วัดพระบาทนํ้าพุ

มอบเงินบริจาคโครงการแท็กซี่อุ้มบุญวัดพระบาทน้ำพุ

ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร นำเงินบริจาคจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ยืนยันไม่มีส่วนแบ่ง 70:30 เผยหลวงพ่อยังอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่สีหน้าค่อนข้างเครียด

นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี นายฤทธิชัย เศษเพ็ง ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยกลุ่มแท็กซี่ ได้นำกระปุกจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน มาถวายให้กับวัดพระบาทน้ำพุ

นายฤทธิชัย เศษเพ็ง กล่าวว่า โครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” นี้ เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มแท็กซี่ที่ต้องการทำบุญร่วมกับวัด โดยได้ออกแบบและจัดทำกระปุกรับบริจาคขึ้นมาเอง เงินบริจาคที่ได้จะนำมาถวายวัดเป็นประจำทุกเดือน แม้จะไม่มากนัก ประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาท โดยจะนำกระปุกที่ปิดล็อคมาเปิดนับเงินที่วัดต่อหน้าสักขีพยาน วันนี้นับเงินได้ 18,950 บาท และจะนำไปมอบให้กับห้องรับบริจาคของวัด อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯ จะขอระงับโครงการไว้ก่อน และจะพิจารณาว่าจะกลับมาเปิดโครงการอีกครั้งเมื่อใด

ประธานมูลนิธิฯ ปฏิเสธข่าวลือเรื่องส่วนแบ่ง 70:30

นายฤทธิชัย ยังได้ปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ 70:30 จากโครงการ “ใจฟ้ากระปุกบุญ” ที่มีการติดสติกเกอร์รูปหลวงพ่ออลงกตบนกล่องรับบริจาค โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่สมาชิกของโครงการใจฟ้ากระปุกบุญ จากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกแล้วไม่พบชื่อชายคนดังกล่าว คาดว่าอาจจะเป็นอดีตสมาชิกที่ถูกไล่ออกเนื่องจากมีการทุจริต

ประธานทีมงานใจฟ้ากระปุกบุญยังกล่าวเสริมว่า การตัดสินใจหยุดโครงการใจฟ้ากระปุกบุญเป็นการชั่วคราว ได้ปรึกษาหารือกับหลวงพ่ออลงกตแล้ว โดยได้เข้าพบและกราบหลวงพ่อในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ซึ่งท่านยังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ และยืนยันว่าหลวงพ่อไม่ได้หลบหนีไปไหน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลวงพ่ออลงกตมีสีหน้าค่อนข้างเครียด แต่ไม่ได้สอบถามถึงสาเหตุ เพียงแค่เข้าไปกราบท่านเท่านั้น

การระงับโครงการชั่วคราวนี้ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของวัดพระบาทน้ำพุบ้าง แต่ทางมูลนิธิฯ ยืนยันว่าจะหาแนวทางอื่นในการช่วยเหลือวัดต่อไป การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็น และผู้มีจิตศรัทธายังสามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่วัดพระบาทน้ำพุ

แม้จะมีข่าวลือและความเข้าใจผิดเกิดขึ้น แต่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การสนับสนุนวัดในรูปแบบต่างๆ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินงานในการช่วยเหลือสังคมต่อไปได้

ที่มา – นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี

ธนาคารชี้แจงไทม์ไลน์กรณี “หลวงพ่ออลงกต” นำใบสุทธิที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักของ “อลงกต พลมุข” มาเปิดบัญชีตั้งแต่ปี 2543 และผูกพร้อมเพย์เมื่อปี 2561 ล่าสุดพบว่าไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้แล้ว ปัญหาทั้งหมดเกิดจากอะไร มาติดตามรายละเอียดกัน

ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ผูกเลขพร้อมเพย์ ขรก. ที่เสียชีวิต

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากธนาคารกรุงเทพว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้นำใบสุทธิมาใช้ประกอบการเปิดบัญชี ซึ่งในใบสุทธิมีเลข 13 หลักของนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการที่เสียชีวิต ทางธนาคารไม่ทราบจึงเปิดบัญชีให้ตั้งแต่ปี 2540 กระทั่งมีการรณรงค์ให้ใช้พร้อมเพย์ในปี 2561 หลวงพ่อได้มีการเชื่อมบัญชีดังกล่าวเข้ากับพร้อมเพย์โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารได้ดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าเลข 13 หลักดังกล่าวเป็นของผู้อื่น จึงได้ทำการอายัดบัญชีและยุติการใช้พร้อมเพย์เมื่อวานนี้ ส่งผลให้การเชื่อมพร้อมเพย์บัญชีดังกล่าวถูกระงับ แต่เดิมทีนั้นยังสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ตามปกติ แม้ว่าจะไม่สามารถถอนเงินได้จากกระบวนการอายัด

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวได้พยายามทดลองโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพที่ผูกเข้ากับเลขพร้อมเพย์ 13 หลักของนายอลงกต พลมุข พบว่าในขณะนี้ไม่สามารถโอนเงินเข้าได้แล้ว สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ธนาคารแจ้งไว้

