ยูเครน

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ออกมาแสดงความยินดี หลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเรียกร้องมาตลอด และการที่ เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน นั้นแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการเจรจา แต่ก็ยังยืนยันว่า เขตแดนของประเทศจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนด้วยกำลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ร่วมประชุมกับผู้นำชาติพันธมิตรยุโรป หรือที่เรียกว่า กลุ่มแนวร่วมผู้พร้อมใจจะรักษาสันติภาพในยูเครน (coalition of the willing) ในวันอาทิตย์ที่ 17 ส.ค. 2568 ก่อนที่ตัวเขาจะเดินทางเยือนทำเนียบขาวสหรัฐฯ และร่วมประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.)

นายเซเลนสกีกล่าวว่า การประชุมในวันนี้นั้นมีประโยชน์มาก และพวกเขากำลังพัฒนามุมมองร่วมกันว่าข้อตกลงสันติภาพควรเป็นอย่างไร การได้รับข่าวว่า เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ทำให้เขามีความหวังมากขึ้นในการเจรจาครั้งนี้

ต่อมา ประธานาธิบดียูเครนได้แสดงความคิดเห็นผ่านโลกออนไลน์เรื่องที่นาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ บอกใบ้ด้วยว่า สหรัฐฯ เตรียมจะรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน โดยนายเซเลนสกีระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์

“การรับประกันความมั่นคงซึ่งเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของพวกเรา จะต้องปฏิบัติได้อย่างแท้จริง และให้การคุ้มครองทั้งทางบก, ทางอากาศ และทางทะเล และจะต้องพัฒนาโดยที่ยุโรปมีส่วนร่วมด้วย” เขากล่าว

นายเซเลนสกีเสริมด้วยว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า เขตแดนของรัฐใดๆ จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง หลังจากก่อนหน้านี้นายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า รัสเซียยอมผ่อนปรนบางอย่างเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่พวกเขายึดไปจากยูเครน

และเซเลนสกียังเรียกร้องอีกครั้งว่า ปัญหาสำคัญต่างๆ จะต้องถูกแก้ไขโดยมียูเครนเข้าร่วมในการประชุมไตรภาคีระหว่างผู้นำยูเครน, สหรัฐฯ และรัสเซียเท่านั้น

เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

การที่ เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูท่าทีของรัสเซียอย่างใกล้ชิดต่อไป การรับประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ จะมีผลต่อการเจรจาอย่างไร และจะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่?

ความสำคัญของการรับประกันความมั่นคง

การที่สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครนนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค การรับประกันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนยูเครนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัสเซียว่าการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงเขตแดนนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

นอกจากนี้ การรับประกันความมั่นคงยังเป็นการปูทางไปสู่การเจรจาอย่างสันติ การมีหลักประกันที่แข็งแกร่งจะทำให้ยูเครนมีความมั่นใจมากขึ้นในการเจรจาต่อรอง และสามารถเรียกร้องเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือการทำให้การรับประกันความมั่นคงนี้มีความน่าเชื่อถือและสามารถปฏิบัติได้จริง การที่ยุโรปมีส่วนร่วมในการรับประกันด้วยนั้นจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเป็นเอกภาพในการสนับสนุนยูเครน

การที่เซเลนสกีย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องมียูเครนเข้าร่วมในการประชุมไตรภาคีนั้น ก็เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล เนื่องจากยูเครนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง การเปิดโอกาสให้ยูเครนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับยูเครนและประชาคมโลก แต่ก็ยังคงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้การรับประกันความมั่นคงนี้สามารถนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาคได้ในที่สุด

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก

ที่มา – เซเลนสกียินดี สหรัฐฯ เตรียมรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน จริงหรือ?

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า นายปูตินอาจยอมประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน นี่อาจเป็นสัญญาณบวกในการหาทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้

เมื่อ 17 ส.ค. 2568 นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15 ส.ค.)

