รัฐมนตรีพลังงาน

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว สร้างความตึงเครียดให้กับประเทศเกาะแห่งนี้อย่างหนัก หลังถูกสหรัฐฯ ปิดกั้นการส่งพลังงาน ทำให้ระบบไฟฟ้าล้มเหลวและเกิดการประท้วงครั้งใหญ่

รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายบิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคิวบา ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ โดยระบุว่าประเทศของเขาขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาแบบสมบูรณ์ ไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว นอกจากนี้ยังมีก๊าซเหลือเพียงปริมาณจำกัดเท่านั้น สถานการณ์พลังงานทั้งหมดกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตสุดขีด เนื่องจากการปิดกั้นจากสหรัฐอเมริกาที่ขัดขวางการขนส่งเชื้อเพลิงเข้ามายังคิวบา

“หากรวมเชื้อเพลิงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ น้ำมันเตา ซึ่งเราหมดสิ้นไปแล้ว และน้ำมันดีเซลที่ก็ไม่มีเหลือเช่นกัน ผมขอย้ำอีกครั้ง สิ่งเดียวที่เหลือคือก๊าซจากหลุมก๊าซของเราเอง ซึ่งกำลังเพิ่มการผลิต” รัฐมนตรีเด ลา โอ เลบี กล่าวอย่างหนักแน่น

ผลกระทบจากนโยบายปิดกั้นของสหรัฐฯ

ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรและการข่มขู่จากสหรัฐฯ ทำให้บางพื้นที่ในกรุงฮาวานาต้องเผชิญความมืดมิดนานถึง 20-22 ชั่วโมงต่อวัน สถานการณ์ภายในประเทศตึงเครียดถึงขีดสุด โดยปกติคิวบาพึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลาและเม็กซิโกเพื่อส่งเข้าโรงกลั่น แต่ทั้งสองประเทศต้องลดการส่งลงเกือบทั้งหมด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรกับประเทศที่ช่วยเหลือคิวบา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เสนอเงินช่วยเหลือ 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการปฏิรูประบบคอมมิวนิสต์ของคิวบา แต่รัฐบาลคิวบาปฏิเสธอย่างหนักแน่น

การประท้วงครั้งใหญ่ในฮาวานา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ชาวคิวบาหลายร้อยคนออกมาประท้วงทั่วกรุงฮาวานา ปิดถนนด้วยการเผาขยะ และตะโกนขวัญต่อต้านรัฐบาล ถือเป็นการชุมนุมใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มวิกฤตพลังงานในเดือนมกราคม ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโรงพยาบาลที่หยุดให้บริการ โรงเรียนและหน่วยงานราชการต้องปิด ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจก็ได้รับความเสียหายหนัก

  • ไฟฟ้าดับนาน 20-22 ชั่วโมงในบางพื้นที่
  • โรงพยาบาลไม่สามารถทำงานได้ปกติ
  • การประท้วงลุกลาม ปิดถนนและเผาขยะ
  • ภาคท่องเที่ยวเสียหาย ส่งผลต่อเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีมิเกล ดิแอซ-กาเนล โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ตำหนิสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุหลัก “สถานการณ์เลวร้ายนี้เกิดจากปิดกั้นพลังงานที่โหดร้าย โดยข่มขู่ประเทศอื่นด้วยภาษีไม่สมเหตุสมผล” เขากล่าว

วิกฤตพลังงานคิวบา: สาเหตุและทางออก

วิกฤตนี้เป็นผลจากประวัติศาสตร์ยาวนานของการ embargo จากสหรัฐฯ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น คิวบาพยายามลดการพึ่งพาโดยพัฒนาก๊าซในประเทศและพลังงานหมุนเวียน แต่ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลกำลังเร่งเจรจากับพันธมิตรใหม่เพื่อหาแหล่งพลังงานทางเลือก

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศเล็กที่ถูกกดดันจากมหาอำนาจ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ คิวบาอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือบทเรียนสำคัญว่าการเมืองระหว่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประชาชนทั่วไป ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อเข้าใจพลวัตโลก

คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตพลังงานคิวบา? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัฐมนตรีคิวบาเผย ไม่มีน้ำมันดีเซล-น้ำมันเตาเหลือแล้ว

