รถไฟความเร็วสูง

นายกฯ เยี่ยมเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว ช่วยเหลือเต็มที่

จากเหตุการณ์สุดสลดใจ เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับรถไฟโดยสารที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ล่าสุด นายกฯ รุดที่เกิดเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว พร้อมให้คำมั่น รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่

นายกฯ รุดที่เกิดเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เครนขนาดใหญ่ที่ใช้ในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ได้เกิดอุบัติเหตุหล่นทับขบวนรถไฟโดยสารด่วนดีเซลราง ขบวนที่ 21 สายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา สร้างความเสียหายอย่างหนักและมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากหลายหน่วยงานระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ยอดสรุปความเสียหาย ณ เวลา 17.10 น. มีผู้เสียชีวิต 32 ราย บาดเจ็บ 64 ราย และสูญหาย 3 ราย

ร่างของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อรอการพิสูจน์เอกลักษณ์ เนื่องจากสภาพศพส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ยากต่อการระบุตัวตน โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิสูจน์เอกลักษณ์ประมาณ 3-4 วัน

ต่อมาในเวลา 17.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบสถานการณ์และให้กำลังใจผู้ประสบภัย

นายกฯ ให้คำมั่นช่วยเหลือเต็มที่

นายกฯ รุดที่เกิดเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การเยียวยา และการดูแลด้านอื่นๆ ที่จำเป็น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟในครั้งนี้ ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

ความช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน:

  • รัฐบาลให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ
  • รัฐบาลมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
  • หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันจัดหาที่พักและอาหารแก่ผู้ประสบภัย
  • ประชาชนร่วมกันบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก จะต้องมีการตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

นายกฯ รุดที่เกิดเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อความทุกข์ยากของประชาชน และความมุ่งมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความช่วยเหลือต่างๆ จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บได้บ้างไม่มากก็น้อย

ที่มา – นายกฯ รุดที่เกิดเหตุเครนตกทับรถไฟสีคิ้ว ยัน รัฐบาลช่วยเหลือผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บเต็มที่

รมว.แรงงานเสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งช่วยเหลือ

รมว.แรงงาน เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งตรวจสอบผู้ประกันตน

จากเหตุการณ์สุดสลดใจ เครนถล่มทับรถไฟที่จังหวัดนครราชสีมา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนตามกฎหมาย

เหตุการณ์ รมว.แรงงาน เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งตรวจสอบผู้ประกันตน ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง บริเวณถนนบ้านคด ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ปั้นจั่นที่ใช้ยกซีเมนต์ของรถไฟความเร็วสูงได้หล่นลงทับโบกี้รถไฟ ทำให้เกิดเพลิงไหม้และมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

การดำเนินการของกระทรวงแรงงาน

หลังทราบข่าว รมว.แรงงาน เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งตรวจสอบผู้ประกันตน นางสาวตรีนุช ได้สั่งการให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยศูนย์ความปลอดภัยในการทำงานเขต 3 ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เพื่อประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้เร่งตรวจสอบสถานะของผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยลูกจ้างที่เสียชีวิตจะได้รับเงินจากกองทุนเงินทดแทน เป็นค่าทำศพ ค่าทดแทนกรณีตายรายเดือน ส่วนลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะ และค่าทดแทนกรณีหยุดงาน

นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ญาติของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บมั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะให้การคุ้มครอง ดูแล และเร่งให้การช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมายโดยด่วนที่สุด พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด

สำหรับญาติของลูกจ้างที่เสียชีวิต สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 1 สำนักงานประกันสังคม เพื่อขอรับคำแนะนำและความช่วยเหลือ

เหตุการณ์ รมว.แรงงาน เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งตรวจสอบผู้ประกันตน ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ และเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงานมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – รมว.แรงงาน เสียใจเหตุเครนถล่มทับรถไฟ เร่งตรวจสอบผู้ประกันตน ดูแลสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

“พิพัฒน์” เร่งสางปัญหา ไฮสปีด 3 สนามบิน ใน 4 เดือน

“พิพัฒน์” นัดถกอีอีซี – รฟท. 3 พ.ย.นี้ เคาะแนวทางสางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ชี้กรอบรัฐบาล 4 เดือน แม้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ แต่ตั้งเป้าเคลียร์ปัญหาให้มีแนวทางเดินหน้าชัดเจน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากปัญหาการเจรจาแก้ไขสัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ขณะนี้ได้กำหนดให้มีการนัดประชุมภายในส่วนของภาครัฐ วันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก่อนจะมีการนำแนวทางไปเจรจากับเอกชนคู่สัญญาต่อไป อย่างไรก็ตามภายในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ จะพยายามเร่งผลักดันทำในสิ่งที่ผ่านมาแล้วและยังไม่จบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปมากที่สุด จะทำให้มีความเคลื่อนไหว มีข้อสรุปในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ตนได้เคยพูดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า เรื่องนี้ต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

