รถไฟความเร็วสูง

อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้

เชื่อว่าหลายคนกำลังรอคอยข่าวดีเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้นอยู่แน่ๆ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่อย่าง อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมขนส่งของไทยไปสู่อนาคตครับ

อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าของโครงการระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 55.27% โดยกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2573 อย่างแน่นอน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาคอีสาน

ความคืบหน้าและไทม์ไลน์สำคัญของโครงการ

สำหรับในเฟสที่ 1 นั้น งานอุโมงค์สำคัญต่างๆ ทั้งช่วงมวกเหล็กและลำตะคองมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนในระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับประเทศลาวและจีนนั้น ทางภาครัฐได้เตรียมแผนงานไว้ดังนี้:

  • เร่งร่างขอบเขตของงาน (TOR) และราคากลางให้เสร็จสิ้น
  • ดำเนินการด้านเวนคืนที่ดินควบคู่ไปกับการออกแบบ
  • เตรียมประกาศประมูลงานโยธา 8 สัญญา ภายในเดือนธันวาคม 2569
  • ตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และพร้อมเปิดให้บริการในปี 2574

การดำเนินงานโครงการ อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขนส่งผู้โดยสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางของไทยให้แข็งแกร่ง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมถึงการสร้างงานในพื้นที่ตามแนวเส้นทางอีกด้วย เมื่อโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด ประเทศไทยจะกลายเป็นฮับโลจิสติกส์ที่สำคัญของภูมิภาคอย่างแท้จริงครับ

ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจในหัวเมืองใหญ่ตามแนวเส้นทางรถไฟ หากโครงการ **อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้** สามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ เชื่อว่าจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้น่าอยู่และเชื่อมต่อโลกได้ง่ายขึ้น ทีมงานขอเป็นกำลังใจให้การก่อสร้างเป็นไปโดยราบรื่นและเสร็จตามกำหนดการครับ

ที่มา – อัปเดตล่าสุด! รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 ตั้งเป้าเปิดปี 73 เฟส 2 จ่อประมูลปีนี้

พิพัฒน์ เร่งจัดระเบียบที่ดิน รฟท. เปลี่ยน 300 ชุมชนบุกรุกเป็นผู้เช่าถูกกฎหมาย

พิพัฒน์ เร่งจัดระเบียบที่ดิน รฟท. เปลี่ยน 300 ชุมชนบุกรุกเป็นผู้เช่าถูกกฎหมาย

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการผลักดันนโยบาย พิพัฒน์ เร่งจัดระเบียบที่ดิน รฟท. เปลี่ยน 300 ชุมชนบุกรุกเป็นผู้เช่าถูกกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกว่า 27,000 ครัวเรือนทั่วประเทศให้มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยมากขึ้นครับ

การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการจัดการพื้นที่ว่างเปล่าเท่านั้น แต่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานไปกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าชัดเจนว่าจะใช้แนวทาง “รับฟังทุกฝ่าย” เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมครับ โดยมีการดึงสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญในการประสานงาน ทำให้การจัดทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น

ก้าวสำคัญกับการปรับเปลี่ยนสถานะให้ถูกต้อง

ปัจจุบันนโยบาย พิพัฒน์ เร่งจัดระเบียบที่ดิน รฟท. เปลี่ยน 300 ชุมชนบุกรุกเป็นผู้เช่าถูกกฎหมาย กำลังเร่งเครื่องเต็มสูบ โดยในเบื้องต้นสามารถจัดทำสัญญาเช่าไปแล้วกว่า 111 ชุมชน จากเป้าหมายทั้งหมด 300 ชุมชน สำหรับเงื่อนไขสัญญาเช่านั้น ถือว่าให้ความเป็นธรรมกับผู้เช่าอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตปลอดภัยของการเดินรถ พี่น้องประชาชนจะได้รับสิทธิสัญญาเช่ายาวสูงสุดถึง 30 ปีเลยทีเดียวครับ

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการจัดระเบียบในครั้งนี้ ได้แก่:

  • ความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกไล่ที่
  • การเข้าถึงสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย
  • โอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมภายในชุมชนให้น่าอยู่
  • การผสานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

