ราชกิจจานุเบกษาวันนี้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจ

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการสำคัญที่ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรนอกราชการให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ สะท้อนถึงพระราชประเพณีและการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการถวายความปลอดภัย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

พระบรมราชโองการนี้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 7 และ 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 มาตรา 4 5 และ 6 แห่งพระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2494 และข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในราชสำนัก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ถวายความปลอดภัยจำนวน 4 นาย ดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

  • นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก: พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์ ซึ่งเป็นนายทหารระดับสูงจากกองทัพบกที่มีประสบการณ์ยาวนานในการปฏิบัติหน้าที่
  • นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ:
    • พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา ผู้มีผลงานโดดเด่นในกองทัพเรือ
    • พลเรือตรี ขวัญชัย ขำสม นายทหารเรืออีกท่านที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศนี้
  • นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร: พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจที่มีความสามารถในการรักษาความปลอดภัย

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 และประกาศ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ความหมายและความสำคัญของตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ

ราชองครักษ์พิเศษเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติ สูงสุดในการถวายความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมักเป็นนายทหารนายตำรวจอาวุโสที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานบุคลากรจากกองทัพบก กองทัพเรือ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบราชองครักษ์

ในอดีต ตำแหน่งนี้เคยมอบให้กับนายทหารนายตำรวจที่มีผลงานยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่คัดเลือกจากผู้มีประวัติการรับใช้ชาติอย่างยาวนาน พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์ มีประสบการณ์ในหน่วยสำคัญของทบ. ส่วนพลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา และพลเรือตรี ขวัญชัย ขำสม ก็มีบทบาทในกองทัพเรือที่โดดเด่น ขณะที่พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ เป็นที่รู้จักในวงการตำรวจจากผลงานด้านความมั่นคง

การเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา (ดาวน์โหลดเอกสาร) ทำให้ประชาชนทราบถึงพระราชกรณียกิจนี้อย่างเป็นทางการ สร้างความสามัคคีและความจงรักภักดีในหมู่ข้าราชการทหารตำรวจ

นอกจากนี้ การแต่งตั้งยังสอดคล้องกับระเบียบที่กำหนดคุณสมบัติอย่างเคร่งครัด เช่น อายุ เกียรติยศ และประสบการณ์ ซึ่งช่วยให้ราชสำนักมีทีมงานที่ไว้ใจได้ในสถานการณ์ต่างๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ ครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของพระราชประเพณีไทย และความมั่นใจในบุคลากรไทย หากคุณสนใจข่าวสารราชการและการเมือง ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้เลย!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 3 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 1 นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 ราชองครักษ์พิเศษ พ้นหน้าที่

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ เป็นข่าวสำคัญที่เพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เรียกความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก เพราะเกี่ยวข้องกับบุคลากรที่รับผิดชอบถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง วันนี้เราจะมาอ่านรายละเอียดกันแบบเป็นกันเอง พร้อมอธิบายความหมายและที่มาของเรื่องนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ

โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 บนเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เอกสารฉบับเต็ม ระบุชัดเจนว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษทั้ง 2 นาย พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 7 และ 11 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 รวมถึงข้อ 6 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559

การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 และประกาศ ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ระบุไว้ในประกาศ แต่โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งราชองครักษ์มักเกิดจากการเกษียณอายุ เปลี่ยนหน้าที่ หรือเหตุผลอื่นที่เหมาะสมตามระบบราชการทหาร

รายชื่อนายทหารที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

  • พลเอก สมชาย เพ็งกรูด ท่านนี้เป็นนายทหารอาวุโสที่มีประวัติการรับราชการยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพบกและมีบทบาทในการถวายบริการราชองครักษ์มาอย่างดี
  • พลโท วิรัชช์ กมลศิลป์ อีกท่านหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการถวายความปลอดภัย เคยผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานพิเศษหลายแห่ง

ทั้งสองท่านนี้เป็นราชองครักษ์พิเศษ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในระบบราชองครักษ์ รับผิดชอบการคุ้มกันใกล้ชิดและการจัดกำลังรักษาความปลอดภัยในพระราชพิธีต่าง ๆ

