รัฐมนตรีต่างประเทศ

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกากลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้ง เมื่อมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ล่าสุด นายเอสมาอิล บากาอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ ตามที่เป็นกระแสข่าวลือออกมาในช่วงนี้

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

การออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว IRNA ของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถือเป็นการสยบข่าวลือที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวอ้างก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเห็นชอบในประเด็นสำคัญของข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว นายบากาอีระบุว่ารายงานเหล่านั้นเป็นเพียงการคาดเดา และยืนยันว่ารัฐบาลเตหะรานยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ที่เป็นข้อยุติในตอนนี้

ทำไมการเจรจาถึงยังไม่คืบหน้า?

ปัญหาสำคัญที่ขัดขวางความสำเร็จทางการทูตในครั้งนี้ นายบากาอีได้ชี้แจงไว้ว่า:

  • ฝ่ายอเมริกามีการเปลี่ยนจุดยืนของตนเองอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการเจรจา
  • ความพยายามในการเจรจาผ่านตัวกลางอย่างกาตาร์และปากีสถานยังคงถูกบั่นทอนโดยท่าทีของทำเนียบขาว
  • อิหร่านประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีวันยอมลดราวาในจุดที่เป็น ‘เส้นตาย’ (Red lines) ของประเทศ

แม้หลายฝ่ายจะพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสวนทางกับข้ออ้างของฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าการเจรจากำลังจะจบลง สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของอิหร่านในการรักษาอำนาจต่อรองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเมืองระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่คำพูดจากฝ่ายผู้นำ แต่ยังมีเรื่องของรายละเอียดเชิงลึกและเกียรติภูมิของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย สำหรับใครที่กำลังติดตามสถานการณ์โลก เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าเกมการเมืองนี้จะดำเนินไปในทิศทางไหน และทรัมป์จะเดินหมากต่ออย่างไรในเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธการบรรลุข้อตกลงอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

ในสภาวะที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ล่าสุด นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นตั้งข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเลือกนักกฎหมายระดับโลกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด

จับตา สรศักดิ์แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS

นายสรศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามสร้างความมั่นใจต่อสาธารณะว่าไทยพร้อมรับมือกับกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS นั้น อาจเป็นเพียงการลดกระแสทางการเมืองในประเทศ แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศสถานการณ์มีความซับซ้อนและกดดันกว่าที่คิด เพราะคำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าเราไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการนี้ได้ตามกลไกของสหประชาชาติ

ก้าวสำคัญในการเลือกทีมกฎหมายเพื่อสู้ศึกเจรจา

ปัญหาสำคัญที่ฝ่ายค้านมองเห็น คือเรื่องของกรอบการเจรจาที่มีความเปราะบาง โดยนายสรศักดิ์ได้ยกประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียวโดยไม่มีแผนสำรองที่ชัดเจน ทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก
  • ความเข้าใจในมาตรา 74(3) และ 83(3) ของ UNCLOS ที่เรียกร้องให้มีข้อตกลงชั่วคราวระหว่างรอผลเขตแดน
  • บทเรียนจากกรณีติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ที่ผลการประนอมแม้ไม่ผูกมัดแต่สามารถสร้างบรรทัดฐานกดดันประเทศคู่กรณีได้

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งทำภายใน 21 วัน คือการคัดเลือกผู้ประนอมที่มีศักยภาพสูงสุด นายสรศักดิ์ย้ำว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ รัฐบาลต้องเลิกใช้วิธีการแต่งตั้งนักกฎหมายตามความคุ้นเคย แต่ต้องเฟ้นหาผู้ที่มีเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระดับสากลเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของประเทศไทยในคณะกรรมการจะไม่เป็นเพียงเสียงที่ถูกมองข้าม

