รถไฟรางคู่

นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เมื่อล่าสุดท่านนายกฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจดึงอำนาจการกำกับดูแลโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง มาดูแลด้วยตนเอง ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเปลี่ยนมือ และมีความนัยอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่าวันนี้เรามาสรุปประเด็นนี้ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายที่สุดครับ

เจาะลึกเหตุผล นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง

ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ก้าวพ้นช่วงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักไปแล้ว ต่อจากนี้คือยุคของการทำตลาดเพื่อดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก การที่ท่านลงมาดูแลด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการตัดสินใจและขับเคลื่อนกฎระเบียบต่างๆ ให้รวดเร็วทันใจนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น โดยยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นไปตามความสมัครใจและมิตรภาพที่ดีกับรัฐมนตรีท่านเดิม ไม่มีความขัดแย้งภายในอย่างที่ใครหลายคนกังวลใจแต่อย่างใด

ไขข้อข้องใจ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง จริงไหม?

หลายคนอดห่วงไม่ได้และมีการเชื่อมโยงว่าการที่ นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ราบรื่นไร้ขัดแย้ง ครั้งนี้ อาจเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งท่านนายกฯ ก็ได้ปฏิเสธชัดเจนว่า “ไม่เกี่ยวกันเลย” โดยท่านได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสัญญารถไฟว่า:

  • โครงการรถไฟ 3 สนามบินต้องว่ากันไปตามสัญญาเดิมที่มีไว้
  • การขอแก้ไขสัญญานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องคำนึงถึงความยุติธรรมของผู้ที่พลาดการประมูลไปก่อนหน้านี้ด้วย
  • ภาครัฐไม่สามารถใช้เงินไปสนับสนุนการแก้สัญญาจนเสียสมดุลได้

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า ท่านนายกฯ ต้องการเน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพและการบริหารงานเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น การเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงฐานการผลิตระดับโลกเข้ามาสู่พื้นที่ EEC จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ตื่นเต้นและคึกคักอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ หากการกำกับดูแลโครงการใหญ่อย่าง EEC อยู่ในมือของท่านนายกฯ ที่สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันที ก็น่าจะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมหาศาล เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของการทำตลาด EEC ภายใต้การดูแลใหม่ครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้คนไทยได้ชื่นใจกันบ้างครับ

ที่มา – นายกฯ แจงดึง EEC คุมเอง หวังดึงนักลงทุน ยันไร้ขัดแย้งภายใน ไม่เกี่ยวรถไฟ 3 สนามบิน

“พิพัฒน์” ลุยหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี


“พิพัฒน์” ลุยหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี

“พิพัฒน์” ปักธงหาดใหญ่! ลุยเวทีหาเสียงเขต 2 หนุน “ศาสตรา” คนร่วมกว่า 1,200 ชี้ถึงเวลาทวงคืนโอกาส 30 ปี ดันโครงการสำคัญ ทั้งถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่ รถไฟรางคู่ และการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม หวังฟื้นฟูให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองในเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นไปอย่างคึกคัก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำและแม่ทัพภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย เพื่อสนับสนุน นายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 3 ของพรรคภูมิใจไทย โดยเป็นการจัดเวทีย่อยครั้งที่ 10 ท่ามกลางประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 1,200 คน แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ และการที่พรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการยึดพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจัดเวทีใหญ่ในพื้นที่อีกครั้ง

นายพิพัฒน์ ได้กล่าวปราศรัยว่า ตนเองนั้นเกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ โดยเฉพาะในย่านตลาดกิมหยง ซึ่งในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ ผู้คนจากทุกสารทิศและประเทศเพื่อนบ้านต่างเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก แต่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หาดใหญ่กลับหยุดชะงัก ขาดการพัฒนาที่เป็นระบบ จนถึงวันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง “พอแล้ว” กับการปล่อยให้เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งนี้ต้องถอยหลังต่อไป

นายพิพัฒน์ยังกล่าวอีกว่า หาดใหญ่มีศักยภาพที่ครบถ้วน ทั้งระบบถนน ระบบรถไฟ และการคมนาคมทางอากาศ ทำให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภาคใต้ ซึ่งเชื่อมต่อไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างรุนแรง โครงการถนนวงแหวนรอบหาดใหญ่ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2542 โดยมีระยะทางกว่า 65 กิโลเมตร แต่จนถึงปัจจุบันกลับได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อก่อสร้างจริงเพียงแค่ 7 กิโลเมตรเท่านั้น

“คำถามคือ ส่วนที่เหลือจะเสร็จทันในยุคที่เรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมภาคใต้ถึงต้องทวงคืนโอกาสที่หายไปกว่า 30 ปี” นายพิพัฒน์กล่าว

ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน นายพิพัฒน์ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาภาคใต้ไม่สามารถพึ่งพาเพียงแค่ระบบถนนอย่างเดียวได้ โดยเฉพาะระบบรถไฟรางคู่ ซึ่งในปัจจุบัน การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาสิ้นสุดเพียงแค่จังหวัดชุมพรเท่านั้น ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังขาดทางเลือกในการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงมีนโยบายที่จะผลักดันการขยายรถไฟรางคู่ลงสู่ภาคใต้ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนในการเดินทาง

ทำไมต้องทวงคืนโอกาส 30 ปี ให้หาดใหญ่?

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยระบุว่า ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานด้านคมนาคมหลายหน่วยงาน ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาโครงข่ายถนนคู่ขนาน การแก้ไขปัญหาคอขวดของการจราจร และการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายศาสตรา ศรีปาน ผู้สมัคร สส. เขต 2 กล่าวเสริมถึงความร่วมมือกับการทำงานร่วมกับภาควิชาการ โดยเฉพาะการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมเสนอแนวนโยบายในการจัดตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายที่จะเยียวยาครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม “ครั้งละ 100,000 บาท” เพื่อลดภาระและความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ในการเลือกผู้แทนที่เข้าใจถึงปัญหาของพื้นที่ กล้าที่จะตั้งคำถามในสภา และสามารถดึงงบประมาณมาพัฒนาบ้านเกิดได้อย่างแท้จริง พร้อมยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานในพื้นที่หาดใหญ่อย่างต่อเนื่องตลอดสองวัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะ “ปักธงหาดใหญ่” และขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้ให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง

การทวงคืนโอกาส 30 ปี ไม่ใช่เเค่การหาเสียง เเต่เป็นการสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “พิพัฒน์”ลุยหาเสียงหาดใหญ่ ทวงคืนโอกาส 30 ปี ฟื้นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้

Scroll to top