โครงการไฮสปีด 3 สนามบิน เป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) การเดินหน้าโครงการนี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

การที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งผลักดันและแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC การประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 พ.ย.นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“พิพัฒน์” เร่งเเก้ปัญหาไฮสปีด 3 สนามบิน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ที่กำลังเป็นที่จับตามอง ถึงการแก้ไขสัญญาเเละปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้สรุปผลภายใน 4 เดือนนี้

ไฮสปีด 3 สนามบิน: ความท้าทายและโอกาส

การแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน หรือ ไฮสปีด 3 สนามบิน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการหาข้อสรุปภายในระยะเวลา 4 เดือน ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม หากสามารถแก้ไขปัญหาและเดินหน้าโครงการได้สำเร็จ จะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

การเดินหน้าโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ การเชื่อมต่อสนามบิน 3 แห่ง จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ลดระยะเวลาในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนในพื้นที่ EEC การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

ที่มา – “พิพัฒน์” นัดถก EEC-รฟท. สางปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ขีดเส้น 4 เดือนจบ

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน! ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

“พิพัฒน์” เปิดออปชันเสริมแก้ปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” เดินหน้าเจรจาสร้างต่อขยายระยอง – จันทบุรี – ตราด มั่นใจเกิดความคุ้มค่าและจูงใจลงทุน

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าและแนวทางล่าสุดในการขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยระบุว่า ภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ ตนจะนัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับการดำเนินโครงการนี้

อย่างไรก็ดี ตนยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิ์ฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

โครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ที่มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดมีข่าวอัปเดตจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการเจรจาส่วนต่อขยายเพื่อดึงดูดนักลงทุน

ทำไมต้องขยายไฮสปีด 3 สนามบินไปถึงตราด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นตราด? การขยายเส้นทางลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ไปยังจังหวัดตราดนั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ประการแรกคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดตราดเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามมากมาย การมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น

ประการที่สองคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟความเร็วสูงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่ง

ประการที่สามคือความคุ้มค่าในการลงทุน การขยายเส้นทางไปยังตราดจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเอกชนให้เข้ามาลงทุนในโครงการ

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน หากการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เราก็จะได้เห็นรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดตราด ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคมขนส่งของประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับจากการลงทุนส่วนต่อขยายนี้ รวมถึงความโปร่งใสในการเจรจาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง การผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การมีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองสำคัญต่างๆ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชน การติดตามความคืบหน้าของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ

ที่มา – ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” เผยแผนเจรจา สร้างส่วนต่อขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา ไฮสปีด 3 สนามบิน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) หรือที่รู้จักกันในชื่อไฮสปีดเทรน เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศไทยที่คาดหวังจะยกระดับการคมนาคมและเศรษฐกิจ แต่กลับเผชิญความล่าช้ามาหลายปี ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในประเด็นการแก้ไขสัญญา โดยยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “สร้างไปจ่ายไป” ซึ่งเป็นข้อเสนอจากเอกชนผู้รับสัมปทาน

“พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

นายพิพัฒน์ กล่าวถึงสถานการณ์ของโครงการไฮสปีด 3 สนามบินว่า โครงการนี้ล่าช้ามากกว่า 6 ปีนับตั้งแต่เปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ ปัญหาหลักอยู่ที่การเจรจาแก้ไขสัญญาใหม่ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนได้เริ่มไว้แต่ยังไม่บรรลุผล ในส่วนของนโยบายที่ตนมีคือ ยึดหลักสัญญาเดิมที่กำหนดให้เอกชนก่อสร้างให้เสร็จก่อน แล้วรัฐจึงจ่ายเงินสนับสนุนภายหลัง แต่เอกชนในกลุ่มบริษัทเอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เสนอปรับเป็น “สร้างไปจ่ายไป” หรือจ่ายเป็นงวดๆ เหมือนโครงการทั่วไป ซึ่งนายพิพัฒน์มองว่า ขัดกับหลักการเดิมและอาจไม่ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

“การขอปรับสัญญาแบบนี้ ถ้าผมยอมก็คงรับผิดชอบไม่ไหว และมันขัดกฎหมายเพราะสัญญาเดิมชัดเจนอยู่แล้ว” นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่น สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน

แนวทางการแก้ไขปัญหาโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน

เพื่อหาทางออก นายพิพัฒน์วางแผนนัดหารือกับเอกชนผู้รับสัมปทาน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC ในเร็วๆ นี้ โดยจะพิจารณาแนวทางที่เป็นไปได้ หากถึงทางตันก็พร้อมหารือต่อ หากโครงการนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ก็ยังมีทางเลือกอื่น เช่น การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ของรฟท. ที่เชื่อมถึงแหลมฉบัง สามารถต่อยอดไปยังสนามบินอู่ตะเภา และเพิ่มขบวนรถเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ โดยไม่กระทบการให้บริการปัจจุบัน