ในมุมมองของเรา ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลการเจรจาให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ เพราะเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลส่งผลกระทบต่อทรัพยากรพลังงานและอธิปไตยของชาติในระยะยาว รัฐบาลควรเปลี่ยนมุมมองจากการตั้งรับมาเป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศจะเป็นที่ตั้งในเวทีโลก

ที่มา – “สรศักดิ์” แนะรัฐบาลรอบคอบกระบวนการประนอมภาคบังคับ UNCLOS ย้ำเลือกนักกฎหมายปกป้องผลประโยชน์ชาติ

สุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง เจ้าชายอับดุล มาทีน เป็น รมว.ต่างประเทศ

ถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุดสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ได้ประกาศข่าวใหญ่ผ่านการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งสำคัญ ซึ่งในครั้งนี้มีการสุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เป็น รมว.ต่างประเทศ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนทั่วโลก

สุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เป็น รมว.ต่างประเทศ

การปรับโครงสร้างอำนาจในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสลับตำแหน่งธรรมดา แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่การถ่ายโอนอำนาจให้กับคนรุ่นใหม่ในราชวงศ์ โดยไฮไลต์สำคัญคือการที่เจ้าชายอับดุล มาทีน ขวัญใจมหาชนก้าวขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้องค์สุลต่านทรงดำรงตำแหน่งนี้ด้วยพระองค์เอง ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและการวางรากฐานการบริหารประเทศในอนาคต

เปิดประวัติเจ้าชายผู้มากความสามารถ

นอกจากข่าวการสุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เป็น รมว.ต่างประเทศ แล้ว หลายคนคงทราบดีว่าเจ้าชายอับดุล มาทีน เป็นพระราชโอรสที่มีโปรไฟล์โดดเด่นไม่น้อย:

  • ทรงสำเร็จการศึกษาทางทหารจากสหราชอาณาจักร
  • เป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ
  • นักกีฬาโปโลระดับมืออาชีพ
  • เป็นที่รู้จักในนาม “เจ้าชายแห่งอินสตาแกรม” ด้วยผู้ติดตามกว่า 3 ล้านคน

ด้วยประสบการณ์และการเรียนรู้ระบบราชการมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าพระองค์จะสามารถทำหน้าที่สำคัญในฐานะตัวแทนประเทศบนเวทีโลกได้อย่างสมเกียรติ พร้อมไปกับการรับใช้กองทัพควบคู่กันไป

นอกเหนือจากเจ้าชายอับดุล มาทีน แล้ว ยังมีการแต่งตั้งเจ้าชายอับดุล มาลิก ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการตอกย้ำว่าเหตุการณ์ที่สุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เป็น รมว.ต่างประเทศ ครั้งนี้ คือการจัดทัพใหม่ที่เน้นความมั่นคงและความพร้อมของคนรุ่นใหม่ในราชวงศ์อย่างเต็มตัว ภายใต้การควบคุมและดูแลของสมเด็จพระราชาธิบดีฮัสซานัล โบลเกียห์ เพื่อรับมือกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและการกระจายฐานการผลิตที่ไม่ได้พึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่านโยบายต่างประเทศของบรูไนภายใต้การนำของรัฐมนตรีคนใหม่จะมีทิศทางเป็นอย่างไร เราคงต้องเฝ้าติดตามผลงานของเจ้าชายอับดุล มาทีน กันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – สุลต่านบรูไนปรับ ครม. ครั้งใหญ่ แต่งตั้ง “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เป็น รมว.ต่างประเทศ

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นผ่านการให้การต่อคณะกรรมการกิจการต่างประเทศ โดยเขายืนยันว่าปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นถือว่าสิ้นสุดลงแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ สหรัฐอเมริกาสามารถคว้าผลลัพธ์ที่เรียกว่า “ชัยชนะ” ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ

ในมุมมองของรัฐมนตรีรูบิโอ คำกล่าวอ้างที่ว่า รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ” นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ทางทหาร เพราะเขาเชื่อมั่นว่าเป้าหมายหลักในปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” (Epic Fury) นั้นได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ แท่นยิงขีปนาวุธ ไปจนถึงคลังโดรนและศักยภาพทางกองทัพของอิหร่านที่ถูกลดทอนลงจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม

รายละเอียดเบื้องหลังปฏิบัติการ “อีปิก ฟิวรี” และนิยามของชัยชนะ

คำถามที่สังคมโลกกำลังให้ความสนใจคือ “ชัยชนะที่แท้จริงคืออะไร?” รูบิโอได้อธิบายต่อนักการเมืองในสภาว่า ชัยชนะของสหรัฐฯ ในครั้งนี้คือการกวาดล้างศักยภาพในการเป็นภัยคุกคามของศัตรูให้หมดสิ้นไป เขาได้ระบุถึงความสำเร็จในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การทำลายอุตสาหกรรมทางการทหาร: ลดขีดความสามารถในการผลิตอาวุธของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญ
  • การปราบปรามกองทัพ: ทำลายกองทัพอากาศและกองทัพเรือตามแบบแผนจนไม่สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ ได้ในระยะสั้น
  • ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์: ปฏิบัติการจบลงเพราะบรรลุเป้าหมายครบถ้วนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงถูกถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะ สส. ซารา เจคอบส์ ที่ตั้งข้อสังเกตถึงการฟื้นฟูทางการทหารของอิหร่านว่าอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ ทำให้หลายฝ่ายยังคงกังขาว่าหาก รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ” จริง เหตุใดสถานการณ์ความไม่ไว้วางใจในภูมิภาคยังดูเหมือนจะคุกรุ่นอยู่เช่นนี้

มุมมองทิ้งท้าย: สงครามในยุคใหม่ไม่ใช่แค่การยึดดินแดน แต่เป็นการทำลายขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งรูบิโอพยายามจะชี้ให้เห็นว่า เมื่อคู่ต่อสู้ไม่มีอาวุธที่จะใช้ตอบโต้อย่างทรนงอีกต่อไป นั่นแหละคือบทสรุปที่สหรัฐฯ ต้องการ แต่ในสายตาของประชาชนและฝ่ายค้าน ความคุ้มค่าและผลกระทบในระยะยาวยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามชิ้นใหญ่ที่กาลเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า บทสรุปนี้คือชัยชนะที่ยั่งยืนหรือเพียงแค่การพักรบชั่วคราวกันแน่

ที่มา – รูบิโอย้ำ สงครามอิหร่าน “จบแล้ว” ชี้สหรัฐฯ คว้า “ชัยชนะ”

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom” ซึ่งเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้เรือสินค้าติดค้างจำนวนมาก สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง

รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบขาวว่า มีหลายประเทศแสดงความจำนงทั้งแบบเปิดเผยและแบบส่วนตัวที่จะเข้าร่วม Project Freedom โครงการนำโดยสหรัฐฯ เพื่อปกป้องเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก รูบิโอปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อประเทศเหล่านั้น โดยอ้างถึงเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย

“หลายประเทศพูดตรงกันว่า เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” รูบิโอบอกกับผู้สื่อข่าว เขายังชี้ให้เห็นว่าบางประเทศอาจไม่มีกองทัพเรือที่แข็งแกร่ง แต่ก็พร้อมให้การสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองหรือการสนับสนุนด้านลอจิสติกส์ “ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่พวกเขาจะช่วยได้ เป็นวิธีเฉพาะตัวที่พวกเขาสามารถช่วยเราได้” รูบิโอกล่าว

ความสำคัญของ Project Freedom และบทบาทสหรัฐฯ

Project Freedom เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามที่เริ่มต้นขึ้น ทำให้เรือสินค้าจำนวนมากไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด รูบิโอเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้แบกรับภาระหลักในการปฏิบัติการนี้ เนื่องจากมีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่า “ความรับผิดชอบหลักของโครงการเสรีภาพนี้ตกอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะเราเป็นประเทศเดียวที่สามารถแผ่ขยายอำนาจในส่วนนั้นของโลกได้” เขากล่าว

