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ฮังการีเล็งระงับส่งออกไฟฟ้า-ก๊าซให้ยูเครน ปมพิพาทน้ำมันรัสเซีย

Scroll to top