นายพิพัฒน์ย้ำว่า การหารือนี้ไม่ใช่การเปิดช่องให้ยกเลิกสัญญา เพราะหากเลิกสัญญาเอกชนอาจฟ้องร้อง ซึ่งตนไม่ต้องการรับผิดชอบ แต่เป็นการเจรจาเพื่อยึดเงื่อนไขเดิม แม้รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่จะเร่งแก้ปัญหาและหาทางออกร่วมกัน โครงการไฮสปีด 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการบิน หากล่าช้าต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการแข่งขันระดับภูมิภาค

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยึดหลักสัญญาเดิมช่วยรักษาความโปร่งใสและลดความเสี่ยงทางการเงินของรัฐ ในขณะที่เอกชนก็ต้องรับผิดชอบตามที่เสนอไว้ตั้งแต่แรก นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาการคมนาคมที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจ

  • ปัญหาหลัก: ความล่าช้าและการเจรจาสัญญา
  • จุดยืนของนายพิพัฒน์: ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป
  • ทางออก: หารือร่วมกันภายใน 4 เดือน
  • ทางเลือกสำรอง: ขยายรถไฟทางคู่

ในฐานะที่โครงการนี้เป็นหัวใจของการเชื่อมโยงสามสนามบินหลัก สิ่งสำคัญคือต้องเร่งรัดให้เกิดความชัดเจน ผู้สนใจสามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมจากข่าวสารนโยบายรัฐ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับโครงการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เรายินดีรับฟังเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ที่มา – “พิพัฒน์” ปิดช่องแก้สัญญา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” ไม่เห็นด้วยสร้างไปจ่ายไป

สุริยะดันใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2


“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” หารือ “สภาวิศวกร” ส่งเสริมผู้ประกอบการและใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2 ผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงการประชุมร่วมกับนายกสภาวิศวกรและคณะ เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมบุคลากรวิศวกรไทย ผู้ประกอบการไทย และที่สำคัญคือการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศสำหรับโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการหาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้อย่างเต็มที่

สุริยะเร่งเครื่อง ใช้วัสดุไทย รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2

สภาวิศวกรได้นำเสนอ 4 ประเด็นปัญหาหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่

  1. วัสดุก่อสร้าง: การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
  2. งานทดสอบวัสดุและการควบคุมคุณภาพ: การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของวัสดุให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  3. แบบก่อสร้างและเทคนิคการก่อสร้าง: การปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคการก่อสร้างให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ
  4. บริษัทที่ปรึกษาควบคุมงาน: การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้าง

นายสุริยะกล่าวว่า การสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของวิศวกรไทยและผู้ประกอบการไทย รวมถึงการใช้วัสดุภายในประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญมาโดยตลอด รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชน

เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว นายสุริยะได้มอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมมือกับกรมการขนส่งทางราง สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ศึกษาข้อกำหนดทางเทคนิคตามมาตรฐานจีน เพื่อกำหนดเทคนิคและรูปแบบการก่อสร้างที่เหมาะสมในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังให้ รฟท. พิจารณาใช้ผู้ควบคุมงานก่อสร้างไทยในการดำเนินโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย อีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

การใช้วัสดุไทยในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • ลดต้นทุนการก่อสร้าง: การใช้วัสดุที่ผลิตในประเทศจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ
  • สร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนไทย: การผลิตวัสดุในประเทศจะสร้างงานให้กับคนไทยในหลากหลายสาขา
  • ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี: การพัฒนาวัสดุและเทคโนโลยีในการก่อสร้างจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้วัสดุภายในประเทศจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งวัสดุจากต่างประเทศ

รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้จัดตั้ง สทร. เพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งจะรวมถึงการบำรุงรักษาทั้งระบบฯ และในอนาคตได้วางเป้าหมายในการผลิตขบวนรถไฟฟ้าความเร็วสูงภายในประเทศ โดยกระทรวงฯ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามบันทึกความเข้าใจการยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางราง และการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทย

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการก่อสร้าง แต่เป็นโครงการที่จะพลิกโฉมระบบคมนาคมของประเทศไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมหาศาล การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่

การผลักดันให้เกิดการใช้งานวัสดุภายในประเทศในโครงการขนาดใหญ่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้มแข็ง จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของประเทศในระยะยาว

ที่มา – “สุริยะ” หารือ “สภาวิศวกร” ใช้วัสดุไทยในโครงการ “รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน” เฟส 2

Scroll to top