รัฐมนตรี

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมอาเซียน-เอเปค

นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ การเตรียมความพร้อมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากนำคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช พุทธศักราช 2568 ณ พระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบรมรูปทรงม้า) พระลานพระราชวังดุสิต เขตดุสิต

นายกรัฐมนตรีอนุทินเปิดเผยว่า ในวันนี้จะมีการประชุมกับรัฐมนตรีเพื่อทบทวนและเตรียมการก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เกาหลีใต้ ซึ่งการประชุมทั้งสองเวทีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยในอนาคต

“อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมที่นายอนุทินเรียกในวันนี้ มุ่งเน้นไปที่ประเด็นใดบ้าง? คาดว่าประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ได้แก่

  • ท่าทีของประเทศไทยต่อประเด็นต่างๆ ที่จะมีการหารือในการประชุมอาเซียนและเอเปค
  • การเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับนานาชาติเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอจุดยืนและผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะได้มาพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม การที่ประเทศไทยสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมเหล่านี้ได้อย่างดี จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • แสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในภูมิภาค
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในด้านต่างๆ
  • ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง

การที่ “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะใช้เวทีระหว่างประเทศเหล่านี้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างเต็มที่ การเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการเตรียมตัวอย่างรอบคอบและครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านเนื้อหา สาระสำคัญ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประชุมที่ “อนุทิน” ได้เรียกในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการประชุมที่จะมาถึง

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประชุม “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีไปยังประชาคมระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะมีบทบาทอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาระดับโลก และพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในการสร้างโลกที่สันติสุขและยั่งยืน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมอาเซียนและเอเปค จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเตรียมข้อมูลและเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจของประเทศไทยในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก และในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นหลัง

ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการประชุมเหล่านี้ เพื่อจะได้เข้าใจถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก และเพื่อจะได้ร่วมกันสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “อนุทิน” เรียกถกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมประชุมอาเซียน-เอเปค

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

ในโลกของการเมืองและการทหารที่เต็มไปด้วยความลึกลับ การเคลื่อนไหวล่าสุดจากสหรัฐอเมริกากำลังสร้างความฮือฮาให้กับสื่อทั่วโลก นั่นคือ สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดและยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ การประชุมนี้ถูกเรียกอย่างกะทันหัน โดยเชิญนายพลและพลเรือเอกระดับสูงหลายร้อยนายมาร่วมกับรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ที่รัฐเวอร์จิเนียในสัปดาห์หน้า

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยว่าการประชุมนี้จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 30 กันยายน ที่ค่ายทหารในเมืองควอนติโก รัฐเวอร์จิเนีย สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ตัวนายทหารที่ถูกเรียกตัวเองก็ไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของการประชุมนี้ การเรียกประชุมแบบนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้นำทางทหารระดับสูงจำนวนมากจากทั่วโลก

สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย: สาเหตุที่เป็นไปได้

ทฤษฎีต่างๆ เริ่มแพร่สะพัดในหมู่เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน บางคนคาดเดาว่าอาจเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายแบบหมู่ หรือการบรรยายสรุปสถานการณ์ของกระทรวงกลาโหม แต่ที่รุนแรงกว่านั้นคือ การ “ปลด” นายทหารจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีเฮกเซธที่เคยสั่งลดจำนวนนายพลสี่ดาวลง 20% เมื่อเดือนพฤษภาคม แหล่งข่าวคนหนึ่งถึงกับเรียกการประชุมนี้ว่า “สควิด เกม แม่ทัพ” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลและความลึกลับของเหตุการณ์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สภาคองเกรสยังระบุว่าอาจเป็นการประกาศปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ หรือการปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาทั้งระบบ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ปลดนายทหารชื่อดังหลายคนตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะประเด็นความหลากหลายและการเมืองในกองทัพ

ผลกระทบจากการประชุมปริศนานี้

การประชุม สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย ไม่เพียงสร้างความสับสนในหมู่นายทหารเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลด้านความปลอดภัย การรวมตัวของผู้นำทางทหารระดับสูงในสถานที่เดียวกันอาจเสี่ยงต่อภัยคุกคาม นอกจากนี้ มันยังสะท้อนถึงความตึงเครียดภายในกระทรวงกลาโหม โดยรัฐมนตรีเฮกเซธเคยวิจารณ์นายทหารระดับสูงว่ามีส่วนใน “การเมือง” ที่ไม่เหมาะสม

