ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในแวดวงกองทัพมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวที่สร้างความยินดีให้กับเหล่านายทหารผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาการรับราชการครับ

เจาะลึกรายละเอียด โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

การประกาศในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไป แต่เป็นการพระราชทานยศเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติให้แก่ข้าราชการทหารที่ทำคุณงามความดีและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยเสมอมา โดยทางกระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่นและสมควรได้รับการยกย่องให้ได้รับยศสูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษครับ

ทำไมถึงต้องมี โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย?

หลายคนอาจสงสัยว่าการพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษนั้นมีที่มาอย่างไร หลักการสำคัญคือการตอบแทนความเสียสละของทหารที่รับใช้ชาติอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในส่วนต่างๆ
  • เป็นการยกย่องความสำเร็จตลอดระยะเวลาการรับราชการ
  • สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพและประเทศชาติ

สำหรับรายชื่อทั้งหมดที่ได้รับการเลื่อนยศในครั้งนี้ ประกอบด้วยนายทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมรวมทั้งสิ้น 121 นาย โดยการเลื่อนยศเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญสำหรับพี่น้องทหารทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ครับ

ในฐานะประชาชน เราก็คงอดชื่นชมไม่ได้กับความก้าวหน้าของเหล่าทหารหาญที่ช่วยกันดูแลความมั่นคงของประเทศ การเลื่อนยศในลักษณะนี้เปรียบเสมือนรางวัลตอบแทนความเหนื่อยยากตลอดงานอาชีพครับ สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบรายชื่อหรืออ่านประกาศฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของราชกิจจานุเบกษาโดยตรง เพื่อความเป็นธรรมและข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่นะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 121 ราย

เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการเกิน 15 วัน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงข้าราชการไทย หลังจากที่มีการประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ย้ำเตือนให้ข้าราชการทุกคนต้องตระหนักถึงระเบียบวินัยและการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด เพราะตำแหน่งข้าราชการนั้นถือเป็นเกียรติยศที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

เปิดปมต้นเหตุ การเรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีของอดีตข้าราชการครูท่านหนึ่ง ซึ่งถูกต้นสังกัดสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 87 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 โดยความผิดหลักคือการละทิ้งหน้าที่การงานโดยขาดราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ของการเป็นครูอย่างร้ายแรง

ผลกระทบและข้อบังคับตามกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

เมื่อมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งไล่ออกจากราชการถึงที่สุด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 จึงนำมาสู่การทำเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อเรียกคืน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลทางระเบียบวินัย: การขาดงานโดยไม่แจ้งถือเป็นความผิดฉกรรจ์สำหรับข้าราชการ
  • ความชัดแจ้ง: กรณีนี้ยึดตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. 2549
  • การคืนเครื่องราชฯ: เป็นขั้นตอนปกติหากข้าราชการถูกไล่ออกเนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ความผิดในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสูญเสียเกียรติยศชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เคยได้รับพระราชทานมาด้วย ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่บรรดาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาควรนำไปปรับใช้ในการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่ออนาคตในอาชีพของตนเอง

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การรับราชการเป็นเรื่องของวินัยและความรับผิดชอบที่ต้องเดินคู่กันไปอย่างแยกไม่ได้ การรักษาระเบียบคือมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนพึงมี หากคุณเป็นข้าราชการ การศึกษาทำความเข้าใจในกฎระเบียบวินัยอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการปกป้องเกียรติยศและอนาคตของคุณเอง

ที่มา – เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยทุกคนต่างรู้สึกใจหายและโศกเศร้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้รับทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ภายหลังจากที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งถือเป็นข่าวเศร้าครั้งสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ โดยเนื้อหาของประกาศนั้นมีความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดการไว้ทุกข์และการแสดงความอาลัย

ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

การประกาศในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการไว้ทุกข์ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ และประชาชนได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญเกี่ยวกับ ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน ดังนี้ครับ

ข้อกำหนดและรายละเอียดการไว้ทุกข์

  • ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน
  • ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกท่านแต่งกายไว้ทุกข์เป็นเวลา 15 วัน
  • การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สำหรับภาคประชาชนและหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด แต่หลายคนก็พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพหรือชุดสีดำเพื่อเป็นการแสดงความเคารพรักและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติ ซึ่งการที่ ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทุกคนในยามที่ต้องเผชิญกับข่าวเศร้าเช่นนี้ครับ

