คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยืนยันว่า ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจะได้รับรางวัลนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจของพวกเขาแต่อย่างใด โดยเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระและยึดถือคุณค่าของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสำคัญ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาว่า ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ จริงหรือไม่
นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการรางวัลอันทรงเกียรตินี้ โดยเขาอ้างว่าสมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะสามารถยุติสงครามได้ถึง 6 ครั้ง แม้ว่าสงครามในกาซาและยูเครนที่เขากล่าวว่าจะคลี่คลายลง แต่ก็ยังคงดำเนินต่อไป
นายคริสเตียน แบร์ก ฮาร์ปวิเคน เลขาธิการคณะกรรมการโนเบล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทางคณะกรรมการรับทราบถึงความสนใจของสื่อที่มีต่อผู้สมัครบางราย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อการหารือภายในคณะกรรมการ
นายฮาร์ปวิเคนกล่าวว่า “การได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้รับรางวัลต่างหาก” ผู้ที่มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมีจำนวนมาก ได้แก่ สมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีจากทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงอดีตผู้ได้รับรางวัล และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งทำให้มีผู้ที่สามารถเสนอชื่อได้เป็นจำนวนมาก
สำหรับรางวัลในปี 2025 ที่จะมีการประกาศในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ 338 รายและองค์กร ซึ่งรายชื่อจะถูกเก็บเป็นความลับนานถึง 50 ปี โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการตัดสินใจของคณะกรรมการจะยึดตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตามกระแสของสื่อมวลชน
รายงานระบุว่า ทรัมป์เคยพูดคุยเรื่องรางวัลสันติภาพกับนายเยนส์ สตอลเตนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการองค์การนาโต้ ระหว่างการโทรศัพท์หารือเรื่องภาษีเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม แต่กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ไม่ได้ยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องรางวัลโนเบล
แม้ว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลทั้ง 5 ท่านจะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภานอร์เวย์ แต่คณะกรรมการยืนยันว่าการตัดสินใจของพวกเขาเป็นอิสระจากการเมือง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2010 ที่คณะกรรมการไม่สนใจคำเตือนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และตัดสินใจมอบรางวัลให้กับหลิว เสี่ยวโป นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวจีน ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและนอร์เวย์ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โอกาสที่ทรัมป์จะได้รับรางวัลมีน้อยมาก ดร.ฮัลวาร์ด เลียรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันกิจการระหว่างประเทศนอร์เวย์ (NUPI) กล่าวว่า “แรงกดดันในลักษณะนี้มักจะให้ผลในทางตรงกันข้าม” หากคณะกรรมการมอบรางวัลให้กับทรัมป์ในตอนนี้ ก็จะถูกกล่าวหาว่ายอมจำนนต่อแรงกดดัน และละทิ้งความเป็นอิสระที่พวกเขาอ้างว่ายึดถือมาโดยตลอด
นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม นักประวัติศาสตร์โนเบล 3 คนยังได้เขียนบทความแสดงความเห็นว่า ทรัมป์ไม่ควรได้รับรางวัลนี้ โดยหนึ่งในเหตุผลคือการที่เขาชื่นชมวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งกำลังก่อสงครามในยูเครนต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี โดยบทความระบุว่า “สมาชิกคณะกรรมการโนเบลคงจะเสียสติไปแล้ว” หากจะมอบรางวัลให้แก่ทรัมป์
คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ
สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศและอิทธิพลของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แม้ว่า ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ ของคณะกรรมการ แต่การที่อดีตประธานาธิบดีให้ความสนใจกับรางวัลนี้อย่างมากก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของรางวัลในเวทีโลกได้เป็นอย่างดี
ทำไมคณะกรรมการโนเบลจึงยืนยันว่าความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ?
คณะกรรมการยืนยันความเป็นอิสระในการตัดสินใจ โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ความพยายามล็อบบี้หรือแรงกดดันจากภายนอกจึงไม่มีผลต่อการพิจารณา
การที่ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความเป็นกลางและความยุติธรรมในการมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ การตัดสินใจของคณะกรรมการฯ จะพิจารณาจากผลงานและความเหมาะสมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเท่านั้น
ดังนั้น การที่ทรัมป์พยายามผลักดันตัวเองให้ได้รับรางวัลโนเบล จึงไม่ได้ส่งผลต่อการพิจารณาของคณะกรรมการฯ แต่อย่างใด กรรมการยังคงยึดมั่นในหลักการและความเป็นอิสระในการตัดสินใจ
ที่มา – คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ