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพันธมิตรทั่วโลก รวมถึงไทยที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเป็นการปรับโครงสร้างจริง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นคงระดับโลก

  • ทฤษฎีที่ 1: ทดสอบสมรรถภาพและการฝึกอบรม
  • ทฤษฎีที่ 2: การประกาศนโยบายใหม่หรือปฏิบัติการทหาร
  • ทฤษฎีที่ 3: การปลดหรือปรับย้ายบุคลากรจำนวนมาก

โฆษกกระทรวงกลาโหม ฌอน พาร์เนลล์ ยืนยันเพียงว่ารัฐมนตรีเฮกเซธจะกล่าวปราศรัย แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม สิ่งนี้ยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับเหตุการณ์

ในยุคที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองรุนแรง การประชุมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวง หากคุณสนใจเรื่องการทหารและการเมืองระหว่างประเทศ อย่าลืมติดตามอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะจุดประสงค์ใด การประชุมนี้ชี้ให้เห็นว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามันอาจนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งหรือความแตกแยกภายใน ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่แท้จริง

ที่มา – สหรัฐฯ เรียก จนท.กองทัพระดับสูงจากทั่วโลก ประชุมปริศนาที่เวอร์จิเนีย

ภราดร มอบมาลัย อนุทิน! นายกฯชม เก่งยกเว้นเมีย ยัน 4 เดือนยุบสภา

“อนุทิน” อวยพรวันเกิด “ภราดร” วัย 46 ปี เจ้าตัวถึงกับคุกเข่ามอบมาลัย ขอบคุณ อ้อนชาวอ่างทอง อสม.แฟนเก่า ขอยืมตัว “ลูกแบด” ไปเป็น รมต. ชม “เก่งทุกเรื่อง ยกเว้นหาเมีย” ประกาศ 4 เดือนจบ ยุบสภา ไม่ต้องลุ้น คนดังการเมืองตบเท้าแน่นร่วมงาน “บิ๊กแจ๊ส – ซ้อสมทรง” มาด้วย

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังใช้โอกาสก่อนลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วม เดินทางมาที่ อบจ.อ่างทอง เพื่อพบปะกับประชาชน และร่วมอวยพรวันเกิดให้กับนายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อายุครบ 46 ปี ซึ่งมีครอบครัว ทั้งนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รวมถึงน้องชาย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และพบว่ามีบุคคลทางการเมืองมาร่วมงานในวันนี้ด้วย อาทิ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง หรือบิ๊กแจ๊ส นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอยุธยา นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย เตรียมกวาดเก้าอี้ สส.ในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา นอกจากนี้ ยังมีประชาชนและพี่น้อง อสม.ในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้กล่าวต้อนรับนายอนุทิน ว่า นายกฯ มาเยือนอ่างทองเป็นจังหวัดแรก หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่น่าปลื้มปิติของชาวอ่างทอง

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและครอบครัวปริศนานันทกุล ได้ขึ้นเวทีร่วมกัน ซึ่งนายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ได้ก้มลงที่เท้าพร้อมมอบพวงมาลัยให้ นายอนุทิน แต่นายอนุทิน ดึงให้ลุกขึ้นมา

ภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน

นายอนุทิน กล่าวบนเวทีต่อว่า สวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทอง ปรบมือหน่อยได้ไหมครับ พ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทองที่เคารพรัก วันนี้เรามีแขกผู้ใหญ่มาร่วมในงานวันคล้ายวันเกิดของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้ใหญ่ที่เห็นในวันนี้ ท่านแรกผมเคารพนับถือเป็นแบบอย่างในการทำงานทางการเมืองมานาน คือ นายจองชัย เที่ยงธรรม นายจองชัย มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิกร จำนง เปรียบเสมือนพี่ชายที่เคารพ รักกันมานาน เป็นคณะรัฐมนตรีอยู่ด้วยกันเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และยังมีผู้ว่าฯอ่างทอง นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ใครอยากให้ผู้ว่าฯ อยู่กับเราตบมือให้ดัง ๆ ไปถึงกระทรวงมหาดไทย ให้คืนความเป็นธรรม “ตนขอตบมือด้วยเชียร์ๆ จะต้องให้คนตั้งพิจารณา เราจัดตั้งอะไรไม่ได้” และยังจะมีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง นายกเทศบาล นายก อบต.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม.แฟนเก่าตน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านมากันครบ มาที่นี่เพื่อมาแสดงความรักและแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายภราดร

“ที่นี่ไม่มีรัฐมนตรีแบด มีแต่ไอ้แบดของพวกเราเหมือนเดิม เขาเป็นคนอื่นไม่ได้ เราเลือกเขาไปทำงาน ไม่ได้เลือกเขาให้เป็นเจ้าคนนายคน เลือกไปทำงาน ทั้งแบดทั้งแชมป์ ไปเป็นผู้แทนของชาวอ่างทองทุกคน”

ตนมายืนอยู่บนเวทีที่จังหวัดอ่างทองแห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นวุ้นทางการเมือง ยังเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงสาธารณสุข เติบโตตามลำดับ พี่น้องชาวอ่างทองก็ให้โอกาสกับตนเสมอ การให้โอกาสที่ดีที่สุดก็คือให้ท่านสมศักดิ์ ให้แบด ให้แชมป์มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย นี่คือของขวัญอันล้ำค่าที่ผมได้มาจากชาวจังหวัดอ่างทอง ทำให้ผมไม่สามารถลืมจังหวัดอ่างทองได้ ทุกครั้งเมื่อมีภารกิจใดๆ กิจกรรมใดๆ ของจังหวัดอ่างทอง พูดง่ายๆ ไม่เชิญผมก็ต้องมา เพราะมีความรู้สึกติดหนี้บุญคุณพี่น้องชาวจังหวัดอ่างทองไว้เยอะแยะมากมาย

ดังนั้น การทำงานทางการเมืองของผม ผมดูแนวทางรุ่นพี่ผมคือ เฮียตือ ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เห็นไหมครับ บุคลิกเหมือนกันต่างกันแค่ส่วนสูงเท่านั้นเอง ที่เหลือเหมือนกันหมด ไปไหนก็ยิ้มทั้งวัน ถึงแม้จะมีความเครียด ความกังวล ความห่วงใยใดๆ แต่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะเรามั่นใจว่าเราทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดีอยู่ตลอดเวลา เรามีประชาชนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา ไปไหนก็อารมณ์ดี ครอบครัวดี ลูกหลานเจริญเติบโตทำงานให้กับประชาชนได้ มีคุณธรรมทุกอย่างที่อยู่ในท่านสมศักดิ์หรือพี่ตือผม ผมก็ซึมซับมาทำให้ผมเจริญเติบโตในทางการเมืองมาโดยลำดับ ด้วยการซึมซับคุณงามความดีของต้นแบบที่ดีของ นายจองชัย นายนิกร ผมก็ซึมซับมาหมด นายนิกรเล่นดนตรีเก่ง ผมก็เล่นตาม ไปที่ไหนเจอชาวบ้านอยากให้ขับกล่อมผมก็ขับกล่อม ถ้าอยากให้ผมร้องเพลงให้ฟังผมก็บอกผมจะร้องเพลงให้ฟัง นี่คือชีวิตของความเป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เหนือตำแหน่งใดๆ การที่เรามีตำแหน่งนั้นเพราะเราได้เป็นผู้แทนราษฎร พี่น้องประชาชนเลือกให้เราได้มาทำหน้าที่ เราก็มีหน้าที่ ใช้ตำแหน่งตรงนั้นทำคุณประโยชน์ ตอบแทนพระคุณประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่ความสามารถจะพึงมี พ้นจากตรงนี้พวกผมจะยกโขยงไปดูน้ำท่วมที่จังหวัดอ่างทอง ไปดูว่าที่เราได้แก้ปัญหามาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 ปีกว่า ก่อนที่จะพักร้อนไป 2 เดือน

4 เดือนยุบสภา! อนุทินยัน ภราดร เก่งทุกเรื่องจริงไหม?

นายอนุทิน กล่าวว่า มาที่จังหวัดอ่างทองมาดูน้ำท่วม ปีแรกท่วมเกือบมิดหัวและวางแผนกับผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองก็ค่อยๆ ลดลงมา วันนี้ทราบว่าปริมาณน้ำถ้าเทียบกับปีที่แล้วน้อยลงกว่าปีที่แล้วเยอะ แต่เราตั้งมั่นด้วยความไม่ประมาท ต้องเตรียมเรื่องการดูแลประชาชน ดูแลการบริหารจัดการน้ำ