ในนามของเว็บไซต์ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์การจากไปของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายเหลือคณานับ การปฏิบัติตามคำประกาศอย่างเคร่งครัดในช่วงเวลา 15 วันนี้ จึงถือเป็นสิ่งเล็กน้อยที่เราสามารถร่วมกันทำให้กับพระองค์ท่านได้ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อเจ้าฟ้าหญิงผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทยตลอดไปครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สิ้นพระชนม์ สั่งไว้ทุกข์ 15 วัน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ทรงคุณวุฒิ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการข้าราชการมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีประกาศสำคัญเกี่ยวกับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของสำนักงานศาลปกครองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยประกาศนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับบุคลากรทั้ง 4 ท่านที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานคดีปกครอง สำหรับรายละเอียดของผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีดังนี้ครับ:

รายละเอียดการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

  • นายอนันต์ คงเครือพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายสาทิตย์ วงศ์ชัย ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (พนักงานคดีปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นางสาววนัสนันท์ กาญจนผลิน ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)
  • นายรณกร ปิยะชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง (เจ้าหน้าที่ศาลปกครองทรงคุณวุฒิ)

ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการเสริมทัพทีมงานระดับบริหารระดับสูงให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักของศาลปกครองอย่างเต็มกำลังความสามารถ การที่บ้านเมืองมีข้าราชการที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์มาดำรงตำแหน่งระดับทรงคุณวุฒิเช่นนี้ ถือเป็นผลดีต่อประชาชนและกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างยิ่งครับ

เราในฐานะประชาชนคนไทย ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับการแต่งตั้งในครั้งนี้ หวังว่าท่านจะช่วยกันพัฒนางานด้านศาลปกครองให้รุดหน้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมสืบต่อไป หากใครต้องการติดตามรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาตามที่ได้แนบไว้ในข้อมูลต้นฉบับครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 4 ขรก.ฝ่ายศาลปกครอง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ

ปรับลดชั้นยศ พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร เป็น พ.อ.

รายละเอียดการปรับลดชั้นยศ พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร เป็น พ.อ.

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีประกาศสำคัญผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือเป็นข่าวด่วนที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับกรณีการปรับลดชั้นยศ พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร เป็น พ.อ. และให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์ โดยประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา

เหตุผลและที่มาของการ ปรับลดชั้นยศ พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร เป็น พ.อ.

การดำเนินการตามพระบรมราชโองการในครั้งนี้ เกิดขึ้นตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมถึงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ และพระราชบัญญัติยศทหาร การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งนั้น ถือเป็นการบริหารจัดการข้าราชการในพระองค์ตามระเบียบแบบแผนที่วางไว้อย่างชัดเจน

สาเหตุสำคัญของการทำเรื่องนี้คือการปรับเปลี่ยนอัตราตำแหน่งจากเดิมที่เคยครองยศพลตรี มาเป็นอัตราพันเอก โดยเป็นการเปลี่ยนผ่านในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์โดยตรง ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้:

  • ปรับลดชั้นยศจาก พลตรี เป็น พันเอก
  • โยกย้ายตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการประจำ สำนักงานรองผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ 2 ไปยังสำนักงานที่ 1
  • ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ประจำพระองค์

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ต้องมีการรายงานข่าวการ ปรับลดชั้นยศ พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร เป็น พ.อ. นั้นมีความสำคัญอย่างไร คำตอบคือเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสในการประกาศใช้กฎหมายและการกำกับดูแลข้าราชการในพระองค์ ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงนั้นมีการระบุวันและเวลามีผลย้อนหลังอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความถูกต้องตามระเบียบงานสารบรรณราชการ

สรุปแล้วเหตุการณ์นี้เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างภายในหน่วยงานทหารในพระองค์ตามปกติวิสัยของระเบียบปฏิบัติราชการครับ หากท่านผู้อ่านต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับราชกิจจานุเบกษา หรือความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ สามารถติดตามต่อได้ที่เว็บไซต์ทางการครับ

