รองนายกรัฐมนตรี

อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อเมื่อช่วงวันที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือที่เรารู้จักกันในนาม “พีมูฟ” ได้บุกเข้าไปในพื้นที่กระทรวงมหาดไทย จนนำไปสู่การกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) จนเกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออก ซึ่งล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าวแล้ว

อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

เหตุการณ์ อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก ในครั้งนี้ นายอนุทินได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ตนเองติดภารกิจสำคัญในการต้อนรับประธานาธิบดีเมียนมา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยท่านอื่นๆ ก็ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจอยู่ในกระทรวงเช่นกัน ทำให้จังหวะการเจรจาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จนกลุ่มผู้ชุมนุมพยายามผลักดันเข้าไปในพื้นที่และเกิดความวุ่นวายขึ้น

เบื้องหลังการกระทบกระทั่งและจุดยืนของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า “ไม่มีเหตุผลที่รัฐมนตรีจะต้องหลบหน้าประชาชน” และยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เร่งดำเนินการหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องราวบานปลายจนเกิดความรุนแรง มีปัจจัยดังนี้:

  • กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามภายในกระทรวง
  • เจ้าหน้าที่ อส. จำเป็นต้องตรึงกำลังเพื่อรักษาความสงบตามหน้าที่
  • การกระทบกระทั่งจากแรงกดดันทำให้เกิดความไม่เข้าใจและนำไปสู่การบาดเจ็บ

แม้จะเกิดเหตุ อนุทิน ขอโทษเหตุ พีมูฟ บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก แต่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว โดยทางรองปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เข้าเจรจากับกลุ่มพีมูฟจนมีความเข้าใจที่ตรงกันเป็นที่เรียบร้อย การแก้ปัญหาหลังจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธีและยั่งยืนต่อไป

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเปราะบาง การมีตัวแทนผู้มีอำนาจตัดสินใจอยู่ในพื้นที่เพื่อพูดคุยทันทีอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงได้ หวังว่าหลังจากนี้กระบวนการพูดคุยจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคน

ที่มา – อนุทิน ขอโทษเหตุ “พีมูฟ” บุกมหาดไทยปะทะ อส. เลือดตกยางออก

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิง

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นบริเวณโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุด “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาแสดงจุดยืนในการจัดการวิกฤตครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

“อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

เหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ในฐานะที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านการศึกษาโดยตรง นายยศชนันกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ครับ”

มาตรการเร่งด่วนและแนวทางปฏิบัติหลังเหตุการณ์

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด และได้วางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างรวดเร็ว ดังนี้:

  • เร่งกำชับเจ้าหน้าที่ให้ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเข้มงวดที่สุด
  • อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน
  • ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางสัญจรในพื้นที่ใกล้เคียงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติงานได้เต็มที่
  • ขอความกรุณางดแชร์ภาพหรือคลิปเหตุการณ์ เพื่อเคารพสิทธิส่วนบุคคลและรักษาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสีย

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและการให้เกียรติผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราทุกคนในสังคมควรทำร่วมกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาจะได้รับการยกระดับให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “อ.เชน” แสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย เหตุกราดยิงในโรงเรียน กำชับดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ประกาศก้าวสำคัญด้วยการ ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในบ้านเราได้อย่างยั่งยืน

ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกออนไลน์ในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานและทรัพยากรน้ำมหาศาล รัฐบาลจึงต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมผ่านคณะกรรมการชุดใหม่นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะไม่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

หน้าที่หลักของบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์

บทบาทสำคัญที่ ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม ในครั้งนี้ ครอบคลุมหลายมิติที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ด้านพลังงานและน้ำ: เน้นการใช้พลังงานสะอาดและจัดการทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
  • ด้านความปลอดภัยและผังเมือง: กำกับดูแลการก่อสร้างและระบบความปลอดภัยด้านข้อมูลระดับชาติ
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ผลักดันให้ผู้ประกอบการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) อย่างเป็นรูปธรรม