“วันนี้ชาวอ่างทองได้รัฐมนตรีมาหนึ่งคน คือนายภราดร ปริศนานันทกุล จงมั่นใจว่าเดี๋ยวก็จะเห็นน้องชายเป็นรัฐมนตรีหรือเป็นตำแหน่งสำคัญในระบบการเมืองของประเทศไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ก็ไม่พ้นเช่นกัน สิ่งที่ทั้งสองพี่น้องได้ความตั้งใจในการทำหน้าที่ แน่นอนว่าเขาเป็นลูกท่านสมศักดิ์ แต่ความสามารถของเขามาจากดีเอ็นเอ มาจากความขยัน มาจากความทุ่มเท มาจากความมั่นใจที่เขามั่นใจว่าพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทองอยู่ข้างหลังตลอดเวลา เขาทุ่มเทสุดชีวิตสุดซอย ทำให้พรรคภูมิใจไทยเวลามีบทบาททางการเมือง เราต้องมีตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้เขาไปทำหน้าที่ให้กับประเทศชาติให้มากที่สุด”

วันนี้ขออนุญาตพ่อแม่พี่น้องชาวอ่างทอง ให้นายกรวีร์ ทำงานให้กับชาวอ่างทองอย่างเต็มที่ กับป๊ากับม้า แต่ขอเอาลูกแบดไปทำทุกอย่างให้กับประเทศไทยประสบความเจริญรุ่งเรืองทุกอย่าง ให้ไหม เขาอยู่อ่างทองแต่ขยายขอบข่ายรับฝากบริการหัวใจให้กับคนไทยทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพราะเขามีความสามารถ ผมวางแผนอยู่ในหัว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนนี้ เดี๋ยวคนบอกทำไมไม่ไปกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ ”เพราะว่าแบดต้องอยู่ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี 24 ชั่วโมง ผมไปไหนแบดต้องไปด้วย เพราะแบดกำกับดูแลสำนักงบประมาณ“ งบประมาณของประเทศไทยผ่านแล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 3.78 ล้านล้านบาท ผมต้องให้ นายภราดร กลั่นกรองให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย สำคัญไหมครับ นี่คือความสำคัญ นี่คือสิ่งที่ผมเห็นชาวอ่างทองไว้ใจลูกแบดของท่าน แล้วผมจะไม่ไว้ใจได้อย่างไรถูกไหม เหลืออย่างเดียวหาเมียให้เท่านั้น ทำงานก็เก่ง เป็นรองประธานสภาก็ดี เป็น สส.ก็เยี่ยม เป็นลูกก็กตัญญู เป็นน้องบังเกิดเกล้าของผม สั่งผมได้ทุกเรื่องเหลืออย่างเดียว สั่งให้มีเมียสักทีไม่ยอมมี น้องชายมีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่แบดยังไม่ผลิต แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรให้ไปทำงานก่อน ผมคิดว่าแบด คงจะทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่า นายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทิน ปริศนานันทกุล จะไม่ทำให้คะแนนของชาวอ่างทอง ที่มาจากความไว้วางใจ ความมั่นใจที่มอบให้กับเขา ที่มอบให้กับน้องชายเขา นายกรวีร์ มอบให้กับบ้านปริศนานันทกุล มอบให้กับบ้านนายกรัฐมนตรี มีความมั่นใจที่ให้รับรองว่า เขาจะต้องทำงานสุดชีวิตให้กับชาวอ่างทองและให้กับคนไทยทุกคน ขอให้ความมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ ไม่ว่าจะ 4 เดือน เป็นนายกฯ แล้วจบ เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง 4 เดือน ยุบสภาแน่นอน ไม่ต้องลุ้น แต่ 4 เดือน จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนเลือกพวกเรากลับมารับใช้อีกครั้ง ขอให้ท่านมีความมั่นใจ 4 เดือนนี้ จะเป็น 4 เดือนที่เราทำงานอย่างเต็มสุดความสามารถ จะยืมตัวแบดไปทุกที่ จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้อายุครบ 46 ปี กำลังวังชาดี ไม่เด็กเกินไปไม่แก่เกินไป กำลังดี มีแรงจูงใจอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่าเขาเป็นรัฐมนตรีที่ดีเหมือนที่เขาเคยเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ดีที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่มีมา จริงๆ เป็นรัฐมนตรีคือการลดตำแหน่ง ไม่ต้องฉลอง เพราะรองประธานใหญ่กว่า แต่รัฐมนตรีทำงานให้กับประชาชนโดยตรงมากกว่า วันนี้เห็นความเหมาะสมของนายภราดร ขออนุญาตพ่อแม่พี่น้อง อย่ากระนั้นเลย 46 ปีของเขา เราไม่มีอะไรมอบให้เขา นอกจากกำลังใจก็มอบเป็นเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์

“ขอให้รัฐมนตรีภราดร มีความสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นขวัญใจพี่น้องชาวอ่างทอง และสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้“