ที่มา – ปรับลดชั้นยศ “พล.ต.ศุภ์เมธิศ วีรกิตติสุนทร” เป็น พ.อ. และให้พ้นจากราชองครักษ์ฯ

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

นับเป็นข่าวดีและเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เมื่อล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เกี่ยวกับ ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกานี้ถือเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสบุคคลเหล่านั้นได้กลับตัวกลับใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในการเป็นพลเมืองดีเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป

รายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

สำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ตาม ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่:

  • ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในการควบคุมของทางราชการในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้
  • นักโทษเด็ดขาดจะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษา
  • หรือหากเป็นการจำคุกที่ยาวนาน ต้องได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่กรณีใดจะเป็นคุณมากกว่า
  • ต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษา และตุลาการศาลทหาร เพื่อความถูกต้องแม่นยำ

รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกันเพื่อดูแลและให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงให้โอกาสผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้กลับตัวใหม่ นี่คือบทพิสูจน์แห่งความเมตตาที่แผ่ไพศาล เพื่อให้ทุกคนได้มีความหวังและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นได้อีกครั้งครับ

ที่มา – “ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ข่าวดีสำหรับแวดวงกงการตำรวจไทย เมื่อล่าสุดทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่องในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย ถือเป็นความสำเร็จและรางวัลแห่งความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

รายละเอียดการประกาศในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

สำหรับการประกาศครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง โดยรายละเอียดระบุว่าเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความประพฤติดี และได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะเสมอมา จำนวนทั้งสิ้น 1,684 ราย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ การเลื่อนยศในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติยศแก่ตัวข้าราชการตำรวจเอง แต่ยังเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองต่อไป

หากท่านต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานยศ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เพื่อยืนยันข้อมูลความคืบหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท่านที่มีรายชื่อปรากฏในประกาศฉบับล่าสุดนี้

สรุปประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • เป็นการพระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรแก่ข้าราชการตำรวจที่มีความประพฤติดี
  • จำนวนผู้ได้รับพระราชทานยศรวมทั้งสิ้น 1,684 ราย
  • แสดงถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานรับใช้สังคม

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่สำคัญสำหรับองค์กรตำรวจ เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการให้บริการประชาชนและการรักษาความปลอดภัยในสังคมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการตำรวจทุกท่านที่ได้รับเกียรติในครั้งนี้ด้วยครับ

ที่มา – ในหลวงโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 1,684 ราย

ราชกิจจาฯ ประกาศคำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

ราชกิจจาฯ ประกาศคำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชน เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา เพื่อมุ่งหวังในการสกัดกั้นฟ้องปิดปาก ที่มักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะเป็นการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่ถูกฟ้องร้องจากพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม

สาเหตุหลักของการออกประกาศฉบับนี้ เนื่องมาจากความตั้งใจของศาลยุติธรรมที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการรักษาความยุติธรรม โดยต้องไม่ยอมให้มีการนำกระบวนพิจารณาของศาลไปใช้เป็นเครื่องมือที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานของกฎหมาย โดยเฉพาะการฟ้องคดีอาญาที่มุ่งหมายจะกลั่นแกล้งผู้อื่นเกินสมควร ซึ่งการจัดการเรื่องการสกัดกั้นฟ้องปิดปากจะช่วยคืนความเป็นธรรมให้แก่สังคมได้อย่างมาก

รายละเอียดการปฏิบัติเพื่อ สกัดกั้นฟ้องปิดปาก

คำแนะนำฉบับนี้ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนในข้อ 2 ถึงพฤติการณ์ที่ควรสงสัยว่าเป็นการฟ้องร้องโดยไม่สุจริต เช่น การฟ้องคดีที่มุ่งเน้นการข่มขู่ คุกคาม สร้างความเดือดร้อนให้จำเลย หรือการใช้ช่องทางกฎหมายกดดันให้จำเลยต้องยอมทำตามความประสงค์ของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงกรณีของการฟ้องคดีที่เกิดจากการรณรงค์เพื่อสาธารณะ ประโยชน์ส่วนรวม หรือการเปิดเผยข้อมูลการทุจริต ซึ่งบ่อยครั้งมักตกเป็นเหยื่อของการถูกฟ้องร้องเพื่อหวังผลให้ผู้ที่ออกมาเรียกร้องได้รับความเดือดร้อน

