รัฐสภาไทย

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับสังคมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภา หลังจากมีกระแสความกังวลจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 โดยท่านยืนยันหนักแน่นว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ

นายโสภณเล่าถึงประสบการณ์ตรงของตนเองว่า แม้จะเป็นถึงประธานสภาฯ แต่ก็ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์เหนือใคร โดยครั้งหนึ่งท่านพยายามเดินเลี่ยงเครื่องเอกซเรย์ด้วยความเคยชิน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาฯ กลับยืนหยัดทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเรียกให้ท่านกลับไปเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธตามระเบียบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านรู้สึกประทับใจในมาตรฐานการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ภายใต้การกำกับดูแลของนายโสภณ ได้มีการยกระดับความเข้มงวดในหลายจุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน จะไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ โดยมาตรการที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • บุคคลทุกคนที่เข้าสู่พื้นที่ต้องผ่านเครื่องเอกซเรย์และตรวจอาวุธอย่างไม่มีข้อยกเว้น
  • การบังคับใช้กฎการติดบัตรแสดงตนอย่างเคร่งครัด หากไม่มีบัตรจะถูกเชิญออกทันที
  • ห้ามรับทิปอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการละเลยต่อหน้าที่
  • มีการตรวจตราบุคคลภายนอกที่ สส. พาเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวอย่างละเอียด

การดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการปรับปรุงวินัยเจ้าหน้าที่และการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก ซึ่งท่านประธานสภาฯ ย้ำชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากพกพาอาวุธเข้ามาจะต้องถูกยึดหรือฝากไว้ที่จุดตรวจสอบเท่านั้น นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความปลอดภัยในสภาฯ ต้องมาก่อนอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ในฐานะประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวสาร เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถรักษาความต่อเนื่องได้ยาวนานเพียงใด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความกล้าหาญของผู้นำสภาฯ ที่กล้าออกมาประกาศว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความเชื่อมั่นให้กับรัฐสภาไทยให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “โสภณ” ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยการ“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย เพื่อส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลไทยให้ทบทวนท่าทีต่อสถานการณ์ในเมียนมา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และคุณภาพชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การที่ผู้นำเผด็จการเมียนมาเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในระดับนานาชาติ นายอนุสรณ์ย้ำชัดว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ควรให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยมากกว่าการให้พื้นที่กับผู้ที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

ผลกระทบที่คนไทยต้องเผชิญจากการที่ “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

ปัญหาที่เกิดจากเมียนมาไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบต่อเราอย่างเห็นได้ชัด ทั้งปัญหามลพิษ PM 2.5 สารพิษในแม่น้ำกก รวมถึงเหตุการณ์ละเมิดอธิปไตยไทยจากการโจมตีกองกำลังชนกลุ่มน้อยจนล้ำเขตแดน ทำให้ประชาชนคนไทยในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

ข้อเรียกร้องหลักจากพรรคประชาชนประกอบด้วย:

  • ขอให้รัฐสภาไทยประกาศจุดยืนที่ชัดเจนยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล
  • ให้รัฐบาลทบทวนนโยบายต่างประเทศและหยุดการสนับสนุนสร้างความชอบธรรมให้ผู้นำทหาร
  • เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา
  • ต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนและปัญหาสแกมเมอร์
  • จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการทูตเพื่อเจรจาในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การที่“อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขัดแย้งทางการเมือง แต่เป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลไทยเพื่อให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความมั่นคงของประเทศชาติเหนือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น เราเชื่อว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่กล้าหาญและยึดมั่นในคุณค่าสากล คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวทีโลกปัจจุบัน

ที่มา – “อนุสรณ์”พรรคประชาชน แสดงจุดยืนคัดค้าน “มิน อ่อง หล่าย” เยือนประเทศไทย

“วิปวุฒิสภา” แถลงผลงาน แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว 13 คน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากการแถลงผลงานของ “วิปวุฒิสภา” แถลงผลงาน แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว 13 คน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของทางวุฒิสภาในปีนี้ โดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทำงานตลอดปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมาให้สาธารณชนได้รับทราบครับ

ผลงานเด่น “วิปวุฒิสภา” แถลงผลงาน แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว 13 คน

ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา วุฒิสภาได้ให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายและการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเข้มข้น โดยผลงานที่โดดเด่นของ “วิปวุฒิสภา” แถลงผลงาน แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว 13 คน นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากภารกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดังนี้ครับ:

สรุปภาพรวมการดำเนินงานของวุฒิสภาและบทบาทในการแต่งตั้ง

  • การตรากฎหมาย: มีการผ่านร่างพระราชบัญญัติต่างๆ รวมถึง 20 ฉบับ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
  • การกระทู้ถาม: ทั้งการยื่นหนังสือและการถามด้วยวาจา เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
  • การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง: การสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ

ความคืบหน้าในการแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ ถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องอาศัยความโปร่งใสและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด โดยมีการดำเนินการไปแล้วถึง 6 ตำแหน่งหลัก และให้ความเห็นชอบบุคคลไปแล้วรวม 13 คน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมทางจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติสูงสุด

นอกเหนือจากเรื่องตัวบุคคลแล้ว การทำงานด้านนิติบัญญัติยังมีสถิติที่น่าสนใจ คือการประชุมรวม 30 ครั้ง ใช้เวลาไปกว่า 197 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของเหล่าสมาชิกวุฒิสภาในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ถึง 233 เรื่อง โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร

สุดท้ายนี้ การที่มีการรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นประจำถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเห็นภาพรวมการทำงานขององค์กรระดับสูงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หากเพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทบาทของวุฒิสภาในการแต่งตั้งบุคลากร สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้นะครับ เพื่อส่งเสริมให้การทำงานของส่วนรวมมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้เสมอ

ที่มา – “วิปวุฒิสภา” แถลงผลงาน แต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในองค์กรอิสระแล้ว 13 คน

กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เริ่มลงลึกในส่วนของงบกลางกันแล้ว โดยสถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจดึงรั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้ไว้ครับ

เจาะลึกผลกระทบเมื่อ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค

จากการประชุมที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจต่อที่ประชุมกรรมาธิการว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางการเติบโต แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสแตะระดับ 4% ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อข้าวของแพงขึ้น การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนย่อมมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามไปด้วย

หากเราพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะพบว่ามีทั้งปัจจัยเสี่ยงและโอกาสที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ภาวะเงินเฟ้อ: แรงกดดันจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นอาจทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยลง
  • บทบาทของเทคโนโลยี: อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นพระเอกหลักในการส่งออก โดยคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้และปีหน้า
  • มาตรการภาครัฐ: ยังมีความหวังจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

ด้านตัวแทนสภาพัฒน์ฯ ก็ได้ย้ำถึงความมั่นใจเกี่ยวกับความขัดแย้งในพื้นที่รอยต่อระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่มากนัก เนื่องจากปริมาณการค้าชายแดนไม่ได้สูงมากจนก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจประเทศได้ ดังนั้นเราจึงควรโฟกัสไปที่การปรับตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ไทยกำลังเกาะกระแสโลกได้เป็นอย่างดี

บทสรุปของสถานการณ์การพิจารณางบประมาณฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% กระทบบริโภค รัฐบาลเองก็ต้องบ้านรับมืออย่างรอบคอบ โดยใช้กลไกการลงทุนด้าน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยประคับประคอง สำหรับพวกเราในฐานะผู้บริโภค การวางแผนการเงินในครึ่งปีหลังนี้จึงเป็นเรื่องที่ห้ามประมาทเด็ดขาดครับ

ที่มา – กมธ. งบประมาณปี 70 ถกงบกลาง ด้าน ธปท.คาดเงินเฟ้อ 4% อาจส่งผลให้การบริโภคชะลอตัวครึ่งปีหลัง

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการจัดการปัญหาหนี้ค้างชำระที่รัฐบาลติดค้างอยู่กับกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานกว่า 20 ปี โดยล่าสุดได้มีการกำหนดแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2574

หากเราย้อนกลับไปดูตัวเลขในช่วง 10 ปีก่อน จะพบว่ายอดหนี้สะสมมีสูงถึงหลักแสนล้านบาท แต่ด้วยความพยายามภายใต้ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตามลำดับ จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าจะลดภาระหนี้ก้อนนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดสรรงบประมาณชำระคืนในทุกๆ ปี

รายละเอียดแผนการชำระหนี้ประกันสังคมที่ทุกคนควรรู้

จากการชี้แจงในรัฐสภา แผนการชำระหนี้จะประกอบไปด้วยแนวทางดังต่อไปนี้:

  • ปีงบประมาณ 2569: คาดการณ์ว่ายอดค้างชำระจะเหลือประมาณ 42,600 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2570: รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณสมทบปกติ 58,680 ล้านบาท และตั้งงบชำระคืนหนี้คงค้างเพิ่มอีก 7,217 ล้านบาท
  • การบริหารจัดการหลังจากปี 2570: ตั้งเป้าชำระปีละ 7,000 – 8,000 ล้านบาท เพื่อให้ยอดค้างชำระหมดไปหรือลดลงให้มากที่สุดภายในปี 2574

คุณจุลพันธ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจจริงที่จะจัดการกับปัญหา จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ให้สำเร็จ โดยแม้ว่าจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่กระทรวงแรงงานกลับเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนจะยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่