นายวิตคอฟฟ์บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า นายปูตินตกลงที่จะให้สหรัฐฯ มอบ “การรับประกันด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่ง ซึ่งผมเรียกมันว่าตัวเปลี่ยนเกม” ให้แก่ยูเครน

“เราได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า สหรัฐฯ กับชาติยุโรปอื่นสามารถมอบการรับประกันด้านความมั่นคงที่คล้ายกับมาตราที่ 5 ได้” โดยนายวิตคอฟฟ์อ้างถึงมาตราที่ 5 ในสนธิสัญญานาโต ซึ่งระบุว่า การใช้อาวุธโจมตีชาติสมาชิก 1 ประเทศ จะถือเป็นการโจมตีต่อสมาชิกทั้งหมด

ที่ผ่านมา นายปูตินต่อต้านการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตมาตลอด และนายวิตคอฟฟ์กล่าวว่า การตกลงนี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งหากยูเครนสามารถยอมรับมันได้

ทูตพิเศษสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีการสนทนาที่ดีกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระหว่างโดยสารเครื่องบินกลับจากรัฐอะแลสกา และเขาเชื่อว่าการพบปะระหว่างทั้งสองที่กรุงวอชิงตันในวันจันทร์นี้ (18 ส.ค.) จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

นายวิตคอฟฟ์ยังพูดถึงปัญหาเรื่องดินแดน 5 แคว้นที่รัสเซียยึดไปจากยูเครน ได้แก่แคว้นไครเมียที่ถูกยึดไปตั้งแต่ปี 2557 กับแคว้นลูฮานสก์, โดเนตสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน ซึ่งถูกรัสเซียควบรวมไปในปี 2565 ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางการทำข้อตกลงมาตลอด

“รัสเซียได้เสนอการผ่อนปรนบางอย่างที่โต๊ะเจรจาเรื่องเกี่ยวกับแคว้นทั้ง 5” นายวิตคอฟฟ์กล่าว และเสริมว่า เรื่องแคว้นโดเนตสก์ถือเป็นการหารือที่สำคัญ ซึ่งเขาคาดว่าจะเกิดขึ้นในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับนายเซเลนสกีในวันจันทร์ด้วย

“หวังว่าในตอนนั้น เราจะสามารถก้าวข้ามและตัดสินใจบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้”

รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด ข่าวล่าสุดที่ว่ารัสเซียอาจมีการประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่รัสเซียแสดงท่าทีที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในการเจรจา ถือเป็นก้าวที่สำคัญ แม้ว่ารายละเอียดของการประนีประนอมนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ รัสเซียจะประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

ความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะ ประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองภายในรัสเซีย แรงกดดันจากนานาชาติ และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียเอง การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศมหาอำนาจมักจะซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่หลากหลาย ดังนั้น การคาดการณ์ผลลัพธ์จึงเป็นเรื่องยาก แต่การที่รัสเซียเปิดโต๊ะเจรจาและแสดงความพร้อมที่จะประนีประนอม ถือเป็นสัญญาณบวกที่ควรให้ความสนใจ

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการเป็นตัวกลางในการเจรจา ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ สหรัฐฯ มีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งรัสเซียและยูเครน และการที่สหรัฐฯ แสดงความมุ่งมั่นที่จะหาทางออกให้กับความขัดแย้ง ก็อาจช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมเรื่องดินแดน มักจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความรู้สึกชาตินิยมและผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ การตัดสินใจใดๆ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว และต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอีกมาก แต่ข่าวล่าสุดที่ว่ารัสเซียอาจมีการประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความหวัง และติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

สถานการณ์ รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป หวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ทูตพิเศษสหรัฐฯ เผย รัสเซียอาจประนีประนอมเรื่องดินแดนกับยูเครน

ทรัมป์เร่งยูเครนทำข้อตกลง ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ยูเครนควรทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่า “รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก แต่ยูเครนไม่ใช่” คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเขากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าปูตินเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับการยุติสงคราม

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดเปิดเผยว่า หลังจากที่ผู้นำทั้งสองได้พบกันที่รัฐอะแลสกาเมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ทรัมป์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบว่า ปูตินได้เสนอที่จะตรึงแนวรบส่วนใหญ่ไว้ หากยูเครนยอมยกภูมิภาคโดเนตสค์ ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซียทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันรัสเซียเข้าควบคุมพื้นที่ 1 ใน 5 ของยูเครนแล้ว รวมถึงราว 3 ใน 4 ของจังหวัดโดเนตสค์ ซึ่งรัสเซียเริ่มเข้ายึดครองตั้งแต่ปี 2014

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับปูตินว่า ควรมีการทำข้อตกลงสันติภาพโดยตรงโดยไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนก่อนการประชุมสุดยอดที่เขาระบุว่าจะไม่พอใจหากไม่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงก่อน ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนทรูธโซเชียลว่า “ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีที่ดีที่สุดในการยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคือการมุ่งตรงไปที่ข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะยุติสงครามได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงซึ่งมักจะไม่คงทนถาวร”

ทางด้านเซเลนสกีกล่าวว่า การที่รัสเซียไม่เต็มใจที่จะหยุดการสู้รบจะทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเขากล่าวบน X ว่า “การหยุดยั้งการสังหารเป็นองค์ประกอบสำคัญของการหยุดยั้งสงคราม” อย่างไรก็ตาม เซเลนสกีกล่าวว่าจะเดินทางไปพบทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซี ในวันจันทร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้อาจย้อนให้เห็นภาพการพบกันที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ทรัมป์และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ต่อว่าเซเลนสกีต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า อาจมีการจัดการประชุมสามฝ่ายร่วมกับปูตินและเซเลนสกีตามมาในภายหลัง

พันธมิตรยุโรปของเคียฟต่างแสดงความยินดีกับความพยายามของทรัมป์ แต่ยังคงย้ำว่าจะสนับสนุนยูเครนและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป โยฮันน์ วาเดพุล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ผู้นำยุโรปอาจเข้าร่วมการประชุมที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์นี้ด้วย ทั้งนี้ รัสเซียได้เปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 และได้รุกคืบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน สงครามครั้งนี้ถือเป็นสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในยุโรปในรอบ 80 ปี โดยมีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากทั้งสองฝ่ายรวมกันกว่าหนึ่งล้านคน รวมถึงพลเรือนชาวยูเครนหลายพันคน

คำกล่าวต่างๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับการประชุมสามชั่วโมงกับปูตินส่วนใหญ่ สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ซึ่งระบุว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องซับซ้อนเนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่าย “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ปูตินไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะยอมถอยจากข้อเรียกร้องของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคัดค้านการที่เคียฟต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) โดยเขาไม่ได้กล่าวถึงการพบกับเซเลนสกีต่อสาธารณะ

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ทรัมป์ระบุว่าเขาและปูตินได้หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนดินแดนและการรับประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน และ “ส่วนใหญ่เห็นด้วย” เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าเราค่อนข้างใกล้จะได้ข้อตกลงแล้ว” พร้อมเสริมว่า “ยูเครนต้องเห็นด้วยกับมัน บางทีพวกเขาอาจจะปฏิเสธ” เมื่อถูกถามว่าจะแนะนำอะไรเซเลนสกี ทรัมป์ตอบว่า “ต้องทำข้อตกลง” และเสริมว่า “ดูสิ รัสเซียเป็นมหาอำนาจใหญ่มาก และยูเครนไม่ใช่”

เซเลนสกีระบุมาโดยตลอดว่าเขาไม่สามารถยอมยกดินแดนได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญของยูเครน และยูเครนมองว่า “เมืองป้อมปราการ” ในโดเนตสค์ เช่น สโลเวียนสก์และครามาตอร์สก์ เป็นปราการสำคัญที่จะยับยั้งการรุกคืบของรัสเซีย นอกจากนี้ เซเลนสกียังยืนยันที่จะขอการรับประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียบุกอีกครั้ง ในทางกลับกัน ปูตินซึ่งคัดค้านการมีส่วนร่วมของกองกำลังภาคพื้นดินจากต่างชาติกล่าวว่าเขาเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าความมั่นคงของยูเครนต้องได้รับการ “รับรอง” สำหรับปูติน การได้นั่งคุยกับทรัมป์เพียงลำพังก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว เนื่องจากเขาถูกโดดเดี่ยวจากผู้นำตะวันตกมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่าทีของทรัมป์ที่เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอนาคต

ทำไมทรัมป์ถึงเร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง และปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม?

