ราชกิจจานุเบกษา 2568

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 มีข่าวสำคัญที่สร้างความสนใจในวงการทหารและสังคมไทย เมื่อ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่โปรดเกล้าฯ ลงมาเนื่องจากพันตรีหญิงสุปรียาถูกต้องหาคดีอาญาและหลบหนีไป

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ทหารหญิงพ้นราชการสังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากต้องหาคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นที่พันตรีหญิงสุปรียาได้รับไว้ก่อนหน้านี้ ได้แก่

  • ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
  • จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
  • เหรียญจักรมาลา

การเรียกคืนนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ข้อ 6 และ 7 (8) โดยพันตรีหญิงสุปรียาถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศที่เกี่ยวข้องแล้ว

รายละเอียดโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ประกาศลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การถอดยศทหารในกรณีนี้ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด เพื่อรักษาวินัยและเกียรติยศของกองทัพไทย ผู้ที่ถูกถอดยศจะสูญเสียสิทธิประโยชน์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับยศทหาร รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ

คดีของพันตรีหญิงสุปรียา เย็นฉ่ำ ยังคงเป็นที่ติดตาม เนื่องจากเป็นตัวอย่างของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นบุคคลในเครื่องแบบทหารก็ตาม ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายกันหลายครั้งที่ทหารชั้นผู้ใหญ่ถูกถอดยศจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ทุจริตหรือกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อสถาบันทหาร

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว การ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร ยังสะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาลในกองทัพ ที่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใด หากฝ่าฝืนกฎระเบียบ สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทหารทุกคนยึดมั่นในจรรยาบรรณและปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาเพื่ออัปเดตข้อมูลอย่างเป็นทางการ หากคุณสนใจประเด็นกฎหมายทหารหรือข่าวการเมือง สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่อรับข้อมูลล่าสุด โดยในอนาคต เราจะนำเสนอวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากการถอดยศครั้งนี้ต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก

สุดท้ายนี้ การถอดยศในครั้งนี้ย้ำเตือนว่ากฎหมายคือกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้สวมเครื่องแบบราชการ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ทหารที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทั้งในเวลาเหตุฉุกเฉินและในเวลาปกติ สร้างความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติแก่ครอบครัวผู้เสียสละ

พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการพระราชทานยศให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 19 นาย ดังนี้

รายชื่อทหารที่ได้รับพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ

กองบัญชาการกองทัพไทย

  • นาวาเอกไอศูรย์ วิวัฒน์เจน เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2567)

กองทัพบก

  • ร้อยเอกจุลพงษ์ ทัพมีชัย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2567)

กองทัพเรือ

  • นาวาเอกธวัช เจริญสุขสวัสดิ์ เป็น พลเรือตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • เรือโทสัญชัย ผลจันทร์ เป็น นาวาตรี (ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2566)
  • พันจ่าเอกสุภาพ คำปรีชา เป็น เรือโท (ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565)

นอกจากนี้ ยังมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีอีกฉบับหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ข้าราชการทหารสังกัดกองทัพบกที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในเวลาเหตุฉุกเฉิน จำนวน 14 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอกธวัชชัย บุสภา เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอโณทัย ป้องแก้ว เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • จ่าสิบเอกอภิรมย์ ทรงพุฒิ เป็น พลตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุ สิงห์อัน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกนพพล บุญเลิศ เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกจิรายุส อินทุมาน เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2568)
  • สิบเอกอัมรินทร์ ผาสุข เป็น พันตรี (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • สิบโทศราวุฒิ นามสวัสดิ์ เป็น ร้อยเอก (ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารวรัญชิต ยวงสุวรรณ เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา เป็น ร้อยตรี (ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารสิรวิชญ์ ภิญโญสุข (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)
  • พลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง (ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2568)

การพระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของทหารกล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ถือเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

