รัฐสภาไทย

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

“วิโรจน์” จี้ “นายกฯ อนุทิน” ลากคอขบวนการคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก ผลัก “กัมพูชา”กลับเข้าสู่บัญชีสีเทา

วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส. บัญชีรายชื่อของพรรค ได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านให้ รับหนังสือจาก นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กรณีให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

มีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวิโรจน์ ยืนยันพรรคประชาชนติดตามการทำงานของรัฐบาลและตรวจสอบอย่างเต็มที่ ล่าสุดกรณีสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์อยู่ในเป้าการจับตาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้อสังเกตตามข้อร้องเรียนเรื่องการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลนี้ รวมถึงคดีการเมือง มีการมอบหมายให้ สส. พรรคประชาชน จับตาดู และใช้กลไกของรัฐสภาดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป

โดยยอมรับว่าเปิดรัฐสภาในสมัยประชุมหน้ามีโอกาสอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันที่จะใช้กลไก สส. และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะทั่วโลกและประชาชนให้ความสนใจการปราบปราม เครือข่ายสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์ ที่ไม่ใช่ฉ้อโกง การฟอกเงิน ความชั่วร้ายของโลกที่พัวพันไปถึงการค้ามนุษย์และการกักกันใช้แรงงาน หรือการค้ามนุษย์ ที่เอาเหยื่อมาหลอกเหยื่อประเทศของตนเอง มองว่าเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในระดับโลก ที่นายรังสิมันต์และตนเองจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ พยายามผลักดันให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

รอดูรัฐบาลดำเนินการให้ชัด

นายวิโรจน์ ระบุว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจถ้ารัฐบาล ยังอยู่ในเงื่อนไขการพิจารณาของฝ่ายค้าน หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยเฉพาะหากพบหรือมีข้อสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวพันหรือเกี่ยวโยง ในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย หรือการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้สแกมเมอร์จากกัมพูชาออกอาละวาด และมาหาผลประโยชน์ในราชอาณาจักรไทย อาจจะนำมาสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จี้รัฐบาลสั่งการเชือดเส้นทางเงิน

ส่วนไทยควรมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาร่วมกับนานาชาติเรื่องการปราบสแกมเมอร์ นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มี 2 เรื่องที่ต้องชี้แจงต่อนานาชาติ โดยเรื่องแรก คือมาตรการภายในประเทศ บทบาทของหน่วยงานต่างๆ (ปปง. กลต. ตำรวจไซเบอร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผล แล้วลากคอเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์มาลงโทษได้อย่างไร และจะออกกฎระเบียบอย่างไรในการเปิดเผยตัวตนและรายงานเส้นทางทางการเงิน ตัวตนของผู้โอนและผู้รับเงิน สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งการเปิดเผยเส้นทางการเงินถือว่าเป็นความโปร่งใส และเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่โจรสแกมเมอร์กลัวที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสั่งการ

มั่นใจ ก๊ก อาน มีเครือข่ายในไทย

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่า ก๊ก อาน หรือ เครือข่ายของเฉิน จื้อ ที่เข้ามาอาละวาดในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเพียงลำพัง จะต้องมีเครือข่ายของประเทศไทย ซึ่งอาจเป็นนายทุนของคนไทยหรืออาจเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นด้วย ก็ต้องลากคอมารับโทษทางกฎหมายและดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ให้สิ้นซาก เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินที่หลอกพี่น้องประชาชนคนไทยและเอามาปล้นมายึดประเทศไทยเสียเอง ซึ่งตนมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ต่ำทรามอย่างมาก

ห่วงถ่ายเททรัพย์สินหนี

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะยึดอายัดทรัพย์หรือไม่หรือจะมีการถ่ายเททรัพย์สินไปก่อน นายวิโรจน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลไม่ใช่แค่เฉพาะกรรมาธิการ แต่เป็นความกังวลของประชาชนว่าวันนี้ตั้งแต่ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาพูด ว่ามีกลุ่มคนไทยและกลุ่มทุนไทยนักการเมืองไทย ที่เข้าไปหาผลประโยชน์ กับธุรกิจผิดกฎหมายในกัมพูชา ซึ่ง ฮุนเซน ขู่ว่าจะเปิดโปง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทยทั่วไปและไม่ใช่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตได้อยู่แล้วว่าโจรสแกมเมอร์แบบนี้ มาก่อคดีตามลำพังในไทยไม่ได้อยู่แล้ว บริษัทต่าง ๆ ในไทยยังใช้นอมินีและบัญชีม้าเลย ซึ่งนอมินีและบัญชีม้าก็เป็นคนไทยทั้งสิ้น แต่ในกรณีนี้ เป็นการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายที่ครอบคลุมถึงการค้ามนุษย์ออนไลน์ จะบอกว่าไม่มีคนไทยรู้เห็นหรือสนับสนุนเลยไม่มีเกลือเป็นหนอนเลยจนคิดว่าคงไม่มีใครเชื่อ