การพัฒนาควบคู่กับการเติบโตของระบบราง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการแก้ปัญหานี้จะกระทบต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงหรือไม่? คำตอบคือไม่กระทบครับ เพราะทางกระทรวงคมนาคมเน้นย้ำเสมอว่าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดำเนินไปพร้อมกัน หากพื้นที่ไหนมีความจำเป็นต้องใช้สำหรับการก่อสร้างโครงการรัฐ ทาง รฟท. จะร่วมกับ พอช. เจรจาจัดหาพื้นที่รองรับใหม่ให้กับชาวบ้านเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ถือเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ เพราะการเปลี่ยนผู้บุกรุกให้เป็น “ผู้เช่าที่ดินอย่างถูกต้อง” ไม่เพียงแต่จะช่วยให้องค์กรบริหารจัดการที่ดินได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการทำงานเชิงรุก

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้พี่น้องในชุมชนต่างๆ เข้าใจถึงความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้เป็นรูปธรรม หากใครอยู่ในกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ แนะนำให้ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นหรือเครือข่าย พอช. เพื่อรักษาสิทธิของตนเองนะครับ สุดท้ายนี้การอยู่ร่วมกันภายใต้กฎหมายและการจัดระเบียบที่ดี คือก้าวแรกสู่สังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” เร่งจัดระเบียบที่ดิน รฟท. เปลี่ยน 300 ชุมชนบุกรุกเป็นผู้เช่าถูกกฎหมาย

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เชื่อว่าคนชาวปทุมธานีหลายคนคงกำลังตั้งตารอการเปลี่ยนแปลงของระบบขนส่งมวลชนกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุด คุณสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ลุยงานจริงที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อเดินหน้าโครงการ สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้การเดินทางของพวกเราสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

สิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเตรียมความพร้อมบริเวณสถานีรังสิต เพื่อรองรับสถานีรถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail) ในอนาคต โดยคุณสิริพงศ์มองว่าเราต้องเร่งปรับแก้จุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่คับแคบหรือการจัดการระบบขนส่งมวลชนแบบฟีดเดอร์ (Feeder) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้โมเดลการเดินทาง “รางต่อ ล้อต่อ เรือ” ใช้งานได้จริงและไร้รอยต่อที่สุดครับ

ปรับโฉมคมนาคมปทุมธานีเพื่อคนรังสิต

นอกจากการวางแผนระยะยาวแล้ว คุณสิริพงศ์ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของประชาชน คุณสิริพงศ์ สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์เชื่อมไฮสปีด พร้อมสั่งการให้ บขส. เร่งเจรจากับเอกชนเพื่อให้ต่อหลังคาสะพานลอยเชื่อมสถานีรถไฟเข้ากับศูนย์การค้า เพราะเข้าใจดีว่าถ้าต้องเดินตากแดดตากฝนระหว่างการเดินทางมันคงเป็นเรื่องที่ลำบากไม่น้อยเลย

สิ่งที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ:

  • การนำเทคโนโลยีมาใช้: มีการศึกษาการใช้ระบบตู้จำหน่ายบัตรอัตโนมัติและระบบจองคิว เพื่อลดความแออัดเหมือนที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ทำได้สำเร็จแล้ว
  • เน้นรถสาธารณะที่เข้าถึงได้: เชื่อมต่อเส้นทางรอง เช่น คลอง 6 และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้เด็กนักเรียนและคนวัยทำงานเดินทางได้สะดวกขึ้น
  • ความร่วมมือกับเอกชน: ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบฟีดเดอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

การพัฒนาครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่รองรับรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวปทุมธานีให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การที่ภาครัฐลงมาดูหน้างานจริงและรับฟังปัญหาจาก สส. ในพื้นที่ ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้นว่าจะต้องปรับแก้ตรงไหนบ้าง เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

ในฐานะคนที่ใช้ระบบขนส่งมวลชน ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีหลังคาคลุมทั่วถึง และมีระบบฟีดเดอร์ที่มารับ-ส่งตรงเวลา จะช่วยลดปัญหาจราจรและประหยัดเวลาให้พวกเราได้มหาศาลเลยทีเดียว คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความคืบหน้าในเฟสถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าด้วยความตั้งใจนี้ ปทุมธานีจะเป็นพื้นที่ที่เดินทางได้สะดวกสบายที่สุดแห่งหนึ่งแน่นอนครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” สั่งลุยคมนาคมปทุมธานี ดันฟีดเดอร์รังสิตเชื่อมไฮสปีด จี้ บขส.ถกเอกชนต่อหลังคา

ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินที่ดูเหมือนจะสั่นคลอน แต่ล่าสุดมีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนออกมาแล้วครับ โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ในเครือซีพี ได้ออกมาให้ข้อมูลเพื่อยุติความเข้าใจผิดว่า ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน แต่อย่างใด

ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นหลังจากที่มีการส่งหนังสือถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสัญญา ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะนำไปสู่การทิ้งงานหรือถอนตัว แต่ทางบริษัทขอยืนยันว่าการส่งหนังสือฉบับดังกล่าว เป็นเพียงกลไกปกติทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิ์ของคู่สัญญาตามข้อตกลงที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่การบอกเลิกโครงการ

ทำไมต้องออกมาชี้แจงประเด็น ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน

บริษัทเล็งเห็นว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น จึงขอเรียนชี้แจงสถานะปัจจุบันว่า:

  • การประสานงาน: บริษัทยังคงทำงานร่วมกับ รฟท. และ สกพอ. (EEC) อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกในประเด็นพื้นที่มักกะสิน
  • ความชัดเจนของสัญญา: การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาเป็นกระบวนการที่ต้องทำร่วมกันตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
  • การสนับสนุนจาก BOI: เรื่องบัตรส่งเสริมการลงทุนที่หมดอายุไป ไม่ได้เกิดจากปัญหาความไม่ร่วมมือ แต่เป็นขั้นตอนทางเทคนิคที่รอสัญญาให้มีความชัดเจนก่อน

ทางด้านคุณสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ ผู้บริหารระดับสูงของ เอเชีย เอรา วัน ย้ำชัดเจนว่าความมุ่งมั่นของซีพียังเต็มร้อย โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่นี้สร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย

บทสรุปของเรื่องนี้คือ โครงการระดับชาติแบบนี้ย่อมมีรายละเอียดซับซ้อนและอุปสรรคระหว่างทางเป็นธรรมดา การใช้สิทธิตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ การที่ซีพีออกมายืนยันเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบ และความพยายามที่จะทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายครับ

ที่มา – ซีพีแจงด่วน ไม่ได้ยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ยืนยันเดินหน้าโครงการต่อ

ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนบอกเลิกสัญญา

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวคราวของโครงการยักษ์ใหญ่ระดับประเทศอย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนแรงและยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี ล่าสุดมีมุมมองที่น่าสนใจจากทางคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ออกมาให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำว่าหากโครงการไปต่อไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเด็ดขาด

ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนบอกเลิกสัญญา

รศ.ดร.สถาพร โอภาสานนท์ กรรมการบอร์ด EEC ได้ออกมาให้ทรรศนะว่า ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการรับผิดชอบค่าเสียหาย เพราะการปล่อยให้โครงการค้างคาอยู่เช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเหตุสุดวิสัยที่หลายฝ่ายหยิบยกมาอ้างนั้น อาจไม่ใช่ข้ออ้างที่ฟังขึ้นตามกฎหมาย ดังนั้นหากจะยุติสัญญา ทั้งสองฝ่ายต้องพิจารณาเงื่อนไขการรับผิดชอบให้ถี่ถ้วน

มุมมองจากฟากฝั่งการเมืองต่อโครงการเชื่อม 3 สนามบิน

ในขณะที่ฝั่งรัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือก ทางด้านนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคประชาชน ก็ได้แสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โดยมองว่าหากโครงการไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ควรเสียค่าโง่ด้วยการยอมแก้สัญญา แต่ควรพิจารณาทางเลือกอื่นแทน เช่น การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ดังนี้:

  • การเปิดประมูลใหม่: เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
  • การทบทวนรูปแบบ: เปลี่ยนไปเน้นรถไฟทางคู่ที่ทำความเร็วได้ 160 กม./ชม. ซึ่งอาจตอบโจทย์มากกว่าในแง่ของงบประมาณ
  • การประเมินความเสี่ยง: รัฐต้องไม่ยอมให้มีการแก้สัญญาเพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้แนวทางใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ภาครัฐต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง การตัดสินใจที่ล่าช้าจะยิ่งทำให้โอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยเสียไป หากต้องมีการยกเลิกสัญญาจริงๆ รัฐบาลในฐานะตัวแทนประชาชนต้องรอบคอบและเด็ดขาดเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ในมุมมองของเรา ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดหรือใครถูก แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไรจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ หากโครงการนี้ไม่สามารถไปต่อได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน การรีบเปลี่ยนทิศทางไปสู่การสร้างระบบขนส่งที่รองรับคนส่วนใหญ่และใช้ต้นทุนต่ำกว่า อาจถือเป็นทางออกที่ตรงจุดกว่าการพยายามฝืนเดินหน้าโครงการที่มีปัญหาไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นปลายทางที่ชัดเจน

