ลดราคาน้ํามัน

เจดี แวนซ์ ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

ในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีของรัฐบาลวอชิงตันดูเหมือนจะมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เมื่อล่าสุด เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในเวลานี้ไม่ใช่การยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอีกต่อไป แต่เป็นการแก้ปัญหาปากท้องของชาวอเมริกันผ่านการดึงราคาน้ำมันให้ถูกลง

เจดี แวนซ์ ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

การออกมาให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์ นิวส์ ของรองประธานาธิบดีแวนซ์ ทำให้ทั่วโลกจับตามองถึงการจัดลำดับความสำคัญของทำเนียบขาวใหม่ โดย เจดี แวนซ์ ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ผันผวนกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มากกว่าเรื่องความมั่นคงทางทหารในระยะยาว

ทำไมราคาน้ำมันถึงกลายเป็นประเด็นอันดับหนึ่ง?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นคือการเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งพลังงานสายเลือดหลักของโลก ทำให้เมื่อเกิดความไม่สงบ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของชาวอเมริกันทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลทรัมป์จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการเลือกวิธีจัดการกับอิหร่าน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

หากเราวิเคราะห์ดูแนวทางที่ เจดี แวนซ์ ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพยายามรักษาสมดุลอย่างหนักระหว่าง:

  • การกดดันทางเศรษฐกิจต่อเตหะรานผ่านการโดดเดี่ยวทางการเงิน
  • การรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันในตลาดโลก
  • การป้องกันไม่ให้อิหร่านก้าวขึ้นมาเป็นภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ (ซึ่งตอนนี้ถูกลดระดับความสำคัญรองลงมา)

สถานการณ์นี้ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับรัฐบาลปัจจุบัน เนื่องจากสต็อกอาวุธเริ่มลดลง และการทำสงครามในระยะยาวไม่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอเมริกัน พรรครีพับลิกันเองก็หวั่นเกรงว่าผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันอาจส่งผลเสียต่อที่นั่งในรัฐสภาหากไม่สามารถหาทางออกที่รวดเร็วได้

บทสรุปของเรื่องนี้อาจไม่ได้จบลงที่ชัยชนะทางทหาร แต่เป็นการเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อน โดยที่รัฐบาลต้องทำให้แน่ใจว่าค่าครองชีพของประชาชนจะไม่พุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ นี่คือความท้าทายที่แท้จริงของการเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน ที่สุดท้ายแล้ว เรื่องของ ‘ราคาน้ำมัน’ อาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าเรื่องนิวเคลียร์เสียอีก

ที่มา – “เจดี แวนซ์” ชี้เป้าหมายสูงสุดสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือลดราคาน้ำมัน ไม่ใช่ยับยั้งนิวเคลียร์

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานเมื่อ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการลดราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชนและนักวิจารณ์อย่าง นายกรณ์ ที่อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนในประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันกว่า 2.5 บาทต่อลิตร โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่จริงจัง ไม่ใช่เพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนแบบเดิมๆ และเรื่องนี้ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที เพื่อแสดงความโปร่งใสในเนื้องานของกระทรวง

มาตรการใหม่ที่มากกว่าการอุดหนุนแบบเดิม

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 ในการกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเป็นครั้งแรก เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ต้องแบกภาระต้นทุนที่แปรปรวน โดยสิ่งที่น่าสนใจในมาตรการนี้คือ:

  • การกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร
  • การดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นกลับมาช่วยประชาชน ซึ่งในรอบนี้มีมูลค่าถึง 1,700 ล้านบาท
  • ยอดรวมสะสมจากการดึงกำไรโรงกลั่นที่ผ่านมาสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการปรับลดราคานี้เป็นเพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยกันไปมา แต่ความจริงแล้วคือการใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมกลไกตลาดที่บิดเบือน เพื่อให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากที่สุด

การที่ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที นั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างมาก เรามองว่าการตัดสินใจกล้าหาญที่จะเข้าไปแตะกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเป็นสัญญาณที่ดี ว่าทุกเครื่องมือทางกฎหมายจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และหวังว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

ที่มา – โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงพลังงาน เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนในการปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทว่าในมุมมองของนักการเมืองอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมองว่า กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน ที่ต้องตามใช้คืนในอนาคต