คำถามนี้ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบที่ชัดเจน การทำความเข้าใจบริบทและเหตุผลเบื้องหลังท่าทีของแต่ละฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ถูกต้อง

  • ผลกระทบต่อยูเครน: หากยูเครนยอมยกดินแดน จะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อรัสเซีย: การได้ดินแดนเพิ่มจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของรัสเซียอย่างไร?
  • ผลกระทบต่อประชาคมโลก: ข้อตกลงใดๆ จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเสถียรภาพของโลกอย่างไร?

การพิจารณาประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แน่นอนว่า การตัดสินใจของยูเครนจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออนาคตของประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีโลก การเจรจาและการแสวงหาหนทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ทรัมป์บอกเซเลนสกี ปูตินต้องการดินแดนยูเครนเพิ่ม-เร่งเร้ายูเครนให้ทำข้อตกลง

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์-ปูติน พบหารือ ยุติสงครามยูเครน ที่อะแลสกา

“ทรัมป์–ปูติน” พบปะกันที่รัฐอะแลสกา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน ลุ้นจบได้ข้อสรุปในวันนี้

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดฉากการเจรจาแบบทวิภาคีที่รัฐอะแลสกา ว่าด้วยการยุติสงครามยูเครน ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี การหารือ ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก

โดยทั้งสองผู้นำพบกันด้วยการจับมือกันอย่างอบอุ่นถึง 2 ครั้ง หลังเดินทางถึงฐานทัพเอลเมนดอร์ฟ–ริชาร์ดสัน ในเมืองแองเคอเรจ ก่อนจะโดยสารรถลีมูซีนของทรัมป์ไปยังสถานที่จัดประชุม ซึ่งถือเป็นการพบหารือทวิภาคีครั้งแรกระหว่างสองผู้นำ นับจากการพบหารือที่กรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เมื่อปี 2561 ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่า จะไม่พอใจอย่างมากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ในวันนี้

ทางด้านนายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมซัมมิตครั้งนี้ กล่าวโจมตีว่า แม้ในวันเจรจา รัสเซียก็ยังเข่นฆ่าประชาชน โดยย้ำว่าควรมีการประชุมร่วมระหว่างผู้นำยูเครน–สหรัฐฯ–รัสเซีย เพื่อหาทางออกอย่างแท้จริง พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับ “การหยุดยิงโดยพลัน”

ทางด้านนายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยผ่านสถานีทีวีรัสเซียว่า การเจรจาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6–7 ชั่วโมง ขณะที่ทรัมป์เผยว่าอยากเห็น การพบกันรอบสองในอะแลสกาโดยเร็ว ระหว่างปูตินกับประธานาธิดียูเครน พร้อมเรียกร้องให้ชาติตะวันตกออก “มาตรการคว่ำบาตรใหม่ทันที” หากรัสเซียไม่ยอมรับการหยุดยิงโดยพลัน.

ทรัมป์-ปูติน พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา

การพบปะหารือกันระหว่าง ทรัมป์-ปูติน ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครน แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมาในทันที แต่การที่สองผู้นำได้มานั่งโต๊ะเจรจากันโดยตรง ย่อมดีกว่าการที่ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังและความรุนแรงเข้าตอบโต้กัน

สถานการณ์สงครามในยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และห่วงโซ่อุปทาน การที่สงครามยืดเยื้อจึงสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนทั่วโลก หากการเจรจา ทรัมป์-ปูติน สามารถนำไปสู่การหยุดยิงได้จริง ก็จะเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน

ประเด็นสำคัญในการหารือ ทรัมป์-ปูติน

  • การหยุดยิงโดยทันทีในยูเครน
  • การเปิดทางให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างยูเครนและรัสเซีย
  • การรับประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในยูเครน
  • การฟื้นฟูเศรษฐกิจของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ต้องพิจารณา ทั้งผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ความต้องการของประชาชน และสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่นายเซเลนสกีออกมาโจมตีการหารือในครั้งนี้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีอุปสรรคอีกมากที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาช่องทางการเจรจาเอาไว้ และให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกร่วมกัน การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และมีแต่จะนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้น การเจรจาอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

