รางวัลโนเบล

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

(ภาพจาก AFP PHOTO / NARGES MOHAMMADI FOUNDATION)

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล เป็นข่าวร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หลังจากนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรีชาวอิหร่านผู้นี้ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนจำชั่วคราวเนื่องจากสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก

นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 หรือ 10 พ.ค. 2026 ตามปฏิทินสากล นาร์เกส โมฮัมมาดี ได้รับการประกันตัวชั่วคราวและถูกย้ายจากโรงพยาบาลในเมืองซันจันไปยังโรงพยาบาลเตหะรานพาร์ส (Tehran Pars Hospital) ในกรุงเตหะราน ครอบครัวของเธอประกาศข่าวนี้ผ่านมูลนิธินาร์เกส ซึ่งบริหารโดยสมาชิกครอบครัว โดยระบุว่าเธอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ซันจันมานาน 10 วันก่อนหน้านี้ หลังจากอาการป่วยรุนแรง

การประกันตัวครั้งนี้ใช้หลักประกันในวงเงินสูงมาก โดยเป็นการ “ระงับการรับโทษชั่วคราว” เพื่อให้เธอได้รับการดูแลทางการแพทย์จากทีมแพทย์ส่วนตัว เธอถูกเคลื่อนย้ายด้วยรถพยาบาล และตอนนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในหัวใจของกรุงเตหะราน

สาเหตุที่ทำให้ นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

สุขภาพของนาร์เกส โมฮัมมาดีทรุดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพการคุมขังในเรือนจำอิหร่านที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ เธอถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2022 หลังจากเคลื่อนไหวต่อต้านการปราบปรามสิทธิสตรี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์มะห์ซา อะมินี ที่จุดชนวนการประท้วงทั่วประเทศ นาร์เกสได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2023 ขณะที่ยังถูกคุมขัง เพื่อยกย่องการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเสรีภาพในอิหร่าน

  • อาการป่วยหลัก: ภาวะหัวใจล้มเหลว, ปอดบวม, และปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆ จากการทรมานและขาดการดูแล
  • การเรียกร้องจากครอบครัว: ต้องการให้เธอได้รับการรักษาเต็มรูปแบบและไม่ถูกส่งกลับเรือนจำ
  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์: เข้าโรงพยาบาลซันจัน 10 วัน, ประกันตัว 10 พ.ค. 2569, ย้ายไปเตหะราน

นายตากี ราห์มานี สามีของนาร์เกส กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ชีวิตของนาร์เกสกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย การย้ายชั่วคราวไม่พอ เธอต้องไม่ถูกส่งกลับสภาพแวดล้อมที่ทำลายสุขภาพ” คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลของครอบครัวและนักเคลื่อนไหวทั่วโลก

ความสำคัญของนาร์เกส โมฮัมมาดี ในฐานะเจ้าของโนเบลสันติภาพ

นาร์เกส โมฮัมมาดี คือสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในอิหร่าน เธอเคยถูกตัดสินจำคุกนาน 30 ปี จากกิจกรรมต่อต้านกฎหมายฮิญาบบังคับและการละเมิดสิทธิมนุษยชน การได้รับโนเบลสันติภาพทำให้ชื่อเสียงของเธอดังกระฉ่อน แต่รัฐบาลอิหร่านก็ยิ่งกดดันหนักขึ้น กรณี นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล นี้ ชี้ให้เห็นปัญหาสิทธิมนุษยชนในอิหร่านที่ยังคงดำเนินต่อไป

องค์กรระหว่างประเทศอย่าง Amnesty International และ UN ได้เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธออย่างถาวร ข่าวนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์ออนไลน์ #FreeNarges เพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่าน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสุขภาพของนักโทษการเมืองอื่นๆ ในอิหร่านก็ย่ำแย่เช่นกัน สร้างความกังวลเรื่องการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปิดปากนักกิจกรรม

การที่ นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล เป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังไม่ใช่จุดจบ เราเห็นความหวังในพลังของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: กรณีนี้เน้นย้ำว่าสิทธิเสรีภาพต้องมาก่อนสุขภาพและชีวิตมนุษย์ รัฐบาลทุกแห่งควรเคารพรางวัลโนเบลและปล่อยนักกิจกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข

ที่มา – นาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของโนเบลสันติภาพ ได้ประกันตัว-ถูกส่งโรงพยาบาล

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ เมื่อศาลอิหร่านตัดสินโทษนางนาร์เกส โมฮัมมาดี วัย 53 ปี เพิ่มอีก 6 ปีในข้อหาชุมนุมและสมรู้ร่วมคิด บวก 1 ปีครึ่งในข้อหากิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้โทษจำคุกรวมของเธอพุ่งสูงถึง 44 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่าน โดยนาร์เกส โมฮัมมาดี เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2566 ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี โดยเฉพาะการคัดค้านกฎบังคับสวมฮิญาบ

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง: รายละเอียดคำพิพากษา

นายมุสตาฟา นิลี ทนายความของโมฮัมมาดี เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ว่าศาลในเมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดสินโทษดังกล่าว นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2 ปี และเนรเทศไปยังภูมิภาคคูสฟ์ 2 ปี

ประวัติการถูกจับกุมและโทษจำคุกของนาร์เกส โมฮัมมาดี

  • ก่อนหน้านี้จำคุกกว่า 10 ปี จากกิจกรรมต่อต้านรัฐ
  • ปี 2564: จำคุก 13 ปี ข้อหาโฆษณาชวนเชื่อและสมรู้ร่วมคิดต่อต้านความมั่นคง
  • ธันวาคม 2567: ปล่อยตัวชั่วคราว 3 สัปดาห์ด้วยเหตุผลสุขภาพ จากเรือนจำเอวิน
  • ธันวาคม 2568: จับกุมซ้ำขณะเข้าร่วมพิธีรำลึกนายคอสโรว์ อลิคอร์ดี ทนายความที่เสียชีวิตปริศนา

สามีของเธอ นายทากี ราห์มานี เผยว่า โมฮัมมาดีไม่ให้การแก้ต่างในศาล เพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมขาดความชอบธรรม เป็นเพียงการแสดงละครที่มีบทสรุปกำหนดไว้ล่วงหน้า ล่าสุดเธอถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ แต่ถูกส่งกลับศูนย์กักกันทันที และการสนทนาถูกตัดขาด

การประท้วงต่อต้านฮิญาบในอิหร่านปะทุตั้งแต่ปี 2565 หลังมาหซา อะมินี สาววัย 22 ปี เสียชีวิตจากการถูกจับกุมโดยตำรวจศีลธรรม โมฮัมมาดีเป็นหนึ่งในผู้นำที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎเหล็กนี้ สิทธิมนุษยชนนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะ Amnesty International และ Human Rights Watch ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอทันที

นอกจากนี้ รางวัลโนเบลสันติภาพของเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสตรีทั่วโลก ทำให้คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นการปิดปากนักกิจกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐบาลอิสลาม fundamentalist

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของโมฮัมมาดีจุดประกายให้สตรีอิหร่านกล้าลุกขึ้นต่อสู้ แม้ต้องแลกด้วยอิสรภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามเช่นนี้ยิ่งทำให้เสียงของเธอดังก้องทั่วโลก ชวนให้ผู้อ่านติดตามข่าวสิทธิมนุษยชนต่อไป และสนับสนุนแคมเปญเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมืองผ่านองค์กรนานาชาติ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น

ที่มา – อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ หลังฝ่ายค้านซิวโนเบล

เกิดอะไรขึ้นเมื่อเวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์? รัฐบาลเวเนซุเอลามีคำสั่งให้ปิดสถานทูตในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ หลังจากที่คณะกรรมการโนเบลได้ตัดสินใจเลือกผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นคู่ปรับทางการเมืองของผู้นำเวเนซุเอลา ให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่า พวกเขาจะทำการปิดสถานทูตของตนเองที่ตั้งอยู่ในกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันภายหลังจากที่นางมาเรีย โกรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้าน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอันทรงเกียรติ

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่มีการแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการได้รับรางวัลของนางมาชาโด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ระบุว่าการตัดสินใจที่จะปิดสถานทูตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านบริการในต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์ได้ยืนยันว่า ทางการเวเนซุเอลาได้ทำการปิดสถานทูตของตนเองในกรุงออสโลจริง โดยไม่ได้มีการให้เหตุผลใด ๆ เพิ่มเติม

คณะกรรมการโนเบลในกรุงออสโลได้ตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้กับนางมาชาโดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการยกย่อง “การทำงานอย่างไม่ย่อท้อในการส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตยแก่ประชาชนชาวเวเนซุเอลา” ในขณะที่นายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลา ได้เรียกนางมาชาโดว่าเป็น “แม่มดปิศาจ”

กระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์ได้แสดงความเสียใจต่อการปิดสถานทูตของเวเนซุเอลา โดยโฆษกหญิงของกระทรวงกล่าวว่า “แม้ว่าเราจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็น นอร์เวย์ยังคงต้องการที่จะเปิดการสนทนากับเวเนซุเอลา และจะยังคงทำงานไปในทิศทางนี้ต่อไป”

เธอกล่าวเสริมว่า การมอบรางวัลโนเบลเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาลนอร์เวย์

เป็นที่ทราบกันดีว่า นางมาชาโดได้เคลื่อนไหวต่อต้านนายนิโคลัส มาดูโรมาเป็นเวลานานหลายปี การปกครองเวเนซุเอลาในช่วง 12 ปีที่ผ่านมาของมาดูโรถูกมองว่าไม่ชอบธรรมโดยหลายประเทศ และนางมาชาโดถูกบีบให้ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเป็นส่วนใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมา

เวเนซุเอลาได้สั่งปิดสถานทูตในประเทศออสเตรเลียด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็ได้เปิดสถานทูตแห่งใหม่ในประเทศซิมบับเวและบูร์กินาฟาโซ ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาเรียกว่าเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการต่อสู้” กับ “แรงกดดันจากการครอบงำ”

การที่เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ ทั้งสองประเทศ เกิดขึ้นหลังจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างการากัสและวอชิงตันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือไปแล้วอย่างน้อย 4 ลำ ที่สหรัฐฯ อ้างว่าเป็นเรือที่บรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลาไปยังสหรัฐฯ และทำให้มีผู้เสียชีวิตบนเรืออย่างน้อย 21 คน ในขณะที่รัฐบาลของนายนิโคลัส มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด

เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์

การตัดสินใจของเวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศ และการเมืองภายในประเทศที่กำลังดำเนินอยู่

ทำไมเวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ

การที่เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์นั้นเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลาในอนาคต

แม้ว่าเหตุผลหลักที่รัฐบาลเวเนซุเอลาให้สำหรับการปิดสถานทูตในนอร์เวย์คือการปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านบริการในต่างประเทศ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการที่ผู้นำฝ่ายค้านได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐบาลของนายนิโคลัส มาดูโร

การปิดสถานทูตในนอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพและการแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ อาจส่งผลกระทบต่อความพยายามในการสร้างความเข้าใจและการหาทางออกร่วมกันในเวเนซุเอลา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่เวเนซุเอลาเผชิญอยู่ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและจากนานาชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับเวเนซุเอลา

ที่มา – เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ หลังผู้นำฝ่ายค้านซิวโนเบลสันติภาพ

3 นักเศรษฐศาสตร์ คว้าโนเบลสาขา นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

3 นักเศรษฐศาสตร์ผู้วิจัยเรื่อง “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ไปครอง พร้อมแบ่งเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศว่า ศ.โจเอล โมเคียร์, ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน และ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2025 (พ.ศ. 2568) ไปครอง จากการศึกษาว่า นวัตกรรมและพลังของ “การทำลายเชิงสร้างสรรค์” สามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานชีวิตทั่วโลกได้อย่างไร

งานวิจัยของพวกเขาอธิบายว่า เทคโนโลยีทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และวิธีการผลิตใหม่ ๆ ซึ่งเข้ามาแทนที่ของเก่าได้อย่างไร จนส่งผลให้เกิดมาตรฐานการครองชีพ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน ซึ่งเป็นผู้มอบรางวัล ระบุว่า นักวิชาการทั้งสามได้เป็น “ผู้บุกเบิก” ในการอธิบายเรื่อง “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