การเสียสละของทหารทั้ง 19 นาย เป็นสิ่งที่ควรจดจำและยกย่องอย่างยิ่ง พวกเขาได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน เราควรระลึกถึงคุณงามความดีของพวกเขาและนำมาเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – พระราชทานยศ 19 ทหารเป็นกรณีพิเศษ เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเวลาเหตุฉุกเฉิน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ทส.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” ให้พ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. โดยให้พ้นจากตำแหน่งเดิมคือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงที่มีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทำความรู้จัก “รวีวรรณ ภูริเดช” ปลัดกระทรวง ทส. คนใหม่

นางรวีวรรณ ภูริเดช ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ การเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นความคาดหวังว่าจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่ง นายชญานันท์ ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. ภายหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน การเข้ามาของ นางรวีวรรณ ภูริเดช จึงเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง

หน้าที่และความรับผิดชอบของปลัดกระทรวง ทส. นั้นครอบคลุมการบริหารงานภายในกระทรวง การกำหนดนโยบายและแผนงาน การกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายที่ นางรวีวรรณ ภูริเดช จะต้องเผชิญในการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการวางแผนและดำเนินงาน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช เป็นปลัดกระทรวง ทส. ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้า และสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นางรวีวรรณ ภูริเดช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าในการดำเนินงานของกระทรวง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การดำเนินงานของ นางรวีวรรณ ภูริเดช ในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สถาปนาฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี”

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี โดยมีเนื้อหาระบุถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระธิดาในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นสมเด็จพระราชปิตุจฉาที่ทรงพระอุปการคุณอย่างยิ่ง ทรงดูแลปรนนิบัติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตั้งแต่ต้นจนเสด็จสวรรคต ด้วยความกตัญญูกตเวทิตาธรรม และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่างๆ สมฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ตามประกาศสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2538 ตลอดพระชนมชีพ ทรงมุ่งมั่นและอุทิศพระองค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เสด็จไปยังพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือด้านการศึกษา สาธารณสุข และสังคมสงเคราะห์ โดยไม่ทรงย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก

ทรงสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี ประกอบพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทรงดำรงพระองค์อย่างมั่นคงในจรรยาแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ อุทิศพระองค์เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและประชาชน ทรงมีความสามารถในศิลปวิทยาหลากหลายสาขา ทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พระเกียรติคุณของพระองค์เป็นที่ประจักษ์จนองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคารพและเทิดทูนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อย่างยิ่งในฐานะสมเด็จพระราชปิตุจฉา ผู้ทรงให้การอุปถัมภ์และดูแลพระองค์ด้วยความเมตตามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ด้วยพระคุณูปการอันมากมาย จึงสมควรที่จะสถาปนาพระอิสริยยศให้สูงขึ้นตามโบราณราชประเพณี

ด้วยเหตุนี้ จึ่งมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เลื่อนกรมเฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ขอให้พระเกียรติคุณแห่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ปรากฏแผ่ไพศาลไปทั่วสากลจักรวาล ตราบจิรัฏฐิติกาลนิรันดร เทอญ

ประกาศ ณ วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

การสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณและความกตัญญูของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระราชปิตุจฉา ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้

ความสำคัญของการสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

  • เป็นการเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย
  • สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
  • เป็นการสืบสานโบราณราชประเพณีอันงดงาม

การประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี” ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเคารพรักที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ รวมทั้งเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณและพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา

ที่มา – สถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี”

ลงราชกิจจาฯ แล้ว! กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568

ราชกิจจานุเบกษาประกาศแล้ว! กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ขยายโอกาส และลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อย

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื้อหาสำคัญบางส่วนของกฎกระทรวงฉบับนี้มีดังนี้:

ข้อ 1: ยกเลิกกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2565

ข้อ 2: คำนิยามสำคัญ

  • “ผลิตสุราเพื่อการค้า” หมายถึง การผลิตสุราโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขาย แลกเปลี่ยน หรือเพื่อการอื่นใด โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน รวมถึงการผลิตสุราที่มีปริมาณเกิน 200 ลิตรต่อปี
  • “ผลิตสุราที่มิใช่เพื่อการค้า” หมายถึง การผลิตสุราที่มีปริมาณไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการใด ๆ ที่ได้รับประโยชน์ตอบแทน

