รังสิมันต์ โรม

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อคุณรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่คุณชัยชนะ เดชเดโช สส. พรรคประชาธิปัตย์ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายรองผู้กำกับการ สภ.ทุ่งใหญ่ โดยคุณโรมย้ำชัดว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าว โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบและเป็นการรักษาหลักการของกฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันในสังคมไทย

นอกเหนือจากคดีดังกล่าวแล้ว คุณรังสิมันต์ โรม ยังได้หยิบยกประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทยขึ้นมาถกแถลง โดยเขามองว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จำเป็นต้องมีการทบทวนนโยบายการถือครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง

มุมมองต่อการครอบครองอาวุธปืนเกินความจำเป็น

ในประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืน คุณโรมตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่นักการเมืองบางคนอาจมีปืนในครอบครองมากถึง 30-40 กระบอก ซึ่งถือว่าเกินกว่าความจำเป็นในการป้องกันตัวทั่วไป และเมื่อพิจารณาจากมุมมองของ โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง แล้ว เขายังขยายความไปถึงมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาวะหวาดระแวงว่าเจ้าหน้าที่รัฐอาจจะกลายเป็นภัยเสียเอง

ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนกำลังขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ได้แก่:

  • การทบทวน พ.ร.บ.อาวุธปืน เพื่อจำกัดการครอบครองที่เกินความจำเป็น
  • การจัดทำมาตรการรับซื้อคืนอาวุธปืนหรือนโยบายจูงใจให้คืนปืนผิดกฎหมาย
  • การตรวจสอบสุขภาพจิตและประวัติของผู้ถือครองปืนให้เข้มงวดมากขึ้น
  • การสร้างระบบความปลอดภัยที่ประชาชนเชื่อมั่นได้จริง ไม่ใช่การพกปืนเพื่อป้องกันตัวเพียงอย่างเดียว

คุณรังสิมันต์ยังย้ำว่า การจะเป็นนักการเมืองไม่จำเป็นต้องมีปืนมากมายเหมือนเปิดคลังแสง เพราะหัวใจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจและกฎหมาย โดยเขาย้ำอีกครั้งว่า โรมชี้ปมชัยชนะตบรอง ผกก. ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง นั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกคนควรได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุด สังคมไทยคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแก้ปัญหาอาวุธปืนจะก้าวหน้าไปถึงจุดไหน และนักการเมืองจะสามารถเป็นต้นแบบของการเคารพกฎหมายได้จริงหรือไม่ เพราะความศรัทธาของประชาชนนั้นมีค่ามากกว่าปืนทุกกระบอกที่อยู่ในมือใครก็ตาม

ที่มา – “โรม” ชี้ปม “ชัยชนะ” ตบรอง ผกก. หากทำจริง ต้องเอาผิดให้เป็นเยี่ยงอย่าง

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. หลังจากที่มีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังขาให้กับสังคมเป็นวงกว้าง

รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาพูดถึงกลุ่ม “สว.สีส้ม” และตั้งคำถามถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยยืนยันว่าการตั้งข้อกล่าวหาลักษณะนี้เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นั่นก็คือความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐเอง

เปิดใจ รังสิมันต์ ท้า ศุภชัย เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ให้ชัดเจน

ในการแถลงข่าว นายรังสิมันต์ย้ำชัดว่าหากมีหลักฐานว่าพรรคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้ง สว. จริง ก็ขอให้นำรายชื่อออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ใช่เพียงการใช้วาทกรรมเพื่อสาดโคลนใส่กัน การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีพยานหลักฐานทั้งเส้นทางการเงินหรือคลิปวิดีโอถือเป็นการเสียเวลาเปล่า

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในระดับท้องถิ่นว่า:

  • จังหวัดที่มี สว.สีน้ำเงินจำนวนมาก มักพบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
  • ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในพรรคการเมืองใหญ่กับตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในบ้านเมือง
  • กระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน แต่กลับเกิดคำถามเรื่องมาตรฐาน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเรื่องการโกง สว. นั้นไม่สามารถใช้วิธีการโยนความผิดให้ฝ่ายอื่นได้ แต่ต้องมาดูที่หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นผลคะแนนหรือพยานบุคคล นายรังสิมันต์เชื่อมั่นว่าถ้าตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ความจริงจะปรากฏออกมาเอง และผู้ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือย่อมเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายกว่าใคร