การพบกันของ ทรัมป์-ปูติน ครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครนหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่แน่นอนว่าทุกสายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่รัฐอะแลสกาแห่งนี้

ที่มา – “ทรัมป์-ปูติน” พบหารือกันอย่างอบอุ่น ที่รัฐอะแลสกา เพื่อเจรจาแนวทางยุติสงครามยูเครน

ระทึก! 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

เกิดเหตุระทึกขวัญในรัสเซีย เมื่อ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองเบลโกรอด ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนยูเครน

3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

ตามรายงานจาก วยาเชสลาฟ กลัดคอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคเบลโกรอด โดรนลำดังกล่าวเป็นของยูเครนและพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย คันนั้น ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ โชคดีที่พลเมืองดีและหน่วยกู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในรถออกมาได้ทันท่วงทีก่อนที่ไฟจะลุกลามรุนแรงมากขึ้น ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยแพร่โดยผู้ว่าการกลัดคอฟ แสดงให้เห็นวินาทีที่โดรนพุ่งชนรถอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ผู้ว่าการกลัดคอฟกล่าวว่าสถานการณ์ในขณะนี้ “ยากลำบากอย่างยิ่ง” และได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมสาธารณะทั้งหมดในเมืองเบลโกรอดจนถึงสิ้นสัปดาห์นี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากภูมิภาคนี้อยู่ติดกับชายแดนยูเครน และมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีอีก

นอกจากเหตุการณ์ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย แล้ว ยังมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนอีกระลอกหนึ่งในพื้นที่อื่นของเมือง โดยโดรนได้พุ่งเป้าไปที่อาคารรัฐบาลแห่งหนึ่งในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

ความเสียหายและการตอบโต้

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า ในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้ทำการยิงสกัดโดรนของยูเครนจำนวน 44 ลำที่บินเข้ามาในน่านฟ้ารัสเซีย รวมถึงพื้นที่ไครเมีย ซึ่งเป็นดินแดนที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มักจะเกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง การใช้โดรนโจมตีเป้าหมายต่างๆ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งสองฝ่ายนำมาใช้มากขึ้น ทำให้พลเรือนต้องตกอยู่ในความเสี่ยง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเบลโกรอดสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสงคราม การยกเลิกกิจกรรมสาธารณะและการประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง สร้างความวิตกกังวลและความไม่แน่นอนให้กับชีวิตประจำวันของพวกเขา

แม้ว่าเหตุการณ์ 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย จะจบลงด้วยดี แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และจำเป็นต้องมีการหาทางออกเพื่อลดความตึงเครียดและปกป้องชีวิตของพลเรือน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ และเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – 3 ผู้โดยสารรอดตาย โดรนตกใส่รถยนต์ในรัสเซีย

ทรัมป์ขู่! ผลร้ายแรง หากปูตินขวางสันติภาพยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสันติภาพในยูเครน ท่าทีแข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นในการประชุมทางไกลล่าสุด

ในการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเขาจะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) และหากรัสเซียไม่ยินยอมที่จะสร้างสันติภาพในยูเครน ก็อาจจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา

ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่ว่านั้นคืออะไร แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่ต้องพูด พวกเขาจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงมาก ๆ” อย่างไรก็ตาม เขาเคยเตือนมาก่อนว่าอาจจะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหากการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ

ท่าทีของทรัมป์และผลการประชุมทางไกลกับผู้นำยุโรปและยูเครน ถือเป็นการสร้างความหวังให้แก่ยูเครน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลว่าการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาอาจจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบและต้องยอมแบ่งดินแดน

ในทางกลับกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านข้อเรียกร้องของยูเครนและยุโรปอย่างหนักแน่น และก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่ปูตินได้ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024

แม้จะมีการขู่ถึงผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมกับปูตินว่าเป็นการ “ปูทาง” สำหรับการประชุมครั้งที่สองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีด้วย

ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าการประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เราก็จะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากจะทำมันทันที และเราจะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง ถ้าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่น”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมครั้งที่สอง แต่ก่อนหน้านี้ผู้นำยุโรปและเซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลซึ่งจัดโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพื่อกำหนดขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนการประชุมที่อะแลสกา

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมทางไกลนี้ว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมด้วย ผมให้คะแนนว่ามันคือ 10 และเป็นไปอย่างเป็นมิตรมาก”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าทรัมป์เห็นด้วยว่ายูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการยอมยกดินแดน ขณะที่เซเลนสกีกล่าวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้ำประกันความมั่นคงในการตั้งถิ่นฐานหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกล กล่าวว่าหลักการที่ว่าพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังจะต้องยังคงอยู่ และกล่าวเสริมว่า “หากไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัสเซียที่อะแลสกา สหรัฐฯ และพวกเราชาวยุโรปก็ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดัน” เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์รับทราบจุดยืนนี้และเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทำให้เขาสรุปได้ว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทรัมป์และปูตินมีกำหนดจะหารือกันถึงวิธีการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นการขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อยุติการสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและมีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน.

การประชุมสุดยอดที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป หลายฝ่ายจับตามองว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่ทางออกที่สันติได้อย่างไร และทรัมป์จะสามารถใช้แรงกดดันที่มีต่อปูตินได้มากน้อยแค่ไหน

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และความหวังเดียวในตอนนี้คือการเจรจาที่ประสบความสำเร็จระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย หากปูตินไม่ยอมอ่อนข้อ ข้อขู่ของทรัมป์ที่ว่า “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน จะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน?

อะไรคือ “ผลร้ายแรง” ที่ทรัมป์ขู่ไว้?

แม้ทรัมป์จะไม่ได้ระบุชัดเจน แต่การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในมาตรการที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้หากการเจรจาล้มเหลว นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มการสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน

  • คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
  • เพิ่มการสนับสนุนทางทหาร
  • กดดันทางการทูต

การตัดสินใจของทรัมป์ในครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โลกในระยะยาว การที่ทรัมป์ออกมาขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขวางสันติภาพในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะยุติสงคราม

สถานการณ์ยังไม่แน่นอนและทุกฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การประชุมที่กำลังจะมาถึงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

ทรัมป์เตือนปูติน จะเกิดผลร้ายแรง หากไม่ยุติสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ เตือน วลาดิเมียร์ ปูติน ว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครน หลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ ถือเป็นคำเตือนที่น่าสนใจจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้ การเจรจาสันติภาพครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่” นี่คือขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของแต่ละฝ่าย

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์ การมีส่วนร่วมของผู้นำยุโรปจะช่วยเพิ่มน้ำหนักและความน่าเชื่อถือให้กับการเจรจา

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ” การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาที่ประสบความสำเร็จ

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์ ทรัมป์ย้ำว่า ทรัมป์เตือนปูตินถึงผลกระทบที่จะตามมา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน นี่คือภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงคราม และความจำเป็นในการยุติความขัดแย้ง

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

การออกมาเตือนของทรัมป์ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับทั่วโลกถึงท่าทีของรัสเซียในการเจรจาที่จะเกิดขึ้น

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาเตือนปูตินเรื่องผลร้ายแรง?

เป็นที่น่าจับตาว่าทำไมอดีตประธานาธิบดีอย่างทรัมป์จึงออกมาเตือนปูตินอย่างเปิดเผยเช่นนี้ การออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้อาจมีเป้าหมายทางการเมือง หรืออาจเป็นความกังวลอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ในยูเครน

สถานการณ์ในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่าทีของรัสเซียในการเจรจา รวมถึงผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดที่อลาสกา จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของภูมิภาคนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก การที่ ทรัมป์เตือนปูติน แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้

การที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของสาธารณชน และอาจเป็นแรงกดดันต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร่งหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ การเจรจาที่จะเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของยูเครนและยุโรป

การที่ ทรัมป์เตือนปูติน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ประเด็นสงครามในยูเครนยังคงเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และการหาทางออกอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

ที่มา – ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป สหรัฐฯหนุนยูเครน

ผู้นำยูเครนพูดคุยกับนายทรัมป์และผู้นำยุโรป โดยเซเลนสกี ยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนยูเครน ในการหารือกับปูตินศุกร์นี้ ขณะที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี และนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จัดงานแถลงข่าวร่วมกันในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากการสนทนาทางไกลระหว่างเขากับเหล่าผู้นำชาติยุโรปและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุป

นายแมร์ซระบุว่า ยุโรปกำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยกำหนดวาระการประชุมสำหรับการพบกันระหว่างนายทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม) โดยเขาหวังให้นายทรัมป์ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดกับปูติน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเสริมอีกว่า ผู้นำชาติยุโรป, สหรัฐ, และนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ สำหรับการประชุมในวันศุกร์ “ที่อะแลสกา ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรปและยูเครนต้องได้รับการคุ้มครอง”

นายแมร์ซย้ำด้วยว่า ยูเครนต้องอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้วยเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ และทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม อย่างแรกคือ ควรมีการตกลงหยุดยิง ตามด้วยการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาวอีกฉบับ การยอมรับทางกฎหมายว่ารัสเซียเป็นเจ้าของดินแดนของยูเครน “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้” และต้องมีการรับประกันความปลอดภัยโดยเคารพอธิปไตยของยูเครน

หากไม่มีความเคลื่อนไหวไปสู่สันติภาพจากทางรัสเซีย ยุโรปกับสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินมากกว่านี้ นายแมร์ซกล่าว และเสริมว่า นายทรัมป์ทราบถึงจุดยืนนี้แล้วและเห็นชอบด้วย

ต่อมานายเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเป็นผู้แถลงข่าวต่อ โดยเขาเริ่มจากการขอบคุณผู้นำนายแมร์ซและเยอรมนี รวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน โดยย้ำว่า ผู้นำจากทั่วโลกสามัคคีกันเพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

นายเซเลนสกีย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเครนต้องหารือโดยมียูเครนอยู่ด้วย “เราต้องมีส่วนในการเจรจา” นายทรัมป์ให้การสนับสนุนยูเครนในวันนี้ และสหรัฐฯ ก็พร้อมจะสานต่อการสนับสนุนนั้นต่อไป การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา

ผู้นำยูเครนกล่าวอีกว่า เขาอยากเห็นการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกไม่ตกลงหยุดยิง เขาพยายามใช้การประชุมในวันนี้เพื่อบอกนายทรัมป์กับผู้นำยุโรปว่า ปูตินไม่ได้ต้องการสันติ และพวกเขาก็เข้าใจจุดยืนของยูเครน “ปูตินหลอกเราไม่ได้”

เซเลนสกีเผยด้วยว่า นายทรัมป์บอกกับเขาว่าจะติดต่อหาหลังจากการพบปะกับปูตินในวันศุกร์เสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะไม่มีการรับประกันเรื่องความมั่นคงให้แก่ยูเครน ขณะที่เซเลนสกีก็เลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่พยายามจะถามว่า ภายใต้สถานการณ์ใดที่เขาจะสามารถพูดคุยเรื่องแลกเปลี่ยนดินแดนกับปูตินได้ โดยผู้นำยูเครนตอบว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวอีกแห่งเคียงข้างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยมาครงระบุว่า นายทรัมป์บอกอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะมีส่วนร่วมในการเจรจาเรื่องดินแดนด้วย ขณะที่เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวว่า ชายแดนระหว่างประเทศของยูเครนจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ทำไมการพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ถึงสำคัญ

การที่ เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันในยูเครนและยุโรป การได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับยูเครนในการเจรจาต่อรองกับรัสเซีย นอกจากนี้ การที่ผู้นำยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาสันติภาพด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

  • การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ยูเครน
  • การมีส่วนร่วมของยูเครนในการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ
  • ยุโรปมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขวิกฤตในยูเครน การพูดคุยระหว่าง เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ที่มา – เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

Scroll to top