คณะกรรมการชุดนี้มีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญๆ อย่างกระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าทุกก้าวเดินของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย จะมาพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่เป็นก้าวที่ฉลาดมากของภาครัฐ เพราะการเติบโตแบบก้าวกระโดดโดยไม่มีการคุมเข้มมักจะสร้างปัญหาตามมาภายหลัง การจัดตั้งบอร์ดนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าไทยมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากล หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจในอุตสาหกรรมนี้ อย่าลืมติดตามประกาศแนวทางปฏิบัติจากทางคณะกรรมการอย่างใกล้ชิดนะครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั้งบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ คุมเข้มพลังงาน-สิ่งแวดล้อม

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการทุจริตในแวดวงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย

รายละเอียดการตรวจสอบและการเตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

สำหรับประเด็นที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ชี้แจงนั้นมีความชัดเจนว่า ทางคณะกรรมการฯ ได้มีการสรุปผลการตรวจสอบและมีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของขั้นตอนการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีนั้น นายปกรณ์ระบุว่า ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้ เนื่องจากเอกสารและรายงานดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้รายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะนำเสนอต่อไป

สาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในทันทีนั้น นายปกรณ์อธิบายว่าเป็นเพราะต้องการความรอบคอบในเนื้อหา เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจสอบจะเป็นธรรมและถูกต้องตามหลักกฎหมายอย่างแท้จริง การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของภาครัฐในการจัดการกับปัญหาทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
  • คณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องการปรับแก้รายละเอียดรายงานให้สมบูรณ์
  • นายปกรณ์ ยืนยันว่าจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นการส่วนตัวก่อน
  • ยังไม่มีการนำเข้าวาระการประชุม ครม. ในช่วงเวลานี้เนื่องจากติดขั้นตอนการปรับปรุงข้อมูล

หลายฝ่ายกำลังรอดูว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมถึงมาตรการป้องกันที่จะตามมาในอนาคต หากภาครัฐสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม จะถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการตรวจสอบทุจริตไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดถือเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก การที่นายปกรณ์ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงความคืบหน้าให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหว แม้จะยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว จะมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ปกรณ์” เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ

สถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพและรวดเร็ว หลังพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงถึง 1,363 จุด และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งอีก 444 จุด ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ

“ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ แบบครบวงจร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมองไปถึงการป้องกันและฟื้นฟูอย่างยั่งยืน การที่ “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ในครั้งนี้ จะช่วยให้การสั่งการจากส่วนกลางถึงระดับจังหวัดเป็นไปอย่างคล่องตัว โดยเฉพาะการตั้งวอร์รูมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นายยศชนันได้กำหนดมาตรการสำคัญหลายประการที่หน่วยงานต่างๆ ต้องนำไปปฏิบัติทันที ดังนี้:

  • การจัดตั้ง War Room: มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรายงานตรงต่อส่วนกลางและจังหวัด
  • การแก้ไขจุดคอขวดงบประมาณ: ขจัดอุปสรรคทางการเงินเพื่อให้โครงการป้องกันภัยพิบัติเร่งด่วนเดินหน้าได้ทันที
  • การใช้นวัตกรรม: นำโดรนสำรวจพื้นที่และเทคโนโลยีโทรมาตรมาใช้เพื่อการประเมินสถานการณ์ที่แม่นยำ
  • ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย: เตรียมศูนย์พักพิงและระบบสนับสนุนการอพยพเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ยังมีการเร่งขุดลอกลำน้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำน่านและแม่น้ำยม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจ ตลอดจนการวางแผนกักเก็บน้ำสำรองเพื่อป้องกันภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะใช้บทเรียนจากอดีตมาปรับใช้ เพื่อให้การทำงานในพื้นที่ภาคเหนือเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด การบริหารงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การจัดการน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็วถึงประชาชน เพื่อให้ทุกคนมั่นใจได้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง

ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการภัยพิบัติในระดับภูมิภาค ที่เน้นการทำงานเชิงรุกและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือและนำไปสู่การจัดการทรัพยากรน้ำที่ยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – “ยศชนัน” นั่งประธานรับมือน้ำท่วม-น้ำแล้ง ภาคเหนือ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. ป้องกันพื้นที่เสี่ยง

นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อสานต่อมิตรภาพและกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีระดับสูง ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบรับคำเชิญของนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทยให้ก้าวไกลในเวทีระดับภูมิภาคอาเซียน

บรรยากาศการต้อนรับและความคาดหวังในความร่วมมือ

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซียและเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หัวใจหลักของการเยือนครั้งนี้คือการที่ นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ได้แก่:

  • การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า
  • ความมั่นคงในภูมิภาคที่ต้องอาศัยความร่วมมือกัน
  • การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและนวัตกรรมใหม่ๆ
  • การส่งเสริมการเกษตรและเทคโนโลยีสมัยใหม่

การเดินทางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาค การพูดคุยแบบเต็มคณะจะช่วยให้การแก้ปัญหาและพัฒนาโครงการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจบ้านเราครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้ต่อไป ว่าจะมีข้อตกลงใดที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยโดยตรงบ้าง เชื่อว่าการทูตเชิงรุกแบบนี้จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวการเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

ทำไม “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ ได้นำกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการยุบ บจธ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากยุบหน่วยงานนี้ไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่กำลังรอความหวังเรื่องที่ดินทำกิน

ข้อเรียกร้องสำคัญเมื่อ “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

  • คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
  • ขอให้รัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
  • เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพีมูฟเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน

บรรยากาศหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อย ในขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมย้ำชัดว่า จะปักหลักรอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้รับความคืบหน้าที่น่าพอใจ การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกฎหมายและนโยบายรัฐกดทับมาอย่างยาวนาน

ทางด้านนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยในช่วงบ่ายมีการคาดการณ์ว่านายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิทธิในที่ดินทำกินคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะยุบองค์กรที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่าง บจธ. โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการมีที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างไร

ที่มา – “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเมื่อเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไทยใช้กำลังเกินสมควรกับพลเมืองจีนในงานสัปดาห์หนังสือ จนทำให้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ล่าสุด “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง แล้ว เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทำไม “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังรวมไปถึงความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและพลเมืองชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

  • เร่งรวบรวมข้อมูลจากสถานที่เกิดเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูเหตุการณ์ลำดับขั้นตอน
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย นายสีหศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะประชาชนมีความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือ “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใดจนกว่าผลการสอบสวนจะออกมาอย่างเป็นทางการ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร การกระทำที่เกินกว่าเหตุไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากฝ่ายไหนล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะในงานระดับนานาชาติที่ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดี หวังว่าการตรวจสอบในครั้งนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการจัดการเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองถูกพาดพิงจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ เกี่ยวกับการมีรายชื่อเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. โดยนายทรงศักดิ์ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความไม่เหมาะสมและเตรียมเอาผิดทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยประกาศเสียงแข็งว่า พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ทันทีหลังจากที่ทีมกฎหมายรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้น

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากนายทรงศักดิ์มองว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอออกมานั้นเข้าข่ายองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท ทำให้ชื่อเสียงของตนได้รับความเสียหาย นายทรงศักดิ์ได้ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเร่งถอดคำพูดและตรวจสอบเนื้อหาที่นายยิ่งชีพได้นำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อหาหลักฐานที่แน่ชัดก่อนจะเดินทางไปดำเนินคดีที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายของ ทรงศักดิ์ ทองศรี

สำหรับการเดินทางไปแจ้งความในครั้งนี้ นายทรงศักดิ์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง โดยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท มีดังนี้:

  • ทีมกฎหมายกำลังตรวจสอบทุกถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาผ่านสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดีย
  • เตรียมความพร้อมในการรวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • เลือกสถานีตำรวจในจังหวัดบึงกาฬเป็นสถานที่แจ้งความ เพื่อความสะดวกและเป็นพื้นที่ที่แสดงถึงความชัดเจนในฐานะที่เป็นภูมิลำเนาของตน

ความชัดเจนของนายทรงศักดิ์ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่วิจารณ์การทำงานว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหากใครที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือเข้าข่ายการหมิ่นประมาท ก็พร้อมที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทุกอย่างตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

Scroll to top