ความคืบหน้ากรณี “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี

สถานการณ์นี้สร้างความสับสนและความกังวลให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นอย่างมาก ธนาคารกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ทางธนาคารได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังจากทราบว่าบัญชีดังกล่าวมีปัญหาจริง จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การอายัดบัญชีและการระงับการใช้พร้อมเพย์เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบธนาคารและป้องกันการทุจริต

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หากมีการชี้แจงจากทางหลวงพ่ออลงกต หรือคนที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อมาชี้แจง จะได้รายงานให้ทราบต่อไป ขณะนี้ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องราวของ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชีด้วยเอกสารที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องนี้ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคม หลายคนตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบเอกสารของธนาคารและความรอบคอบในการเปิดบัญชี

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารและผู้ที่ต้องการเปิดบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว การตรวจสอบข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงแม้ว่า “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชีไปแล้ว แต่ธนาคารมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลก่อนที่จะอนุมัติการเปิดบัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและความจำเป็นในการมีระบบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการทุจริตในระบบธนาคาร การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบธนาคารมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ทางธนาคารยังคงดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ และจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าต่อไป หากมีข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ทางทีมข่าวจะรีบรายงานให้ทราบโดยทันที

ที่มา – ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ผูกเลขพร้อมเพย์ ขรก. ที่เสียชีวิต

“ธนกฤต” พบ “หลวงพ่ออลงกต” ที่ใจฟ้าอคาเดมี

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยังใจฟ้าอคาเดมี จังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าพบและพูดคุยกับ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นการส่วนตัว การพบปะครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากหลวงพ่ออลงกตเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพอย่างสูง และมีบทบาทสำคัญในงานด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือสังคม

“ธนกฤต” พบ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นการส่วนตัว ที่ใจฟ้าอคาเดมี

การเดินทางมาพบ “หลวงพ่ออลงกต” ของนายธนกฤตในครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่หน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนวัดพระบาทน้ำพุในช่วงเช้าวันเดียวกัน มีรายงานว่าทางหลวงพ่ออลงกตมีความประสงค์ที่จะพูดคุยกับหน่วยงานสาธารณสุขเป็นการส่วนตัว ทำให้เกิดการนัดหมายและเดินทางมาพบกันที่ใจฟ้าอคาเดมี

แม้ว่ารายละเอียดของการพูดคุยระหว่าง “ธนกฤต” และ “หลวงพ่ออลงกต” จะยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่าประเด็นสำคัญของการหารืออาจเกี่ยวข้องกับงานด้านสาธารณสุขที่หลวงพ่ออลงกตให้ความสำคัญมาโดยตลอด รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรการกุศลในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคภัยต่างๆ

ประเด็นที่คาดว่าจะมีการหารือ

  • ความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วย HIV/AIDS
  • การสนับสนุนด้านการแพทย์และสาธารณสุขสำหรับผู้ยากไร้
  • การพัฒนาโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
  • การระดมทุนและการบริหารจัดการองค์กรการกุศล

หลวงพ่ออลงกตเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และผู้ด้อยโอกาส ท่านได้ก่อตั้งวัดพระบาทน้ำพุให้เป็นสถานพักพิงและรักษาผู้ป่วยเหล่านี้มานานหลายปี นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ อีกมากมาย ด้วยความเสียสละและความมุ่งมั่นของท่าน ทำให้หลวงพ่ออลงกตได้รับความเคารพและศรัทธาจากผู้คนจำนวนมาก

การที่นายธนกฤต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาพบ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของภาครัฐต่อการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการช่วยเหลือสังคมที่หลวงพ่ออลงกตได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การพูดคุยและการหารือร่วมกันระหว่างทั้งสองท่าน จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคมต่อไป

การพบปะระหว่าง “ธนกฤต” กับ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น การสนับสนุนและส่งเสริมการทำงานขององค์กรการกุศลต่างๆ จะช่วยให้ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคมได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

การพูดคุยระหว่างทั้งสองท่านในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สามารถช่วยเหลือสังคมได้จริง

ที่มา – “ธนกฤต” เข้าพูดคุยกับ “หลวงพ่ออลงกต” เป็นการส่วนตัว ที่ใจฟ้าอคาเดมี

สุชาติสั่ง! ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

“สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินของมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตรวจสอบรายละเอียดภายใน 10 วัน โดยเน้นไปที่ประเด็นการถือครองที่ดินของกรรมการมูลนิธิ และการใช้จ่ายเงินบริจาค

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายสุชาติ ตันเจริญ พร้อมด้วยนายอินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ปรึกษาเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายปรัชญา เปปะตัง รอง ผวจ.ลพบุรี และหน่วยงานต่างๆ ให้การต้อนรับ

ก่อนการประชุม นายสุชาติได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลในการเดินทางมาที่วัด และกรณีการลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต ว่า การลาออกน่าจะเป็นไปเพื่อความสบายใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