นอกจากนี้ รูบิโอยังชี้ว่าการดำเนินโครงการนี้ไม่ใช่เพื่อสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว แต่เพื่อโลกทั้งใบ “นี่ถือเป็นการทำเพื่อโลก เพราะเรือที่ติดค้างอยู่นั้นก็คือเรือของประเทศพวกเขาทั้งสิ้น” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงมุมมองที่ว่าความมั่นคงในการเดินเรือเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะสำหรับประเทศนำเข้าพลังงานอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างเพียง 21 ไมล์ แต่เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน การปิดกั้นจากอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างความเดือดร้อนให้ผู้บริโภคทั่วโลก รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom” จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงการรวมตัวเพื่อคืนความมั่นคงให้เส้นทางนี้

  • หลายประเทศแสดงเจตจำนงเข้าร่วมทั้งแบบเปิดและลับ
  • สหรัฐฯ รับผิดชอบหลัก แต่เปิดรับความช่วยเหลือ
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก: ราคาน้ำมันพุ่ง ห่วงโซ่อุปทานสะดุด
  • รูปแบบสนับสนุนหลากหลาย: ทหาร ข่าวกรอง ลอจิสติกส์

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วมของพันธมิตรจะช่วยลดภาระสหรัฐฯ และเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการ นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพกับอิหร่านในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเลในยุคโลกาภิวัตน์ หาก Project Freedom สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รูบิโอเผย หลายประเทศยินดีเข้าร่วม “Project Freedom”

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศไทยอิหร่าน ได้เดินทางถึงรัสเซียและเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ทันที เพื่อหารือเรื่องสำคัญๆ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางของความขัดแย้งในภูมิภาค

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นายอับบาส อารักชี เดินทางถึงนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ในฐานะส่วนหนึ่งของทริปการทูตเร่งด่วน ท่ามกลางสงครามที่ลุกลามในตะวันออกกลาง การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่มีปากีสถานเป็นตัวกลาง ล้มเหลวไปก่อนหน้านี้ ทำให้อารักชีออกมาโทษสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นต้นเหตุหลัก

“แนวทางของสหรัฐฯ ทำให้การเจรจารอบก่อนไม่บรรลุผล แม้จะมีความคืบหน้า เนื่องจากเรียกร้องเกินขอบเขต” อารักชีกล่าวในการสนทนากับปูติน ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งเยือนโอมานและปากีสถาน เพื่อสานสัมพันธ์กับชาติพันธมิตร

รัสเซียยืนยันช่วยเหลืออิหร่านเต็มที่

ประธานาธิบดีปูตินตอบโต้ด้วยการยืนยันว่ารัสเซียจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาสันติภาพในตะวันออกกลาง “เราจะทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ต่ออิหร่านและประชาชนในภูมิภาค เพื่อบรรลุสันติภาพโดยเร็ว” ปูตินกล่าว พร้อมยกย่องความกล้าหาญของชาวอิหร่านที่ต่อสู้เพื่อเอกราช

สำนักข่าว TASS รายงานเพิ่มเติมว่ารัสเซียตั้งใจสานต่อความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่านต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก

เบื้องหลังการเจรจาที่ล้มเหลว

การเจรจารอบล่าสุดที่มีปากีสถานเป็นกลาง ไม่ประสบความสำเร็จ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการส่งผู้แทนไปอิสลามาบัด อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางสื่อสารรองดำเนินอยู่ อิหร่านส่งข้อความลายลักษณ์อักษรผ่านปากีสถาน ระบุเส้นตายเรื่องนิวเคลียร์และช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การเจรจาอย่างเป็นทางการ

เว็บไซต์ Axios ของสหรัฐฯ รายงานว่า อิหร่านเสนอข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงคราม โดยยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และเลื่อนประเด็นนิวเคลียร์ไปหารือรอบหลัง สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านนำเสนอข่าวนี้โดยไม่ปฏิเสธ