ราชองครักษ์พิเศษคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

ราชองครักษ์เป็นสถาบันโบราณที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พ.ศ. 2480 กำหนดให้มีราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่และราชองครักษ์ ซึ่งแบ่งเป็นราชองครักษ์ชั้นเอก โท ตรี และพิเศษสำหรับนายทหารชั้นนายพล หน้าที่หลักคือถวายพระเกียรติยศ ถวายความปลอดภัย และเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือการเสด็จพระราชดำเนินต่างจังหวัด

ในยุคสมัยใหม่ ราชองครักษ์พิเศษต้องผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวด มีคุณสมบัติสูงทั้งทางทหารและจริยธรรม เพื่อให้มั่นใจในความภักดีและความสามารถ การที่โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนบุคลากร เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความหมายของการเปลี่ยนแปลงนี้

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่การประกาศเช่นนี้แสดงถึงความโปร่งใสในระบบราชการไทย ประชาชนสามารถติดตามได้ผ่านราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นช่องทางอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างกำลังพลในหน่วยถวายความปลอดภัยให้ทันสมัย โดยอาจนำนายทหารรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การพ้นหน้าที่ของราชองครักษ์มักนำไปสู่การมอบหมายหน้าที่ใหม่ เช่น เป็นที่ปรึกษากองทัพ หรือตำแหน่งบริหารอื่น ๆ ดังนั้นทั้งพลเอก สมชาย และพลโท วิรัชช์ คงยังมีบทบาทรับใช้ชาติต่อไป

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องราชประเพณีและข่าวสารราชการ สามารถติดตามราชกิจจานุเบกษา ได้ทุกวัน หรือกดติดตามเพจเรารับข่าวอัปเดตทันใจ การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้ช่วยย้ำเตือนถึงความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรารัก ในความเห็นส่วนตัว การหมุนเวียนแบบนี้เป็นกลไกที่ดี ทำให้ระบบสดชื่นและมีพลังตลอดเวลา

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ 2 นายทหารราชองครักษ์พิเศษ พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตพลังงาน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่ที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่กำลังรุมเร้าประเทศเรา ราคาน้ำมันพุ่ง ไฟฟ้าแพง เกษตรกรและ SME ลำบากกันถ้วนหน้า พ.ร.ก.ฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือจัดการปัญหาได้ทันท่วงที

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2566 (ตามเนื้อหา) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2566 วงเงินสูงถึง 400,000 ล้านบาท! พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่ง สถานการณ์โควิดที่กระทบห่วงโซ่อุปทาน และการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงของไทย ทำให้ค่าครองชีพพุ่งกระฉูด โดยเฉพาะประชาชนชายขอบ เกษตรกรที่ใช้น้ำมันดีเซลเยอะ และผู้ประกอบการโรงงานที่ไฟฟ้าแพง

วัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

มาตรา 3 ให้กระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 30 ก.ย. 2567 เพื่อ:

  • ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน เช่น อุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟ
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากฟอสซิลสู่พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน พัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

เงินกู้ต้องใช้ตามแผนที่ ครม. อนุมัติเท่านั้น ห้ามใช้ผิดวัตถุประสงค์!

กลไกการบริหารจัดการเงินกู้

มีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง หน้าที่กลั่นกรองโครงการ กำกับดูแล รายงานทุก 3 เดือน และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะจัดการกู้-เบิก-ชำระ ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ ครม. สามารถปรับวงเงินย่อยได้แต่รวมไม่เกิน 4 แสนล้าน

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังต้องรายงานรัฐสภาทุกปี เรื่องการกู้ ผลลัพธ์ และประโยชน์ที่ได้รับ ถือเป็นมาตรการที่รัดกุมดีมาก

ความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

พ.ร.ก.นี้ไม่ใช่แค่กู้เงิน แต่เป็นการลงทุนอนาคต ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอย สร้างโอกาสงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพานำเข้า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ สอดคล้อง BCG Economy ที่รัฐผลักดัน ถ้าทำสำเร็จ ไทยจะก้าวสู่พลังงานยั่งยืนได้เร็วขึ้น

แต่ก็ต้องระวังเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รัฐต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้ภาระตกทับประชาชนในอนาคต

สรุปแล้ว ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน นี้เป็นข่าวดีที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันทีและวางรากฐานระยะยาว คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานได้จริงไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ สนับสนุนให้ติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

ราชกิจจาฯ เลื่อน เดียร์ ขัตติยา เป็น ส.ส. เพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากแวดวงรัฐสภา ที่หลายคนกำลังจับตามอง นั่นคือ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทย และอาจส่งผลต่อสมดุลย์ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลยนะครับ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) เรื่องการเลื่อนลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 3 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ส่งผลให้ตำแหน่งว่างลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