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการลดราคาน้ำมันทันที ซึ่งในเช้าวันถัดมาก็มีการประกาศลดราคาขายปลีกตามมาแบบสายฟ้าแลบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้มาจากการปฏิรูปโครงสร้างราคา หรือลดภาระภาษี แต่เป็นการดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนส่วนต่าง ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้มียอดติดลบสะสมอยู่สูงกว่า 57,000 ล้านบาทแล้ว

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจระยะสั้น

ปัญหาสำคัญคือการใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ในสภาวะติดลบ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานะการเงินของกองทุนฯ กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน โดยคุณกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การชดเชยน้ำมันดีเซลมีการใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกองทุนฯ
  • ภาระหนี้สินสะสมเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ผ่านการจ่ายคืนในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแล้วคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกทันที

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะออกมาโต้ตอบและชี้แจงว่ามีการเจรจาดึงเงินส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะกองทุนมากเกินไป แต่คุณกรณ์ก็ยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่หน้างานด้วยการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เท่านั้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการปรับสูตรคำนวณราคาให้เป็นธรรม การจัดการโครงสร้างต้นทุนที่โปร่งใส และการเลิกพึ่งพาเครื่องมือระยะสั้นที่ไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีแผนการปฏิรูปพลังงานที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้เมื่อไหร่ เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงในช่วงนี้ได้ แต่ในระยะยาว ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในกระเป๋าของทุกคน

ที่มา – “กรณ์” ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเอง มองแก้แค่หน้างาน

เอกนัฏ ทุบราคาน้ำมันลง 2.5 บาท ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

เชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงยิ้มออกกันแล้วนะครับ! เมื่อล่าสุดมีการประกาศข่าวดีเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กระทบกับเงินในกระเป๋าเราโดยตรง เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั่วประเทศไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร นับเป็นข่าวใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาทุกข์ของทั้งผู้ขับขี่และผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. อย่างเป็นทางการ

การปรับลดราคาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดต่ำลง โดยรัฐบาลมองว่าผลประโยชน์ส่วนนี้ควรตกถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงได้มีการดึงกำไรส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาช่วยชดเชยราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดครับ

รายละเอียดการปรับลดที่ควรรู้เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

สำหรับการปรับลดครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน โดยกระทรวงพลังงานได้วางกรอบให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.51 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.56 บาทต่อลิตร
  • ราคาดีเซลใหม่: จะอยู่ที่ประมาณ 34.94 บาทต่อลิตร

มาตรการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้คนใช้รถส่วนตัวประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันได้เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาคการขนส่งและต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญของทางภาครัฐในการบริหารจัดการพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนครับ

ในฐานะของผู้บริโภคอย่างเราๆ การที่ภาครัฐหันมาจัดการกับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชม เพราะทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนความจริงมากขึ้น ผมมองว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพสูงแบบนี้ หวังว่าในอนาคตจะมีมาตรการดีๆ แบบนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสุขของคนไทยไว้ครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! มีข่าวดีมาบอกสำหรับพี่น้องที่ใช้รถใช้น้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะรถกระบะ รถบรรทุก หรือรถตู้ สายตรงราชกิจจานุเบกษาเพิ่งเผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เรื่อง ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น ลงถึง 5.00 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่พรุ่งนี้ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป นับเป็นมาตรการช่วยเหลือที่มาถูกเวลาจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ประกาศนี้ยกเลิกคำสั่งเก่าเมื่อ 8 เมษายน 2569 และกำหนดการปรับลดใหม่ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันดิบโลกที่แพงขึ้นเรื่อยๆ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

  • ระยะที่ 1: 24 เมษายน 2569 – 9 พฤษภาคม 2569 ลดลง 5.00 บาทต่อลิตร สำหรับทุกประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ได้แก่ บี 0, บี 7 ธรรมดา, และ บี 20
  • ระยะที่ 2: 10 พฤษภาคม 2569 – 19 พฤษภาคม 2569 ลดลง 3.00 บาทต่อลิตร สำหรับประเภทเดียวกัน

หมายความว่าราคาต้นทุนที่โรงกลั่นจะถูกลงทันที สถานีบริการน้ำมันต่างๆ คาดว่าจะปรับราคาขายปลีกตามไปด้วยในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ ที่เติมดีเซลบ่อยๆ เตรียมตัวเซฟเงินได้เลย!