ทำไมแผนรอบนี้ถึงน่าเชื่อถือ? หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงคำสัญญาเดิมๆ แต่รัฐมนตรีได้ยืนยันความร่วมมือกับท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานงบประมาณ ว่านี่คือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้เป็นระบบ การรักษาวินัยการเงินการคลังในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพูดถึงตัวเลขผ่านๆ แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณแผ่นดินให้เห็นว่า ‘ผู้ประกันตน’ คือหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาล

ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนแผน จุลพันธ์ เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570 นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับกองทุนประกันสังคมในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องแรงงานไทยทั่วประเทศว่าเงินสมทบที่ทุกคนจ่ายไปนั้น จะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นตาข่ายรองรับความมั่นคงในชีวิตของคุณในอนาคตครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” เปิดแผนเคลียร์เงิน รัฐค้างสมทบกองทุนประกันสังคม ปี 2570

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพรัฐสภาในต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรมชาติ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการ โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้สภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการช่องทางทำกิน นายโสภณเล็งเห็นว่าอาคารรัฐสภาไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสวยงามโดดเด่น จึงตั้งใจที่จะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประชุมกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้รัฐสภาไทยกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไม่แพ้ต่างประเทศอย่างแน่นอน

เปลี่ยนสภาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ

นอกจากการเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายแล้ว อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญคือการทำให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคน โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ ถือเป็นการคืนความสุขและพื้นที่ดีๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และพลังของจิตอาสาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

  • สร้างเศรษฐกิจ: เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
  • แลนด์มาร์คใหม่: ยกระดับรัฐสภาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดเช็คอินของเมือง
  • ปอดของเมือง: พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ได้มาออกกำลังกาย

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายโสภณเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดระหว่างรัฐสภากับประชาชน ในยุคที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับวาทกรรมทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการเห็นการทำงานที่จับต้องได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และทำประโยชน์ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด โครงการนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปบทบาทสภาให้มีความเป็นมิตรและเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือชาวชุมชนที่อยากมีพื้นที่โปรโมทสินค้า การติดตามข่าวสารจากทางรัฐสภาในระยะถัดไปนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ขยับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – “โสภณ” ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ

“ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

“ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

การเมืองไทยในช่วงนี้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกลายเป็นหัวข้อที่ทุกฝ่ายต่างจับตามอง ล่าสุด “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน โดยย้ำถึงความตั้งใจจริงที่จะมุ่งหน้าทำงานการเมืองเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งสร้างคำถามมากมายในสังคมว่านี่เป็นสัญญาณของเกมการเมืองที่หวังจะผูกขาดการร่างกฎหมายสูงสุดหรือไม่ โดยเขามองว่าหากพรรคใดจะใช้อำนาจหรือหลักเกณฑ์ใดในการเปลี่ยนท่าที ก็ควรออกมาชี้แจงต่อประชาชนให้ชัดเจน

บทสรุปของเกมบีบรัฐธรรมนูญในสายตาพรรคประชาชน

ปัญหาที่น่ากังวลคือการที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจถูกบีบให้เหลือเพียงช่องทางเดียว ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้ ท่ามกลางความท้าทายจากกระแสข่าวที่ว่าอาจมีการพยายามทำให้เหลือเพียงร่างของพรรคกลุ่มระบอบสีน้ำเงินเท่านั้นที่จะผ่านเข้าไปได้ ซึ่งนายพริษฐ์มองว่านี่คือความพยายามที่จะผูกขาดกติกา

ในมุมมองของพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้ไม่ได้อยู่ที่เกมต่อรองทางการเมือง แต่มุ่งเน้นไปที่:

  • การขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมจริง
  • การป้องกันไม่ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะดุดลง
  • การผลักดันให้ร่างกฎหมายที่เน้นประโยชน์ของประชาชนผ่านความเห็นชอบในวาระแรก

สำหรับแนวทางต่อจากนี้ นายพริษฐ์ยืนยันว่าถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่พรรคประชาชนจะยังคงยืนหยัดสู้ในทุกขั้นตอน แม้จะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา แต่หากเสียงนั้นได้รับพลังสนับสนุนจากประชาชนที่มองเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างแรงกดดันเพื่อให้เกิดการถกเถียงในชั้นกรรมาธิการได้อย่างสร้างสรรค์

การผลักดันในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของพรรคประชาชนว่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำพาเจตนารมณ์ไปสู่ความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ในท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษ แต่เป็นกติกาที่กำหนดชีวิตของพวกเราทุกคน การจับตามองวาระแรกของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวง

ที่มา – “ไอติม”ย้ำเดินหน้าผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชนให้ผ่านวาระแรกให้ได้

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

Scroll to top