พวกเขายังแสดงให้เห็นว่าความก้าวหน้าดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีเหตุผล “ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไม่ใช่การเติบโต เป็นภาวะปกติของประวัติศาสตร์มนุษย์ส่วนใหญ่ งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเราต้องตระหนักถึงและต่อต้าน ภัยคุกคามต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

ด้านผู้ได้รับรางวัลเองก็เน้นย้ำถึงความท้าทายจาก นโยบายการค้า ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐบาลเขา ซึ่งบางคนมองว่าเป็นการโจมตี เสรีภาพทางวิชาการ

ศ.อาเกียน นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “เมฆดำ” กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางอุปสรรคต่อการค้าและการเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีชนวนมาจาก สงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ เขายังกล่าวด้วยว่า นวัตกรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว และการขัดขวางการผงาดขึ้นของบริษัทผูกขาดด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

ศ.อาเกียนยังเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ พัฒนานโยบายการแข่งขันที่เข้มงวด เพื่อจัดการกับการเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สุดท้ายอาจลงเอยด้วยการครอบงำทุกอย่าง จนยับยั้งการเข้ามาของผู้สร้างนวัตกรรมรายใหม่ที่มีศักยภาพ “เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้สร้างนวัตกรรมในวันนี้ จะไม่ไปบั่นทอนการเข้ามาและนวัตกรรมในอนาคต?”

ทั้งนี้ ศ.โจเอล โมเคียร์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้รับรางวัลครึ่งหนึ่งของเงินรางวัล 11 ล้านโครนสวีเดน (ราว 37.7 ล้านบาท) โดยส่วนที่เหลือแบ่งกันระหว่างนักวิชาการอีกสองคน ได้แก่ ศ.ฟิลิปป์ อาเกียน จากวิทยาลัยแห่งฝรั่งเศส กับ ศ.ปีเตอร์ ฮาวิตต์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์

ศ.โมเคียร์ นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชาวอเมริกัน-อิสราเอล แต่เกิดในเนเธอร์แลนด์ ได้รับรางวัลจากการวิจัยที่ระบุถึง ข้อกำหนดเบื้องต้น สำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนผ่าน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่วน ศ.อาเกียน กับ ศ.ฮาวิตต์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวแคนาดา ได้รับรางวัลร่วมกันจากการวิเคราะห์ว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างไร

3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

การประกาศรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2025 ให้กับนักเศรษฐศาสตร์ 3 ท่านที่ศึกษาเรื่อง นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน งานวิจัยของพวกท่านได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกที่นวัตกรรมผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก

แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์อาเกียนเตือนเกี่ยวกับ “เมฆดำ” ที่ก่อตัวขึ้นจากอุปสรรคทางการค้าและการเปิดกว้างนั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล การกีดกันทางการค้าและนโยบายที่ต่อต้านเสรีภาพทางวิชาการอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ความสำคัญของนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ได้หมายถึงแค่การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคมด้วย กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การปรับปรุงกระบวนการผลิต และการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าเดิม

ดังนั้น การส่งเสริม นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชากร การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทในการสนับสนุนนวัตกรรมในอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การจัดการกับการผงาดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่อาจผูกขาดตลาดก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สร้างนวัตกรรมรายใหม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

โดยสรุปแล้ว รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของ นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความท้าทายที่ต้องเผชิญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน เราควรตระหนักถึงภัยคุกคามต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องและร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น

ที่มา – 3 ผู้ศึกษาทฤษฎี “นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” คว้าโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2025

โนเบลยัน! ทรัมป์ล็อบบี้รางวัล ไม่มีผลต่อการตัดสิน

คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยืนยันว่า ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจะได้รับรางวัลนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของพวกเขาแต่อย่างใด โดยเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระและยึดถือคุณค่าของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสำคัญ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาว่า ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ จริงหรือไม่