สาเหตุที่นำไปสู่การปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น

ตามประกาศระบุชัดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจึงผันผวนรุนแรง สะเทือนถึงราคาภายในประเทศ กบง. จึงมีมติในที่ประชุมครั้งที่ 3/2569 เมื่อ 23 เมษายน 2569 เห็นชอบมาตรการนี้ทันที อาศัยอำนาจจากพระราชกำหนดฯ และคำสั่งนายกฯ เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน

การ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น แบบนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยคนขับรถส่วนบุคคลนะครับ แต่ยังกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ เช่น ต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ถูกลง ส่งผลให้ราคาอาหารและสินค้าจำเป็นไม่พุ่งสูงเกินไป โดยเฉพาะดีเซล B7 และ B20 ที่เป็นที่นิยมในรถบรรทุกและรถเกษตร ปัจจุบันราคาดีเซล B7 อยู่ราว 32-34 บาท/ลิตร ถ้าปรับลดเต็มที่ อาจเหลือ 27-29 บาท/ลิตร ช่วยประหยัดมหาศาลสำหรับคนใช้เยอะ

ผลกระทบและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

นอกจากช่วยลดภาระค่าขนส่งแล้ว มาตรการนี้ยังเป็นสัญญาณดีว่าภาครัฐยังติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ถ้าความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาอาจลดลงต่อเนื่องก็ได้ครับ แต่ตอนนี้เรามาโฟกัสที่ประโยชน์ก่อน อย่างเช่น

  • ผู้ประกอบการโลจิสติกส์: ลดต้นทุนน้ำมันได้ 5 บาท/ลิตร ช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • เกษตรกร: รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันดีเซล B20 จะถูกลง
  • ประชาชนทั่วไป: ค่ารถโดยสาร รถตู้ รถเมล์ อาจปรับลดตาม

อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกจริงๆ ขึ้นกับผู้ค้าน้ำมันด้วยนะครับ แนะนำให้เช็คที่ปั๊มใกล้บ้านหรือแอปพลิเคชันติดตามราคาน้ำมันประจำวัน

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าการ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น นี้ต่อเนื่อง จะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เยอะเลย สุดท้ายนี้ ถ้าคุณมีเคล็ดลับเซฟน้ำมันดีเซล หรืออยากอัพเดทราคาล่าสุด แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ! ติดตามบล็อกนี้เพื่อข่าวสารพลังงานอัพเดททุกวันนะ

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศ กบง. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 5.00 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. คำสั่งประชาชน ลดน้ำมันไม่ใช่ของขวัญ

หลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารประเทศที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การซื้อใจแบบประชานิยม

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ระบุว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาในช่วง 2 วันของการอภิปราย ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในนโยบายหรือนอกนโยบาย หากเห็นว่ามีประโยชน์จะนำไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือประชาชนที่หลายคนเสนอ ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันถัดไป แต่ย้ำว่าบางเรื่องที่ผูกพันจากรัฐบาลชุดก่อน ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม

“อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการตอบโต้ฝ่ายค้านที่ชี้ว่านโยบายรัฐบาลไม่มีเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯ อนุทิน ถามกลับทันควันว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นยิ่งใหญ่กว่านโยบาย เพราะผ่านประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ประชาชนลงคะแนนเห็นชอบท่วมท้นแล้ว มันคือ คำสั่งของประชาชน ที่รัฐบาลต้องดำเนินการ โดยจะอำนวยความสะดวกผ่านกลไกรัฐสภา ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเริ่มจากร่างเก่าหรือใหม่ ก็ให้สภาฯ เป็นหลัก

รายละเอียด “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

ส่วนเรื่องลดราคาน้ำมันทุกประเภทสูงสุด 6 บาท ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศในวันถัดไป นายกฯ ย้ำชัดว่า ไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำเพื่อประชาชนทุกวัน รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชน ไม่เกรงใจใคร และจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ทุกการกระทำคือสำนึกในหน้าที่ ไม่ใช่การเอาใจ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงการลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสในวันที่ 17 เมษายน เพื่อติดตามคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ โดยสั่งการเร่งรัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกอ.รมน. ลั่นต้อง ปราบปรามให้สิ้นซาก ไม่ยอมให้เกิดการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนที่ยังลักลอบได้แม้เข้มงวดมา 3 ปี ย้ำว่าคนที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีเด็ดขาด ขยายผลเครือข่ายทั้งหมด ไม่ว่าพรรคหรือพวกพ้อง