ที่มา – กก.บอร์ด EEC ชี้ทางออกรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน รัฐหรือเอกชนต้องเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา

นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เมื่อล่าสุดท่านนายกฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจดึงอำนาจการกำกับดูแลโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง มาดูแลด้วยตนเอง ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเปลี่ยนมือ และมีความนัยอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่าวันนี้เรามาสรุปประเด็นนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ

เจาะลึกเหตุผล นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ก้าวพ้นช่วงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักไปแล้ว ต่อจากนี้คือยุคของการทำตลาดเพื่อดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก การที่ท่านลงมาดูแลด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการตัดสินใจและขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ให้รวดเร็วทันใจนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นไปตามความสมัครใจและมิตรภาพที่ดีกับรัฐมนตรีท่านเดิม ไม่มีความขัดแย้งภายในอย่างที่ใครหลายคนกังวลใจแต่อย่างใด

ไขข้อข้องใจ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง จริงไหม?

หลายคนอดห่วงไม่ได้และมีการเชื่อมโยงว่าการที่ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง ครั้งนี้ อาจเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้ปฏิเสธชัดเจนว่า “ไม่เกี่ยวกันเลย” โดยท่านได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสัญญารถไฟว่า:

  • โครงการรถไฟ 3 สนามบินต้องว่ากันไปตามสัญญาเดิมที่มีไว้
  • การขอแก้ไขสัญญานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องคำนึงถึงความยุติธรรมของผู้ที่พลาดการประมูลไปก่อนหน้านี้ด้วย
  • ภาครัฐไม่สามารถใช้เงินไปสนับสนุนการแก้สัญญาจนเสียสมดุลได้

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า ท่านนายกฯ ต้องการเน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพและการบริหารงานเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น การเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงฐานการผลิตระดับโลกเข้ามาสู่พื้นที่ EEC จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ตื่นเต้นและคึกคักอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ หากการกำกับดูแลโครงการใหญ่อย่าง EEC อยู่ในมือของท่านนายกฯ ที่สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันที ก็น่าจะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมหาศาล เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของการทำตลาด EEC ภายใต้การดูแลใหม่ครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้คนไทยได้ชื่นใจกันบ้างครับ

ที่มา – นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ยันไร้ขัดแย้งภายใน ไม่เกี่ยวรถไฟ 3 สนามบิน

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับมหากาพย์โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้น เมื่อมีการแจ้งถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ออกมาให้เราได้เห็นกันแล้วครับ

คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้พิจารณาและเห็นชอบร่างสัญญาฉบับใหม่เป็นที่เรียบร้อย โดยประเด็นข้อสังเกตกว่า 18 ประเด็นได้รับการชี้แจงและแก้ไขจนครบถ้วนแล้ว ทำให้ในขณะนี้ รฟท. กำลังรอการตอบกลับอย่างเป็นทางการจากทางเอกชนคู่สัญญา เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ครับ

จุดยืนของ “พิพัฒน์” ต่อเงื่อนไขการดำเนินงาน

ถึงแม้จะมีความคืบหน้าในส่วนของกฎหมาย แต่เมื่อพูดถึง คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน แล้ว เราจะไม่พูดถึงท่าทีของกระทรวงคมนาคมไม่ได้เลย โดยทาง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยังคงยืนกรานคัดค้านเงื่อนไขการปรับรูปแบบการลงทุนเป็น “สร้างไปจ่ายไป” อย่างชัดเจน โดยมองว่านโยบายของรัฐบาลต้องมีความเหมาะสมและไม่เสียเปรียบในการดำเนินโครงการ

  • อัยการสูงสุดตอบรับร่างสัญญาฉบับใหม่แล้ว
  • เตรียมเข้าที่ประชุม กพอ. วันที่ 5 มิ.ย. นี้
  • กระทรวงคมนาคมย้ำจุดยืนค้านการ “สร้างไปจ่ายไป”
  • เอกชนต้องเร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถาบันการเงิน

สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ต้องรอลุ้นกันต่อครับว่า ทางกลุ่มเอกชนคู่สัญญาจะสามารถเจรจากับสถาบันการเงินเพื่อหาทางออกในรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างไร ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งประเด็น คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน นี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะตัดสินว่าโครงการยักษ์ใหญ่ระดับประเทศนี้ จะเดินหน้าต่อได้ราบรื่นแค่ไหน

ในมุมมองทางธุรกิจ โครงการนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากรัฐและเอกชนหาจุดตรงกลางได้สำเร็จ ประโยชน์สูงสุดย่อมตกแก่พี่น้องประชาชนที่รอใช้บริการรถไฟความเร็วสูงที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวกระโดดอย่างแน่นอน

ที่มา – คืบหน้า อัยการไฟเขียวร่างแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” ค้านเงื่อนไขสร้างไปจ่ายไป

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน รฟท.รับเสี่ยง

ในวงการคมนาคมไทยกำลังมีประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา นั่นคือ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหลัก ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา หากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยืนยันจะแก้ ก็ต้องรับความเสี่ยงทางกฎหมายเองทั้งหมด

คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่กำลังติดตามความคืบหน้าโครงการใน EEC หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายพิพัฒน์ย้ำว่า สัญญาต้องเดินหน้าตามกรอบเดิม ไม่ควรแก้ไขโดยอ้างผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าประมาณการ แม้ตอนนี้ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแล้วก็ตาม การแก้สัญญาอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางกฎหมายที่หนักหนา รัฐบาลจึงเลือกยืนหยัดในหลักการเดิม

เหตุผลหลักที่คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

เอกชนผู้ร่วมทุนเสนอแก้สัญญาเพราะยอดผู้โดยสารไม่ถึงเป้า แต่รมว.คมนาคมมองว่า นี่คือโอกาสแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแทน โดยการเพิ่มดีมานด์การเดินทางในพื้นที่ EEC ด้วยการพัฒนาเมืองใหม่ EECiti บนพื้นที่ 15,000 ไร่ ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมหลักได้อย่างลงตัว ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงแค่ 10 กม. และสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นจำนวนนักเดินทาง โดยไม่ต้องแตะสัญญาเดิม ซึ่งเป็นแนวทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืน

แผนพัฒนาเมืองใหม่และสวนสนุกระดับโลกใกล้สนามบินอู่ตะเภา

หนึ่งในไฮไลต์คือการสร้างสวนสนุกระดับโลก คล้ายดิสนีย์แลนด์ ห่างจากสนามบินอู่ตะเภา 15 กม. เชื่อมตรงกับรถไฟไฮสปีด พร้อมศูนย์กีฬานานาชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวหลากหลาย นายพิพัฒน์ยืนยันว่ามีนักลงทุนไทย ต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง สนใจร่วมทุนแล้ว สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น ซื้อลิขสิทธิ์หรือจอยน์เวนเจอร์

  • จุดเด่นของ EECiti: พื้นที่ 15,000 ไร่ เชื่อมรถไฟไฮสปีดและสนามบิน
  • สวนสนุกดิสนีย์แลนด์สไตล์ไทย ดึงนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน/ปี
  • ศูนย์กีฬาระดับโลก เพิ่มกิจกรรมท่องเที่ยว
  • นักลงทุนพร้อม ไม่ต้องรอเจ้าของแบรนด์ลงทุนเต็มตัว

แผนนี้จะช่วยให้โครงการไฮสปีด 3 สนามบินคุ้มทุนตามสมมติฐานเดิม โดยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

ความคืบหน้าและการหารือกับ รฟท.

ในวันที่ 25 ก.พ. เวลา 09.00 น. มีนัดหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการ รฟท. รักษาการผู้ว่า เพื่ออัปเดตรายละเอียดโครงการ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังมุ่งมั่นผลักดัน แม้เผชิญความท้าทายจากโควิด แต่ด้วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ EEC ที่เป็นฮับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ โครงการนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

นอกจากนี้ EEC ยังมีโครงการอื่นๆ ที่เสริมกัน เช่น สนามบินอู่ตะเภาเฟส 2-3 ที่กำลังเร่งรัด ทำให้ระบบคมนาคมเชื่อมโยงกันสมบูรณ์แบบ สร้างโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