ข้อ 9: กำหนดระยะเวลาการพิจารณาคำขอใบอนุญาตผลิตสุรา หากข้อมูลถูกต้องครบถ้วน และสถานที่ผลิตมีพื้นที่เพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือความเดือดร้อนรำคาญ อธิบดีจะพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน

ข้อ 10: ในการออกใบอนุญาตผลิตสุราที่ไม่ใช่เพื่อการค้า อธิบดีสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด

กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568: ใบอนุญาตผลิตสุราเพื่อการค้า

ข้อ 11: ประเภทของใบอนุญาตผลิตสุราเพื่อการค้า:

  • (1) ใบอนุญาตผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (2) ใบอนุญาตผลิตสุราแช่ที่ไม่ใช่เบียร์ (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (3) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราขาว (ประเภท 1, 2, หรือ 3)
  • (4) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราผสม สุราปรุงพิเศษ สุราพิเศษ และสุรากลั่นอื่นที่ไม่ใช่สุราขาวและสุราสามทับ (ประเภท 1 หรือ 2)
  • (5) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อขายในประเทศ
  • (6) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อส่งออก
  • (7) ใบอนุญาตผลิตสุรากลั่นชนิดสุราสามทับที่ผลิตเพื่อใช้ในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม

ข้อ 12: ผู้ที่ต้องการผลิตสุราเพื่อการค้า ต้องยื่นคำขอต่ออธิบดี พร้อมเอกสารและหลักฐานที่ระบุในแบบคำขอ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังนี้:

  • (1) เลขทะเบียนสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/องค์กรเกษตรกร/นิติบุคคล หรือชื่อรัฐวิสาหกิจ
  • (2) รายละเอียดเกี่ยวกับโรงอุตสาหกรรมผลิตสุรา
  • (3) แผนที่หรือพิกัดที่ตั้งสถานที่ผลิต
  • (4) รายละเอียดเครื่องกลั่น, ชนิดสุรา, ส่วนผสม, ขั้นตอนการผลิต, และปริมาณการผลิต
  • (5) คำยินยอมให้อธิบดีเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบ

บทเฉพาะกาล กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568

ข้อ 38: คำขอใบอนุญาตที่ยื่นไว้ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ที่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ให้ถือว่าเป็นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ และให้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ใหม่

ข้อ 39: ใบอนุญาตที่ออกตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2565 ให้ถือว่าเป็นใบอนุญาตตามกฎกระทรวงนี้ และให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุ (มีการระบุประเภทใบอนุญาตที่เทียบเคียงกัน)

กฎกระทรวงนี้มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตผลิตสุราให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม) เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน ลดข้อจำกัดสำหรับรายย่อย และคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

(อ่านฉบับเต็ม กฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568)

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษายังได้เผยแพร่ กฎกระทรวง กำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมการอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 และ กฎกระทรวง กำหนดชนิดและลักษณะของแสตมป์สรรพสามิตและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีของทางราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ด้วย

โดยสรุป กฎกระทรวง การผลิตสุรา พ.ศ. 2568 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมการผลิตสุราของไทย ทำให้เกิดความคล่องตัวและโอกาสในการแข่งขันที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ที่มา – ลงราชกิจจาฯ แล้ว กฎกระทรวง “การผลิตสุรา พ.ศ. 2568” ปรับหลักเกณฑ์-เงื่อนไขหนุนรายย่อย

โปรดเกล้าฯ “ไทย พงศธรจริง” พ้นตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง เหตุกระทำการและประพฤติตนไม่เหมาะสมในการพิจารณาคดี สร้างความสนใจและข้อสงสัยในวงกว้างถึงสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวพ้นจากตำแหน่ง ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เนื้อหาสำคัญของประกาศฉบับนี้คือการแจ้งให้ทราบถึงการพ้นจากตำแหน่งของนางสาวไทย พงศธรจริง