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ ครม.อนุทิน

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน เป็นข่าวดีที่สร้างความหวังให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมากในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ล่าสุดผลสำรวจจากหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างเห็นได้ชัด

“เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่เก็บข้อมูลจากประชาชน 1,259 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่องถึง 89.6% และเปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างโปร่งใส 84.3% สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความเชื่อมั่นในตัว “เอกนัฏ” อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด 67.9% และปานกลาง 21.4% รวมกว่า 89% ที่เชื่อมั่นตั้งแต่ปานกลางขึ้นไป

นอกจากนี้ ประชาชนยังมองภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีคนนี้ในแง่บวก โดยชื่นชอบความจริงจังในการทำงาน 77.1% และความตั้งใจแก้ปัญหาชาติ 74.2% ซึ่งถือเป็นภาวะผู้นำที่มีคุณธรรม สร้างความไว้วางใจระยะยาว สำหรับการรับรู้ผลงาน พบว่ามาตรการลดราคาน้ำมันได้รับการรับรู้สูงถึง 73.8% การลงพื้นที่แก้ปัญหา 70.5% รวมถึงการลดค่าไฟฟ้า การปรับโครงสร้างพลังงาน และความโปร่งใสที่เกิน 60% ทุกด้าน

ผลสำรวจซูเปอร์โพลยืนยันความเชื่อมั่นสูง

  • ต้องการลดราคาพลังงานต่อเนื่อง: 89.6%
  • เปิดเผยโครงสร้างราคาโปร่งใส: 84.3%
  • เชื่อมั่นมาก-มากที่สุด: 67.9%
  • จริงจังในการทำงาน: 77.1%
  • รับรู้ลดราคาน้ำมัน: 73.8%

ผลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน อย่างแท้จริง เพราะมีการดำเนินงานเชิงรุกที่ประชาชนรับรู้ได้

สำนักวิจัยสยามเทคโนโพลเสริมความมั่นใจ

ขณะที่สำนักวิจัยสยามเทคโนโพล จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สำรวจ 1,089 ตัวอย่าง วันที่ 24-25 เมษายน 2569 พบว่าประชาชนคาดหวังให้กระทรวงพลังงานลดค่าไฟ-ค่าน้ำมัน 81.2% และจัดการกักตุนอย่างโปร่งใส 75.4% ส่วนความพึงพอใจต่อ “เอกนัฏ” พบพอใจนโยบายลดค่าไฟ-น้ำมัน 65.1% ชอบสไตล์ลุยงาน กล้าคิดกล้าทำ 61.2% และโดยรวม 62.5%

ในบริบทปัญหาพลังงานไทยที่ยืดเยื้อมานาน เช่น ราคาน้ำมันโลกผันผวน สงครามการค้า และการพึ่งพาการนำเข้าสูง การเข้ามาของรัฐมนตรีรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จึงเป็นแสงสว่างที่สร้างความหวัง ประชาชนเริ่มเห็นมาตรการจริงจัง เช่น การเจรจาลดราคาน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และการตรวจสอบกองทุนน้ำมันที่โปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและ SMEs

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้มาพร้อมความคาดหวังสูง หากรัฐบาลสามารถแปลงนโยบายให้เป็นผลลัพธ์จริง เช่น ลดราคาไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ส่งเสริมรถ EV และพลังงานหมุนเวียน ก็จะยกระดับความไว้วางใจให้รัฐบาลทั้งคณะ โดยเฉพาะ ครม.อนุทิน ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ

จากมุมมองผู้เขียน การขึ้นแท่นของ “เอกนัฏ” ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขสำรวจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบพลังงานไทย หากรักษาความเชื่อมั่นนี้ได้ จะช่วยดึงคะแนนนิยมให้รัฐบาลพุ่งสูงแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับผลงานของเอกนัฏ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวพลังงานล่าสุด!