  • จุดสำคัญของข้อเสนออิหร่าน: เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อการเดินเรือเสรี
  • ยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • เลื่อนการเจรจานิวเคลียร์ไป阶段ถัดไป
  • รักษาสายสัมพันธ์กับรัสเซียและปากีสถาน

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของ geopolitics ในตะวันออกกลาง ที่อิหร่านหันไปพึ่งพารัสเซียมากขึ้น ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงกดดันด้วยมาตรการคว่ำบาตรและการทูต

ผลกระทบต่อภูมิภาคและอนาคตการเจรจา

รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม อาจนำไปสู่การรวมตัวของชาติต่อต้านสหรัฐฯ อย่างรัสเซีย จีน และอิหร่าน ซึ่งจะทำให้สงครามยืดเยื้อ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากไม่มีทางออก ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง และความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซียเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนรัสเซียครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ฉลาดของอิหร่าน ที่ช่วยเสริมสร้างพันธมิตร ท่ามกลางแรงกดดันจากวอชิงตัน หากสหรัฐฯ ไม่ยอมถอย ความขัดแย้งอาจลุกลาม

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – รมต.อิหร่านเดินทางถึงรัสเซียแล้ว โทษสหรัฐฯ ทำเจรจาล่ม

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาเจาะลึกประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ท่านทูตแฮมคนนี้กำลังจะมีบทบาทใหญ่ในครม.อนุทิน 2 ด้วยตำแหน่งรองนายกฯ พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากโผล่ในโผครม.ล่าสุด วันที่ 16 มกราคม 2569 แหล่งข่าวพรรคภูมิใจไทยยืนยันแล้วว่าลงตัวเรียบร้อย ใครที่ติดตามการเมืองไทยคงรู้ดีว่านี่คือตัวเต็งที่ผลงานโดดเด่นจากครม.อนุทิน 1 และได้รับความไว้วางใจให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 2 ของพรรคด้วย

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท. ท่านทูตแฮม

ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.

ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แฮม” และ “ท่านทูตแฮม” เกิดวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 68 ปี เติบโตในครอบครัวข้าราชการพื้นฐานดี บิดาคือ นายสวัสดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตอธิบดีกรมทางหลวง ทำให้คุ้นเคยกับแวดวงราชการตั้งแต่เด็ก สมรสกับนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว (สกุลเดิม สิงคิวิบูลย์) มีบุตรชาย 1 คน คือ นายภวิกร พวงเกตุแก้ว หรือ “วิค” ซึ่งสืบอาชีพนักการทูตตามรอยพ่อเลยทีเดียว ครอบครัวนี้ดูอบอุ่นและมุ่งเน้นการศึกษาสูงมาก

การศึกษาและความสามารถด้านภาษา

ด้านการศึกษา สีหศักดิ์จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทด้านการทูตจาก Johns Hopkins University สหรัฐอเมริกา พูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว ถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้ท่านประสบความสำเร็จในเวทีโลก

เส้นทางนักการทูตของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

เส้นทางการทำงานนักการทูต

ชีวิตราชการของสีหศักดิ์เต็มไปด้วยตำแหน่งไฮไลต์ที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยในสายตานานาชาติ ลอง来看รายชื่อกันครับ:

  • เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) – ตำแหน่งสูงสุดสำหรับนักการทูตไทย
  • เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส (ฝรั่งเศส) และกรุงโตเกียว (ญี่ปุ่น)
  • อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
  • ที่ปรึกษาอาวุโสของ Centre for Humanitarian Dialogue (HD)
  • ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ – ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณ

ผลงานเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นนักการทูตฝีมือดีที่โลกยอมรับ เก่งทั้ง外交และสิทธิมนุษยชน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ในเวทีการทูตสากล