แต่งกลอนอวยพรวันเกิด ให้ร่ำรวยเงินทองยศศักดิ์

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้มอบบทกลอนในโอกาสวันคล้ายวันเกิดให้กับ นายภราดร ว่า “ให้โชคดีสุขศรีวันเกิด สิ่งประเสริฐให้หวังตั้งใจ ให้สมดังฝันใฝ่ จิตแจ่มใสทุกวันทุกคืน ให้ร่ำรวยเงินทองยศศักดิ์ ให้คนรักมากมีดาษดื่น ฝ่าสิ่งใดจงลุล่วงราบรื่น อายุยืนปลอดโรคปลอดภัย” พร้อมร่วมกันร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ให้กับนายภราดร ด้วย

ขณะที่ นายภราดร คุกเข่ามอบมาลัย อนุทินได้กล่าวขอบคุณและให้คำมั่นสัญญา กับประชาชน ว่า ทุกโอกาสที่ได้รับจากนายอนุทิน จะนำมาสร้างเป็นพลังให้ชาวอ่างทอง และเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศพร้อมกับนายกรัฐมนตรีต่อไป

การที่นายภราดรคุกเข่ามอบมาลัยให้กับนายอนุทิน แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความกตัญญูที่มีต่อนายกฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสและความไว้วางใจเสมอมา เหตุการณ์นี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่และรุ่นเก่า เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “ภราดร” คุกเข่ามอบมาลัย “อนุทิน”- นายกฯ ชมเก่งทุกเรื่อง ยกเว้นหาเมีย ยัน 4 เดือนจบ ยุบสภา

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

“วิโรจน์” น้อมรับข้อครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย ยันพรรคประชาชนพร้อมชำแหละนโยบาย ไม่สนเจ้าของปราสาทสายฟ้า ย้ำไม่มีข้อตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี

วันที่ 16 กันยายน 2568 ที่พรรคอาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์กรณี พรรคปชน. ถูกครหาเป็นนั่งร้านให้พรรคภท. จัดตั้งรัฐบาล ว่า ยืนยันการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและน้อมรับเคารพเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ชี้แจง ว่ายังไงพรรคปชน.ต้องตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน รัฐบาลสีแดง หากยกมืออีกฝ่ายก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นนั่งร้านให้อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ดี มั่นใจว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน และเข้าใจดีถึงความอึดอัดถึงโฉมหน้าครม.บางคนที่ถูกข้อกังขาของสังคม แต่เชื่อว่าด้วยรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยรัฐสภาเสียงปริ่มน้ำ ต่อให้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน้าตารัฐมนตรียังคงวนเวียนอยู่กับกลุ่มเดิม การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการคืนอำนาจให้กับประชาชนคือการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง น้อมรับข้อต่อว่าท้วงติง

เมื่อถามถึงกรณี ในวันแถลงนโยบายรัฐบาล พรรค ปชน.จัดผู้อภิปรายไว้อย่างไรบ้างนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า มีการเตรียมกรอบ ในการประคับประคองเศรษฐกิจจะทำอย่างไร ซึ่งรับผิดชอบโดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และการท้วงติง เพื่อเตือนหรือส่งสัญญาณว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำในระยะเวลา 4 เดือน โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุน ที่เชื่อมโยงไปถึงทุนฝั่งกัมพูชา ตนและสส.อย่างน้อย 36 คนจะรวบรวมข้อมูลและอภิปรายท้วงติงพร้อมปักหมุดตรวจสอบ ครม.อนุทิน 1 ไว้ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า การอภิปรายจะสามารถลบความคลางแคลงใจว่า เป็นฝ่ายค้านจริง หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลได้หรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า ต้องดูที่เนื้อหาสาระ เราได้รับมอบหมายให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ไม่ต้องคำนึงถึงเจ้าของปราสาทสายฟ้า ดำเนินการตามเนื้อผ้า เชื่อว่า ประชาชนจะเข้าใจบทบาทของพวกเรามากขึ้นจากการอภิปราย และการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริง ๆ

เมื่อถามว่ากรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคปชน. ให้สัมภาษณ์ ว่า เพราะพรรคปชน.จึงได้โควตารัฐมนตรีคนนอกโปรไฟล์ดี ๆ เข้ามาอยู่ในครม.อนุทิน1 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการตกลงตำแหน่งรัฐมนตรี กันมาก่อนหรือไม่ นายวิโรจน์ ตอบว่า ตนว่าน.ส.รักชนกคงสัมภาษณ์ในลักษณะคณิตศาสตร์มากกว่า แต่ในการเจรจาไม่มีในส่วนนี้ขอตอบสั้น ๆ ว่าเราไม่ร่วมรัฐบาล ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีต่อให้เป็นซุปเปอร์แมนถ้าอยู่ในสภาวะที่สภาฯ ปริ่มน้ำแบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ยากพอสมควร เชื่อว่า หน้าตารัฐมนตรีที่ดี อย่างน้อย ๆ ก็สามารถประคับประคอง เพราะจะไม่ถูกการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจะทำงานให้ราบรื่นขึ้น

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า จะใช้กลไกทางสภา ทั้งตั้งกระทู้ถามสด เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา กรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบรัฐบาล รวมถึงการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเกิดมีความชัดเจนชัดแจ้งก็จะยกมือคว่ำรัฐบาล

วิโรจน์ย้ำ! ไร้ดีลโควตารัฐมนตรี ปัดนั่งร้าน ภท.

ประเด็นโควตารัฐมนตรีคืออะไร ทำไมนายวิโรจน์ถึงต้องออกมาพูด?

จากกระแสข่าวและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และบทบาทของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ถูกมองว่าเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค ปชน. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อยืนยันความโปร่งใส และความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง โควตารัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า พรรค ปชน. จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลสีใดก็ตาม และจะไม่ปล่อยผ่านหากพบเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความอึดอัดใจต่อโฉมหน้ารัฐมนตรีบางคนที่ยังเป็นที่กังขาของสังคม แต่ก็เข้าใจถึงข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาวะสภาฯ ปริ่มน้ำที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดคือการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น พรรคปชน. เตรียมที่จะเน้นย้ำถึงแนวทางการประคับประคองเศรษฐกิจ และการเตือนถึงสิ่งที่ไม่ควรกระทำในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการฮั้ว สว.เขากระโดง และการเข้ามาของนายทุนที่มีความเชื่อมโยงกับทุนฝั่งกัมพูชา

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงความเป็นฝ่ายค้านที่แท้จริง แต่ นายวิโรจน์ ยืนยันว่า การอภิปรายจะเป็นไปตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง โดยไม่คำนึงถึงอิทธิพลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เจ้าของปราสาทสายฟ้า” แต่จะยึดมั่นในผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว นายวิโรจน์ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนว่า พรรค ปชน. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตกลงเรื่องโควตารัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

การเมืองไทยยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การติดตามข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – “วิโรจน์” ย้ำไร้ดีลเรื่องโควตารมต. น้อมรับข้อท้วงติงถูกโจมตีเป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

เปิดเอกสารลงนาม 5 ข้อระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยฉบับเพิ่มเติม “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ย้ำ ปชน. จะเป็นฝ่ายค้านต่อ ไม่มีใครไปเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน นำแถลงข่าวว่า 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้คุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคมีมติว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

โดยนายณัฐพงษ์ ได้แถลงว่า กรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเห็นร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าในระยะเวลาอันสั้น จัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว

4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยในเอกสารตอนท้ายมีการระบุชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางพรรคได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อคืนนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 25,000 คน ความเสี่ยงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการบิดพลิ้ว และการตระบัดสัตย์ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีต้นทุนในการรับผลนั้น ยืนยันว่าไม่เสียใจภายหลัง เพราะ 5 วันที่ผ่านมา ได้ไตร่ตรองและรับฟังเสียงรอบด้าน ทั้ง สส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงาน ทุกความเห็นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการลงนามนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน ได้ลงนามตอบกลับแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ไว้วางใจนายกฯ คนใด แต่เพื่อให้เดินหน้ายุบสภา

ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย พบว่า นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แกนนำพรรค พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เดินทางมารับเอกสารลงนาม ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก สส. ของพรรคภูมิใจไทย ด้านบนอาคารรัฐสภา

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การจับตาดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศต่อไปในอนาคต มาร่วมกันติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และแสดงพลังของเราในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

“วรชัย” ถามพรรคประชาชน ยุบสภาแล้วได้อะไร แนะร่วมมือกับเพื่อไทยเป็นรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญ มองควรเป็นรัฐมนตรีด้วย เพื่อฝึกงานบริหารประเทศ