สาระสำคัญในประกาศระบุว่า สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ นางสาวไทย พงศธรจริง ผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 สาเหตุหลักเนื่องจากคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมในการประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 พิจารณาแล้วมีมติเห็นว่า นางสาวไทย พงศธรจริง กระทำการไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ และประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ตามมาตรา 25 (4) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553

ตามกระบวนการทางกฎหมาย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 27 (5) และมาตรา 27/1 (3) แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปแล้ว

และบัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ ไทย พงศธรจริง พ้นจากตำแหน่ง ถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการดังกล่าว

โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ

การพ้นจากตำแหน่งของผู้พิพากษาสมทบนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ยิ่งทำให้กรณีนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ สาธารณชนต่างตั้งคำถามถึง “การกระทำที่ไม่เหมาะสม” และ “การประพฤติตนที่ไม่เหมาะสม” ที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี “ไทย พงศธรจริง”

  • ความหมายของการกระทำที่ไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบ
  • ขอบเขตของการประพฤติตนที่ไม่เหมาะสมแก่การพิจารณาคดี
  • ผลกระทบของการพ้นจากตำแหน่งต่อการดำเนินงานของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร
  • บทเรียนที่ได้รับจากกรณีนี้สำหรับผู้พิพากษาสมทบและบุคลากรในวงการยุติธรรม

แม้ว่ารายละเอียดของการกระทำที่ไม่เหมาะสมจะไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในประกาศราชกิจจานุเบกษา ทำให้ทราบว่าประเด็นดังกล่าวมีความร้ายแรงถึงขั้นที่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมต้องมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง และนำไปสู่การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในที่สุด

กรณีนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งในศาลยุติธรรม โดยเฉพาะผู้พิพากษาสมทบ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนและครอบครัว การรักษาความเป็นกลาง ความยุติธรรม และความเหมาะสมในการประพฤติตนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

การพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีความละเอียดอ่อน และต้องการความเข้าใจในบริบทของเยาวชนและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง การที่ผู้พิพากษาสมทบกระทำการที่ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมได้

หวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและมาตรฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาสมทบ และบุคลากรในวงการยุติธรรมทุกคน

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ “ไทย พงศธรจริง” พ้นผู้พิพากษาสมทบ เหตุกระทำการและประพฤติไม่เหมาะสม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยใจความสำคัญระบุถึงการพระราชทานยศและแต่งตั้ง พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือโท) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือเอก) และพระราชทานยศ พลเรือเอก

พระบรมราชโองการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 และประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม และวงศ์ตระกูล แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยและความเชื่อมั่นในความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในพระองค์

ความสำคัญของการได้รับพระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อข้าราชการในพระองค์
  • เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถ
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม ถือเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ การได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการทุกระดับ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป

ขอแสดงความยินดีกับ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม มา ณ โอกาสนี้ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

ในหลวง ร.10 โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” แด่ “ในหลวงรัชกาลที่ 6” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยังโปรดเกล้าฯ ประกาศสถาปนา “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดีฯ”

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า โดยมีเนื้อหาสำคัญที่แสดงถึงพระเกียรติคุณอันเป็นที่ประจักษ์

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช ผู้ทรงกอปรด้วยพระบรมราชอัจฉริยคุณนานัปการ ทรงเป็นมหาบุรุษจอมปราชญ์ ทรงทศพิธราชธรรมจริยาสถาวร ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความเจริญของชาติบ้านเมืองในทุกด้าน

พระองค์ทรงมีพระราชกมลมั่นคงในพระบวรพุทธศาสนา ทรงเป็นอัครพุทธศาสนูปถัมภก ทรงปลุกชาติให้ชาวไทยมีน้ำใจสมัครสมานสามัคคี ทรงทำให้สยามรัฐสีมารุ่งเรืองด้วยสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทรงประดิษฐ์ธงไตรรงค์ และทรงผูกราชสัมพันธมิตรกับนานาประเทศ นอกจากนี้ ยังทรงมีสายพระเนตรยาวไกลในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 จนทำให้สยามได้รับชัยชนะและสามารถแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้สำเร็จ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นอัจฉริยศิลปินผู้เชี่ยวชาญศิลปวิทยาหลากสาขา ทรงวางรากฐานและพัฒนาระบบการศึกษา ทรงกำหนดแนวพระราชนิยมผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับวัฒนธรรมสากล ทรงสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าให้กับประเทศด้วยโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม การสาธารณูปโภค และระบบการเงินการธนาคารสมัยใหม่ พระบารมีธรรมของพระองค์เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องจากนานาชาติ องค์การ UNESCO จึงได้ประกาศยกย่องพระองค์เป็นบุคคลสำคัญของโลก

ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถวายพระราชสมัญญาแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาลสืบไป

พระมหาธีรราชเจ้า: พระราชสมัญญาแห่งความภาคภูมิใจ

การได้รับพระราชทานพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้ พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นที่ประจักษ์และได้รับการเทิดทูนมาจนถึงปัจจุบัน

ความสำคัญของการถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า”

การถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” เป็นการประกาศเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระองค์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศสถาปนา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างยวดยิ่ง เมื่อทรงศึกษาและซาบซึ้งว่าสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงประกอบพระราชกรณียกิจไว้ในสิ่งใด ก็ทรงเอาพระทัยใส่สืบสาน รักษา และต่อยอดทุกสิ่งอันในประการนั้นอย่างมั่นคง

ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของอุบาสิกาผู้ครองธรรมจริยาอย่างงดงามพิสุทธิ์ ทรงพากเพียรประกาศความเป็นไทยและพระเกียรติคุณของสมเด็จพระบุพการี บริบูรณ์ด้วยพระกรุณาปรานีต่อประเทศชาติ และประชาชน

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

การถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” และการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความกตัญญูกตเวทีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “พระมหาธีรราชเจ้า” แด่ “ในหลวงรัชกาลที่ 6”

ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย มีผลบังคับใช้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก HSNI

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกรมปศุสัตว์ เรื่อง ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2568 ลงนามโดยนายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าว สืบเนื่องจากประกาศฉบับก่อนหน้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ 90 วัน สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 แต่เนื่องจากยังมีรายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง (Highly Pathogenic Avian Influenza : HPA) ชนิด HSNI ในประเทศกัมพูชา ทางกรมปศุสัตว์จึงจำเป็นต้องออกมาตรการป้องกันเพิ่มเติม

ชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก

องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : WOAH) ได้รายงานการระบาดของโรคไข้หวัดนก HSNI ในกัมพูชา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว การเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วย หรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค หรือซากสัตว์ที่ตายจากโรคนี้ เป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาด

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคไข้หวัดนกระบาดเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีก และสุขภาพของประชาชน กรมปศุสัตว์จึงได้ออกประกาศ ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย

รายละเอียดการชะลอนำเข้าสัตว์ปีกจากกัมพูชา

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 อธิบดีกรมปศุสัตว์จึงออกประกาศดังนี้:

  • ข้อ 1: ให้ชะลอการนำเข้าหรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ปีก จำพวก นก ไก่ เป็ด ห่าน หงส์ น้ำเชื้อสำหรับผสมพันธุ์ ไข่สำหรับทำพันธุ์ รวมถึงซากสัตว์ปีกดังกล่าว ที่มีแหล่งกำเนิดจากราชอาณาจักรกัมพูชา
  • ข้อ 2: ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับได้เป็นเวลา 90 วันนับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สรุปคือ ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก ทุกชนิดที่มีแหล่งกำเนิดจากกัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของสัตว์ปีกในประเทศ และสุขภาพของประชาชน

มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก และป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก การเฝ้าระวังและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะปลอดภัยจากภัยคุกคามของโรคระบาดสัตว์

ดังนั้นการที่เรา ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนก จึงเป็นสิ่งที่เราควรสนับสนุน

ที่มา – ชะลอนำเข้าสัตว์ปีก-ซากสัตว์ปีกจากกัมพูชา 90 วัน ป้องกันไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงเข้าไทย

Scroll to top