การตัดสินใจ คมนาคม เบรกแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน ครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด หลีกเลี่ยงความเสี่ยงกฎหมาย ขณะเดียวกันสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงการเมืองใหม่ หากสำเร็จ จะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการบินและคมนาคมอาเซียนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? คิดว่าแผนสวนสนุกระดับโลกจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตโครงการ EEC เพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – คมนาคม เบรกแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” หากจะแก้ รฟท. ต้องรับความเสี่ยงเอง

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย สลายสีเสื้อ

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย เมื่อ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ จัดเวทีปราศรัยสุดคึกคักที่ชุมชนอุทัยรัตน์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 โดยชูจุดยืนการเมืองเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูประเทศให้เข้มแข็งทันท่วงที พล.อ.รังษี ย้ำว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าเชิงรุกทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และความโปร่งใส เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้งเก่าๆ ไปสู่ยุคใหม่

พล.อ.รังษี ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อ

“พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

ในเวทีนี้ พล.อ.รังษี ได้นำเสนอ 5 นโยบายหลักที่ตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังของชาติอย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่สัญญา แต่เป็นแผนงานชัดเจนพร้อมเดินหน้าทันทีหากได้เป็นรัฐบาล นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคไปจนถึงการปราบปรามทุจริตและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

5 นโยบายเด่นจาก “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม.

  • 1. ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก: สร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงลาว-ไทย-พม่า-อินเดีย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ครอบคลุมประชากร 1.7 พันล้านคน โครงการนี้จะเปลี่ยนไทยให้เป็นฮับการขนส่งสำคัญ ดึงดูดการลงทุนมหาศาล สร้างงานนับล้านตำแหน่ง และกระตุ้น GDP โตแบบก้าวกระโดด
  • 2. ปลดล็อกศักยภาพทางทะเล: พัฒนาเขตอุตสาหกรรมการเกษตรริมมหาสมุทร ดึงนักลงทุนจากกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) ตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยประชาชน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายใน 10 ปี โครงการโอเชียนลิงก์จะเชื่อมสองมหาสมุทร สร้างโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก
  • 3. ออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่: ยกระดับความโปร่งใส กำหนดโทษสูงสุดประหารชีวิต บังคับให้คดีสิ้นสุดภายใน 1 ปีหลังคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อกำจัดขบวนการคอร์รัปชันที่กัดกินงบประมาณแผ่นดิน
  • 4. ปฏิรูประบบยุติธรรม: แยกการจับกุมออกจากการสอบสวน ตัดวงจรอาชญากรรมเชิงระบบ ลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างโปร่งใส
  • 5. ลดค่าไฟทันทีทุกครัวเรือน: ปรับโครงสร้างราคาพลังงานผ่าน ปตท. เน้นผลประโยชน์ประชาชนเหนือกำไร ปรับราคาก๊าซปิโตรเคมีตามต้นทุนจริง และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ลดงบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ ยังมีเมกะโปรเจกต์เด่นอย่างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และโอเชียนลิงก์ โดยเน้นการลงทุนแบบรัฐต่อรัฐ แบ่งปันผลกำไรโปร่งใส ไม่มีเงินใต้โต๊ะ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งมหภาคและจุลภาคให้หมุนเวียนได้จริง

กิจกรรมสลายสีเสื้อ พล.อ.รังษี ปราศรัย กทม.พล.อ.รังษี ชู 5 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยกิจกรรมสลายสีเสื้อ

ปิดท้ายเวทีด้วยกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “สลายสีเสื้อ” ที่สะท้อนเจตนารมณ์ก้าวข้ามความแตกแยกทางการเมืองเก่าๆ มุ่งสู่การเมืองใหม่ที่เน้นนโยบายและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พล.อ.รังษี เชื่อว่านี่คือก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยสู่ความสามัคคีและเจริญรุ่งเรือง

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากได้ลงมือทำจริง จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถดถอย ค่าครองชีพแพง และการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เขียนมองว่า “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกให้ประชาชนได้ประเมินพรรคการเมืองจากผลงาน ไม่ใช่สีเสื้อ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ 5 นโยบายนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “พล.อ.รังษี” ปราศรัย กทม. ชู 5 นโยบาย ก่อนประกาศสลายสีเสื้อก้าวข้ามความขัดแย้ง

Scroll to top