ราคาน้ํามันวันนี้

ทรัมป์กดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์”

ทรัมป์กดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์” เป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการผลักดันข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ

ทรัมป์กดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 บนเวที FII Priority ที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ทรัมป์ประกาศว่าการเจรจายุติสงครามที่ยืดเยื้อมาเกือบ 1 เดือนกำลังดำเนินไปอย่างคืบหน้า แต่ต้องแลกกับการเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากอิหร่านยอมรับเงื่อนไขนี้ สหรัฐฯ พร้อมบรรลุข้อตกลงสันติภาพทันที

ที่น่าตลกและกลายเป็นไวรัลคือ ทรัมป์หลุดปากเรียกช่องแคบฮอร์มุซว่า “ช่องแคบทรัมป์” ก่อนจะรีบแก้เป็น “ฮอร์มุซ” พร้อมหัวเราะและพูดติดตลกว่า “เป็นความผิดพลาด แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ” คำพูดนี้ทำให้ผู้ฟังฮือฮาและกลายเป็นมีมในโซเชียลมีเดียทันที สะท้อนสไตล์การพูดที่ตรงไปตรงมาและมั่นใจของทรัมป์

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน กว้างเพียง 33 กิโลเมตร แต่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักจากประเทศผู้ผลิตอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่านเอง หากปิดกั้น จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจ全球

  • ขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก: ผ่านจุดนี้ทุกวัน
  • จุดยุทธศาสตร์: อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ
  • ผลกระทบสงคราม: สงครามล่าสุดทำให้เรือบรรทุกน้ำมันหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง

ทรัมป์ยังย้ำว่าอิหร่านกำลังเสียเปรียบ โครงสร้างทหารและโครงการนิวเคลียร์เสียหายหนักจากการโจมตีของสหรัฐฯ และพันธมิตร ทำให้การเจรจาคืบหน้า แม้อิหร่านจะปฏิเสธหลายครั้ง แต่สัญญาณบวกเริ่มปรากฏ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ทรัมป์กดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์” ไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่ส่งสัญญาณถึงทิศทางน้ำมันโลก หากเปิดได้ ราคาน้ำมันจะลดลง ส่งผลดีต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ผู้บริโภคจะได้น้ำมันราคาถูกลง ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะฟื้นตัว

ในอดีต อิหร่านเคยปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวปี 1980s สร้างวิกฤตพลังงานโลกครั้งใหญ่ วันนี้สถานการณ์คล้ายคลึง แต่ทรัมป์ดูมั่นใจว่าจะควบคุมได้ โดยอาจนำทรัพยากรน้ำมันอิหร่านมาจัดการในอนาคตผ่านข้อตกลง

นอกจากนี้ คำพูดของทรัมป์ยังสะท้อนนโยบาย “America First” ที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐฯ ก่อน โดยใช้แรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจเพื่อบังคับให้อิหร่านยอมจำนน ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเจรจานี้อาจจบลงภายในสัปดาห์ หากอิหร่านยอมเปิดช่องแคบ

อนาคตของช่องแคบฮอร์มุซหลังข้อตกลง

หากข้อตกลงสำเร็จ ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นเส้นทางปลอดภัย เรือบรรทุกน้ำมันจะเคลื่อนไหวปกติ สหรัฐฯ อาจส่งกองเรือคุ้มครองเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงซ้ำ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพูดถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรอบช่องแคบ เพื่อให้เป็นฮับพลังงานที่ยั่งยืน

สำหรับไทย รัฐบาลควรติดตามใกล้ชิด เพราะราคาน้ำมันกระทบค่าครองชีพโดยตรง หากราคาลด เงินเฟ้อจะชะลอตัว เศรษฐกิจฟื้น更快

สุดท้าย การหลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์” ของทรัมป์ แสดงให้เห็นบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานความขบขันเข้ากับการเมืองระดับสูง ทำให้ข่าวนี้ไม่จบแค่การเมือง แต่กลายเป็นปรากฏการณ์วัฒนธรรมป๊อป คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ทรัมป์กดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลุดปากเรียก “ช่องแคบทรัมป์”

พริษฐ์เรียกร้องนายกฯเปลี่ยนพิพัฒน์เคลียร์ผลทับซ้อน

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ในช่วงวิกฤตพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันแพง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนหลังจากติดตามการสัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567

“พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายพริษฐ์ยืนยันความเห็นเดิมที่เคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงาน จากนายพิพัฒน์เป็นบุคคลอื่น เพื่อล้างข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สาเหตุหลักมาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์เอง ที่เล่าว่านายกรัฐมนตรีเคยเรียกประชุมกลุ่มย่อยเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดยไม่มีผู้ประกอบการเข้าร่วม เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะรู้ข้อมูลล่วงหน้าแล้วปิดปั๊มหรือกักตุนน้ำมัน

แต่ปัญหาคือ “ช้างในห้อง” หรือตัวนายพิพัฒน์เองที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท PTG Energy Public Company Limited ซึ่งเป็นเครือข่ายธุรกิจของครอบครัว นี่คือเหตุผลหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็น:

ความเชื่อมโยงทางธุรกิจของนายพิพัฒน์กับ PTG Energy

  • นายพิพัฒน์ยังถือหุ้น 5% ในบริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 25% ใน PTG Energy โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร
  • ตลอดการสัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เมื่อพูดถึงการดำเนินงานของ PTG Energy แม้จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องในการบริหาร
  • PTG Energy ถือครองห่วงโซ่อุปทานน้ำมันแทบทุกขั้นตอน แม้ไม่มีโรงกลั่นเอง แต่มีหุ้นในบริษัทต่างๆ ดังนี้

การถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้ำมัน (มาตรา 7):

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%

ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (มาตรา 10): อย่างน้อย 6 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
  • บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
  • บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%

ผู้ขนส่งน้ำมัน (มาตรา 12): อย่างน้อย 4 บริษัท

  • บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
  • บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
  • บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 25%
  • บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้นทางอ้อม 19%

ยิ่งไปกว่านั้น หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ PTG ถือหุ้น เป็นโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายรัฐบาลที่เสนอเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล เช่น B10 หรือ B20

ทำไมต้องเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ?

นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่ามีการกระทำผิดจริง แต่สถานการณ์นี้เปิดช่องให้เก็งกำไรได้มหาศาล หากผู้กำหนดนโยบายรู้ข้อมูลล่วงหน้าและมีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางในอุตสาหกรรมน้ำมัน สิ่งนี้ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในความโปร่งใสของรัฐบาล โดยเฉพาะในวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวน กองทุนน้ำมันขาดแคลน และประชาชนต้องแบกรับภาระ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันดิบโลกสูงขึ้น สงครามยูเครน-รัสเซีย และนโยบายภายในที่ยังไม่ชัดเจน การที่ผู้รับผิดชอบหลักอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นประธานศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาพลังงาน (ศบก.) มีผลประโยชน์ทับซ้อน ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลาง นายพริษฐ์เสนอทางออกชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีควรเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ หรือนายพิพัฒน์ถอนตัวเองเพื่อเคลียร์ข้อครหา

ประเด็น “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการ อาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือและการประท้วงจากประชาชนที่เดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลียร์ข้อครหาแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตพลังงานเดินหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปลี่ยนตัวจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “พริษฐ์” เรียกร้อง นายกฯ เปลี่ยนตัว “พิพัฒน์” เคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาท มีโอกาสขึ้นอีก

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจในช่วงนี้ หลังจากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ตามสถานการณ์น้ำมันโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า รัฐบาลยังควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่มีน้ำมันขาดแคลนแน่นอน

นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน กล่าวว่าการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งทุกประเทศกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ไทยยังมีราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง แม้แต่ประเทศที่ผลิตน้ำมันเองก็ยังแพงกว่าเรา รัฐบาลพยายามอุ้มราคาไว้ 15 วันแรกเพื่อลดแรงกระเพื่อม แต่ไม่สามารถทำไปตลอดเพราะจะทำให้งบประมาณหมดและเสี่ยงต่อการรั่วไหลไปประเทศข้างเคียง

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคุกรุ่น ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งสูง

นายกฯ ยอมรับว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะขยับขึ้นอีก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะข่าวการปิดช่องแคบฮอร์มูซที่อาจกระทบการขนส่งน้ำมันโลก รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการจัดหาน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่นจากแหล่งอื่นๆ เพื่อป้องกันการขาดแคลน

