รัฐประหาร

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุดมีการรายงานข่าวใหญ่ว่า บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลบูร์กินาฟาโซได้ออกมาแถลงการณ์ถึงสาเหตุในการตัดสินใจครั้งนี้ว่า ฝรั่งเศสมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและพยายามเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านประเทศของพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติเริ่มสั่นคลอนมานาน นับตั้งแต่การเกิดรัฐประหารโดยร้อยเอก อิบราฮิม ตราโอเร ในปี 2565 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายในทิศทางที่เน้นการต่อต้านชาติตะวันตกอย่างชัดเจน การประกาศตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตามองอนาคตของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป

เบื้องลึกทำไมบูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของบูร์กินาฟาโซได้ออกมาแถลงผ่านทางโทรทัศน์โดยตรง โดยระบุว่าพฤติกรรมของฝรั่งเศสสะท้อนถึงความทะเยอทะยานแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ หรือ Neo-colonialism ที่ต้องการเข้ามาก้าวก่ายและควบคุมนโยบายภายในของประเทศ ทำให้เงื่อนไขแห่งความเคารพซึ่งกันและกันนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง

สาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิทางการเมืองพุ่งสูงขึ้น ได้แก่:

  • การกล่าวหาว่าฝรั่งเศสนำเครือข่ายบ่อนทำลายเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมภายใน
  • ความพยายามของฝรั่งเศสในการโดดเดี่ยวบูร์กินาฟาโซออกจากเวทีโลก
  • ความระหองระแหงเรื่องนโยบายความมั่นคงและการไล่ทหารฝรั่งเศสออกจากพื้นที่ไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ในฟากฝั่งของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็ได้โต้ตอบทันควันว่าการตัดสินใจของบูร์กินาฟาโซนั้นเป็นท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์และปราศจากมูลความจริง พร้อมทั้งเตือนให้พลเมืองฝรั่งเศสในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด

แน่นอนว่าในแง่ของรัฐศาสตร์ บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพันธมิตรครั้งใหญ่ โดยที่ผ่านมาเราได้เห็นร่องรอยของการที่รัฐบาลทหารหันไปกระชับความร่วมมือกับจีนและรัสเซียมากขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มกับมาลีและไนเจอร์เพื่อตั้งเป็น พันธมิตรแห่งรัฐซาเฮล (The Alliance of the Sahel States) เพื่อคานอำนาจและแสวงหาทางรอดในแบบฉบับของตนเอง

สุดท้ายนี้ แม้ทางรัฐบาลจะยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงสถาบันและไม่ได้ลดทอนความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมหรือมนุษยธรรมที่มีต่อประชาชน แต่ในมุมมองระดับโครงสร้าง นี่คือบททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศฝรั่งเศสในอนุภูมิภาคซาเฮล ว่าจะจัดการกับกระแสชาตินิยมที่รุนแรงนี้ได้อย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเกมการเมืองครั้งนี้จะจบลงที่ตรงไหน

ที่มา – บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

“เท้ง” รับเคยทาบทาม “สุรพล” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังกรณีการเชิญ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เท้ง” รับเคยทาบทาม “สุรพล” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามของพรรคมาก่อนจริง ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สนับสนุนที่ตั้งคำถามถึงจุดยืนทางการเมืองของนายสุรพลในอดีต

“เท้ง” รับเคยทาบทาม “สุรพล” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ท่ามกลางกระแสวิจารณ์

เหตุการณ์นี้นำไปสู่การตั้งคำถามจากนักวิชาการและแนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยว่า การดึงตัวบุคลากรที่มีประวัติความเห็นต่างในทางการเมืองมาร่วมงานนั้น เป็นการผลักมวลชนของพรรคออกไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคประชาชนยืนยันว่า การเข้ามารับบทบาทประธานยุทธศาสตร์ กทม. นั้น เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการเมือง ไม่ได้เกี่ยวกับการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับพรรคที่ขัดกับอุดมการณ์หลัก ซึ่งสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองท้องถิ่นประเด็นนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

เปิดมุมมองพรรคต่อประเด็น “เท้ง” รับเคยทาบทาม “สุรพล” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

ณัฐพงษ์มองว่าโจทย์สำคัญของการเมืองไทยในปัจจุบันคือการเอาชนะระบอบการเมืองผูกขาดที่รวบรวมอำนาจไว้ในมือคนเพียงกลุ่มเดียว เขาเน้นย้ำถึงเหตุผลในการเปิดกว้างเพื่อขยายแนวร่วม ดังนี้:

