รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำธุรกรรมหรือซื้อขายของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภัยร้ายจากมิจฉาชีพก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุน การโอนเงิน หรือแม้แต่การปลอมแปลงบัญชีเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนมักเกิดคำถามว่า หากเราตกเป็นเหยื่อ เราควรจะไปแจ้งที่ไหนดี วันนี้รัฐบาลจึงได้เปิดตัวช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วยฟีเจอร์ที่เรียกว่า “แจ้งรัฐ” เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อกลางให้คุณแจ้งปัญหาได้ในจุดเดียวจบครับ

ทำไมต้องใช้ฟีเจอร์ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ?

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแจ้งความหรือร้องทุกข์ที่หน่วยงานไหน บางครั้งต้องเสียเวลาเดินเรื่องหลายที่ หรือต้องจำสายด่วนหลายเบอร์จนจำไม่ไหว การมาของ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ จึงถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานเดิม แต่เป็น “จุดเชื่อมต่อกลาง” ที่ช่วยส่งต่อข้อมูลของคุณไปยังหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

ข้อดีของการใช้งานผ่านแอปนี้มีดังนี้ครับ:

  • สะดวก: ไม่ต้องค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละหน่วยงานให้ยุ่งยาก
  • รวดเร็ว: เพียงแค่คุณระบุรายละเอียดของปัญหา ระบบจะคัดกรองและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
  • ครอบคลุม: รองรับการแจ้งปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการร้องเรียนบริการภาครัฐ

ปัจจุบัน ระบบได้เริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานสำคัญอย่าง สกมช. ในกรณีภัยคุกคามทางไซเบอร์, ETDA สำหรับปัญหาซื้อขายออนไลน์ และ บช.สอท. ที่รองรับการติดตามเรื่องราวคดีความที่คุณได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว รวมถึงยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตไปยังปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วยครับ

สรุปได้เลยว่า การที่ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายที่สุด เพียงแค่โหลดแอปทางรัฐไว้ติดเครื่อง ก็เหมือนมีเกราะป้องกันภัยดิจิทัลอยู่ในมือแล้ว หากวันใดที่คุณพบเจอกับมิจฉาชีพหรือปัญหาออนไลน์ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปที่แอปแล้วกดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที เพื่อช่วยให้ภาครัฐจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสียหายรายต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการติดต่อสื่อสาร แต่เหรียญอีกด้านที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายก็คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดโครงการ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยทุกคน

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทั่วไป แต่เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญจากทั้งภาครัฐ ธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ เพื่อร่วมมือกันปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง โดยท่านนายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเน้นไปที่การป้องกันก่อนที่จะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินขึ้นจริงๆ

เกราะป้องกันดิจิทัล: เครื่องมือสำคัญในการรับมือมิจฉาชีพ

กิจกรรม นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกัน” ในการใช้เทคโนโลยี โดยมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้:

  • ตั้งสติก่อนเชื่อ: มิจฉาชีพมักใช้วิธีสร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะเป็นการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ หรือการปลอมเสียงคนใกล้ชิด
  • ตรวจสอบทุกครั้ง: ก่อนโอนเงินทุกครั้ง ให้ตรวจสอบชื่อบัญชีและหน่วยงานปลายทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
  • อย่ากดลิงก์แปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความแชทที่ไม่รู้จัก เพราะอาจเป็นช่องทางในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการกับปัญหาซิมม้า บัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปิดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้ายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากเราส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนรอบข้าง ก็เท่ากับว่าเรากำลังช่วยกันสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารจากภาครัฐและเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองอยู่เสมอคืออาวุธที่ดีที่สุด การที่ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เกราะป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

ในยุคที่ความโปร่งใสเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด การที่รัฐบาลออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันถือเป็นสัญญาณที่ดีและน่าติดตามอย่างยิ่ง ล่าสุดมีการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อจัดการกับคดีทุจริตที่เป็นกระแสสังคมอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้ถึงที่สุด

รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

การปราบปรามเครือข่ายทุจริตในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุมเพื่อเอาผลงาน แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • ทลายเครือข่ายสวมสิทธิ์: ปฏิบัติการทลายกุมารทิพย์ และการย้อนเกล็ดมังกร ได้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันระหว่างกรมการปกครองและตำรวจในการกวาดล้างขบวนการจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรเท็จ
  • ขบวนการน้ำมันเถื่อน: การตรวจพบน้ำมัน 57 ล้านลิตร เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเส้นทางทุจริตและการยึดอายัดทรัพย์สินจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล

ขยายผลทุกกรณีเพื่อความยั่งยืน

นอกจากมาตรการจับกุมแล้ว รัฐบาลยังได้ยกระดับการทำงานผ่านกลไก รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อสร้างระบบ “ภาครัฐระบบเปิด” ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลภาครัฐได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการลดช่องว่างการคอร์รัปชันในระยะยาว

สำหรับคดีน้ำมันที่สร้างความเสียหายกว่า 2.3 พันล้านบาทนั้น ทางดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเดินหน้าสอบสวนคลังน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย ทั้งนี้ การที่ รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่ากฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์เสมอ

เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามการดำเนินงานเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยโปร่งใสและปราศจากการทุจริตในที่สุด คุณคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้ ร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงคืบหน้าสางคดีสำคัญ ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

สวัสดีครับทุกท่าน วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ถือเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย คือวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตรงกับวันแม่แห่งชาติ โดยในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในพิธีสำคัญ

นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล

ในช่วงเช้าตรู่ ณ บริเวณท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา ได้เข้าร่วมกิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

บรรยากาศพิธีตักบาตรถวายพระราชกุศล

ภายในงานเต็มไปด้วยความเรียบร้อยและศักดิ์สิทธิ์ โดยมีบุคคลสำคัญจากทุกภาคส่วนร่วมพิธีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคณะองคมนตรี, ประธานรัฐสภา, ประธานศาลฎีกา, ประธานวุฒิสภา รวมถึงคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ทั้งนี้กิจกรรมนายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ โดยเริ่มตั้งแต่พิธีสวดพระพุทธมนต์และการจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

  • นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
  • ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์
  • ร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 193 รูป

ความสำเร็จของงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของชาวไทยที่มารวมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที นอกจากนี้ การที่นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสืบสานประเพณีทำบุญตักบาตรที่งดงามของไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ในฐานะพสกนิกรชาวไทย การได้เห็นภาพแห่งความสมัครสมานสามัคคีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง และหวังว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยทุกคนในวันแม่แห่งชาติปีนี้ครับ แล้วคุณล่ะครับ วันแม่ปีนี้ได้ทำกิจกรรมดีๆ อะไรเพื่อแสดงความรักต่อคุณแม่หรือพระพันปีหลวงบ้าง อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้กันฟังบ้างนะครับ

ที่มา – นายกฯ นำทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 193 รูป ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระพันปีหลวง

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

การเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมาถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เมียนมาคือคู่ค้าสำคัญที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยมานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันก๊าซเหล่านี้มีสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ การที่ รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนโดยตรง

ความสำคัญของการต่อสัญญาก๊าซและการลงทุนใหม่

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการในหลายส่วน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ดังนี้:

  • การต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซเดิมที่ใกล้หมดอายุ เพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าสู่ระบบให้ต่อเนื่อง
  • การเจรจาโอกาสในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำคัญในการกระจายแหล่งที่มาของก๊าซ
  • การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

การกระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งจนเกินไป แต่ยังส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย เมื่อเรามีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและราคาที่แข่งขันได้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไว้ได้ ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง หวังว่าความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เดินหน้าต่อสัญญาก๊าซ

เดินหน้าแผน ภาครัฐระบบเปิด ฉบับแรกของประเทศ

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องข่าวดีที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทยกันบ้างครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลได้เริ่ม เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ

ความสำคัญของการเดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ

การผลักดันนโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเอกสารหรือตัวเลขนะครับ แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือข้อมูลสาธารณะต่างๆ ซึ่งการ เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ จะช่วยลดช่องว่างการทุจริตคอร์รัปชันได้มหาศาล เพราะเมื่อมีคนช่วยกันตรวจสอบ ข้อมูลก็ต้องถูกต้องและโปร่งใสมากขึ้นครับ

รายละเอียดและเป้าหมายหลักของแผนภาครัฐระบบเปิด

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีที่รวมทั้งภาคเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมมาร่วมกันกำหนดทิศทาง โดยมุ่งเน้นกรอบนโยบาย 4 ด้านที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทยโดยตรง ดังนี้ครับ:

  • การต่อต้านการทุจริต: เพิ่มมาตรการเชิงรุกที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนเข้าถึงได้
  • การยกระดับกระบวนการยุติธรรม: สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนผ่านระบบที่ตรวจสอบได้
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดช่องทางให้ทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ การดำเนินการตามแผนดังกล่าวยังเป็นบันไดก้าวสำคัญที่ช่วยให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ได้ใกล้ความจริงมากขึ้นครับ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

ผมเชื่อว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่น่าชื่นชม เพราะหากภาครัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ความรู้สึกห่างเหินระหว่างรัฐกับประชาชนก็จะลดน้อยลง และนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มีประสิทธิภาพและยุติธรรมสำหรับทุกคนจริงๆ ครับ อยากชวนให้พวกเราทุกคนร่วมติดตามกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภาครัฐในอุดมคติของเราทุกคนครับ

ที่มา – เดินหน้าแผน “ภาครัฐระบบเปิด” ฉบับแรกของประเทศ โปร่งใส-ตรวจสอบได้มากขึ้น

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ขยายผลสาวถึงขบวนการ

โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการโฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด โดยรัฐบาลยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต

ล่าสุด นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่าการถอดถอนรายชื่อผู้สอบ 5,925 รายที่พบว่ามีความผิดปกติออกไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการขยายผลเพื่อหาตัวผู้ร่วมขบวนการทุจริตทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมาย

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส

สำหรับการดำเนินการในกรณี โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:

  • การจัดการรายชื่อผู้ทุจริต: กระทรวงมหาดไทยได้ถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจำนวน 5,295 รายเรียบร้อยแล้ว โดยทาง กสถ. กำลังหารือถึงแนวทางเพื่อเยียวยาตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งการเรียกบัญชีสำรองหรือการประกาศบัญชีใหม่
  • การดำเนินคดีอาญา: สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาในหลายกลุ่มความผิด ตั้งแต่ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารราชการ โดยมีอดีตข้าราชการระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งคาดว่าจะสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช. ได้ภายในเร็ววันนี้
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน: ปปง. กำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย เพื่อสาวถึงต้นตอของขบวนการโกงสอบทั้งหมด

นอกจากนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังได้เร่งสรุปรายงานเพื่อเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ใครทำผิดต้องได้รับโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น การดำเนินการในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบเข้ารับราชการให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้โอกาสคนเก่งที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลแจง คดีทุจริตสอบท้องถิ่น ไม่จบแค่ถอดถอนผู้สอบ เร่งสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อสานต่อมิตรภาพและกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีระดับสูง ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานฮาลิมเปอร์ดานากุสุมา กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบรับคำเชิญของนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของไทยให้ก้าวไกลในเวทีระดับภูมิภาคอาเซียน

บรรยากาศการต้อนรับและความคาดหวังในความร่วมมือ

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอินโดนีเซียและเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น หัวใจหลักของการเยือนครั้งนี้คือการที่ นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ได้แก่:

  • การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า
  • ความมั่นคงในภูมิภาคที่ต้องอาศัยความร่วมมือกัน
  • การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและนวัตกรรมใหม่ๆ
  • การส่งเสริมการเกษตรและเทคโนโลยีสมัยใหม่

การเดินทางครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่ออินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาค การพูดคุยแบบเต็มคณะจะช่วยให้การแก้ปัญหาและพัฒนาโครงการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากขึ้น ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเศรษฐกิจบ้านเราครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามผลลัพธ์จากการหารือครั้งนี้ต่อไป ว่าจะมีข้อตกลงใดที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยโดยตรงบ้าง เชื่อว่าการทูตเชิงรุกแบบนี้จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา แล้ว เตรียมหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

ประชาชนยื่นทบทวนสิทธิบัตรคนจนแล้ว 4.1 ล้านราย รัฐเร่งช่วย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตสำคัญสำหรับใครที่กำลังรอคอยสวัสดิการจากทางรัฐบาล ล่าสุดมีการรายงานว่าตอนนี้มี ประชาชนยื่นทบทวนสิทธิบัตรคนจนแล้ว 4.1 ล้านราย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร โดยทางรัฐบาลได้เน้นย้ำว่าไม่อยากให้ใครต้องตกหล่นหรือเสียสิทธิที่ควรได้รับไปอย่างน่าเสียดายครับ

ประชาชนยื่นทบทวนสิทธิบัตรคนจนแล้ว 4.1 ล้านราย เร่งมือก่อนปิดระบบ

หลายคนอาจจะกำลังสับสนว่าต้องทำอย่างไรต่อ สำหรับใครที่เช็กสถานะแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ต้องกังวลไปครับ รัฐบาลเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้ โดยสถานการณ์ปัจจุบันคือมีผู้ยื่นไปแล้วกว่า 4.1 ล้านราย ซึ่งโครงการนี้ตั้งเป้าหมายที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด หากคุณยังไม่ได้ดำเนินการ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องรีบเร่งก่อนที่ระบบจะปิดในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ครับ

ช่องทางและขั้นตอนการจัดการสิทธิ

นอกจากเรื่องการทบทวนสิทธิแล้ว สำหรับผู้ที่ผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตน (e-KYC) ก็ต้องรีบดำเนินการเช่นกัน เพราะจากข้อมูลพบว่ายังมีผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนอีกเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งการยืนยันตัวตนนั้นง่ายมาก สามารถทำผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” หรือ “เป๋าตัง” ได้เลย หรือถ้าใครไม่สะดวกเทคโนโลยี ก็สามารถไปที่สาขาธนาคารของรัฐ หรือศูนย์ One Stop Service ประจำอำเภอได้ทุกแห่งครับ

  • ตรวจสอบสถานะผ่านเว็บไซต์โครงการ
  • ยื่นทบทวนสิทธิผ่านแอปพลิเคชันหรือที่ว่าการอำเภอ
  • ยืนยันตัวตน (e-KYC) เพื่อรับสิทธิให้สมบูรณ์

รัฐบาลยืนยันว่าได้เตรียมเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือประชาชนในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้ง่ายๆ ก็มีศูนย์ช่วยเหลือรองรับไว้พร้อม ไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่เป็นหรือไม่มีคนแนะนำครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากให้ทุกคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายรีบเข้าไปเช็กสิทธิของตัวเองให้เรียบร้อย อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปจนเลยกำหนด เพราะสิทธินี้ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ดีทีเดียวครับ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานใกล้บ้านได้ทันที ขอให้ทุกคนได้รับสิทธิกันอย่างถ้วนหน้านะครับ!

ที่มา – ประชาชนยื่นทบทวนสิทธิบัตรคนจนแล้ว 4.1 ล้านราย รัฐเร่งช่วยยืนยันตัวตน–ทบทวนสิทธิ ไม่ปล่อยเสียโอกาส

Scroll to top