มาตรการรับมือเพื่อความมั่นคงน้ำมันในประเทศ

เพื่อสร้างความมั่นใจ นายกฯ สั่งการให้ ปตท. นำน้ำมันดีเซลกลั่นสำเร็จรูปจากต่างประเทศมาขายให้ลาวแทน โดยเก็บน้ำมันที่กลั่นในไทยไว้ใช้เอง ซึ่งปกติส่งออกวันละ 5 ล้านลิตรไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ยังเจรจากับโรงกลั่นเอกชนให้สั่งนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อส่งต่อลาว โดยไม่เน้นกำไร แต่เน้นรักษาสต็อกในประเทศให้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันดีเซลในไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนมั่นใจได้เลยว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมดีแล้ว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง ได้กำชับขนส่งสาธารณะ รถทัวร์ และรถโดยสารต่างๆ ให้รองรับผู้เดินทางเต็มที่

ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดพลังงาน

นายกฯ ฝากถึงประชาชนทุกคน ขอให้ร่วมกันประหยัดพลังงาน เช่น ปิดไฟที่ไม่ใช้ Work from Home ใช้รถสาธารณะที่ไทยมีบริการสะดวกสบายไม่แพ้ชาติใดในโลก หากทุกคนช่วยกัน จะช่วยลดความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้มาก

  • ปิดไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
  • Work from Home ลดการเดินทาง
  • ใช้รถสาธารณะ รถร่วม รถตู้
  • ตรวจเช็ครถยนต์ให้ประหยัดน้ำมัน
  • หลีกเลี่ยงการขับรถเปลี่ยวทางไกล

ในมุมมองของเรา การขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้แม้จะกระทบค่าครองชีพ แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากปัจจัยภายนอก รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่ดี โดยเน้นความมั่นคงมากกว่าราคาถูกเพียงอย่างเดียว หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาก็น่าจะปรับลงได้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราไม่ประหยัดตอนนี้ เดี๋ยวปัญหาจะยิ่งหนัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับการขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้? มีวิธีประหยัดน้ำมันอะไรบ้าง แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะครับ เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกัน!

ที่มา – นายกฯ ตอบแล้วขึ้นน้ำมัน 6 บาทตามกลไกตลาด บอกมีโอกาสขยับขึ้นอีก

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าไทย โดยเฉพาะเรือสินค้าที่ตกค้างตามท่าเรือต่างๆ ทั่วโลก ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน ได้เป็นประธานแทนรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

หลังการประชุม นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ ได้แถลงถึงมาตรการสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์เรือสินค้าไทยที่ติดค้างอย่างใกล้ชิด รวมถึงหาช่องทางนำเรือกลับประเทศ โดยประสานงานกับท่าเรือรองเพื่อขนถ่ายสินค้าให้สะดวกที่สุด ช่วยลดผลกระทบต่อผู้ส่งออกรายย่อยและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกทางทะเล

ปัญหาเรือสินค้าไทยตกค้างเกิดจากความขัดแย้งที่ทำให้เส้นทางการขนส่งทางเรือหยุดชะงัก สินค้าไทยอย่างข้าว ยางพารา อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม ติดอยู่ตามท่าเรือในตะวันออกกลางและเส้นทางสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุน物流พุ่งสูงขึ้น ค่าประกันภัยเรือเพิ่ม และความล่าช้าที่อาจทำให้สูญเสียตลาดส่งออก

มาตรการช่วยเหลือ 4 กลุ่มประชาชนจากผลกระทบวิกฤต

นอกจากการติดตามเรือสินค้าแล้ว ศบก. ยังกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

  • กลุ่มเปราะบาง: ลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย และธงฟ้าราคาประหยัด รวมสินค้าควบคุมราคา 66 รายการ ตาม พ.ร.บ. ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
  • กลุ่มเกษตรกร: ลดต้นทุนด้วยโครงการธงเขียวพลัส สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า
  • กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย: เชื่อมโยงไทยช่วยไทยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารรัฐ และกำกับราคาปุ๋ย อาหารสัตว์ วัตถุดิบ
  • กลุ่มผู้ส่งออก: บริหารต้นทุนขนส่ง ประสานค่าจ้างเรือ หาทางปลดล็อกเรือตกค้าง โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมสภาหอการค้า

มาตรการเหล่านี้ช่วยรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางวิกฤตที่ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งพุ่ง นอกจากนี้ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังน่าเป็นห่วง แม้มีการเจรจาแต่ความรุนแรงยังมีต่อเนื่อง