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่การตอบโต้ผ่านวาทกรรม แต่คือการพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยจะสามารถจัดการกับผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีคำถามถึงความโปร่งใสของนักการเมืองระดับสูง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังจับตามองและจะใช้กลไกในสภาฯ เดินหน้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน

ที่มา – “รังสิมันต์” ท้า “ศุภชัย” เปิดชื่อสส.ส้ม เอี่ยวฮั้วสว. ซัดสาดวาทกรรมหวังเบี่ยงประเด็น

“มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. เงียบใส่สื่อ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและข้าราชการเมื่อ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา ซึ่งทำเอาสื่อมวลชนหลายสำนักต้องจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ปรากฏตัวขึ้นที่กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ท่ามกลางกระแสข่าวการตรวจสอบการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่สังคมกำลังให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้

จับตา “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

การปรากฏตัวในครั้งนี้ นายมนัสได้ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลสำคัญแก่สื่อมวลชนอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าตนเองกำลังเตรียมตัวเพื่อไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่รัฐสภา และขอให้สื่อมวลชนไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก นายรังสิมันต์ โรม แทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดดราม่าตามมาในภายหลัง

เบื้องลึกความเคลื่อนไหวของ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัย เกี่ยวกับความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว นายมนัสได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตนเองในเบื้องต้นว่า หน้าที่หลักของเขาคือการร่าง TOR เพียงเท่านั้น ส่วนในประเด็นอื่นๆ ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างต่อหน้าคณะกรรมาธิการฯ ในเวลาต่อมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเนื้อหาของ TOR ดังกล่าว นายมนัสก็ได้เพียงแต่ทำท่าจุ๊ปากและปฏิเสธที่จะตอบคำถามอย่างเป็นทางการ

ความคืบหน้าของสถานการณ์นี้ที่หลายคนต้องติดตามต่อมีดังนี้:

  • การตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบกว่า 5,000 รายชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติหรือไม่
  • ประเด็นกระดาษคำตอบภาค ก. และ ข. ที่พบว่าไม่ตรงกัน ซึ่งทางปลัดกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการประชุมหาข้อสรุป
  • บทบาทของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ที่จะเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี TOR นี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ที่ “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา สะท้อนให้เห็นว่าความโปร่งใสในการสอบราชการเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นผ่านการชี้แจงในรัฐสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นของระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยให้กลับมามีมาตรฐานอีกครั้ง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่นายมนัสเตรียมเปิดเผยนั้นจะสามารถคลายปมปัญหาที่คาใจสังคมได้หรือไม่

ที่มา – “มนัส” คนร่าง TOR สอบท้องถิ่น โผล่ สถ. ทำท่าจุ๊ปากขอปิดวาจา รอให้ข้อมูล กมธ.กฎหมาย สภาฯ

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุด โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี อย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี จริงหรือ?

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า อาวุธปืนที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุนั้นแท้จริงแล้วเป็นของกองทัพเรือ ซึ่งเป็นอาวุธของทางราชการ แต่กลับมีกระแสข่าวหนาหูว่า อาจมีการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ ทำให้นายรังสิมันต์และประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า เหตุใดคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้จึงมีความพยายามที่จะตัดตอนคดีกันแน่

เปิดปมร้อน การโอนข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่ชายแดนใต้

นอกเหนือจากเรื่องตัวผู้ก่อเหตุแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่ นายรังสิมันต์ โรม ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี ก็คือการตรวจสอบพบว่ามีการส่งข้อมูลโทรศัพท์คืนละ 2 ล้านเลขหมายให้กับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเป็นอย่างยิ่ง