  • เป้าหมายหลักคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปโครงสร้างประเทศ
  • การทำงานต้องเน้นความเป็นมืออาชีพและผู้ที่มีความเข้าใจปัญหา กทม. อย่างลึกซึ้ง
  • การเปิดรับผู้ที่มีความเห็นต่างในอดีต ไม่ได้หมายถึงการเสียตัวตนหรือจุดยืนเรื่องประชาธิปไตยของพรรค

อย่างไรก็ตาม กระแสตีกลับที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากบุคคลอย่าง นายปิยบุตร แสงกนกกุล หรือนักวิชาการอย่าง นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนพร้อมจะรับฟัง นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังยืนยันว่าถึงแม้จะมีกระแสกดดันเพียงใด แต่ทางพรรคก็ยังคงเดินหน้าตรวจสอบกรณีทุจริตต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินเขากระโดง หรือปัญหาการคอร์รัปชันในระดับโครงสร้าง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าพรรคประชาชนจะสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไปพร้อมกับการขยายพันธมิตรใหม่ท่ามกลางทัศนคติที่แตกต่างกันได้อย่างไร หากพรรคสามารถพิสูจน์ให้เห็นจากการปฏิบัติงานจริงว่าบุคลากรที่นำเข้ามานั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับกรุงเทพฯ ได้จริง เสียงวิจารณ์อาจเปลี่ยนเป็นความเข้าใจได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นมวลชนคือสิ่งเดียวที่พรรคต้องประคองไว้อย่างระมัดระวังที่สุด

ที่มา – “เท้ง” รับเคยทาบทาม “สุรพล” ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ขอไม่ขยายความเพิ่มปมนั่งประธานยุทธศาสตร์

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

(สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส แห่งสเปน แถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 ก.พ. 2524 (AFP PHOTO / CASA REAL / HANDOUT))

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด ที่วนเวียนอยู่ในสังคมมานานหลายทศวรรษ รัฐบาลสเปนเพิ่งตัดสินใจปลดล็อกข้อมูลสำคัญเหล่านี้ เพื่อให้ประชาชนได้รู้ความจริงและยุติการถกเถียงที่ไม่มีวันจบสิ้น

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

เมื่อวันพุธที่ 24 ก.พ. 2569 รัฐบาลสเปนได้เผยแพร่เอกสารลับจำนวน 153 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พยายามก่อรัฐประหารเมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสเปน การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคาดหวังสูงสุด โดยเว็บไซต์ของรัฐบาลถึงกับล่มชั่วคราวจากจำนวนผู้เข้าชมที่พุ่งทะลัก

เหตุการณ์รัฐประหารวันที่ 23 ก.พ. 2524 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ’23-F’ เริ่มต้นด้วยการบุกยึดห้องโถงหลักของรัฐสภาแห่งชาติ โดยกลุ่มนายทหารติดอาวุธนำโดยพันเอกอันโตนิโอ เตเฆโร โมลินา พวกเขาข่มขู่เหล่านักการเมืองในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เป้าหมายคือล้มล้างระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเริ่มต้นหลังการสิ้นพระชนม์ของนายพลฟรังโก จอมเผด็จการผู้ครองอำนาจนานนับทศวรรษ

บทบาทสำคัญของสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส

ความพยายามครั้งนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสทรงออกแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ประณามการก่อรัฐประหารและยืนยันการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงกลายเป็นวีรบุรุษในสายตาชาวสเปนจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกัน ก็จุดชนวนทฤษฎีสมคบคิดมากมาย เช่น การกล่าวหาว่าพระองค์ทรงทราบล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งมีส่วนร่วมในการจัดฉากเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้ประชาธิปไตย

เอกสารที่ถูกเปิดเผยครั้งนี้ประกอบด้วยรายงานของตำรวจ บันทึกการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ และปฏิกิริยาจากรัฐบาลต่างประเทศ แม้จะไม่มีข้อมูลช็อกโลกอย่างที่คาด แต่ก็ช่วยยืนยันข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น การขาดการสนับสนุนจากกษัตริย์และความล้มเหลวของกลุ่มก่อการ

  • รายงานตำรวจและกระบวนการยุติธรรม
  • บันทึกการสื่อสารภายใน
  • ปฏิกิริยาของนานาชาติ
  • หลักฐานที่หักล้างทฤษฎีสมคบคิด