กรณีช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ เช่น รับศพนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดในอิสราเอล และติดตามลูกเรือ 3 คนบนเรือมยุรีนารี รวมถึงเรือสินค้าอื่นๆ ที่ตกค้าง ศบก. จะประชุมกลุ่มย่อยต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤต สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องเศรษฐกิจไทยจากปัจจัยภายนอก ผู้ส่งออกควรติดตามข้อมูลจากทูตพาณิชย์และใช้ท่าเรือทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงการส่งออก ไม่พึ่งเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป และเร่งพัฒนาการขนส่งทางรางหรืออากาศเป็นตัวสำรอง หากคุณเป็นผู้ประกอบการ สามารถติดตามอัปเดตเพิ่มเติมและแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อช่วยกันหาทางออก!

ที่มา – กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในวงการพลังงานไทยกันดีกว่า ปัญหาน้ำมันแพงกำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกคนเจอ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีนักวิชาการชื่อดังมาระดมสมองในงานเสวนา “6 บาทที่ต้องตอบ…ผู้นำไทยจะพาประเทศออกจากวิกฤตพลังงานอย่างไร?” ที่มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาการกำหนดราคาที่ไม่โปร่งใส ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด

นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในงานเสวนาวันที่ 27 มีนาคม 2569 มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง รศ.สุริยะใส กตะศิลา, รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ, รศ.ชิตตะวัน ชนะกุล และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี มาร่วมพูดคุย รศ.สุริยะใส ชี้ว่าปัญหาน้ำมันแพงครั้งนี้เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนวิกฤติการจัดการไว้ รัฐบาลดูแลไม่ดี หน่วยงานเบี่ยงประเด็นไปเทียบราคากับเพื่อนบ้าน แต่ไม่บอกว่าจะแก้ยังไง ท่านตั้งคำถามแรงๆ ว่า “มีรัฐบาลไว้ทำไม ถ้าประชาชนต้องปลูกกล้วยเลี้ยงไก่เอง” และเรียกร้องให้ นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเฉพาะนำ ปตท. กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อความเป็นธรรม

แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้อนประวัติศาสตร์วิกฤตน้ำมันไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ที่พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จัดตั้ง ปตท. เพื่อถ่วงดุลบริษัทต่างชาติ ต่อมาพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ใช้ส่วนแบ่งผลผลิตแทนเงินสด แต่ปัจจุบันรัฐเสียอำนาจควบคุมโรงกลั่นไปมาก ปัญหาหลักคือโครงสร้างราคาตั้งแต่ปี 2540 อิงราคาสมมุติจากสิงคโปร์ บวก “ต้นทุนทิพย์” อย่างค่าขนส่ง ค่าประกัน ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น ทุก 1 บาทที่ขึ้น ประชาชนแบกภาระ 36,000 ล้านบาทต่อปี! ยังไม่มีหน่วยงานรัฐไหนกล้าแก้จริงจัง

รศ.ชิตตะวัน เสริมว่าความขัดแย้งโลกทำให้ราคาผันผวน แม้ไทยไม่แพงสุด แต่โครงสร้างเศรษฐกิจและคอร์รัปชันทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก การตรึงราคาแล้วปล่อยขึ้นทีเดียวกระทบหนัก อาจนำไปสู่เงินเฟ้อ ว่างงาน เศรษฐกิจถดถอย แนะรัฐตัดงบไม่จำเป็น เอา 100,000-200,000 ล้านมาอุดค่าไฟแทนการกู้เพิ่ม

แนวทางแก้ไขวิกฤตพลังงานไทย

รศ.ณรงค์ มองว่าสถานการณ์สงครามชิงทรัพยากรน้ำมันจะยืดเยื้อเป็นปี เพราะจีน รัสเซีย ไม่ยอมให้สหรัฐครองซัพพลาย เสนอไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามส่งออกน้ำมัน ใช้กลไกผู้ถือหุ้น ปตท. (กระทรวงการคลัง 51.38%) อุดหนุนราคา คล้าย PETRONAS ของมาเลเซีย และเร่งพลังงานทดแทน เช่น น้ำมันจากยางพารา ถ่านหิน