  • มีการส่งข้อมูล 2 ล้านเลขหมายทุกคืนโดยไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของอำนาจ
  • การอ้างประกาศของ กสทช. ขัดแย้งกับข้อกำหนดที่ให้เก็บข้อมูลไว้ที่ผู้ให้บริการเท่านั้น
  • ข้อมูลที่อ้างว่าใช้รักษาความสงบ กลับนำไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์หลัก

ความน่ากังวลคือ ในพื้นที่ 6 อำเภอที่ไม่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลนี้ใช้อำนาจตามบทบัญญัติใดกันแน่ นี่คือคำถามที่ผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบให้กระจ่าง เพราะการนำข้อมูลประชาชนจำนวนมากไปเก็บไว้โดยไม่อาจตรวจสอบได้นั้น เข้าข่ายการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุและเป็นอันตรายต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในฐานะที่เหตุการณ์นี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างรุนแรง หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาคนบงการที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ได้ ก็จะยิ่งทิ้งรอยแผลและสร้างความซับซ้อนให้แก่สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้มากยิ่งขึ้น ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิรูปการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงแค่จับ ‘คนตัวเล็ก’ มาเพื่อปิดคดีให้จบไปวันๆ ความยุติธรรมที่แท้จริงต้องหมายถึงการเอาตัวผู้สั่งการมาลงโทษให้ถึงที่สุด

ที่มา – “โรม” ห่วงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ถูกตัดตอน หลังการข่าวอาจไม่สั่งฟ้องคนสำคัญที่เกี่ยวข้องคดี

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีกระแสข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองและคนดังที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex โดยหนึ่งในรายชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือชื่อของ “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ซึ่งทางฝั่งของพรรคประชาชนได้ออกโรงมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ทันที

นางสาวรักชนก ศรีนอก และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ในฐานะคนทำงานการเมือง หากมีรายชื่อปรากฏจริง ทุกคนพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มุมมองพรรคประชาชนต่อคดี Forex

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อกลบข่าวโครงการ TH-AI Passport ที่ฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบอยู่นั้น นายรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความเห็นว่า “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ว่าเป็นเรื่องที่ต้องรอความชัดเจนจากการแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญที่ฝ่ายค้านย้ำเสมอคือการทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การใช้เกมการเมืองมาหักล้างกัน

  • พรรคประชาชนยืดอกรับการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานรัฐ
  • เน้นย้ำความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ นิติธรรม
  • ตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะเวลาในการปล่อยข่าวที่อาจบังเอิญสัมพันธ์กับการตรวจสอบโครงการรัฐ

นายรังสิมันต์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มและการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้น “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวของการพิสูจน์ความจริงในสังคมไทยที่ประชาชนกำลังจับตามอง

สรุปสถานการณ์: ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง?

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรมจะมีความคืบหน้าอย่างไร และรายชื่อที่ถูกกล่าวอ้างจะตรงกับที่มีกระแสข่าวออกมาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือการเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา หากการตรวจสอบครั้งนี้ทำอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม

ที่มา – “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex หวังไม่ใช่การเอาคืนหลังลุย TH-AI Passport

วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ ทันที เมื่อมีการประชุมร่วมของสองคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบโครงการสำคัญอย่าง TH-AI Passport ที่ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นประชุม โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือด

ประเด็นร้อน วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ ซึ่งนำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก และคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ได้นัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องโครงการ TH-AI Passport แต่เพียงแค่เริ่มการประชุม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องรูปแบบการประชุมทันที

ทำไมการสอบ TH-AI Passport ถึงถูกทักท้วง?

คำถามหลักที่เกิดขึ้นคือ วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ว่าการประชุมครั้งนี้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมของสภาหรือไม่ โดยทางสส.ภูมิใจไทยมองว่าควรต้องมีการพิจารณาความถูกต้องของกฎระเบียบก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความพยายามในการตรวจสอบงบประมาณที่มีความละเอียดอ่อน
  • การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามข้อบังคับสภาฯ
  • บทบาทของการประชุมร่วมสองกรรมาธิการที่อาจนำไปสู่ความล่าช้าหากขั้นตอนไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการถกเถียงกันอยู่นานเกือบชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปและเดินหน้าสอบถาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport ต่อไป ซึ่งสังคมคงต้องจับตาดูกันว่าผลการตรวจสอบนี้จะมีบทสรุปอย่างไร และโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