จากนั้น อาศัยมาตรา 105 (2) สภาฯ จึงประกาศเลื่อน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดียร์ ขัตติยา” ซึ่งอยู่ในลำดับถัดไป ขึ้นมาเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อแทน ประกาศลงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่คือขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ “เดียร์” ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ใครคือ “เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล” และบทบาทในพรรคเพื่อไทย

“เดียร์ ขัตติยา” เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์ในแวดวงการเมืองและสังคม เธอเคยลงสมัครในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ และได้รับความไว้วางใจจากพรรค การเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มทีม ส.ส. ของเพื่อไทย ซึ่งกำลังต้องการกำลังใจใหม่ๆ หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ในสภา

เหตุผลที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ลาออก

นายสุริยะ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 3 ของเพื่อไทย ที่ได้รับเลือกตั้งตามประกาศกกต. วันที่ 4 มีนาคม 2567 แต่เขาเลือกที่จะลาออก สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน อาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือกลยุทธ์ของพรรค แต่สิ่งนี้ทำให้เกิดการเลื่อนลำดับตามระบบ ทำให้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” อย่างรวดเร็ว

  • วันที่ 4 มี.ค. 2567: ประกาศผลเลือกตั้ง สุริยะ ได้เป็น ส.ส.
  • 29 เม.ย. 2567: สุริยะ ลาออก สมาชิกภาพสิ้นสุด
  • 30 เม.ย. 2567: ประกาศเลื่อน เดียร์ ขัตติยา
  • 2 พ.ค. 2567: เผยแพร่ในราชกิจจาฯ

ผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยและการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วมีนัยสำคัญ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคใหญ่ ต้องรักษาจำนวน ส.ส. ให้ครบเพื่อความเข้มแข็งในการโหวตกฎหมายสำคัญๆ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ “เดียร์ ขัตติยา” ที่ขึ้นมาใหม่ น่าจะนำมุมมองสดใหม่มาสู่สภา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเยาวชนและสตรี ซึ่งเป็นจุดแข็งของเธอ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของกระบวนการที่โปร่งใสตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ประหยัดเวลาและงบประมาณ หากเกิดกรณีแบบนี้บ่อยๆ อาจเห็นการหมุนเวียน ส.ส.บัญชีรายชื่อมากขึ้น

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่า ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ” เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นพรรคเพื่อไทยยังมีบุคลากรสำรองคุณภาพ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบอัปเดต รีบติดตามบล็อกเราไว้เลยนะครับ! แสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

ข้อมูลนี้ช่วยให้คุณเข้าใจบริบทการเมืองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยสิ!

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “เดียร์ ขัตติยา” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน “สุริยะ”

โปรดเกล้าฯ รับโอน ธนพงศ์ พลกนิษฐ เป็นนายทหารพิเศษ พล.อ.ต.

วันนี้เรามีข่าวสำคัญในวงการทหารที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายๆ คน นั่นคือ โปรดเกล้าฯ รับโอน “ธนพงศ์ พลกนิษฐ” เป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษ พระราชทานยศ พล.อ.ต. ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เป็นพระราชโองการที่แสดงถึงการปรับโครงสร้างกำลังพลชั้นนำเพื่อถวายงานในพระองค์อย่างใกล้ชิด

โปรดเกล้าฯ รับโอน “ธนพงศ์ พลกนิษฐ” เป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษ พระราชทานยศ พล.อ.ต.

พระบรมราชโองการนี้ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติยศทหาร พ.ศ. 2479 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รับโอน นาวาอากาศเอก ธนพงศ์ พลกนิษฐ จากตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย (อัตรานาวาอากาศเอกพิเศษ) มาปฏิบัติราชการในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์

หลังจากนั้น แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (อัตรา พลอากาศตรี) และที่สำคัญคือพระราชทานยศเป็นพลอากาศตรี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 เป็นต้นไป การโอนย้ายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความสามารถและความภักดีของนายทหารท่านนี้

ประวัติและผลงานของ นาวาอากาศเอก ธนพงศ์ พลกนิษฐ

ธนพงศ์ พลกนิษฐ เป็นนายทหารอาชีพจากกองทัพอากาศที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น ผู้บัญชาการกองบิน ฯลฯ ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการพัฒนานายทหารรุ่นใหม่ของชาติ

  • จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
  • เคยรับใช้ในหน่วยบินรบและการฝึกทหาร
  • มีส่วนในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกที่ทันสมัย
  • ได้รับรางวัลและเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายครั้ง

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ จึงเหมาะสมที่จะรับผิดชอบภารกิจที่ละเอียดอ่อนในหน่วยรักษาพระองค์

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ คืออะไร

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (นบค.ป.ร.) เป็นหน่วยทหารชั้นนำที่รับผิดชอบการถวายความปลอดภัยแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชวงศ์ โดยมีบุคลากรที่คัดเลือกมาอย่างดี มีการฝึกฝนพิเศษทั้งด้านยุทธวิธี การข่าว และเทคโนโลยีสมัยใหม่

  • ปฏิบัติการพิเศษ: ภารกิจลับและเร่งด่วน
  • รักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด
  • ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ
  • ใช้ยุทโธปกรณ์ชั้นนำ

การที่ โปรดเกล้าฯ รับโอน “ธนพงศ์ พลกนิษฐ” เป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษ พระราชทานยศ พล.อ.ต. จึงช่วยเสริมศักยภาพให้หน่วยนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความหมายของการพระราชทานยศ พลอากาศตรี

ยศพลอากาศตรี (พล.อ.ต.) เป็นยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง เทียบเท่ากับพันเอกในกองทัพบก จากเดิมที่ท่านมีอัตรานาวาอากาศเอกพิเศษ การพระราชทานยศนี้ไม่เพียงยกสถานะ แต่ยังเป็นเกียรติยศสูงสุด แสดงถึงพระราชวินิจฉัยที่มั่นใจในความสามารถ

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ราชอาณาจักรต้องการความมั่นคงสูงสุด โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยพระองค์ การโอนนายทหารชำนาญการจากกองทัพไทยมาปฏิบัติงานใกล้ชิดยิ่งแสดงถึงการบูรณาการกำลังทหารทั้งสามเหล่าทัพเพื่อพระราชดำริ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างให้กับนายทหารรุ่นใหม่ในการอุทิศตนรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์อย่างสุดหัวใจ หากคุณสนใจข่าวสารด้านการเมืองและทหาร ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยนะครับ!

สุดท้ายแล้ว โปรดเกล้าฯ รับโอน “ธนพงศ์ พลกนิษฐ” เป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษ พระราชทานยศ พล.อ.ต. ถือเป็นข่าวดีที่ย้ำถึงความต่อเนื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการกำกับดูแลกองทัพ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ รับโอน “ธนพงศ์ พลกนิษฐ” เป็นนายทหารปฏิบัติการพิเศษ พระราชทานยศ พล.อ.ต.

ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! มีข่าวดีมาบอกสำหรับพี่น้องที่ใช้รถใช้น้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถตู้ สายตรงราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เรื่อง ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น ลงถึง 5.00 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พรุ่งนี้ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นับเป็นมาตรการช่วยเหลือที่มาถูกเวลาจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ประกาศนี้ยกเลิกคำสั่งเก่าเมื่อ 8 เมษายน 2569 และกำหนดการปรับลดใหม่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • ระยะที่ 1: 24 เมษายน 2569 – 9 พฤษภาคม 2569 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร สำหรับทุกประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ได้แก่ บี 0, บี 7 ธรรมดา, และ บี 20
  • ระยะที่ 2: 10 พฤษภาคม 2569 – 19 พฤษภาคม 2569 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร สำหรับประเภทเดียวกัน

หมายความว่าราคาต้นทุนที่โรงกลั่นจะถูกลงทันที สถานีบริการน้ำมันต่างๆ คาดว่าจะปรับราคาขายปลีกตามไปด้วยในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ ที่เติมดีเซลบ่อยๆ เตรียมตัวเซฟเงินได้เลย!