  • อัปเกรด ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ดูแลน้ำมัน ก๊าซ พลังงานหมุนเวียนครบวงจร
  • นำ ปตท. กลับรัฐ โดยซื้อหุ้นคืน ใช้กฎหมาย หรือตั้งบริษัทใหม่แข่ง
  • Zero Import Energy ใช้ทรัพยากรในประเทศ เช่น เอทานอลจากมันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำมันจากขยะพลาสติกด้วย pyrolysis

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้ไทยมีพลังงานบนดินเยอะ แต่ทุนพลังงานครอบงำนโยบาย เช่น ไม่นำ Flex Fuel Car จากบราซิลมาใช้ เพราะกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ถ้าเอทานอลราคา 40 บาท/ลิตร รายได้หมุนในประเทศ เศรษฐกิจดี ลดขาดแคลน

รศ.ชิตตะวัน ทิ้งท้ายว่าต้องตัดสินใจชัด ปตท. เป็นรัฐหรือเอกชน 100% ไม่ควรกึ่งกลาง และตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติใหม่ จัดระบบพลังงานใหม่ทั้งหมด

มุมมองอนาคตและคำแนะนำ

จากเสวนานี้เห็นชัดว่า นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เป็นทางออกเดียวที่จะหยุดวิกฤตนี้ได้ รัฐต้องโปร่งใส ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันจริงจัง อย่าปล่อยให้เอกชนกินรวบ คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวพลังงานเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตนะครับ สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากเราทุกคนที่กดดันนโยบายให้ดีขึ้น

ที่มา – นักวิชาการเรียกร้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหากำหนดราคาไม่โปร่งใส

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัด เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อนุทิน ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

“อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

ในที่ประชุมซึ่งจัดที่ทำเนียบรัฐบาลและเชื่อมต่อออนไลน์กับผู้ว่าทุกจังหวัด นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ปกติไทยใช้ 67 ล้านลิตรต่อวัน โรงกลั่นผลิตได้ 77 ล้านลิตร แต่เกิด panic demand จากความตื่นตระหนก ทำให้ความต้องการพุ่งถึง 87 ล้านลิตร ส่งผลให้ต้องเลิกตรึงราคาและปรับตามตลาดเพื่อป้องกันขาดแคลน

สาเหตุวิกฤตราคาน้ำมันและการกักตุน

ที่แย่กว่านั้นคือผู้ประกอบการฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อขายแพง ขึ้นราคาสินค้าตาม หรือลักลอบขายชายแดน นายอนุทินสั่งการให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอตรวจตรา สอดส่อง และบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด เพื่อไม่ให้ใครหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน นอกจากนี้ยังขอให้รณรงค์ให้ประชาชนประหยัดน้ำมันและไม่กักตุน

อนุทิน สั่งการแก้ปัญหากักตุนน้ำมัน

ผู้ว่าฯ ต้องตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ ลงพื้นที่ตรวจโรงกลั่น ราคา และปริมาณ หากผิดปกติรายงานทันที และบูรณาการทุกหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงใกล้สงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเยอะ

  • ติดตามข่าวสารจากส่วนกลางและท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจตราราคาและปริมาณน้ำมันในพื้นที่
  • บังคับใช้กฎหมายกับผู้กักตุนและขายเกินราคา
  • รณรงค์ประหยัดพลังงานผ่านหอกระจายข่าวและสื่อทุกช่องทาง
  • เยียวยากลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ประกอบการขนส่งและเกษตรกร
ประชุมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสริมว่าผู้ว่าฯ คือตัวแทนนายกฯ ในพื้นที่ ต้องใช้อำนาจทุกด้านเพื่อลดความตื่นตระหนก สร้างความเข้าใจ และอยู่เคียงข้างประชาชน

กำชับความปลอดภัย 7 วันอันตรายสงกรานต์ 2569

นอกจากปัญหาน้ำมัน ยังสั่งการเรื่องเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะ 7 วันอันตราย ให้ตั้งด่านตรวจ จุดสกัด ห้ามเมาแล้วขับ ใช้อุปกรณ์นิรภัยครบ และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด เพราะหากทุกจังหวัดดี ประเทศทั้งหมดก็ปลอดภัย