ความเห็นส่วนตัวมองว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการควรเน้นที่เนื้อหาและประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แม้การตรวจสอบข้อบังคับจะสำคัญ แต่การทำให้การทำงานมีความล่าช้าเกินความจำเป็นอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของสภาชุดนี้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุยด้วยเหตุผลและยึดถือระเบียบเป็นที่ตั้ง การตรวจสอบความโปร่งใสก็จะเป็นเรื่องที่ราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ประชุมตามข้อบังคับหรือไม่

โรม จ่อเชิญ ไชยชนก แจง กมธ. ปม TH-AI Passport

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเตรียมเรียกตัว นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ หลังจากพบเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายประการ

โรม จ่อเชิญ ไชยชนก แจง กมธ. ปม TH-AI Passport

นายรังสิมันต์ โรม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน โดยประเด็นหลักที่ทำให้เกิดข้อสงสัยคือการบริหารจัดการโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจมีการทุจริตคอร์รัปชันหรือการล็อกสเปกในการจัดซื้อจัดจ้างเกิดขึ้นหรือไม่

พิรุธโครงการ TH-AI Passport กับบริษัทพลังงานปริศนา

จุดที่น่าตกใจที่สุดจากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ ข้อมูลที่ชี้ว่ามีบริษัทเอกชนบางแห่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและพลังงานเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ TH-AI Passport ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมากสำหรับโครงการด้านดิจิทัลภาครัฐ นายรังสิมันต์ตั้งคำถามว่า เหตุใดบริษัทที่มีวัตถุประสงค์หลักด้านพลังงานจึงเข้ามาเอี่ยวกับโครงการลักษณะนี้ได้

  • ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างที่มีแนวโน้มล็อกสเปก
  • เปรียบเทียบข้อมูลที่รัฐมนตรีชี้แจงในสภา กับข้อเท็จจริงเชิงลึก
  • เรียกบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่แค่ตัวรัฐมนตรีเข้ามาสอบถาม

สำหรับการเรียกตัวนายไชยชนก ชิดชอบ มาชี้แจงนั้น นายรังสิมันต์ระบุว่าเป้าหมายคือการเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้ปรากฏ เพราะการชี้แจงผ่านกระทู้ในสภาฯ มีข้อจำกัดด้านเวลา แต่หากเป็นการเชิญเข้าพบกรรมาธิการ จะมีเวลาให้ชี้แจงอย่างละเอียดถึง 3 ชั่วโมง เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในส่วนของบริษัทที่ถูกระบุถึงนั้น นายรังสิมันต์ยังไม่เปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการในขณะนี้ เพื่อให้โอกาสในการชี้แจงตามกระบวนการยุติธรรม แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงกฎหมายและการตรวจสอบทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้ภาษีประชาชนถูกนำไปใช้ในโครงการที่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของโครงการที่หลายฝ่ายกังขาอยู่นี้จะจบลงอย่างไร และจะมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลพอที่จะลบข้อครหาจากสังคมได้หรือไม่ เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลครับ

ที่มา – “โรม” จ่อเชิญ “ไชยชนก” แจง กมธ. ปม “TH-AI Passport” พบพิรุธบริษัทน้ำมันมีเอี่ยว

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่ซ่อนตัวตามแนวชายแดนไทยกำลังกลายเป็นภัยร้ายที่รัฐบาลต้องรับมืออย่างจริงจัง แต่มาตรการลดเสาสัญญาณและตัดเน็ตที่นำมาใช้กลับสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชายแดนแทน ล่าสุด นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ ได้ออกมาแสดงความเห็นชัดเจนในประเด็น ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย โดยย้ำว่ารัฐต้องหาทางเทคนิคใหม่เพื่อควบคุมสัญญาณให้อยู่ภายในประเทศเท่านั้น