สาเหตุที่นำไปสู่การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ตามประกาศระบุชัดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงผันผวนรุนแรง สะเทือนถึงราคาภายในประเทศ กบง. จึงมีมติในที่ประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อ 23 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการนี้ทันที อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดฯ และคำสั่งนายกฯ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

การ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น แบบนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยคนขับรถส่วนบุคคลนะครับ แต่ยังกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ถูกลง ส่งผลให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นไม่พุ่งสูงเกินไป โดยเฉพาะดีเซล B7 และ B20 ที่เป็นที่นิยมในรถบรรทุกและรถเกษตร ปัจจุบันราคาดีเซล B7 อยู่ราว 32-34 บาท/ลิตร ถ้าปรับลดเต็มที่ อาจเหลือ 27-29 บาท/ลิตร ช่วยประหยัดมหาศาลสำหรับคนใช้เยอะ

ผลกระทบและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

นอกจากช่วยลดภาระค่าขนส่งแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐยังติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ถ้าความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาอาจลดลงต่อเนื่องก็ได้ครับ แต่ตอนนี้เรามาโฟกัสที่ประโยชน์ก่อน อย่างเช่น

  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์: ลดต้นทุนน้ำมันได้ 5 บาท/ลิตร ช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • เกษตรกร: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 จะถูกลง
  • ประชาชนทั่วไป: ค่ารถโดยสาร รถตู้ รถเมล์ อาจปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกจริงๆ ขึ้นกับผู้ค้าน้ำมันด้วยนะครับ แนะนำให้เช็คที่ปั๊มใกล้บ้านหรือแอปพลิเคชันติดตามราคาน้ำมันประจำวัน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าการ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น นี้ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เยอะเลย สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีเคล็ดลับเซฟน้ำมันดีเซล หรืออยากอัพเดทราคาล่าสุด แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่อข่าวสารพลังงานอัพเดททุกวันนะ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5.00 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

ประกาศ สส.ใหม่ ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ ภูมิใจไทย

ประกาศให้ “ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ หลัง 4 รมต.ภูมิใจไทย ลาออก เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ ทำให้แฟนข่าวการเมืองต้องจับตามองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยกันอย่างใกล้ชิด

ประกาศให้ “ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ หลัง 4 รมต.ภูมิใจไทย ลาออก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมี 4 รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไปรับผิดชอบตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ รายชื่อรัฐมนตรีที่ลาออก ได้แก่ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี, นายวราวุธ ศิลปอาชา และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ การลาออกนี้ทำให้ตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อว่างลงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

รายละเอียดประกาศแต่ละฉบับ

เริ่มจากกรณีของนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งมีชื่ออยู่ในลำดับที่ 10 ของบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เธอยื่นหนังสือลาออกจาก สส. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามเอกสาร) ทำให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ชารัมย์ ลงนามประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ให้ นายปิติ ปิตุเตชะ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 21 เลื่อนขึ้นมาแทน ประกาศนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่

ส่วนนางสาวศุภมาส อิศรภักดี ลาออกวันที่ 16 เมษายน 2567 ทำให้ นายพงศกร อรรณนพพร ลำดับที่ 23 เลื่อนขึ้นมาแทน ดูรายละเอียดฉบับเต็ม

นายวราวุธ ศิลปอาชา ก็ลาออกวันเดียวกัน ทำให้ นายพิบูลย์ รัชกิจประการ ลำดับที่ 22 ได้รับการเลื่อนชั้นอ่านฉบับเต็ม

และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลาออกวันที่ 17 เมษายน 2567 ส่งผลให้ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ลำดับที่ 24 กลายเป็น สส.คนใหม่อ่านฉบับเต็ม

ความหมายต่อพรรคภูมิใจไทยและการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยที่ส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ทำให้พรรคมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลผสม ผู้ที่เลื่อนขึ้นมาใหม่ทั้ง 4 คน ล้วนเป็นสมาชิกพรรคที่มีประสบการณ์และความสามารถ นายปิติ ปิตุเตชะ เคยมีบทบาทในด้านนโยบายเศรษฐกิจ นายพงศกร อรรณนพพร เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นายพิบูลย์ รัชกิจประการ มีพื้นฐานจากภาคธุรกิจ และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ที่มีชื่อเสียงจากกิจกรรมสังคม

  • ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในสภา
  • รักษาสมดุลย์อำนาจระหว่าง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ
  • เปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่มีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย

ในมุมมองของนักการเมือง การเคลื่อนไหวนี้อาจส่งผลต่อการโหวตวาระสำคัญในสภา โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่พรรคภูมิใจไทยผลักดัน เช่น พรบ.คู่แข่งที่เป็นธรรม หรือนโยบายเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใสตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 และ 105