มาตรการ 7 วันอันตรายสงกรานต์
อนุทิน กำชับผู้ว่าฯ สงกรานต์

มาตรการ “อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจปัญหาประชาชนจริงจัง ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น โดยเฉพาะการสื่อสารที่ชัดเจนและการลงมือทำทันที หากทุกฝ่ายร่วมมือ สถานการณ์ต้องดีขึ้นแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุมด่วนผู้ว่าฯ กำชับใช้กฎหมายเด็ดขาด พวกหาผลประโยชน์บนความทุกข์ประชาชน

เริ่ม 1 เม.ย. บางกอกแอร์เวย์ส ปรับขึ้นค่าตั๋ว 15-20%

นักเดินทางสายการบินไทยเตรียมตัวให้พร้อม! เริ่ม 1 เม.ย.2569 นี้ บางกอกแอร์เวย์ส ปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสาร บางเส้นทางสูงสุด 15-20% หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการบินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของสายการบิน สายการบินยืนยันว่าราคาที่ปรับใหม่ยังคงอยู่ในกรอบเพดานที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กำหนดไว้ หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย อาจมีการทบทวนราคาอีกในอนาคตอันใกล้

เริ่ม 1 เม.ย.นี้ “บางกอกแอร์เวย์ส” ปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารบางเส้นทาง 15-20%

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในนาม บางกอกแอร์เวย์ส ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศบางเส้นทาง เช่น กรุงเทพฯ-สมุย กรุงเทพฯ-ภูเก็ต และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ

สาเหตุหลักจากราคาน้ำมันพุ่งสูง

สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่สายการบินทุกแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญ สิ่งนี้ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่ครองสัดส่วนต้นทุนสูงสุดในการบิน บางกอกแอร์เวย์ส จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างราคาเพื่อรักษาสมดุลการเงินและให้บริการต่อเนื่อง

เส้นทางในประเทศที่ปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสาร

สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ การปรับขึ้นจะอยู่ที่ประมาณ 15-20% โดยยังคงไม่เกินเพดานที่ กพท. ควบคุม เส้นทางหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่:

  • กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – เกาะสมุย
  • กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ภูเก็ต
  • กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – เชียงใหม่

เส้นทางเหล่านี้เป็นเส้นทางที่ บางกอกแอร์เวย์ส มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสมุยที่เป็นฐานสำคัญ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบราคาล่าสุดก่อนจอง

เส้นทางระหว่างประเทศและค่าธรรมเนียมน้ำมัน

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศ สายการบินจะปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) เพิ่มขึ้น 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 1,600-1,900 บาท เส้นทางตัวอย่าง เช่น:

  • กรุงเทพฯ – มัลดีฟส์
  • กรุงเทพฯ – ฮ่องกง
  • กรุงเทพฯ – สิงคโปร์

การปรับนี้เริ่มพร้อมกันในวันที่ 1 เม.ย.2569 เช่นเดียวกับเที่ยวบินในประเทศ

บริษัทฯ เน้นย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด หากยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือน อาจต้องทบทวนราคาตั๋ว รายได้ และจำนวนผู้โดยสารในปี 2569 ใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจกระทบต่อโปรโมชั่นและตารางบิน

คำแนะนำสำหรับนักเดินทางในยุคค่าตั๋วขึ้น

เพื่อรับมือกับการ บางกอกแอร์เวย์ส ปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสาร 15-20% แนะนำดังนี้:

  • จองตั๋วล่วงหน้า: ล็อคราคาก่อนขึ้น โดยเช็คเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบางกอกแอร์เวย์ส
  • ตามโปรโมชั่น: สายการบินมักมีแฟลชเซลล์ แม้ราคาจะปรับใหม่
  • เปรียบเทียบสายการบิน: ดูตัวเลือกอื่น เช่น สายการบินโลว์คอสต์สำหรับเส้นทางใกล้เคียง
  • เลือกช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว: ราคาอาจผันผวนน้อยกว่า

นอกจากนี้ ติดตามข่าวสารจาก กพท. เพื่อทราบเพดานราคาล่าสุด ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้อย่างชาญฉลาด

สรุปแล้ว การปรับราคาครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินไทยท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ไม่แน่นอน แต่ บางกอกแอร์เวย์ส ยังคงมุ่งมั่นให้บริการคุณภาพสูง หากคุณมีแผนบินเส้นทางเหล่านี้ รีบเช็คราคาและจองเลยวันนี้เพื่อล็อคราคาที่ดีที่สุด! การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยประหยัดงบได้มากในช่วงนี้