จี้ลากคอขบวนการให้เห็น

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลไทยยังไม่สามารถลากคอขบวนการเหล่านั้นที่เป็นคนไทยให้ประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตาได้เลย ตนกังวลเรื่องนี้อย่างมาก มั่นใจว่าสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรที่เป็นประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนเส้นทางทางการเงินและข้อมูลทางด้านอาชญากรทางไซเบอร์ เขาอาจจะมีเบาะแสอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นถ้าหากรัฐบาลของนายอนุทิน รู้ตัวต้องเร่งลากคอกระบวนการเหล่านั้นออกมาก่อนที่สหรัฐอเมริกาและบรรดานานาประเทศจะเปิดเผยรายชื่อเหล่านั้นเอง เนื่องจากจะทำให้เสียหายต่อเกียรติภูมิประเทศชาติ และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศด้วย

เชื่อโลกอยากรู้ ไทย จัดการอย่างไร

เมื่อถามว่าการประชุมอาเซียนที่จะถึงนี้จะมีการลงนามระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เรื่องการประกาศสันติภาพโดยมี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาเป็นประธาน นายวิโรจน์ เชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกอยากฟังนายกรัฐมนตรีของไทย บอกว่าจะจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์นี้อย่างไร

“ ท่าทีฮุนเซน และฮุน มาเนต เงียบไม่โต้ตอบเหมือนยอมจำนนต่อโลก เพราะรู้อยู่แล้วว่า หลักฐานเส้นทางทางการเงิน ขององค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินบ่งชี้อยู่แล้วว่าฐานปฏิบัติการก่อการสแกมเมอร์ ที่เป็นค่ายกักกันแรงงานค้ามนุษย์ด้วยอยู่ที่กัมพูชาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นทั่วโลกต้องการฟังความชัดเจนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าจะจัดการแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานที่ตั้งในกัมพูชาอย่างไร” นายวิโรจน์ กล่าวและว่า

เสนอผลักกัมพูชาสู่บัญชีสีเทา

นายวิโรจน์ กล่าวยังเสนอด้วยว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ และบรรดาประเทศพันธมิตรในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างไร ซึ่งบางบริษัทสามารถตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน ที่มีการส่งเงินสกปรกจากกัมพูชา หากตรวจสอบอย่างจริงจังจะสามารถผลักกัมพูชากลับเข้าสู่บัญชีสีเทา ซึ่งจะมีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินอย่างมากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการค้าของกัมพูชาอย่างรุนแรง นี่คือการเอาคืน ฮุนเซน อย่างสาสมที่สุด

วิโรจน์จี้! ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ทำไมต้องทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา?

การทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายประเทศทั่วโลก หากปล่อยไว้ ภัยคุกคามนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

การที่นายวิโรจน์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงปัญหาและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอย่างเด็ดขาด การร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและการจัดการเส้นทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ให้สิ้นซาก

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ ว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยให้เป็นแหล่งพักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ “อนุทิน” ร่วมมือองค์กรต่างประเทศทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา จัดการเงินสกปรก

“บวรศักดิ์” เล็งเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 พร้อมแก้ รธน.

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นรัฐสภาให้ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ วาระ 3 ไม่เกินวันที่ 20 ธ.ค.นี้ แนะรัฐสภา – รัฐบาลประสานเวลาให้ดี

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระแรก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า พร้อมนำข้อมูลการอภิปรายจากสมาชิกรัฐสภาส่งให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต ทั้งนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หมวด 15/1 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอำนาจรัฐสภา แต่การทำประชามติ ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันลงประชามติ และคำถามประชามติ จึงขอนำเสนอไทม์ไลน์ใน 2 กรณีคือ 1. กรณีที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้ ตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่ให้ยุบสภาใน 4 เดือน จะครบกำหนดยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในกรณียุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน วันที่เหมาะสมจะเลือกตั้งที่สุดคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและเอ็มโอเอ

วาระ 3 ต้องโหวตไม่เกิน 20 ธ.ค.68

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมีการทำประชามติมาเกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบัน กำหนดให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันออกเสียงประชามติ ในระหว่าง 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เมื่อรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณให้ออกเสียงประชามติไปพร้อมกับวันเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 นั้น ดังนั้นกรอบเวลา 90 วัน คือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 จะเป็นวันที่นายกฯ และ กกต. ประกาศให้ทำประชามติ หมายความว่า การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค. 2568 เผื่อระยะเวลาทิ้งไว้ 10 วัน ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ และ กกต. และหารือกำหนดวันทำประชามติที่จะเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งคือ วันที่ 29 มี.ค. 2569 จึงต้องขอความกรุณารัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 วันที่ 15-20 ธ.ค. 2568