ก้าวสู่วงการเมืองและผลงานล่าสุด

หลังเกษียณ ท่านถูกดึงมาช่วยโครงการ EEC ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ ดึงดูดลงทุนจากญี่ปุ่น-ฝรั่งเศสได้ดีมาก จุดเปลี่ยนคือหลังเลือกตั้ง 2566 ได้เป็นผู้ช่วย รมว.กต. ผลักดันไทยสู่ OECD และแก้ปัญหาเมียนมา ต่อมาในครม.อนุทิน 1 เป็น รมว.กต. ชี้แจงชายแดนไทย-กัมพูชาได้แจ่มใส และตอนนี้ในครม.อนุทิน 2 จะได้รองนายกฯ ควบ รมว.กต.ต่อ เรียกได้ว่าประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท.นี่แหละที่พิสูจน์ความสามารถ

วิค นายภวิกร พวงเกตุแก้ว บุตรชาย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
วิค นายภวิกร พวงเกตุแก้ว นักการทูต บุตรชายของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีใน外交 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะช่วยยกระดับไทยในเวทีโลกได้แน่นอน คุณคิดว่าท่านจะทำผลงานอะไรเด็ดๆ ในตำแหน่งใหม่นี้บ้าง? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองสดๆ ร้อนๆ!

ที่มา – ประวัติ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตนายกฯ ภท. มีชื่อนั่งรองนายกฯ พ่วงรมว.กต.

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิด แต่ปิดเฉพาะศัตรู

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู เป็นข่าวที่สร้างความสนใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแวดวงพลังงานและการค้า海運 ล่าสุด รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินไทย นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว MS Now ของสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ถูกถามถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ นายอารักชียืนยันชัดเจนว่า ช่องแคบนี้ยังคง “เปิด” สำหรับการจราจรทางทะเลทั่วไป แต่จะ “ปิด” เฉพาะกับเรือที่เกี่ยวข้องกับ “ศัตรู” ของอิหร่านเท่านั้น เช่น เรือบรรทุกน้ำมันจากสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ส่วนเรือพาณิชย์จากประเทศอื่นๆ สามารถผ่านไปมาได้ตามปกติ

บริบทสงครามและการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบราว 20-30% ของโลก โดยเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้เกิดความตึงเครียดสูง นับตั้งแต่那时 มีเรืออย่างน้อย 17 ลำถูกอิหร่านโจมตีในพื้นที่นี้ รวมถึงเรือสินค้า “มยุรี นารี” ของไทยที่ได้รับความเสียหาย สร้างความกังวลให้ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการค้าทางทะเล

นายอารักชียังตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โดยระบุว่า “อีกไม่นานพวกเขาจะได้เห็นเองว่าท่านไม่มีปัญหาใดๆ และกำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่” ซึ่งช่วยคลายความกังวลบางส่วนเกี่ยวกับเสถียรภาพผู้นำ

  • ประเด็นสำคัญจากสัมภาษณ์:
  • ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับเรือที่เป็นกลาง
  • ปิดเฉพาะเรือศัตรู เพื่อตอบโต้การโจมตี
  • อิหร่านยืนยันโจมตีเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ ไม่ใช่พลเรือน
  • รัสเซียและจีนคือพันธมิตรยุทธศาสตร์หลัก

ในส่วนของการโจมตีอาคารพลเรือน นายอารักชีกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิด แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันจำนวนมาก

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือ แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงาน หากปิดกั้นจริง อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างวิกฤตให้ประเทศนำเข้า สำหรับไทย เรือมยุรี นารีที่ถูกโจมตีเป็นตัวอย่างชัดเจนว่านักเดินเรือไทยเสี่ยงภัย รัฐบาลไทยควรเร่งเจรจาทวิภาคีเพื่อความปลอดภัย