ที่มา – เริ่ม 1 เม.ย.นี้ “บางกอกแอร์เวย์ส” ปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารบางเส้นทาง 15-20%

เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงแบบนี้ โดยเฉพาะดีเซลที่แพงปรี๊ด รัฐบาลเขามีมาตรการเยียวยามาให้กลุ่มที่เดือดร้อนหนักสุดอย่างภาคขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ส่งของ หรือรถโดยสารสาธารณะอย่างรถตู้ รถเมล์ต่างๆ วันนี้เรามาเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรกันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ รับรองว่าอ่านจบรู้หมดทุกสิทธิ์!

เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

จากข้อมูลล่าสุดวันที่ 27 มี.ค. 2565 (หรือ 2569 ในบางแหล่ง แต่เชื่อว่าน่าจะ 2565) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน โดยเน้นกลุ่มเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางของประชาชน มาตรการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2565 และจ่ายตามการทำงานจริงผ่านระบบ GPS หรือ QR Code ไม่ใช่เหมาจ่ายนะครับ เพื่อความโปร่งใส

มาตรการแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

  • กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง (ป้ายเหลือง 70 หรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า): มีจำนวน 287,175 คัน รัฐช่วยสนับสนุนต้นทุนน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ตามระยะที่วิ่งจริง กลุ่มนี้เดือดร้อนหนักเพราะขนส่งสินค้าทั่วประเทศ
  • กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและไรเดอร์: แบ่งย่อยตามประเภท
    • รถโดยสารหมวด 2 และ 3: 11,395 คัน ช่วย 4 บาทต่อลิตร
    • รถโดยสารหมวด 4 เช่น รถตู้สาธารณะ: 19,414 คัน ช่วย 300 บาทต่อคันต่อวัน! (ใช่ครับ ต่อวันเลย)
    • กลุ่มไรเดอร์: 114,653 คัน ช่วย 300 บาทต่อคันต่อเดือน

เห็นมั้ยครับว่าเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรแล้ว รัฐช่วยแบบเจาะจงแต่ละกลุ่มเลย ไรเดอร์ที่วิ่งส่งของทุกวันอย่าง Grab, Foodpanda, Lineman จะได้ 300 บาทต่อเดือนต่อคัน ส่วนรถตู้ที่รับส่งคนเยอะๆ ได้วันละ 300 บาท ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายได้เยอะ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนเดินทางพลุกพล่าน

วิธีตรวจสอบและรับสิทธิ์เช็กมาตรฐานเยียวยา

หลักการสำคัญคือจ่ายตามจริง! ใช้ระบบติดตามของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ที่มี GPS อยู่แล้ว ถ้ารถคันไหนยังไม่มี ก็แปะ QR Code เพื่อสแกนแท็กข้อมูลการให้บริการ เริ่มเช็กข้อมูลได้ตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้ ผู้ประกอบการรีบเช็กว่ารถตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน แล้วเตรียมเอกสารให้พร้อมนะครับ

นอกจากนี้ ระบบขนส่งมวลชนอย่าง บขส. หรือรถร่วมบริการที่วิ่งข้ามจังหวัด จะไม่ขึ้นค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ คงที่ฐานน้ำมัน 33 บาท/ลิตร ส่วนต่างรัฐชดเชยให้ ประชาชนเดินทางสบายใจ ไม่ต้องจ่ายแพง

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก

ราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 40 บาทไปแล้ว ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ ไรเดอร์ค่าซ่อมรถ ค่าน้ำมันพุ่ง ค่าบริการส่งอาจแพงตาม รถโดยสารถ้าขึ้นค่าโดยสาร คนจนยิ่งลำบาก มาตรการนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพการเดินทางและขนส่งสินค้าไว้ได้ โดยรัฐใช้งบประมาณจริงจัง ช่วยกว่า 400,000 คันทั่วประเทศ

แต่ละคันช่วยต่างกันตามปริมาณงาน กลุ่มรถบรรทุกได้เยอะสุดเพราะวิ่งไกล รถตู้ได้รายวันเพราะรับผู้โดยสารเยอะ ไรเดอร์รายเดือนเพราะตัวเลขคันเยอะ ถ้าคุณเป็นไรเดอร์หรือมีรถตู้ รีบเช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไรแล้วสมัครเลยครับ

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ติดตามข่าวจาก ขบ. หรือเว็บกระทรวงคมนาคม เพื่ออัพเดทรายละเอียดการสมัคร บางกลุ่มอาจต้องลงทะเบียนออนไลน์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์รัฐ อย่าปล่อยให้สิทธิ์หลุดมือ!