ที่น่าสนใจคือ การเปิดเอกสารเกิดขึ้นในวันเดียวกับการเสียชีวิตของเตเฆโร ผู้ก่อการร้ายวัย 93 ปี ซึ่งยิ่งเพิ่มสีสันให้กับเหตุการณ์ รัฐบาลนายเปโดร ซานเชซ จากพรรคสังคมนิยม เรียกการปกปิดเอกสารนานนับทศวรรษนี้ว่าเป็น ‘ความผิดปกติทางประวัติศาสตร์’ และยืนยันว่าการเปิดเผยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงใดๆ

ผลกระทบต่อสังคมสเปนและทฤษฎีสมคบคิด

หลังเหตุการณ์ 23-F สเปนเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเต็มตัว แต่ทฤษฎีสมคบคิดยังคงหลอกหลอนสังคม บ้างว่าการรัฐประหารเป็นการแสดงเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม บ้างว่ามีอิทธิพลจากภายนอก การเปิดเอกสารลับจึงเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายปมประวัติศาสตร์เหล่านี้ ชาวสเปนหลายคนหวังว่ามันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์และระบบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม บทบาทของพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสในช่วงหลังๆ ถูกตั้งคำถามจากเรื่องส่วนพระองค์ เช่น การลี้ภัยทางการเมือง แต่เหตุการณ์ 23-F ยังคงเป็นจุดสูงสุดของพระองค์ในฐานะผู้พิทักษ์ประชาธิปไตย

ในมุมมองของผู้เขียน การเปิดเอกสารครั้งนี้ไม่เพียงดับทฤษฎีสมคบคิด แต่ยังเป็นบทเรียนว่าความโปร่งใสคือกุญแจสู่ความเชื่อมั่นในรัฐบาล ชาวสเปนและคนทั่วโลกควรติดตามการวิเคราะห์เอกสารเหล่านี้ต่อไป เพื่อเข้าใจประวัติศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ยุโรป ลองแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

เมียนมาเริ่มแล้ว! เลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 5 ปี

เมียนมาเริ่มแล้ว! การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากการรัฐประหาร ท่ามกลางข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารที่ประกาศว่านี่คือการหวนคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ 5 ปีก่อนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนในช่วงเวลาสั้นๆ 10 ปี ที่เต็มไปด้วยความหวังและการปฏิรูป

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งในปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ทำการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้ง

นางซูจีถูกจำคุก 27 ปีในข้อหาต่างๆ ซึ่งถูกมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรค NLD ก็ถูกยุบไป เหล่านักกิจกรรม นักการทูต และผู้แทนจาก UN ต่างประณามการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเวลาที่แบ่งแยกนี้ โดยชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พันธมิตรของกองทัพเท่านั้น และมีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการฟอกเขียวระบอบเผด็จการทหารเท่านั้น

สถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้ง ทำให้ไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกบฏ

รายละเอียดการ เลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกเริ่มในเวลา 6:00 น. ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์

แตกต่างจากอดีตที่นางซูจีสามารถเรียกร้องผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดบรรยากาศของการรวมตัวอย่างคึกคัก รัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง

นางโม โม มยิน กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” เธอกล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนทางไปสู่การปรองดอง แม้ว่าจะไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP

การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า และรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเกือบ 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้ง

นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าการเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปราม

นายซอ ตุน จากกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) กล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน เราจะสู้ต่อไป”

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะนำพาเมียนมาไปในทิศทางใดต่อไปในอนาคต

ที่มา – เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

ชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิล เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อนและประสบความสำเร็จด้วยดี หลังจากเขาได้รับอนุญาตจากศาลให้ออกจากคุกเพื่อรับการรักษาได้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ธ.ค. 2568 นางมิเชล ภริยาของนายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีบราซิลที่ถูกลงโทษจำคุก เปิดเผยว่า สามีของเธอเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคไส้เลื่อนคู่ (Double Hernia) เป็นที่เรียบร้อยและประสบผลสำเร็จด้วยดี

อดีตผู้นำรายนี้กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี โทษฐานพยายามก่อรัฐประหาร หลังจากที่เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2565 ให้กับคู่แข่งฝ่ายซ้ายอย่าง ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

ศาลฎีกาของบราซิลได้อนุญาตให้นายโบลโซนาโรในวัย 70 ปี เดินทางออกจากห้องขังในกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางที่เขาถูกคุมขังอยู่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลในกรุงบราซีเลียซึ่งเป็นเมืองหลวง และเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคได้