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการรางวัลอันทรงเกียรตินี้ โดยเขาอ้างว่าสมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะสามารถยุติสงครามได้ถึง 6 ครั้ง แม้ว่าสงครามในกาซาและยูเครนที่เขากล่าวว่าจะคลี่คลายลง แต่ก็ยังคงดำเนินต่อไป

นายคริสเตียน แบร์ก ฮาร์ปวิเคน เลขาธิการคณะกรรมการโนเบล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทางคณะกรรมการรับทราบถึงความสนใจของสื่อที่มีต่อผู้สมัครบางราย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อการหารือภายในคณะกรรมการ

นายฮาร์ปวิเคนกล่าวว่า “การได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้รับรางวัลต่างหาก” ผู้ที่มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมีจำนวนมาก ได้แก่ สมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีจากทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงอดีตผู้ได้รับรางวัล และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งทำให้มีผู้ที่สามารถเสนอชื่อได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับรางวัลในปี 2025 ที่จะมีการประกาศในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ 338 รายและองค์กร ซึ่งรายชื่อจะถูกเก็บเป็นความลับนานถึง 50 ปี โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการตัดสินใจของคณะกรรมการจะยึดตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตามกระแสของสื่อมวลชน

รายงานระบุว่า ทรัมป์เคยพูดคุยเรื่องรางวัลสันติภาพกับนายเยนส์ สตอลเตนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการองค์การนาโต้ ระหว่างการโทรศัพท์หารือเรื่องภาษีเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม แต่กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ไม่ได้ยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องรางวัลโนเบล

แม้ว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลทั้ง 5 ท่านจะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภานอร์เวย์ แต่คณะกรรมการยืนยันว่าการตัดสินใจของพวกเขาเป็นอิสระจากการเมือง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2010 ที่คณะกรรมการไม่สนใจคำเตือนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และตัดสินใจมอบรางวัลให้กับหลิว เสี่ยวโป นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวจีน ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและนอร์เวย์ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โอกาสที่ทรัมป์จะได้รับรางวัลมีน้อยมาก ดร.ฮัลวาร์ด เลียรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันกิจการระหว่างประเทศนอร์เวย์ (NUPI) กล่าวว่า “แรงกดดันในลักษณะนี้มักจะให้ผลในทางตรงกันข้าม” หากคณะกรรมการมอบรางวัลให้กับทรัมป์ในตอนนี้ ก็จะถูกกล่าวหาว่ายอมจำนนต่อแรงกดดัน และละทิ้งความเป็นอิสระที่พวกเขาอ้างว่ายึดถือมาโดยตลอด

นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม นักประวัติศาสตร์โนเบล 3 คนยังได้เขียนบทความแสดงความเห็นว่า ทรัมป์ไม่ควรได้รับรางวัลนี้ โดยหนึ่งในเหตุผลคือการที่เขาชื่นชมวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งกำลังก่อสงครามในยูเครนต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี โดยบทความระบุว่า “สมาชิกคณะกรรมการโนเบลคงจะเสียสติไปแล้ว” หากจะมอบรางวัลให้แก่ทรัมป์

คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศและอิทธิพลของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่า ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ของคณะกรรมการ แต่การที่อดีตประธานาธิบดีให้ความสนใจกับรางวัลนี้อย่างมากก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของรางวัลในเวทีโลกได้เป็นอย่างดี

ทำไมคณะกรรมการโนเบลจึงยืนยันว่าความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ?

คณะกรรมการยืนยันความเป็นอิสระในการตัดสินใจ โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ความพยายามล็อบบี้หรือแรงกดดันจากภายนอกจึงไม่มีผลต่อการพิจารณา

การที่ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นกลางและความยุติธรรมในการมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ การตัดสินใจของคณะกรรมการฯ จะพิจารณาจากผลงานและความเหมาะสมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเท่านั้น

ดังนั้น การที่ทรัมป์พยายามผลักดันตัวเองให้ได้รับรางวัลโนเบล จึงไม่ได้ส่งผลต่อการพิจารณาของคณะกรรมการฯ แต่อย่างใด กรรมการยังคงยึดมั่นในหลักการและความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

ที่มา – คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

Scroll to top