นอกจากนี้ อิหร่านยังเน้นย้ำความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การรวมตัวทางทหารที่แข็งแกร่งขึ้นในตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้คล้ายวิกฤตปี 2019 ที่อิหร่านเคยขู่อีกครั้ง แต่คราวนี้จริงจังกว่าเพราะสงครามเต็มรูปแบบ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ไม่มีใครอยากปิดสนิท เพราะอิหร่านเองก็ส่งออกน้ำมันผ่านทางนี้ การที่ อิหร่านเผย ช่องแคบฮอร์มุซยัง “เปิด” อยู่ แต่ “ปิด” เฉพาะกับศัตรู จึงเป็นสัญญาณว่าอิหร่านต้องการหลีกเลี่ยงสงครามเศรษฐกิจทั้งหมด แต่พร้อมตอบโต้หากถูกยั่วยุ

ในที่สุด สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเจรจาสันติภาพ หากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยอมถอย ผู้ประกอบการไทยควรติดตามใกล้ชิดและปรับแผนขนส่งสำรอง เช่น ทางรอบๆ ช่องแคบ

ความเห็นส่วนตัว: แม้จะเปิดช่องแคบ แต่ความเสี่ยงยังสูง ไทยควรรีบเสริมกองทัพเรือป้องกันผลประโยชน์ทางทะเล ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว! ยัน**ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่**

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อไม่นานมานี้ กรณีทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด มาเลเซียได้ออกมาแถลงการณ์แก้ไขข่าวที่คลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้ ยืนยันว่า **ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่** จริง

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย ได้ออกมาชี้แจงถึงความผิดพลาดในการแปลภาษา ซึ่งส่งผลต่อความเข้าใจในคำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับกรณีทุ่นระเบิดในกัมพูชา โดยยืนยันหนักแน่นว่า **ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่** ไม่ใช่ทุ่นเก่าอย่างที่เคยมีการรายงานไปก่อนหน้านี้

ทางสำนักข่าวเบอร์นามาได้ออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และได้ทำการแก้ไขเนื้อหาข่าวที่เผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้ สืบเนื่องจากรายงานข่าวที่อ้างอิงคำกล่าวของ ดาโต๊ะ เสรี โมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซีย ซึ่งมีการแปลความหมายที่คลาดเคลื่อนไปจากเจตนาเดิม

ใจความสำคัญของความผิดพลาดอยู่ที่การแปลข้อความอ้างอิงจากภาษามลายูเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายที่ตั้งใจไว้ในคำแถลงของท่านรัฐมนตรีโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่อหน้าที่แปดของข่าว

ใจความที่ไม่ถูกต้องในฉบับแปลภาษาอังกฤษคือ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชารายงานว่าพวกเขาไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่” ถ้อยคำดังกล่าวขัดแย้งกับข้อมูลที่รายงานในฉบับภาษามลายูดั้งเดิม

ดังนั้น ประโยคในวรรคที่แปดจึงได้รับการแก้ไขและแทนที่ด้วยคำแปลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้ “แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่าเป็น **ทุ่นระเบิดใหม่** ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสงบลงและเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อไป”

นอกจากนี้ มาเลเซียยังยืนยันความพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงที่ได้ลงนามไว้ระหว่างสองประเทศ โดยนายโมฮัมหมัดคาดการณ์ว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ภายหลังจากการหารือกับนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม

มาเลเซียยืนยัน: ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในการแปลภาษาอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่บานปลายได้

ทำไมการยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่จึงสำคัญ?

การยืนยันว่า **ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่** มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหา หากเป็นทุ่นระเบิดเก่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการตกค้างจากความขัดแย้งในอดีต แต่ถ้าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ก็อาจบ่งชี้ถึงการละเมิดข้อตกลงหรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
  • การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผย
  • การเจรจาอย่างสันติวิธี

เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่มาเลเซียออกมาแก้ไขข่าวและยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความเสียหายต่อทั้งสองประเทศ

การแก้ไขความเข้าใจผิดและการยืนยันข้อเท็จจริงของมาเลเซียในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีในภูมิภาค

ที่มา – ด่วน มาเลเซียแก้ข่าวแล้ว ยืนยันทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นใหม่

Scroll to top