ไทม์ไลน์ที่2 ลงมติวาระสาม ม.ค.69

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์กรณีที่ 2 ที่ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ฉบับใหม่ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว และมีประกาศบังคับใช้ จะทำให้รัฐสภามีเวลาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้นคือ หากยุบสภาวันที่ 31 ม.ค. 2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่กรอบเวลาการประกาศวันทำประชามติจะลดจาก 90 วัน เหลือ 60 วัน ดังนั้น วันสุดท้ายที่จะประกาศวันทำประชามติคือ วันที่ 29 ม.ค. 2569 หากเป็นเช่นนี้ รัฐสภาต้องลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ในช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 และ เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต. ได้ ไทม์ไลน์ดังกล่าวเป็นไปตามเอ็มโอเอ และ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา รัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกันในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น

“บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

จากข่าวการวางปฏิทินการเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ของ “บวรศักดิ์” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญและการจัดการประชามติมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมตัวและดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

ทำไมต้องเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569?

การกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 มีความเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกฎหมาย การที่นายบวรศักดิ์ได้เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นการช่วยให้รัฐสภาและรัฐบาลสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของกำหนดการ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การกำหนดเส้นตายสำหรับการพิจารณาในวาระต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ การที่รัฐสภาสามารถลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามกำหนด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ การจัดการประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การที่รัฐบาลกำหนดวันประชามติให้สอดคล้องกับวันเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการออกไปใช้สิทธิของตน

เพื่อให้การเลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและติดตามกระบวนการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มา – “บวรศักดิ์” วางปฏิทิน เลือกตั้งใหม่ 29 มี.ค. 2569 ขีดเส้นผ่านแก้รธน. วาระ 3 ไม่เกิน 20 ธ.ค.นี้

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทฝ่ายค้านครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ต่อการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ แทนที่จะเป็นการตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์แบบดั้งเดิม การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงแนวทางการเมืองที่เน้นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

“วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

นายวราวุธ เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้เผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาในการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหลือเวลาทำงานเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น เขาจึงขอฝากข้อเสนอแนะบางประการ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่รัฐบาลยังไม่ครอบคลุม เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถนำไปปรับปรุงและมอบหมายให้แต่ละกระทรวงขับเคลื่อนต่อไป ข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำเสนอในที่ประชุมวันนี้ โดยเป็นแนวทางที่กระชับและสามารถปฏิบัติได้จริง เน้นย้ำว่าการอภิปรายนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงคุณสมบัติของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ไม่มีข้อกังวลหรือประเด็นติดใจใดๆ ที่สำคัญคือ การเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แม้เวลาจะจำกัด แต่สิ่งที่จำเป็นคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเชื่อว่ารัฐมนตรีหลายคนมีศักยภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางการทำงานของรัฐบาลที่นายวราวุธเสนอแนะ

ในการเตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ นายวราวุธ มุ่งเน้นไปที่ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสังคม และการปรับปรุงนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากโควิด-19 ที่ยังหลงเหลือผลกระทบ ข้อเสนอเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มช่องว่างในนโยบาย แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การที่นายวราวุธ เลือกใช้วิธีการสร้างสรรค์นี้ สะท้อนถึงปรัชญาการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เน้นการพัฒนาประเทศ โดยไม่ยึดติดกับการต่อต้านเพียงอย่างเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองมองว่านี่เป็นโมเดลใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการอภิปรายในสภาไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอเหล่านี้ไปปรับใช้จริง

เมื่อถามถึงแรงกดดันในการทำงานภายใน 4 เดือน นายวราวุธ ยอมรับว่าฝ่ายที่กดดันมากที่สุดน่าจะเป็นตัวรัฐมนตรีเอง อย่างไรก็ตาม เขาแสดงความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เหลือน้อยนี้ การสนับสนุนจากฝ่ายค้านในรูปแบบนี้จะช่วยลดความขัดแย้งและเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

นอกจากประเด็นหลักแล้ว นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ โดยย้ำว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ไม่ใช่แค่ตรวจสอบ แต่ยังช่วยเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ ข้อเสนอแนะที่เตรียมนำเสนอครั้งนี้จึงครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

  • ข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมสีเขียว
  • ข้อเสนอด้านสังคม: ปรับปรุงระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ
  • ข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อม: เร่งรัดนโยบายลดคาร์บอน

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรกของนายวราวุธ จึงไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ แต่ยังเป็นตัวอย่างของการเมืองที่เน้นผลลัพธ์ โดยหวังว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบการปกครองของไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าขึ้น หากรัฐบาลรับฟังและนำไปปฏิบัติ ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองติดตามการอภิปรายในสภาเพื่อเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – “วราวุธ” ทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งแรก เตรียมเสนอแนะการทำงานรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์

“สมศักดิ์” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่นอน!

“สมศักดิ์” บอกไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ รอให้แถลงนโยบายก่อน เชื่อ “ทักษิณ” เดินทางกลับมาแน่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับ

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำแนะนำ โดยอยากให้รอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงค่อยว่ากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์หัวเราะพร้อมกล่าวติดตลกว่า อย่าไปพูดแบบนั้นสิ เขาจะบอกว่าเราคิดแต่จะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าตนเป็นคนเรียบร้อยและไม่เคยขาดประชุม ครม. ตามที่เป็นข่าวลือ แต่เป็นการลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่างหาก

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นกัญชาว่า ควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถามถึงการการกลับเดินทางกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่า นายทักษิณจะกลับมาอย่างแน่นอนเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่กลับ

“สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

จากกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำไมนายสมศักดิ์ถึงมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะกลับมา?

เหตุผลสำคัญที่นายสมศักดิ์เชื่อมั่นว่านายทักษิณจะกลับมานั้น เป็นเพราะท่านมองว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่นายทักษิณจะไม่กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เพราะอาจจะถูกมองว่าคิดแต่เรื่องตำแหน่งอย่างเดียว

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชา

ในส่วนของนโยบายกัญชา นายสมศักดิ์ได้แสดงความเห็นว่า กัญชาควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ควรถูกจัดให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความคิดเห็นจากนักการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศได้ดียิ่งขึ้น การแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา

  • การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร
  • นโยบายกัญชาของรัฐบาลใหม่
  • บทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในอนาคต

นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังกล่าวว่า การที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะได้ลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ ไม่ได้ขาดประชุมอย่างที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอมา

จากความเห็นของนายสมศักดิ์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายในแวดวงการเมืองไทย การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร นโยบายกัญชา และการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มา – “สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

สภาฯ พร้อม**โหวตนายกฯ** หากจับกลุ่มได้ ประสานมา!

“ฉลาด ขามช่วง” ยันสภาฯ พร้อมบรรจุวาระ**โหวตนายกฯ** หากพรรคการเมืองประสานมา เชื่อ พรรคประชาชน ช่วยประคองแก้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวถึงระเบียบวาระการ**โหวตนายกฯ** ว่า ต้องรอพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกันได้แล้วแจ้งมายังประธานสภาฯ หากพร้อมวันไหน ก็บรรจุระเบียบวาระได้เลย สภาฯ พร้อมตลอดเวลา และไม่อยากให้ว่างเว้นผู้บริหารนาน เพราะเราอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศชาติ ใครที่รวมเสียงได้มากกว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็เสนอมาที่ประธานสภาฯ ก็จะมีการนัดประชุมโดยด่วน โดยแจ้ง ส.ส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ทั้งนี้ กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ก็จะสามารถบริหารประเทศได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สภาฯ ก็ไม่มีความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดินก็จะไปไม่รอด จึงต้องรอพรรคประชาชนที่จะมีการประชุม ส.ส. และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเย็นนี้

การเมืองไทยยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ความพร้อมของสภาผู้แทนราษฎรในการดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้ยืนยันถึงความพร้อมของสภาฯ ในการบรรจุวาระการ**โหวตนายกฯ** เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมตัวและตกลงกันได้แล้ว โดยเน้นย้ำว่าสภาฯ พร้อมที่จะดำเนินการในทันทีหากได้รับการประสานงานและความพร้อมจากฝ่ายการเมือง

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรวมเสียงข้างมากในสภาฯ เนื่องจากความขัดแย้งและความแตกต่างทางความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการโหวตนายกฯ

บทบาทของพรรคประชาชนในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากพรรคนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางความคิดเห็น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนที่จะยกมือ**โหวตนายกฯ** จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยการทำงานในสภาฯ จะยากขึ้นหรือไม่ นายฉลาดกล่าวว่า ทุกฝ่ายก็เสียงข้างน้อยอยู่แล้ว เพราะแยกขั้วกันอย่างชัดเจนเสียงก้ำกึ่งกัน ไม่มีฝั่งไหนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นการโหวตเลือกนายกฯ ต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชน แต่ระหว่างการบริหารราชการ 3-4 เดือนข้างหน้า ตนเชื่อว่าสภาฯ จะเดินหน้าได้ เราไม่มีวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาชนก็ต้องช่วยคนที่ได้เสียงข้างมากเป็นนายกฯ เพื่อประคับประคองให้ภารกิจที่มุ่งหวังคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกมองว่ามีข้อจำกัดและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น

สรุป: สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับขั้วและการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต สภาผู้แทนราษฎรมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล เพื่อให้สามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top