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์การตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เรื่องนี้พรรคประชาชนต้องคิดถึงว่าการจับมือกับใครจะนำไปสู่อะไร โดยเฉพาะความคิดที่พรรคประชาชนต้องการแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องคิดว่าหากจับมือกับใครจะได้แก้รัฐธรรมนูญ และอาศัยเงื่อนไขเช่นนี้มากดดันพรรคที่จะโหวตให้เป็นรัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญลงสัตยาบันให้สัญญาประชาคมไว้ การเมืองเดินมาถึงทางตันเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมากเกินไป ทำให้ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กรอิสระ ซึ่งเราต้องมีการแก้ไขแน่นอน

และวันนี้การที่พรรคประชาชนบอกว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน ถามว่ายุบสภาแล้วได้อะไร เพราะหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ต่อไปก็จะมีปัญหาเช่นนี้อีก นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐมนตรีก็จะโดนเช่นนี้อีก

ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพรรคประชาชนต้องเข้าไปบริหารประเทศด้วย ไปเป็นรัฐมนตรีด้วย ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะหากการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้รับเสียงเกิน 250 เสียง เป็นรัฐบาลพรรคเดียว อยากให้ลองคิดดูว่าพวกคุณจะทำสำเร็จหรือไม่ การบริหารประเทศต้องฝึกงานพื้นฐานและเข้าใจระบบราชการไทยว่าเป็นอย่างไร

“ฉะนั้น พวกคุณควรเข้าไปเป็นรัฐบาล เข้าไปเป็นรัฐมนตรีและร่วม ครม. ด้วยเพื่อฝึกงาน เพราะมีส่วนร่วมในการเลือกรัฐบาลอยู่แล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นกี่เดือน กี่ปี แต่ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ” นายวรชัยกล่าว

“วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจของพรรคประชาชน (ปชน.) ในการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ได้มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างจริงจัง การที่นายวรชัยออกมากล่าวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของพรรคประชาชน หากไม่เข้าร่วมรัฐบาลและไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ

### ทำไม “วรชัย” ถึงแนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน

เหตุผลหลักที่นายวรชัย เหมะ แนะนำให้พรรคประชาชนร่วมรัฐบาลและเข้าไปเป็นรัฐมนตรีนั้น คือการฝึกฝนและเรียนรู้ระบบราชการไทย การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการมีประสบการณ์ตรงจะช่วยให้พรรคประชาชนสามารถดำเนินนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาชนได้ผลักดันนโยบายที่ต้องการ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การที่พรรคประชาชนเข้าไปร่วม ครม. จะทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • เรียนรู้ระบบราชการ: เข้าใจกลไกการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • ฝึกฝนการบริหาร: พัฒนาทักษะการจัดการและแก้ไขปัญหา
  • ผลักดันนโยบาย: มีโอกาสนำเสนอนโยบายและแก้ไขกฎหมาย
  • สร้างความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะร่วมรัฐบาลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคประชาชนเอง การมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์และตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

การที่นายวรชัยออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ อาจเป็นการกระตุ้นให้พรรคประชาชนทบทวนบทบาทของตนเองในการเมืองไทย และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศอย่างเต็มตัว การเมืองไทยในปัจจุบันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การเปิดใจและรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดังนั้น การที่ “วรชัย” แนะ พรรคประชาชนร่วม ครม. ฝึกงาน จึงเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “วรชัย” แนะพรรคประชาชนร่วมเป็น ครม. กับเพื่อไทย ฝึกงานบริหารประเทศด้วย

พรรคประชาชน ย้ำ! เหตุใดได้ 143 สส.

“พริษฐ์” เผย พรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย และยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคใด ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดหลักการ

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (29 ส.ค.) ว่าหากรักษาการนายกฯ ไม่ยุบสภา และไม่มีบุคคลใดในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้เป็นขั้นต่ำ

  • นายกฯ คนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.
  • คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็วและไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง
  • พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

ทางพรรคประชาชนขอย้ำว่าหากประเทศมีนายกฯ คนใหม่ตามเงื่อนไขนี้จริง พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้กลไกสภา (รวมถึงกลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151) ในการควบคุมรัฐบาลให้รักษาสัญญาตามเงื่อนไข และในการตรวจสอบรัฐบาลในกรณีที่มีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

หลังจากได้ประกาศเงื่อนไขดังกล่าว ทางพรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาขอเข้าพบผู้บริหารพรรคประชาชนเพื่อรับทราบรายละเอียดเมื่อวานเย็น แต่ทางผู้บริหารพรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางพรรคเพื่อไทย โดยเห็นแต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของแกนนำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนขอย้ำว่าทางเรายังไม่มีการตกลงใดๆ กับพรรคใด และพร้อมจะพิจารณากับข้อเสนอของทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะยึดหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