  • รับฟังข้อเสนอแนะจากสภาทุกประเด็น เพื่อนำไปปฏิบัติหากเป็นประโยชน์
  • ลดราคาน้ำมัน 6 บาท เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ของขวัญเทศกาล
  • แก้รัฐธรรมนูญ เริ่มจากรัฐสภา ตามคำสั่งประชาชนจากประชามติ
  • ปราบปรามความรุนแรงใต้ให้สิ้นซาก ติดตามคดี ส.ส. กมลศักดิ์ ด้วยตัวเอง
  • ให้ความสำคัญเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ไม่ยอมตัดตอนคดี

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลอนุทินในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างโปร่งใส โดยไม่ยึดติดกับภาพลักษณ์ของขวัญการเมือง นโยบายช่วยเหลือจะต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะเดินหน้าอย่างรวดเร็วผ่านสภา สร้างความหวังให้ประชาชนที่รอคอยการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของผู้เขียน การชี้แจงของนายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจะโฟกัสที่ผลงานจริง ไม่ใช่โฆษณา หากทำได้ตามสัญญา จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยได้มาก คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ แก้รธน. ไม่ใช่นโยบายแต่คือคำสั่งประชาชน ลดราคาน้ำมันไม่ใช่ของขวัญสงกรานต์

นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักจากวิกฤตพลังงานโลก รัฐบาลไทยเพิ่งออกมาตรการเด็ดขาดด้วยการสั่งลดค่ากลั่นน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิชาการ โดยเฉพาะ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มองว่านี่คือสัญญาณบวกสำคัญ แสดงถึงความกล้าของรัฐบาลในการแตะโครงสร้างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่

นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

วันที่ 10 เมษายน 2569 มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 สั่งโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งลดค่ากลั่นลง 2 บาทต่อลิตรทันที แม้จำนวนเงินจะดูไม่มาก แต่ ดร.สติธร ชี้ว่าเป็นหมัดเด็ดทางการเมืองที่รัฐบาลชุดนี้กล้าทำ รัฐบาลก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครกล้าแตะ ‘ขาใหญ่พลังงาน’ เพราะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทุนเก่าแก่ที่ฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากประชาชนที่แบกรับค่าครองชีพแพง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่พุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน นี้ช่วยสยบดราม่าบนโซเชียลที่ประชาชนโวยวายหนัก และเป็นการบริหารภาพลักษณ์เชิงรุกเพื่อกู้ความเชื่อมั่น

มุมมองเชิงลึกจาก ดร.สติธร ธนานิธิโชติ

ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า มาตรการนี้พิสูจน์ว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนในการช่วยผู้บริโภค แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากภาคเอกชน แต่เป็นเรื่องปกติในช่วงวิกฤต เธอเตือนว่ารัฐบาลต้องรักษาสมดุล ไม่ให้เอกชนเดือดร้อนจนกระทบการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ ยังชี้ถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ ลม และไฮโดรเจน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า หากความขัดแย้งโลกยืดเยื้อ ไทยจะได้ไม่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ซ้ำซาก

ผลกระทบและประโยชน์ของการลดค่ากลั่น

มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันปลีกหน้าสถานีบริการลงทันที 1-2 บาทต่อลิตร ส่งผลดีต่อผู้ใช้รถใช้ถนน นักขับแท็กซี่ และธุรกิจโลจิสติกส์ที่กำลังล้มละลายจากต้นทุนสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

  • ช่วยลดค่าครองชีพ: ประชาชนประหยัดได้เดือนละหลายร้อยบาท
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: ลดต้นทุนขนส่งสินค้า ช่วยผู้ประกอบการ SME
  • เพิ่มความเชื่อมั่น: แสดงว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชน
  • เปิดทางปฏิรูป: เป็นจุดเริ่มต้นแตะโครงสร้างพลังงานเก่า