ที่มา – “เอกนัฏ” ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ – เชื่อมั่นแก้ปัญหาพลังงาน

“เอกนัฏ” ยันสงกรานต์น้ำมันพอ ไม่ต้อง พ.ร.ก.กู้

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ หลายคนคงกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวน ล่าสุด เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้ จากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนในการใช้จ่ายช่วงวันหยุดยาว

เอกนัฏ ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 เวลา 09.45 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ ได้อัปเดตสถานการณ์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงว่าดีขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ขาดทุนสูงสุดถึงวันละ 2,500 ล้านบาท ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงวันละ 400-500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถานการณ์นี้เกิดจากราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ที่ลดลงจาก 300 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 200 เหรียญในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา คาดว่าจะสะท้อนลงสู่ราคาหน้าปั๊มในเร็วๆ นี้

ภารกิจสำคัญช่วงสงกรานต์ของเอกนัฏ

แม้จะเป็นช่วงวันหยุดยาวตั้งแต่วันที่ 10-16 เมษายน แต่รัฐมนตรีพลังงานอย่างนายเอกนัฏยืนยันว่าจะไม่หยุดงาน โดยมีภารกิจหลัก 2 ประการ ได้แก่

  • ติดตามและเตรียมน้ำมันให้เพียงพอสำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ รวมถึงสรรหาน้ำมันดิบสำรองให้มากที่สุด เพื่อรับมือหากสถานการณ์โลกบานปลาย
  • เฝ้าระวังราคาน้ำมันตลาดโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยปัจจุบันมีแนวโน้มดีจากการเจรจา แม้ผลยังไม่แน่นอน แต่กองทุนน้ำมันพร้อมปรับราคาตามสถานการณ์จริง

สำหรับปริมาณน้ำมันใหม่ในเดือนเมษายนมาครบตามกำหนด เดือนพฤษภาคมรับประกันว่าพอแน่นอน และเดือนมิถุนายนกำลังสั่งซื้อเพิ่มเติม แม้จะมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น การประมูลน้ำมันที่อาจมี war premium แต่ทีมงานติดตามทุกวันเพื่อความมั่นคง

การหาแหล่งน้ำมันใหม่และการบริหารกองทุน

นอกจากแหล่งจากรัสเซียและแอฟริกาแล้ว ไทยยังพิจารณาแหล่งอื่นทั่วโลก โดยคำนึงถึงคุณภาพน้ำมัน เช่น ความหนัก-เบา ความหวาน-เปรี้ยว และปริมาณกำมะถัน ให้เหมาะกับโรงกลั่นในประเทศ หากจำเป็นจะใช้ช่องทางรัฐต่อรัฐผ่านกระทรวงการต่างประเทศ แต่ขณะนี้สั่งซื้อได้ตามแผนครบถ้วน

ส่วนประเด็นค้ำประกันเงินกู้กองทุน นายเอกนัฏระบุว่าหากกองทุนบริหารสภาพคล่องได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แม้สถานะกองทุนจะติดลบเกือบ 60,000 ล้านบาทจากวิกฤตก่อนหน้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก นอกจากนี้ยังเตรียมกลไกอื่นๆ เช่น ให้โรงกลั่นลดค่าการกลั่น โดยเดือนมีนาคมอยู่ที่ราว 2 บาทต่อลิตร อ้างอิงจากสิงคโปร์ และจะพิจารณาต่อเนื่องตามต้นทุนจริง

สรุปแล้ว สถานการณ์น้ำมันไทยกำลังเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประชาชนสามารถวางแผนเดินทางได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง

ติดตามข่าวสารพลังงานและอัปเดตเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนัฏ” ยันสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ชี้ไม่จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ หากกองทุนน้ำมันบริหารสภาพคล่องได้

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน เป็นข่าวร้ายที่กำลังทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะหลังจากที่ทวีปเอเชียเริ่มรู้สึกถึงแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่อาจพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกทั้งหมด

ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ในงานประชุมพลังงาน CERAWeek ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา นายเวล ซาวัน (Wael Sawan) ซีอีโอของบริษัทเชลล์ ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักหน่วง เขาระบุว่าภาวะขาดแคลนพลังงานกำลังลุกลามจากเอเชียมาสู่ยุโรป โดยเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยเฉพาะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 5 ของโลก

ก่อนหน้านี้ เอเชียใต้ได้รับผลกระทบหนักสุด จากนั้นลามไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ถึงคิวของยุโรปแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานเริ่มขาดแคลนไปแล้ว และถัดไปคือน้ำมันดีเซลกับเบนซิน ซึ่งจะทำให้ราคาพุ่งสูงและกระทบอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน

รัฐมนตรีพลังงานเยอรมนียืนยันความเสี่ยง

ในงานเดียวกัน นางคาเทอรินา ไรเชอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของเยอรมนี ก็ถูกถามถึงสถานการณ์ เธอตอบชัดเจนว่า “ตอนนี้ยังไม่ขาดแคลนในแง่ปริมาณ แต่ถ้าสงครามกับอิหร่านไม่ยุติ เราอาจเห็นผลกระทบชัดเจนในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม” เยอรมนีซึ่งพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางเป็นหลัก กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุด

ผลกระทบจากการโจมตีโรงงานพลังงาน

การโจมตีโรงงานพลังงานในตะวันออกกลางทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสะดุด ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดล้อม ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันชะงักงัน นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจทะยานสู่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไม่ช้า ซึ่งจะจุดชนวนเงินเฟ้อและภาวะถดถอยในยุโรป

  • ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม: โรงงานผลิตหยุดชะงัก สายการบินขึ้นราคาตั๋ว
  • ผลต่อผู้บริโภค: ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง
  • ผลต่อเศรษฐกิจโลก: GDP ยุโรปอาจหดตัว 1-2% ในไตรมาสที่ 2

ยุโรปเคยผ่านวิกฤตพลังงานจากสงครามยูเครนมาแล้ว แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่าเพราะแหล่ง供給หลักถูกตัดขาด 欧盟กำลังเร่งหาแหล่งทางเลือกจากนอร์เวย์และสหรัฐ แต่ก็ไม่ทันการณ์

ไทยควรเตรียมตัวอย่างไรกับวิกฤตนี้

แม้ไทยจะไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ายุโรป แต่ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งจะกระทบโดยตรง คาดว่าราคาน้ำมันในไทยอาจแตะ 45 บาทต่อลิตร รัฐบาลควรสำรองน้ำมันเพิ่ม ส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างด่วน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

วิกฤตนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถสั่นคลอนโลกได้ทุกเมื่อ ในมุมมองของผม ยุโรปควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าก่อนสายเกินแก้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย ต้องลงทุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคง

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ซีอีโอ บ.เชลล์เตือน ยุโรปอาจเผชิญวิกฤต ขาดแคลนพลังงานในเดือนเมษายน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ทำให้กัมพูชาต้องปรับกลยุทธ์การนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างเร่งด่วน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังเพิ่มปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการขาดแคลนจากเวียดนามและจีนที่เริ่มจำกัดการส่งออก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงและเส้นทางขนส่งถูกขัดขวาง

ผลกระทบต่อปั๊มน้ำมันและการสำรองเชื้อเพลิง

จากข้อมูลของนายแก้ว ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วกัมพูชา ปิดตัวลงชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาและการจัดส่งเชื้อเพลิง โชคดีที่สถานการณ์ดีขึ้น ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 5.77 ที่ยังปิดอยู่ กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง จึงพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด โดยปกติมีสำรองเชื้อเพลิงอย่างดีเซล น้ำมันเบนซิน LPG และน้ำมันอากาศยานได้ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อรักษาสต็อกในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งเคยเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ห้ามส่งออกมาตั้งแต่กรกฎาคม 2568 หลังเกิดความขัดแย้งชายแดน

  • ปี 2567: นำเข้าจากไทยและเวียดนาม 60%
  • จากสิงคโปร์และมาเลเซีย 30%
  • จากจีน 7% (ข้อมูลจาก ITC)

ข้อมูลการนำเข้าล่าสุดและพันธมิตรระดับโลก

บริษัทวิเคราะห์ Kpler รายงานว่า การส่งออกเบนซินและดีเซลจากสิงคโปร์-มาเลเซียไปกัมพูชาใน 18 วันแรกของมีนาคม 2569 สูงขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ลดลง 40% นายแก้วยืนยันว่ายังนำเข้าจากจีนได้บ้าง แต่พึ่งพาพันธมิตรใหญ่อย่าง Total และ Chevron ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยง

นอกจากนี้ กัมพูชากำลังเจรจากับ Woodside Energy จากออสเตรเลีย เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งแรก คาดเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

สถานการณ์กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออกนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจกัมพูชาที่ต้องปรับตัวท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในอนาคต การกระจายแหล่งนำเข้าจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวพลังงานและเศรษฐกิจภูมิภาค สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

Scroll to top