ก่อนที่จะเข้ารับการผ่าตัด นายชาอีร์ โบลโซนาโร ได้ประกาศสนับสนุน นายฟลาบิโอ บุตรชายคนโตของเขา ในการลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2569

อดีตประธานาธิบดีได้ประกาศการตัดสินใจของเขาผ่านจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ซึ่งถูกนำมาอ่านโดยนายฟลาบิโอ โบลโซนาโร ที่บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาลซึ่งบิดาของเขากำลังเข้ารับการรักษา

“ตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ต่อสู้ในศึกที่ยากลำบาก ยอมจ่ายราคาที่แสนแพงด้วยทั้งสุขภาพและครอบครัว เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา” โบลโซนาโรเขียนไว้ในจดหมาย

“ข้าพเจ้าขอมอบสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเป็นพ่อ นั่นคือลูกชายของข้าพเจ้าเอง เพื่อปฏิบัติภารกิจในการกอบกู้ประเทศบราซิลของเรา”

นายฟลาบิโอ โบลโซนาโร วุฒิสมาชิกวัย 44 ปี ได้ประกาศการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในนามพรรคลิเบอรัล (Liberal Party) ของบิดาไปก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายฟลาบิโอกล่าวว่าบิดาได้มอบหมาย “ภารกิจในการสานต่อโครงการระดับชาติของเรา” ให้แก่เขา แต่จดหมายของนายชาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งถูกเผยแพร่โดยสื่อมวลชนบราซิล ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าวุฒิสมาชิกผู้นี้ได้รับการสนับสนุนจากบิดาอย่างเต็มที่

ทางด้านประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา ผู้นำคนปัจจุบัน ประกาศแล้วว่าเขามีแผนจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2569

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2565 ต้องตัดสินกันในการเลือกตั้งรอบที่สอง (Run-off) ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างนายโบลโซนาโร ที่ขณะนั้นเป็นประธานาธิบดี กับนายลูลา อดีตประธานาธิบดีของบราซิล

เมื่อนายลูลาชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่สูสีกันมาก นายโบลโซนาโรจึงปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้ง และถูกกล่าวหาว่า ร่วมกับผู้นำระดับสูงทางทหารวางแผนเพื่อขัดขวางไม่ให้นายลูลาเข้ารับตำแหน่ง

แม้ว่าแผนการดังกล่าวจะไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากกองทัพมากพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ แต่ก็นำไปสู่เหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐบาลโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของโบลโซนาโร เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2566

โบลโซนาโรถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร และถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนกันยายนปีนี้

แต่ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว โบลโซนาโรผู้พ่อก็ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก สภาคองเกรสของบราซิลได้ผ่านร่างกฎหมายเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อลดโทษจำคุกของเขาลงอย่างมาก แต่ประธานาธิบดีลูลากล่าวว่าเขาจะใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ร่างกฎหมายดังกล่าว

อนึ่ง คาดว่านายชาอีร์ โบลโซนาโร จะถูกส่งตัวกลับไปยังกองบัญชาการตำรวจส่วนกลางเพื่อคุมขังต่อทันทีที่คณะแพทย์อนุญาต

โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

เรื่องราวของ โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ นั้นเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนทั่วโลก การที่อดีตประธานาธิบดีได้รับการอนุญาตให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในขณะที่ถูกจำคุก เป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุดของโบลโซนาโร

แม้ว่า โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ จะเป็นข่าวเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนในบราซิล การสนับสนุนของเขาที่มีต่อบุตรชายในการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี แสดงให้เห็นว่าเขายังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ ถึงแม้จะอยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุก

การที่ประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2569 บ่งบอกถึงการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นในอนาคต การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศบราซิล

การผ่าตัด โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ นั้นเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองบราซิลกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การกลับมามีบทบาททางการเมืองของโบลโซนาโรจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โบลโซนาโร อดีต ปธน.บราซิล ผ่าตัดรักษาไส้เลื่อนสำเร็จ

เสกสิทธิ์: การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ลงสมัคร สส.กทม. เขต 2 พรรคประชาชน มั่นใจว่าประสบการณ์เคลื่อนไหวทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา ตั้งเป้าผลักดันการปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในฐานะว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (สาทร ปทุมวัน ราชเทวี) พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การเป็นนักเคลื่อนไหว ทำให้เขาเห็นว่าหลายประเด็นสามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ หากดำเนินการผ่านกลไกรัฐสภา โดยการเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขับเคลื่อนวาระต่างๆ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