  • การฟ้องคดีเพื่อหวังผลกลั่นแกล้งจำเลยให้หมดกำลังใจ
  • การฟ้องในท้องที่ที่ไกลจากบ้านจำเลยเกินความจำเป็น
  • การฟ้องซ้ำซากหลายคดีจากมูลเหตุเดียวกันเพื่อสร้างภาระแก่จำเลย

ศาลได้ให้อำนาจผู้พิพากษาอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและกลั่นกรองคำฟ้อง หากพบว่ามีเจตนาไม่สุจริต ศาลสามารถสั่งไต่สวนหรือสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่จำเลยและลดปริมาณคดีที่ไม่จำเป็นในศาล โดยถือเป็นก้าวสำคัญของศาลฎีกาในการปรับปรุงกระบวนการให้เท่าทันต่อสถานการณ์การฟ้องคดีที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้คนในสังคม

สรุปมุมมองในฐานะพลเมือง: การที่สถาบันศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายมาควบคุมเรื่องนี้ นับเป็นทิศทางที่ดีอย่างยิ่งครับ เพราะการฟ้องปิดปากไม่เพียงแต่จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรของรัฐ แต่อาจนำไปสู่การสูญเสียกำลังใจของภาคประชาชนที่ทำความดีเพื่อสังคม หวังว่าแนวปฏิบัตินี้จะถูกนำไปใช้จริงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ คำแนะนำประธานศาลฎีกา สกัดกั้นฟ้องปิดปาก การฟ้องคดีอาญา

พระราชทานยศ ร.ต.ต. เป็นกรณีพิเศษ 79 ตร. เกษียณปี 69

เชื่อว่าข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีและสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวข้าราชการตำรวจเป็นอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ ร.ต.ต. เป็นกรณีพิเศษ 79 ตร.ชั้นประทวนยศดาบตำรวจ เกษียณอายุราชการปี 69 เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะมาตลอดชีวิตการทำงาน

เกียรติยศแห่งความสำเร็จ: พระราชทานยศ ร.ต.ต. เป็นกรณีพิเศษ 79 ตร.ชั้นประทวนยศดาบตำรวจ เกษียณอายุราชการปี 69

การได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ ถือเป็นขวัญและกำลังใจสำคัญให้กับเหล่าดาบตำรวจที่รับราชการมาอย่างยาวนานและกำลังจะถึงกำหนดเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2569 นี้ หลายท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพิทักษ์สันติราษฎร์และดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมมาตลอดชีวิตการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

รายละเอียดการประกาศ พระราชทานยศ ร.ต.ต. เป็นกรณีพิเศษ 79 ตร.ชั้นประทวนยศดาบตำรวจ เกษียณอายุราชการปี 69

สำหรับรายชื่อข้าราชการตำรวจชั้นประทวนยศดาบตำรวจที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจตรี จำนวน 79 รายนั้น ประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ผู้มีประวัติความประพฤติดีเยี่ยม โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • กลุ่มข้าราชการตำรวจชายที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการปฏิบัติหน้าที่
  • กลุ่มข้าราชการตำรวจหญิงที่ได้รับยศร้อยตำรวจตรีหญิง เพื่อเป็นเกียรติยศก่อนก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ
  • ทุกรายได้รับการอนุมัติยศอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นของขวัญสำหรับตัวตำรวจเอง แต่ยังเป็นความปลาบปลื้มใจให้กับครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการรับใช้ประเทศชาติมาโดยตลอดระยะเวลาการรับราชการที่ยาวนาน

ทางทีมงานขอแสดงความยินดีกับวีรบุรุษผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทุกท่านที่ได้รับเกียรติยศอันสูงส่งนี้ การเกษียณอายุราชการเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในวัยเกษียณ และขอขอบคุณที่ได้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจนเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในครั้งนี้ครับ

ที่มา – พระราชทานยศ ร.ต.ต. เป็นกรณีพิเศษ 79 ตร.ชั้นประทวนยศดาบตำรวจ เกษียณอายุราชการปี 69

Scroll to top