รัฐธรรมนูญ

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติให้ดำเนินการเอาผิด ดร.แอนโทนี เฟาชี อดีตหัวหน้าคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขชื่อดัง ภายหลังจากที่เขาปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลสำคัญในการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นมหากาพย์ที่สังคมโลกยังคงเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ ดร.แอนโทนี เฟาชี ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา แต่กลับเลือกใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขครั้งที่ 5 เพื่อปฏิเสธการตอบคำถามมากกว่า 100 ครั้ง โดยอ้างว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด ในข้อหาละเมิดอำนาจรัฐสภา ทำให้สถานการณ์นี้ลุกลามใหญ่โตและกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่ต้องติดตามต่อ

เบื้องหลังความขัดแย้งและข้อกล่าวหา

ความขัดแย้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ฝ่ายรีพับลิกัน นำโดย สว.แรนด์ พอล ตั้งข้อสงสัยว่า ดร.เฟาชี อาจพยายามปกปิดข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัส ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าอาจหลุดมาจากห้องแล็บในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนหรือไม่ โดยประเด็นสำคัญมีดังนี้:

  • ดร.เฟาชี เคยยอมรับว่ามองความเป็นไปได้ทั้งจากธรรมชาติและห้องแล็บ แต่ต่อมากลับออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณะว่าเกิดจากธรรมชาติเป็นหลัก
  • สว.แรนด์ พอล ยืนยันว่าการลงมติครั้งนี้เป็นการเอาผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งสภา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
  • ฝ่าย ดร.เฟาชี โต้กลับว่านี่คือละครทางการเมืองที่ทำลายชื่อเสียงผู้เชี่ยวชาญ

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะเคยใช้อำนาจลงนามอภัยโทษล่วงหน้าให้แก่เขาไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทางฝั่ง สว.แรนด์ พอล อ้างว่าการกระทำที่ผิดต่อสภานี้เกิดขึ้นหลังจากระยะเวลาคุ้มครองดังกล่าวสิ้นสุดลง ทำให้การ สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด ยังคงมีผลในทางปฏิบัติและอาจนำไปสู่การส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ พิจารณาสั่งฟ้องคดีอาญาในลำดับถัดไป

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เห็นว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของไวรัสหรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงการแบ่งขั้วทางการเมืองที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในหน่วยงานสาธารณสุขของรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้ การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หลักการความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถเอาชนะวาระทางการเมืองได้หรือไม่ เราคงต้องรอผลสรุปจากกระทรวงยุติธรรมกันต่อไปครับ

ที่มา – สว.สหรัฐฯ ลงมติ เอาผิด ดร.เฟาชี ฐานไม่ตอบปมต้นกำเนิดโควิด

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกตัวนายศรีสุวรรณ จรรยา เข้าให้ถ้อยคำเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง ซึ่งก็คือเรื่อง กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร โดยมีประเด็นหลักคือการตรวจสอบว่าพรรคประชาชนได้กระทำการที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายศรีสุวรรณได้ยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อขอให้ไต่สวนพรรคประชาชน หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและคณะองคมนตรีในการลงพื้นที่เตรียมรับมือภัยแล้ง โดยนายศรีสุวรรณมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญยิ่งต่อระบอบการปกครองของเรา

มุมมองจากฝ่ายผู้ร้องต่อประเด็น กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี

นายศรีสุวรรณได้ให้เหตุผลต่อหน้าเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าบทบาทขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญคือการถวายคำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ และการที่ท่านเข้ามามีส่วนร่วมในการประชุมรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ช่วยสร้างประโยชน์แก่ประชาชนอย่างมหาศาล เนื่องด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระดับสูงขององคมนตรีแต่ละท่าน การที่พรรคการเมืองแสดงความเห็นที่ก้าวล่วงไปถึงการปฏิบัติหน้าที่นี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

หากวิเคราะห์ตามข้อกฎหมายที่นายศรีสุวรรณได้กล่าวอ้าง ซึ่งรวมถึง:

  • พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 และ 92
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 101 (7)
  • ประเด็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานราชการ

ทางด้านนายศรีสุวรรณจึงได้เสนอให้ กกต. เร่งรัดดำเนินการสรุปสำนวนเพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการขั้นเด็ดขาดในการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้หากพบว่ามีความผิดจริง

สรุปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของทั้งฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรมีขอบเขตอย่างไร และอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างการตรวจสอบรัฐบาลกับการก้าวล่วงสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประชาชนคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – กกต.เรียก “ศรีสุวรรณ” สอบปมพรรคส้มโพสต์กล่าวหาองคมนตรี-รัฐบาล กระทำการมิบังควร

“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ

สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกลุ่ม“พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวการเตรียมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม

ทำไม “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้นำโดยนายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานพีมูฟ ได้นำกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการยุบ บจธ. ที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนกันยายนนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากยุบหน่วยงานนี้ไป จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่กำลังรอความหวังเรื่องที่ดินทำกิน

ข้อเรียกร้องสำคัญเมื่อ “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

  • คัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานออกไปอย่างน้อย 1 ปี
  • เร่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562
  • ขอให้รัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในเรื่องการปฏิรูปที่ดิน
  • เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนพีมูฟเข้าร่วมประชุมกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน

บรรยากาศหน้าทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความเข้มข้น มีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อย ในขณะที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมย้ำชัดว่า จะปักหลักรอคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้รับความคืบหน้าที่น่าพอใจ การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกฎหมายและนโยบายรัฐกดทับมาอย่างยาวนาน

ทางด้านนายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเป็นตัวแทนรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวเพื่อส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้อง โดยในช่วงบ่ายมีการคาดการณ์ว่านายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี จะหารือร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ สิทธิในที่ดินทำกินคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยหรือเลือกที่จะยุบองค์กรที่คอยช่วยเหลือประชาชนอย่าง บจธ. โดยไม่มีมาตรการรองรับที่ดีพอ ความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะเลือกเดินเกมอย่างไรเพื่อรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน และจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการมีที่ดินทำกินของเกษตรกรได้อย่างไร

ที่มา – “พีมูฟ” บุกทำเนียบ ค้านยุบธนาคารที่ดิน เร่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษากฎหมายอุทยานฯ

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญในรัฐสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพ โดยการที่ สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกต่างจับตามอง เพราะนี่คือการวัดพลังกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่วิกฤตความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงขึ้น

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนน 214 ต่อ 208 เสียง เพื่อจำกัดอำนาจในการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลง ส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12 วัน โดยเฉพาะเหตุการณ์สูญเสียทหารสหรัฐฯ ในจอร์แดนที่จุดชนวนให้สถานการณ์บานปลาย

เบื้องหลังการเมืองที่พลิกผัน

แม้ว่าฝั่งสภาล่างจะพยายามคานอำนาจ แต่เมื่อเรื่องไปถึงวุฒิสภา กลับพบว่า สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก โดยผลโหวตออกมาที่ 47 ต่อ 49 เนื่องจาก สว. ฝ่ายรีพับลิกันบางส่วนเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนมตินี้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

  • ฝ่ายเดโมแครตมองว่าการทำสงครามต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามหลักรัฐธรรมนูญ
  • ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยและการป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม
  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเลี่ยงกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 อาจมีความหมิ่นเหม่ทางข้อกฎหมาย

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกการเมืองสหรัฐฯ อำนาจในการทำสงครามไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือเกมการคานอำนาจที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง หากสภาคองเกรสต้องการจะยุติความขัดแย้งจริงๆ อาจต้องลงลึกถึงการพิจารณางบประมาณกลาโหมก้อนโตที่กำลังรอการอนุมัติ แทนที่จะเป็นเพียงการออกมติเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง

คุณคิดว่าอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? การที่อำนาจถูกดึงกลับมาอยู่ที่รัฐสภาจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามใหญ่ได้จริงหรือไม่ หรือมันเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างผลงานในช่วงหาเสียง? มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ครับ

ที่มา – สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

เป็นประเด็นร้อนแรงที่โลกกำลังจับตามอง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่ ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองฮังการี หลังจากความตึงเครียดทางการเมืองสะสมมาอย่างยาวนาน

นายทามาส ซูลย็อก ได้ตัดสินใจลงนามในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อยุติบทบาทของตนเองในทันที หลังจากรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยพรรคทิสซาผลักดันกฎหมายนี้ผ่านสภาอย่างรวดเร็ว เพื่อปิดฉากการทำงานของบุคคลที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเครือข่ายของอดีตนายกฯ วิกตอร์ ออร์บาน

ทำไมประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่?

สาเหตุหลักที่ทำไห้ ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่ เกิดจากความต้องการของรัฐบาลใหม่ในการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่พรรคฟิเดสซ์ของนายออร์บานวางรากฐานไว้ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา โดยพรรคทิสซามองว่าการดำรงอยู่ของนายซูลย็อกนั้นเปรียบเสมือนหุ่นเชิดที่ขัดขวางการบริหารงานและหลักนิติธรรมที่ควรจะเป็น

  • การขับเคลื่อนโดยพรรคทิสซาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน
  • การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องในระบอบการปกครอง
  • ความพยายามในการล้างบางขั้วอำนาจเก่าที่ฝังรากลึก

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่ยังถือเป็นบททดสอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออก นายอดีตประธานศาลฎีกาอันตราส บอคอ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า การทลายระบอบที่ถูกออกแบบมาให้คงอยู่ตลอดกาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวของประเทศ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบที่โปร่งใสขึ้นในฮังการี แม้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีออร์บานจะวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือพฤติกรรมเผด็จการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยืนยันว่านี่คือการทำเพื่อปกป้องประชาธิปไตย สุดท้ายนี้เราต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่า ฮังการีจะจัดการกับรอยร้าวทางการเมืองนี้อย่างไรหลังจากเปลี่ยนผ่านผู้นำไปแล้ว

ที่มา – ประธานาธิบดีฮังการียอมลงจากตำแหน่ง หลังสภามีมติให้พ้นจากหน้าที่

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองเกี่ยวกับมุมมองของ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการถกเถียงเรื่องร่าง พ.ร.บ. เสริมสร้างสังคมสันติสุขในขณะนี้ครับ