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่า หากโรงกลั่นขาดทุนนาน อาจนำไปสู่การขึ้นราคาในอนาคตหรือลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน ดร.สติธร จึงแนะนำให้รัฐบาลวางแผนชดเชยที่เป็นธรรมและเร่งเจรจากับผู้ประกอบการ

ในภาพรวม นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงศักยภาพของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากทำต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยได้

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มันจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะครับ

ที่มา – นักวิชาการชี้หั่นค่ากลั่น 2 บาท สัญญาณบวกกล้าแตะขาใหญ่พลังงาน

ปั๊มเชลล์ลดราคาดีเซล 4.20 บาท เหลือ 29.94 บ./ลิตร

วันนี้มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ดีเซล! ปั๊มเชลล์ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 4.20 บาท กลับลงมาเหลือลิตรละ 29.94 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันถูกลงอย่างเห็นได้ชัด โดยปรับลดตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ยังลดลงอีก 1 บาทต่อลิตรด้วย ส่งผลดีต่อผู้ขับขี่ทั่วประเทศที่กำลังเผชิญกับราคาน้ำมันผันผวน

ปั๊มเชลล์ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 4.20 บาท กลับลงมาเหลือลิตรละ 29.94 บาท

การปรับราคาครั้งนี้มาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เชลล์ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำมันชั้นนำจากต่างประเทศ จึงประกาศลดราคาทันทีเพื่อตอบแทนลูกค้า ปั๊มเชลล์ทั่วประเทศจะเริ่มใช้ราคาใหม่ตั้งแต่เช้าวันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป ผู้ขับขี่รถบรรทุก รถตู้ หรือรถกระบะที่ใช้น้ำมันดีเซล B7 อย่างเชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล จะประหยัดเงินได้มากถึง 4.20 บาทต่อลิตร ถ้าเติมถังละ 50 ลิตร ก็ประหยัดได้กว่า 200 บาทเลยทีเดียว

ราคาน้ำมันวันนี้ ปั๊มเชลล์ (4 มี.ค. 2569) แบบละเอียด

มาดูรายละเอียดราคาน้ำมันขายปลีกที่ปั๊มเชลล์กันเลย:

  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: 29.44 บาท/ลิตร (ลด 1 บาท)
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: 31.28 บาท/ลิตร (ลด 1 บาท)
  • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: 31.85 บาท/ลิตร (ลด 1 บาท)
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: 49.84 บาท/ลิตร (ราคาพรีเมียมไม่ลด)
  • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล: 29.94 บาท/ลิตร (ลด 4.20 บาท)
  • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล: 49.84 บาท/ลิตร (ราคาพรีเมียม)

ราคาน้ำมันดีเซลทั่วไปลดลงมากที่สุดในรอบหลายสัปดาห์นี้ ถ้าเปรียบเทียบกับปั๊มอื่นๆ เช่น ปตท. หรือ ซัสโก้ ที่ลดลงน้อยกว่า เชลล์จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนที่อยากประหยัด

ทำไมปั๊มเชลล์ถึงปรับลดราคาน้ำมันดีเซลมากขนาดนี้?

สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ลงมาอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดจากสัปดาห์ก่อนหน้า นอกจากนี้ ค่าการกลั่นและภาษีนำเข้าก็ปรับตัวตาม ทำให้ ปั๊มเชลล์ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 4.20 บาท กลับลงมาเหลือลิตรละ 29.94 บาท ได้ ผู้บริโภคชาวไทยจึงได้ประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะกลุ่มรถ商用ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก

คำแนะนำสำหรับผู้ขับขี่ในช่วงราคาน้ำมันผันผวน

1. เลือกเติมน้ำมันดีเซลที่ปั๊มเชลล์: ราคาถูกสุดตอนนี้ และมีสูตร V-Save ที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น
2. ตรวจสอบราคาปั๊มอื่นๆ: ใช้แอปอย่าง ‘ราคาน้ำมันวันนี้’ เพื่อเปรียบเทียบ
3. วางแผนการเดินทาง: เติมน้ำมันก่อนขึ้นราคาใหม่ในวันพรุ่งนี้
4. เลือกน้ำมันเกรดพรีเมียมอย่าง V-Power หากต้องการเครื่องยนต์แรงและทนทานยาวนาน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน E20 ที่ลดลงเหลือ 29.44 บาท เหมาะสำหรับรถเก๋งที่รองรับเอทานอล จะช่วยลดค่าครองชีพได้อีกทาง แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 31.85 บาท ก็ถูกลง ทำให้ผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยิ้มได้ ส่วน V-Power ที่ราคาสูงกว่า เป็นตัวเลือกสำหรับคนรักสมรรถนะสูง