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

วันที่ 28 เมษายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวบ้านชายแดนถูกลดเสาสัญญาณตามนโยบายปราบสแกมเมอร์ ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตได้ตามปกติ เขาชี้ว่ารัฐบาลต้องตรวจสอบให้เสาสัญญาณรับ-ส่งได้เฉพาะฝั่งไทย ซึ่งทางเทคนิคทำได้ โดย กสทช. มีความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์และขนาดเสาในการปรับแต่ง

ปัจจุบันยังขาดการดูแลรายละเอียดนี้ แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนมากมาย แต่บางพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชาได้ปรับสัญญาณให้หันเข้าประเทศไทยและลดขนาดลงแล้ว ทำให้ชาวบ้านยังใช้งานได้ต่อเนื่อง

ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

คุณโรมย้ำว่า ปัญหาหลักไม่ใช่การลดเสา แต่คือ วิธีทำให้สัญญาณอยู่เฉพาะฝั่งไทย เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำไปใช้โทรหลอกลวงประชาชน นอกจากนี้ เขาเตือนถึงสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกากำลังปราบปรามสแกมเมอร์รุนแรงขึ้น รวมถึงบริการ Starlink ที่อาจถูกจำกัด ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรในกัมพูชาหันมาใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากไทยแทน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่สัญญาณอาจล้ำข้ามไปได้ง่าย

ทางออกที่ชัดเจนคือ รัฐบาลต้องประสานงานกับผู้ให้บริการเครือข่าย (Operator) และ กสทช. เพื่อให้สัญญาณครอบคลุมทั่วดินแดนไทย พร้อมกำหนดกรอบเวลาแก้ปัญหาที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ล่าช้าแบบไม่มีกำหนด

“ผมคิดว่ารัฐต้องริเริ่ม แม้ กสทช. จะมีบทบาทมากกว่า แต่ประชาชนเลือก กสทช. ไม่ได้ จึงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาล แต่ต้องตั้งธงว่าให้สัญญาณอยู่เฉพาะในประเทศไทย ครอบคลุมใช้งานได้จริง” นายรังสิมันต์ กล่าว

ผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด

ชาวบ้านชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ติดกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ร้องเรียนหนักว่าสัญญาณหายไป ทำให้ติดต่อญาติไม่ได้ สั่งซื้อของออนไลน์ไม่ได้ ทำงานหาเลี้ยงชีพลำบาก ราวกับถูกตัดขาดจากโลกสมัยใหม่ มาตรการปราบสแกมต้องไม่กระทบผู้บริสุทธิ์ แต่ต้องโฟกัสที่ต้นตอคือควบคุมสัญญาณไม่ให้รั่วไหลออกนอกประเทศ

  • ปรับทิศทางและกำลังส่งสัญญาณเสาให้ครอบคลุมเฉพาะไทย
  • ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตรวจจับและบล็อกการใช้งานผิดกฎหมาย
  • ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ร่วมกัน
  • กำหนดระยะเวลาดำเนินการชัดเจนจาก กสทช. และโอเปอเรเตอร์
  • เตรียมรับมือกรณี Starlink ถูกปราบ ทำให้สัญญาณไทยถูกใช้มากขึ้น

ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐต้อง balance ระหว่างการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์กับสิทธิประชาชนในการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องคิดใหม่ทำใหม่ ในมุมมองของผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณโรมเต็มที่ รัฐควรลงมือทันทีเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม และป้องกันสแกมเมอร์ได้อย่างยั่งยืน คุณมีข้อเสนอแนะอย่างไรในการแก้ปัญหานี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้รัฐแก้ไขเร็วขึ้น

ที่มา – ลดเสา-ตัดเน็ตผิดจุด คนชายแดนเดือดร้อน “โรม” จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย

“โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง

สภาผู้แทนราษฎรเดือดพล่านอีกครั้ง เมื่อ “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.พรรคประชาชน ออกมาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันกลางที่ประชุม จี้รัฐบาลล้างบางมาเฟียน้ำมันที่โยงใยไปถึงนักการเมืองระดับสูงและธุรกิจผิดกฎหมายชายแดน ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีหลักฐานชัดเจนที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

โรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมัน

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน โดยพุ่งเป้าไปที่ “เสี่ยตือ” หรือนาย XYZ (ชื่อจริงตามข่าว) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมกักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตรที่ จ.อ่างทอง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา เช่น คาสิโนและแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชา ทำให้ดูเหมือนเป็นเครือข่ายมาเฟียครบวงจรที่ไม่ใช่แค่เก็งกำไรน้ำมันเท่านั้น

โรมทิ้งบอมบ์ ความสัมพันธ์โยงบิ๊กการเมือง

จุดเดือดสุดคือการเปิดโปงความสัมพันธ์ทางการเมือง นายรังสิมันต์ระบุว่า “เสี่ยตือ” เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กว่า 100 ล้านบาท และยังบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยถึง 1 ล้านบาท คำถามที่ดังก้องสภา คือ รัฐบาลกล้าแตะต้องคนใกล้ชิดคณะรัฐมนตรีหรือไม่? นี่คือการท้าทายอำนาจโดยตรงที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียด

  • กักตุนน้ำมันกว่า 3 แสนลิตร จ.อ่างทอง
  • เชื่อมโยงธุรกิจคาสิโนชายแดน
  • เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา
  • ลูกหนี้บิ๊กการเมือง 100 ล้านบาท
  • บริจาคพรรคการเมือง 1 ล้านบาท

“เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้อย่างหนักแน่น ยืนยันว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันของเครือข่ายเสี่ยตือ พบความผิดทั้งการกักตุน ปลอมปนน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และสั่งขยายผลตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่งทั่วประเทศ ย้อนหลังไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากพบการเก็งกำไรจะดำเนินคดีอาญาและเรียกคืนทุกหยด

“ผมไม่สนและไม่รู้จักเสี่ยตือ ต่อให้รู้จักก็ไม่สนใจ ใครผิดต้องถูกจับ ไม่ว่าจะพรรคตัวเองหรือพรรคอื่น ผมจับหมดแน่นอน” คำพูดเด็ดของนายเอกนัฏนี้ สร้างความฮือฮาและได้รับการชื่นชมจากหลายฝ่าย แต่หลายคนยังตั้งคำถามว่าปฏิบัติได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ นายรังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการซื้อขายคลังน้ำมันมูลค่า 9,000 ล้านบาท ระหว่างบริษัทใหญ่กับเครือข่ายเสี่ยตือ ว่าอาจเป็นการไซฟ่อนเงินหรือฟอกเงิน จึงเรียกร้องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าอายัดทรัพย์สินก่อนหลบหนี ซึ่งนายเอกนัฏรับปากว่าจะติดตามคดีใกล้ชิดและดำเนินการทุกฐานความผิด

ผลกระทบจากการกักตุนน้ำมันและความคาดหวังจากรัฐบาล

ปัญหาโรม แฉเครือข่าย เสี่ยตือ กักตุนน้ำมันนี้ สะท้อนถึงโครงสร้างมาเฟียน้ำมันที่ฝังรากลึกในไทยมานาน ทำให้ราคาน้ำมันในท้องตลาดไม่สมดุล ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม หากรัฐบาลสามารถล้างบางได้จริง จะเป็นสัญญาณดีในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น

ในมุมกว้าง ปัญหาน้ำมันไม่ใช่แค่เก็งกำไร แต่โยงไปถึงการคอร์รัปชันและธุรกิจผิดกฎหมาย การตรวจสอบ 92 คลังทั่วประเทศหากทำจริง จะเป็นก้าวสำคัญในการปราบปราม แต่ต้องโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนตัวมองว่า การที่นายเอกนัฏประกาศจับหมดไม่สนพรรคใคร เป็นท่าทีที่ถูกต้อง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง หากสำเร็จจะเป็นชัยชนะของประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ารัฐบาลจะล้างมาเฟียได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย สนับสนุนการตรวจสอบ权力

ที่มา – “โรม” แฉเครือข่าย “เสี่ยตือ” กักตุนน้ำมันโยงบิ๊กการเมือง “เอกนัฏ” ลั่นจับหมดไม่สนพรรคใคร

Scroll to top