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวแบบนี้ช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบรัฐสภาไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งหลังเลือกตั้งใหญ่ หากคุณสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามอัปเดตเพิ่มเติม เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้อาจนำไปสู่เหตุการณ์ใหญ่ได้

คุณคิดอย่างไรกับการประกาศให้ “ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ หลัง 4 รมต.ภูมิใจไทย ลาออก? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – ประกาศให้ “ปิติ-พงศกร-พิบูลย์-ศิริวรรณ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ หลัง 4 รมต.ภูมิใจไทย ลาออก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

ในวันที่ 16 เมษายน 2569 เกิดเหตุการณ์น่าภาคภูมิใจของเหล่าทหารไทย เมื่อ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละและอดทนในการสนับสนุนกองกำลังสหประชาชาติ ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เหรียญอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่แสดงถึงความกล้าหาญและการอุทิศตนเพื่อสันติภาพโลก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศเรื่องพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ข้าราชการทหาร 8 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานนายทหารติดต่อประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองกำลังสหประชาชาติ ด้วยความเสียสละ อดทน และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานมิตรประเทศ การได้รับพระราชทานเหรียญนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติยศส่วนตัว แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

รายชื่อทหารไทยผู้รับพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิ

  • 1. พันโท กิตติคุณ สุขสุทธิ
  • 2. จ่าสิบเอก สุรศักดิ์ ศุทธวีร์กิตต์
  • 3. จ่าสิบเอก สุริโย สุขจันทร์
  • 4. จ่าสิบโท ธนพล ปราบไพริน
  • 5. สิบเอก ศตวรรษ กลมกล่อม
  • 6. สิบเอก ณัฐวุฒิ งามวงศ์ธรรม
  • 7. สิบเอก สิริวัฒน์ เชื้อวงษ์
  • 8. สิบเอก ชมาดล วิริวัฒน์

ประกาศนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 และประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ความสำคัญของเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี

เหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลีเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่พระราชทานแก่ผู้มีคุณงามความดีในการรบหรือปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเกาหลี สงครามเกาหลีครั้งนั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 โดยไทยส่งทหารเข้าร่วมกองกำลังสหประชาชาติภายใต้คำสั่งของสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการรุกรานจากเกาหลีเหนือ ทหารไทยกว่า 6,000 นายได้เข้าร่วมภารกิจนี้ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะชาติที่รักสันติภาพและยืนหยัดเคียงข้างมิตรประเทศ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 70 ปี แต่การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับอย่างเป็นทางการต่อความเสียสละของทหารไทยที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายทหารติดต่อประจำกองบัญชาการสหประชาชาติ การทำงานในกรุงโซลไม่ใช่แค่การประสานงาน แต่รวมถึงการสร้างเครือข่ายความมั่นคงและความสัมพันธ์ทางการทูตที่แข็งแกร่งกับสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และชาติพันธมิตรอื่นๆ

บทบาทของทหารไทยในกองกำลังสหประชาชาติ

ทหารไทยที่ได้รับพระราชทานเหรียญเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของนักรบไทย คือ ความเสียสละ อดทน และความเป็นมืออาชีพ พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในต่างแดน ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่นานาชาติในการรักษาสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับมิตรประเทศไม่เพียงช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการเจรจาความมั่นคงระดับภูมิภาค

ประวัติศาสตร์ไทยในสงครามเกาหลีคือหนึ่งในหน้าสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติ สมเด็จพระบรมนาถบพิตรเคยเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมทหารไทยที่เกาหลี และทรงพระราชทานกำลังใจแก่เหล่าทหาร การพระราชทานเหรียญในสมัยรัชกาลปัจจุบันจึงเป็นการสานต่อพระราชปณิธานในการเชิดชูเกียรติทหารไทย

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของการอุทิศตนเพื่อชาติและสันติภาพโลก ทหารไทยทุกยุคทุกสมัยล้วนเป็นแบบอย่างของความจงรักภักดีและความกล้าหาญ

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย ไม่เพียงเป็นเกียรติยศ แต่ยังจุดประกายให้เยาวชนไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์ทหารไทยมากขึ้น ชวนให้ทุกท่านศึกษาประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีและบทบาทของไทย เพื่อความภาคภูมิใจในชาติ ติดตามข่าวพระราชกรณียกิจและเกียรติยศทหารไทยเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาและสื่อข่าวชั้นนำ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิกรณีสงครามเกาหลี 8 ทหารไทย

Scroll to top