สรุปแล้ว มาตรการนี้เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง ช่วยให้ภาคขนส่งพยุงตัวได้ รัฐบาลคิดถึงประชาชนจริงๆ ในมุมมองผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าต่อเนื่องจะช่วยเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ลองเช็กสิทธิ์รถคุณดูสิครับ อาจได้เงินช่วย数百บาทเลยนะ

CTA: รีบเช็กสิทธิ์ของคุณวันนี้ที่เว็บกรมการขนส่งทางบก แล้วแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนไรเดอร์และคนขับรถด้วย!

ที่มา – เช็กมาตรการเยียวยา ไรเดอร์-รถโดยสาร แต่ละคันรัฐช่วยเท่าไร

“อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ สกัดน้ำมันเถื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในวงการพลังงานกันบ้างนะครับ เรื่อง “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน นี่เอง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือท่านนายกฯ ของเราที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงภายใน สั่งการด่วนให้ กอ.รมน. เข้มงวดทุกภาคส่วน เพื่อหยุดยั้งปัญหาการลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งปรี๊ดและประชาชนเดือดร้อนหนักเลยทีเดียว

“อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ท่านนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. ออกคำสั่งให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกัน ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศแบบเข้มข้น ป้องกันการกักตุนและลักลอบขนย้ายออกนอกประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวนหนัก พวก “ไอ้โม่ง” หรือพวกลักลอบพวกนี้เอาเปรียบประชาชน หากินกับส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างในและต่างประเทศน่ะครับ

มาตรการนี้ครอบคลุม 3 ระยะ ชัดเจน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จรดปลายน้ำ ทำให้ระบบทั้งห่วงโซ่โปร่งใสและมั่นคงมากขึ้น มาดูรายละเอียดกันเลย

ขั้นตอนการขันน็อต 3 ระยะตามคำสั่ง “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน.

  • ต้นทาง: โรงกลั่น – มอบหมายให้ ศปป.4 กอ.รมน. ติดตามการผลิตและจัดการน้ำมันจากโรงกลั่นทุกแห่งให้ถูกกฎหมาย ตรวจสอบไม่ให้มีการผลิตเกินหรือกักตุนแบบผิดปกติ
  • กลางทาง: ขนส่งและด่านชายแดน – กอ.รมน. จังหวัดและภาคสั่ง ปูพรมตรวจเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอ่อนไหว สกัดขบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนที่มักใช้รถบรรทุกหรือช่องทางลับ
  • ปลายทาง: สถานีบริการน้ำมัน – ส่งชุดตรวจสอบร่วมจากหน่วยงานต่างๆ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ป้องกันการกักตุนและขายผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังกำชับให้รายงานผลปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการได้ผลจริง ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ นะครับ พวกเราที่เติมน้ำมันทุกวัน คงโล่งใจถ้าวงจรไอ้โม่งพวกนี้ถูกตัดขาด เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน ผันผวนจากปัจจัยโลก แต่ถ้ามีการลักลอบออกนอก สต็อกในประเทศก็ขาด ส่งผลให้ราคาขึ้นอีก!

ปัญหาน้ำมันเถื่อนนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ มานานแล้ว โดยเฉพาะด่านชายแดนที่มีช่องโหว่ พวกขบวนการใหญ่ลักลอบส่งไปประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่า แล้วนำส่วนต่างมากำไรมหาศาล ประชาชนอย่างเราก็ต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทางทุกอย่าง มาตรการนี้จึงสำคัญมาก ช่วยรักษาเสถียรภาพระบบพลังงาน สร้างความโปร่งใส และป้องกันการเอาเปรียบ

ในมุมมองผมนะครับ มาตรการ “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าทำต่อเนื่องและลงโทษหนัก พวกโม่งคงถอยกรูด ช่วยให้ราคาน้ำมันนิ่งขึ้น ประชาชนประหยัดเงินได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ล่ะครับ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังบ่นเรื่องน้ำมันแพง ช่วยกันติดตามผลการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ด้วยนะครับ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริง!

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน

Scroll to top