  • หากพรรคใดพร้อมจะตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ขอให้พรรคดังกล่าวแถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและทำความเข้าใจ 3 เงื่อนไขของเราอย่างถ่องแท้ โดยทางเรายินดีหารืออย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบเจตนารมณ์และชี้แจงรายละเอียด
  • กระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ จะเกิดขึ้นหลังจากพรรคที่พร้อมตอบรับเงื่อนไข ได้มีการแถลงและพูดคุยกับเราอย่างเป็นทางการเท่านั้น

พรรคประชาชนขอยืนยันว่าเราตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพราะเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2566 ทางเราจึงขอยืนยันว่าเราจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดกับหลักการของพรรคหรือคำพูดที่เราเคยให้ไว้กับประชาชน แต่จะเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนยึดมั่น

พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส.

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนได้ 143 สส.

การที่พรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนมีจำนวน ส.ส. ถึง 143 คนนั้น เป็นผลมาจากการที่พรรคได้นำเสนอแนวทางและนโยบายที่ตรงใจประชาชน รวมถึงความชัดเจนในจุดยืนและหลักการของพรรคที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ทางการเมือง การที่พรรคประชาชนย้ำถึงความตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ และเป็นการยืนยันว่าจะไม่ทรยศต่อความคาดหวังของประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนวางเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาล หรือการสนับสนุนบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทิศทางที่พรรคเชื่อมั่น ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในอนาคตจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการและความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อรักษาความไว้วางใจที่ได้รับมา และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืนต่อไป การที่พรรคย้ำถึงความตระหนักในเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรค

พรรคประชาชนกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยยึดมั่นในหลักการที่ได้ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่พรรคตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พรรคสามารถรักษาจุดยืนและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่

ที่มา – พรรคประชาชน ย้ำ ตระหนักดีทำไมได้ 143 สส. ยันไม่ทำลายหลักการที่ประชาชนมอบให้

“สุชาติ” รอ พศ. รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

“สุชาติ” เผยยังไม่ได้รับรายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ หลังสั่ง พศ. ลงพื้นที่ลุยพร้อมตำรวจ

เมื่อเวลา 14.05 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐมนตรี นายสุชาติ ตันเจริญ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จ. ลพบุรีว่า ขณะนี้ตนกำลังรอ พศ. รายงานกลับมา หลังเข้าไปตรวจสอบร่วมกับจังหวัดและตำรวจ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด โดยให้ พศ. ไปดูและรายงาน ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงาน โดยขอรอดูจากคณะทำงานอาจจะมีการรายงานมา หากมีการรายงานมาจะแจ้งสื่อให้ทราบ

“สุชาติ” รอ พศ. รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจและจังหวัด

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร? นายสุชาติได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลการสอบสวนจาก พศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ พศ. เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและรายงานผลการตรวจสอบกลับมายังรัฐมนตรี

ความโปร่งใสและความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าผลการสอบสวนยังไม่ออกมา แต่การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในทุกภาคส่วนของสังคม

ความล่าช้าในการรายงานผลการสอบสวน อาจทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ อย่างไรก็ตาม นายสุชาติได้ให้ความมั่นใจว่า จะแจ้งความคืบหน้าให้สื่อมวลชนและประชาชนทราบทันทีที่มีการรายงานผลการสอบสวนจากคณะทำงาน

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ:

  • การสั่งการของนายสุชาติ ตันเจริญ ให้ พศ. ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับตำรวจและจังหวัด
  • การยังไม่ได้รับรายงานผลการสอบสวนจาก พศ.
  • ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความโปร่งใสและความเป็นธรรม
  • การให้ความมั่นใจว่าจะแจ้งความคืบหน้าให้ประชาชนทราบ

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจหรือดำเนินการใดๆ ต่อไป การรอผลการสอบสวนอย่างใจเย็น และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในขณะนี้

การที่นายสุชาติ ตันเจริญ ยังคงรอรายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม หวังว่าผลการสอบสวนจะออกมาในเร็ววัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

การดำเนินการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุอย่างละเอียดรอบคอบ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการปกป้องพระพุทธศาสนา และรักษาความถูกต้องเป็นธรรมในทุกกรณี โครงการริเริ่มประเภทนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาสนา

อย่าลืมติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงผลการสอบสวนและการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “สุชาติ” รอ พศ.รายงานผลสอบวัดพระบาทน้ำพุ

Scroll to top