ในมุมมองของเรา การลดราคาครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกว่าราคาน้ำมันอาจลงต่อเนื่อง หากตลาดโลกยังคงเสถียร ผู้ขับขี่ควรเตรียมตัวให้พร้อม และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด แนะนำให้เช็คราคาล่าสุดที่ปั๊มเชลล์ใกล้บ้านคุณวันนี้เลย!

ที่มา – ปั๊มเชลล์ ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล 4.20 บาท กลับลงมาเหลือลิตรละ 29.94 บาท

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชูข้าวตันละ 15,000 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพิษณุโลกและเกษตรกรทั่วไทยครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่กำลังมาแรงกันหน่อยดีกว่า นายพีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบางระกำที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำและค่าครองชีพแพงปรี๊ด นโยบายเด็ดๆ ที่ชูออกมาอย่างข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมันและค่าไฟ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมองพรรครวมไทยสร้างชาติกันเยอะเลยนะ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้จาก 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างอบอุ่น เพื่อช่วยนางสาวณัฏฐปีญา แครบทรี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 6 หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมารอต้อนรับเพียบเลยครับ ก่อนลงพบปะนายพีระพันธุ์แวะไหว้พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสำลี ที่วัดราชบูรณะ พระอารามหลวงด้วย บรรยากาศคึกคักมาก เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของประชาชน

ประชาชนต้อนรับ พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังตลาดบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่พ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรรุมเล่าปัญหาให้ฟังแบบไม่ยั้ง หนี้สินพอกพูน ราคาข้าวหายเหือดเกวียนละแค่ไม่กี่พัน ปุ๋ยแพง ข้าวถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา คุณลองคิดดูสิครับ ชาวนาไทยต้องลำบากขนาดไหนในยุคนี้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชู นโยบายแก้ปากท้อง

พีระพันธุ์ พูดคุยกับเกษตรกรบางระกำ พิษณุโลก

นายพีระพันธุ์ตอบรับปัญหาเต็มๆ ด้วยนโยบายพรรคที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรครวมไทยสร้างชาติจะวางระบบให้ชาวนาได้ราคาข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านการให้รัฐร่วมลงทุนตั้งโรงสี รับซื้อข้าวเปลือก แปรรูปเป็นข้าวสารขายกิโลละ 30 บาท คำนวณแล้วต่อรอบผลิต ชาวนาได้ข้าวสารกว่า 200,000 บาท บวกแกลบรำข้าวอีก 75,000 บาท รวมเกือบ 300,000 บาท! เปลี่ยนจากชาวนาเป็นผู้ประกอบการเลยครับ น่าสนใจมากใช่มั้ย

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานเด็ด ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท สวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท/เดือนทุกวัย หากเคยเสียภาษีได้เพิ่มอีก 500 บาท รวม 2,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับชีวิตให้มั่นคง

  • ข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านโรงสีรัฐ
  • น้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ค่าไฟหน่วยละ 3.30 บาท
  • เบี้ยยังบำนาญ-พิการ 1,500-2,000 บาท/เดือน
  • ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชาวบางระกำและพิษณุโลกมากๆ ครับ ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญราคาผันผวน ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง ทำให้รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้าพรรคนี้ได้บริหารจริง คงเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ลองนึกภาพชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ต้องกังวลหนี้สิน มีเงินออม มีเวลาพักผ่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักขึ้นเยอะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเลือกตั้ง การที่พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปเฉยๆ แต่ลงพื้นที่ฟังปัญหาและเสนอทางแก้ชัดเจน คุณลองเปรียบเทียบกับพรรคอื่นดูสิครับ ว่าใครตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด

ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของไทย มันไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา แต่ช่วยทุกคนเพราะข้าวคืออาหารหลัก ลดราคาน้ำมันค่าไฟก็ช่วยทุกครัวเรือน ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ

Scroll to top