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาให้ความชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนยังคงยืนกรานตามหลักการเดิม คือไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 คดีทุจริต และคดีอาญาร้ายแรง แต่ในประเด็นเรื่องเยาวชนนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเราควรเปิดช่องทางเพื่อการบำบัดฟื้นฟู แทนที่จะเป็นการปิดกั้นทุกทาง เพราะการ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ อย่างสิ้นเชิง อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนรุ่นใหม่กับสถาบันฯ ในระยะยาว

มุมมองต่อการนิรโทษกรรมกับการรักษาความสัมพันธ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาฯ คือความเข้าใจผิดจากการสื่อสารที่บิดเบือน นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายว่าสิ่งที่ตนนำเสนอนั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมคดี ม.112 ให้เยาวชนโดยตรง แต่เป็นการเสนอให้มีกระบวนการร้องขอเพื่อเข้าสู่แผนบำบัดฟื้นฟูตามหลักการเดียวกับศาลเยาวชน การที่สังคมจะมองว่า “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ จึงเป็นเรื่องของการสร้างความยืดหยุ่นที่เหมาะสมภายใต้กรอบของกฎหมาย

  • การนิรโทษกรรมต้องไม่เหมารวมคดีทุจริต
  • คดีอาญาร้ายแรงยังคงเป็นข้อต้องห้าม
  • เยาวชนควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูแทนการผลักดันให้ห่างไกลจากสังคม

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ดักทางประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. โดยระบุว่าหากมีการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงการเลือกตำแหน่ง สว. ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงมติอาจเข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง

โดยสรุปแล้ว การสร้างสันติสุขในสังคมไทยต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม ไม่ปล่อยให้เรื่องความเห็นต่างทางการเมืองกลายเป็นการปิดกั้นอนาคตของเยาวชน ซึ่งจะเป็นการดีกว่าหากเราหันมาหารือกันด้วยเหตุผลและรับฟังกันให้จบก่อนที่จะตัดสินความคิดของใครสักคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสำคัญว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พรรคมีความมั่นใจว่าสอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความเห็นไว้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าประชาชนไม่ควรเป็นผู้เลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ในส่วนของทางพรรคฯ นั้น วิธีการหยั่งเสียงผ่านตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายตุลาการและวิชาการ ถือเป็นการออกแบบกระบวนการที่รัดกุม ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. อย่างแน่นอนครับ

ความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อ สส.

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของพรรค โดยคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบถ้วน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขตามกฎหมายต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กลไกการหยั่งเสียงจากท้องถิ่นสู่ระดับสภาร่าง
  • การผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คนจากตุลาการและภาควิชาการ
  • การยึดโยงเจตนารมณ์จากบันทึกข้อความการแลกเปลี่ยนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หากมองในมุมของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การแสวงหาความร่วมมือและการอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุและผลของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. นั้น ช่วยลดความคลุมเครือและสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตามข่าวสารว่ากระบวนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในฐานะประชาชนผู้สนใจ การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่นนี้ อาจเป็นต้นแบบที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ภายใต้หลักการที่ชัดเจน เชื่อว่าความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกโซเชียล เมื่อมีกระแสข่าวลือเรื่องการแก้ไขกฎหมายสัญชาติที่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจ วันนี้เรามาทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับเรื่อง รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินเหตุครับ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาชี้แจงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการมอบสัญชาติให้แรงงานต่างด้าวหรือผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่เป้าหมายหลักคือการจัดการปัญหาสถานะบุคคลตกหล่นที่มีตัวตนอยู่ในประเทศไทยมาเนิ่นนาน เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการดูแลจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสม

ทำไมต้อง รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

หลายคนกังวลว่าหากมีการแก้ไขกฎหมาย จะทำให้คนกลุ่มนี้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ ทางรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า:

  • กฎหมายนี้ไม่ได้เปิดช่องให้คนทุกกลุ่มได้สัญชาติโดยง่าย
  • สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งยังคงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ตามเดิม
  • การได้มาซึ่งสัญชาติไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้โดยอัตโนมัติ

ความพยายามของ รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน นี้ คือการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรมเพื่อคืนชีวิตให้แก่ผู้ที่ไร้ตัวตนในเชิงกฎหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในไทยมานานและมีประวัติชัดเจน การตรวจสอบในทุกขั้นตอนจะมีความรัดกุมตามกระบวนการของกระทรวงมหาดไทย

ในตอนนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านโครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ของกรมการปกครอง เพื่อให้ร่างกฎหมายนี้มีความรอบด้านและตอบโจทย์สังคมได้ดีที่สุด ดังนั้นประชาชนคนไทยท่านใดที่มีข้อสงสัย สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและแสดงความเห็นผ่านระบบของรัฐได้เลยครับ

การรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจจากข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิด ความโปร่งใสของภาครัฐในกระบวนการนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนและไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างแน่นอน

ที่มา – รัฐบาลแจงร่างแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

Scroll to top