เมื่อถูกถามถึงการปรึกษานางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.ในพื้นที่ นายเสกสิทธิ์ระบุว่า ทั้งสองรู้จักและเคลื่อนไหวร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 จึงไม่มีประเด็นขัดข้องในการพูดคุยกัน ส่วนความพร้อมในการทำงานในพื้นที่นั้น เขายืนยันว่าตนเองเป็นคนราชเทวี มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ และได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหามาแล้ว พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นายเสกสิทธิ์ยอมรับว่ากระแสตอบรับในพื้นที่ยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยประเด็นหลักที่เขาต้องการผลักดันคือการแก้ไขปัญหาสังคมสีเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งเขาเคยทำงานในคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปตำรวจมาก่อน นอกจากนี้ เขายังเห็นความจำเป็นในการผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหาร ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับกรณีที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาต่อพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย นายเสกสิทธิ์มองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และเชื่อว่านโยบายและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรม จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

นายเสกสิทธิ์กล่าวย้ำว่า การเมืองไทยยังมีความหวัง และความหวังที่สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้ง โดยขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากพรรคประชาชนไม่ได้ขับเคลื่อนต่อ นายเสกสิทธิ์ระบุว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน จำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุย สร้างความเข้าใจ และแสวงหาฉันทามติร่วมกันในสังคม

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

การเข้ามาทำงานการเมืองของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ นั้น น่าสนใจด้วยหลายเหตุผล ประการแรกคือ ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมที่เขาสั่งสมมา ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ประการที่สองคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น การปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร ผ่านกลไกรัฐสภา

ทำไม “เสกสิทธิ์” ถึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา?

คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่ารัฐสภาไทยยังมีข้อจำกัดและปัญหาอยู่บ้าง แต่ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มองว่ามันยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญที่สุดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ การทำงานในสภาสามารถนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เข้มแข็ง และการสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเสกสิทธิ์ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประชาชน การรับฟังความคิดเห็น และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างฉันทามติและผลักดันประเด็นต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การตัดสินใจของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ แต่ก็เป็นการเดิมพันที่มาพร้อมกับความหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย การเมืองไทยอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่ก็ยังคงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ได้เข้ามาแสดงศักยภาพ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

ที่มา – “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างใช้เป็นฐาน

รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาลในรัฐยะไข่จริง แต่อ้างว่ากลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐาน และผู้เสียชีวิตก็ล้วนเป็นนักรบติดอาวุธไม่ใช่พลเรือน กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกมายอมรับว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่โรงพยาบาลในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นกับสื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ รวมถึงผู้ป่วย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และเด็กๆ การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

ในแถลงการณ์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มรวมถึง กองทัพอาระกัน (Arakan Army) กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564 ใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐาน ทำให้กองทัพต้องเข้าไปจัดการ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กองทัพได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นและเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายต่ออาคารโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อวันพุธ (10 ธันวาคม) และเสริมว่า ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านและผู้สนับสนุน ไม่ใช่พลเรือน การอ้างดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ของกองทัพสวนทางกับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยกู้ภัยในรัฐยะไข่ ที่บอกกับสำนักข่าว AP ว่า เครื่องบินรบของกองทัพทิ้งระเบิด 2 ลูก ใส่โรงพยาบาลในเมืองมเยาะอู (Mrauk-U) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพอาระกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ศพ รวมถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบาดเจ็บอีกประมาณ 80 คน สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ

ด้านองค์การสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ธันวาคม) ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของพลเรือน และกำลังทำลายชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ UN เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

ทั้งนี้ เมืองมเยาะอู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 530 กม. ถูกกองทัพอาระกันยึดครองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกองทัพอาระกันเป็นกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวรัฐยะไข่ ซึ่งต้องการปกครองตนเองแยกจากรัฐบาลกลางของเมียนมา สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้กำลังของกองทัพเมียนมาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ผลกระทบจากการที่ รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศในหลายด้าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมาแย่ลง โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกที่มักวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เสถียรภาพภายในประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพิ่มความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้สถานการณ์ภายในประเทศยิ่งทวีความตึงเครียด
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาจเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากความไม่มั่นคงและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการเจรจาและการเคารพสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา การหาทางออกที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการเคารพหลักการสากล

ที่มา – รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว! สรุปข่าว

ทหารของประเทศเบนินพยายาม ก่อรัฐประหารล้มเหลว เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ถูกทหารฝ่ายที่ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้ สถานการณ์ทางการเมืองในเบนินยังคงตึงเครียด แม้ว่าความพยายามยึดอำนาจจะถูกระงับไปแล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญเนื่องจากประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเบนินออกมาเปิดเผยว่า ทหารฝ่ายที่ภักดีกับพวกเขา ขัดขวางความพยายามก่อรัฐประหารล้มเหลวของทหารอีกกลุ่มหนึ่งเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้สำเร็จ หลังทหารกลุ่มดังกล่าวออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ประกาศยุบรัฐบาลและถอดถอนประธานาธิบดี

“ในช่วงเช้ามืดของวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ทหารกลุ่มเล็ก ๆ ได้ก่อการกบฏโดยมีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงและสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ” นายอลัสซาน เซดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของประเทศเบนินกล่าว “เมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้ กองทัพเบนินและผู้นำของพวกเขา ก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อคำปฏิญาณ และยึดมั่นต่อสาธารณรัฐ”

ก่อนที่นายเซดูจะมีแถลงการณ์หลายชั่วโมง ทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการกองทัพเพื่อการสถาปนาใหม่” (Military Committee for Refoundation) ปรากฏตัวผ่านทางโทรทัศน์ พร้อมกับประกาศยุบรัฐบาล, ถอดถอนประธานาธิบดีและยกเลิกสถาบันของรัฐทั้งหมด

ทหารกลุ่มนี้ระบุว่า พลโท ปาสกาล ติกรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการ

หลังจากนั้นก็เกิดเสียงปืนดังขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับทำเนียบประธานาธิบดี โดยที่ยังไม่มีข่าวคราวของประธานาธิบดี ปาทริส ตาลง แต่อย่างใด ในขณะที่สัญญาณของสถานีโทรทัศน์และวิทยุสาธารณะของรัฐถูกตัดขาด

หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง สัญญาณโทรทัศน์ก็กลับมา โดยนายเซดู ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเกิดความพยายามก่อรัฐประหารล้มเหลว แต่ถูกทหารผู้ภักดีกับรัฐบาลขัดขวางเอาไว้ได้ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่า เกิดอะไรขึ้นกับทหารที่ก่อกบฏ

ด้านประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก หรือ อีโควาส (ECOWAS) ออกแถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ นี้

อนึ่ง นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1960 เบนินเผชิญกับการรัฐประหารหลายครั้ง แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีตาลง ซึ่งอยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2559 เตรียมลงจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีหน้า หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่

โดยผู้สมัครจากพรรคของนายตาลงคือนาย โรมูอัลด์ วาดาญี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ตัวแทนจากฝ่ายค้านอย่างนาย เรอโนด์ อักโบโฌ ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งปฏิเสธการลงสมัคร โดยอ้างว่าเขามีผู้สนับสนุนไม่เพียงพอ

ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว

สถานการณ์ล่าสุดหลังทหารเบนินก่อรัฐประหารล้มเหลว

หลังจากเหตุการณ์ความพยายามรัฐประหารในเบนิน สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในความไม่แน่นอน แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วก็ตาม มีคำถามมากมายเกี่ยวกับแรงจูงใจของกลุ่มทหารที่พยายามก่อรัฐประหาร รวมถึงระดับการสนับสนุนที่พวกเขามีอยู่ภายในกองทัพเบนินเอง

  • การสอบสวน: รัฐบาลเบนินน่าจะเริ่มการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อระบุตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และค้นหาว่าอะไรคือแรงจูงใจเบื้องหลังความพยายามนี้
  • ความมั่นคง: มาตรการรักษาความปลอดภัยอาจถูกยกระดับเพื่อป้องกันความพยายามอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน
  • การเมือง: เหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมาถึง

ความพยายามก่อรัฐประหารล้มเหลวครั้งนี้เน้นย้ำถึงความท้าทายด้านความมั่นคงที่ประเทศเบนินและภูมิภาคโดยรวมกำลังเผชิญอยู่ การแทรกแซงทางทหารและการรัฐประหารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายประเทศแอฟริกา และจำเป็นต้องมีการแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมธรรมาภิบาล การสร้างสถาบันที่แข็งแกร่ง และการจัดการกับความไม่พอใจทางสังคมและเศรษฐกิจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบนินเป็นเครื่องเตือนใจว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ และต้องได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง ความพยายามที่จะล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประเทศและภูมิภาค

ที่มา – ทหารเบนิน ก่อรัฐประหารล้มเหลว กองกำลังฝ่ายรัฐบาลสกัดไว้ได้

ทหารกินี-บิสเซา ยึดอำนาจ! เกิดอะไรขึ้น?

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังมีรายงานเสียงปืนดังในเมืองหลวง และการจับกุมประธานาธิบดี เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มทหารในกินี-บิสเซาออกมาประกาศยึดอำนาจ หลังมีรายงานข่าวการจับกุมประธานาธิบดี อูมาโร ซิสโซโก เอ็มบาโล พร้อมคณะทำงานและรัฐมนตรีหลายคน การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างกะทันหัน

หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นในกรุงบิสเซา เมืองหลวงของกินี-บิสเซา แหล่งข่าวรัฐบาลท้องถิ่นแจ้งว่าประธานาธิบดีเอ็มบาโลถูกควบคุมตัว ประชาชนในพื้นที่ต่างหวาดกลัวและพยายามหาที่หลบภัย

ผู้เห็นเหตุการณ์รายงานว่าได้ยินเสียงปืนประมาณ 13:00 น. ตามเวลาสากล แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ยิง และมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ สำนักข่าว AFP รายงานว่าผู้คนจำนวนมากทั้งเดินเท้าและโดยสารรถยนต์ต่างหลบหนีเมื่อได้ยินเสียงปืน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งผู้สมัครจากฝ่ายค้านหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ทั้งประธานาธิบดีเอ็มบาโลและคู่แข่งคนสำคัญอย่างเฟอร์นันโด ดิอาส ต่างอ้างว่าตนเองได้รับชัยชนะ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผลการเลือกตั้งและอนาคตทางการเมืองของกินี-บิสเซายิ่งไม่แน่นอน

พลเอก เดนิส เอ็นคานยา หัวหน้าฝ่ายทหารประจำทำเนียบประธานาธิบดี แถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า พวกเขาได้ระงับกระบวนการเลือกตั้ง และจัดตั้ง “กองบัญชาการทหารสูงสุดเพื่อการฟื้นฟูกฎระเบียบ” พร้อมปิดชายแดน ประกาศนี้เป็นการยืนยันถึงการยึดอำนาจโดยทหารอย่างเป็นทางการ

พลเอกเอ็นคานยาระบุว่ากองทัพจะควบคุมดูแลประเทศจนกว่าจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป พร้อมสั่งให้ประชาชนอยู่ในความสงบ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการควบคุมโดยทหารสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ

กินี-บิสเซาเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก มีประชากรเกือบ 2 ล้านคน อดีตอาณานิคมของโปรตุเกสแห่งนี้เคยเกิดการรัฐประหารหรือความพยายามรัฐประหารมาแล้วถึง 9 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2523 ความไม่มั่นคงทางการเมืองเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ประธานาธิบดีเอ็มบาโลเคยเผชิญกับความพยายามโค่นล้มอำนาจมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของรัฐบาลและความท้าทายในการรักษาอำนาจ

ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ: เกิดอะไรขึ้นต่อไป?

สถานการณ์ในกินี-บิสเซายังคงไม่แน่นอน การยึดอำนาจโดยทหารอาจนำไปสู่ความวุ่นวายและการปราบปราม การแทรกแซงจากนานาชาติอาจเป็นไปได้ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังยากที่จะคาดเดา

ผลกระทบจากการที่ ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ

การที่ ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ ส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง: การรัฐประหารทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ
  • เศรษฐกิจ: ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ การลงทุนอาจชะลอตัว และการท่องเที่ยวอาจลดลง
  • สิทธิมนุษยชน: การปกครองโดยทหารอาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และการควบคุมสื่อ

นานาชาติต่างจับตามองสถานการณ์ในกินี-บิสเซาอย่างใกล้ชิด และอาจมีการออกมาตรการคว่ำบาตรหากสถานการณ์เลวร้ายลง

สถานการณ์ในกินี-บิสเซาแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของระบอบประชาธิปไตยในแอฟริกาตะวันตก และความท้าทายในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้

ที่มา – ทหารกินี-บิสเซา ประกาศยึดอำนาจ หลังจับประธานาธิบดี

Scroll to top