นายสุชาติกล่าวว่า ประเด็นสำคัญมีสองส่วน คือ เงินของวัดที่มาจากงบประมาณ ซึ่งสำนักพุทธศาสนาต้องดูแล กับเงินของมูลนิธิ ซึ่งมีหลายมูลนิธิ และเป็นข้อสงสัยของประชาชนเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมากที่อาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากมูลนิธิขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย การตรวจสอบจึงต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักพุทธศาสนาจะตรวจสอบเฉพาะงบประมาณที่ได้รับมาว่ามีการใช้อย่างถูกต้องหรือไม่

ส่วนประเด็นเรื่องที่ดิน นายสุชาติกล่าวว่า ต้องตรวจสอบว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินมาจากแหล่งใด และการโอนที่ดินคืนวัดเป็นไปตามกระบวนการหรือไม่

หลังจากการประชุม นายสุชาติกล่าวว่า ยังมีข้อสังเกตหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องที่ดินที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิต่างๆ ที่วัดเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าการรับบริจาคและการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ หากเกี่ยวข้องกับวัด ถือว่าเป็นสมบัติของวัด สำนักพุทธศาสนาต้องเข้ามาตรวจสอบ

นายสุชาติกล่าวถึงข้อสงสัยเรื่องที่ดินหลายพันไร่ที่กรรมการมูลนิธิถือครอง ว่าต้องตรวจสอบว่าเป็นในนามมูลนิธิหรือส่วนตัว หากเป็นส่วนตัว จะต้องตรวจสอบว่ามีปัญหาในการถือครองทรัพย์สินหรือไม่ หากเป็นของมูลนิธิ ต้องตรวจสอบว่าจะพร้อมโอนคืนหรือไม่ และเหตุใดจึงถือครองแทนมูลนิธิ

ตรวจสอบการใช้เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เงินมูลนิธิในการสร้างอะคาเดมี่และสนามฟุตบอล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ว่าเป็นการทำเกินหน้าที่ของวัดหรือไม่ และการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ ตนสงสัยว่าทำไมต้องบริจาคเป็นมูลนิธิ ทำไมไม่บริจาคเข้าวัดโดยตรง ซึ่งอาจเป็นเทคนิคการใช้เงินผ่านมูลนิธิ

นายสุชาติได้สั่งการให้จังหวัดตรวจสอบเรื่องนี้ภายใน 10 วัน และกล่าวว่า ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งตนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

เกี่ยวกับเงินในบัญชีวัด นายสุชาติกล่าวว่าเหลือน้อย แต่ยังพอจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ และถือเป็นบทเรียนที่ต้องแก้ไขให้รัดกุมในเรื่องการเงินของวัดและมูลนิธิ ส่วนกรณีหลวงพ่ออลงกตลาออกจากเจ้าอาวาส จะมีการตั้งผู้รักษาการแทน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเรื่องการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของหลวงพ่อ ซึ่งได้สั่งการให้สำนักพุทธศาสนาไปตรวจสอบข้อมูลจากชาวบ้าน และตรวจสอบวุฒิการศึกษาว่าใช้ในการเลื่อนสมณศักดิ์หรือไม่ หากเป็นวุฒิปลอมจะถูกดำเนินคดี

การที่นายสุชาติลงมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และต้องการสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดและมูลนิธิ เพื่อเรียกคืนความศรัทธาของประชาชน

การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความศรัทธาและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อศาสนาพุทธ การที่ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไป และจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของศาสนาพุทธโดยรวม การตรวจสอบ เงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สุชาติ” ขีดเส้นตาย 10 วัน ตรวจสอบเงินมูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืน มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ โดยเจ้าของที่ดินที่มีชื่อถือครอง ได้นำหลักฐานพร้อมมอบฉันทะที่ดินคืนให้กับทางมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสองมูลนิธิเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ เกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ในโครงการต่างๆ โดยในเช้าวันดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี สรวีย์ เหมือนเพ็ชร นายอำเภอหนองม่วง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ลงพื้นที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์

การตรวจสอบในครั้งนี้ มีเพียงผู้ดูแลโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ให้การต้อนรับ และนำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์นิเวศน์ให้คณะตรวจสอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการของโครงการเข้าร่วมชี้แจง ซึ่งผลการตรวจสอบในวันแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

การดำเนินการโอนที่ดินคืนมูลนิธิ

นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ บุญยกาญจนพล รองประธานมูลนิธิอาทรประชานาถ ได้นำหลักฐานเอกสารการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 4 แปลง ที่ผู้ถือครองอยู่และมีการมอบฉันทะให้มาดำเนินการโอนที่ดินให้กับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ รวมทั้งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอนที่ดินของผู้ที่ถือครองในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ เพื่อโอนให้กับทางมูลนิธิธรรมรักษ์ไปดำเนินการต่อ โดยมูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดินทั้งหมด

นายเฉลิมพล พลมุข เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินเป็นไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอโคกเจริญ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนไร่ได้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้เจ้าของที่ดินได้มอบอำนาจให้ดำเนินการโอนคืน และต้องตรวจสอบจำนวนผู้มอบอำนาจให้ชัดเจน สำหรับโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก็มีการโอนคืนมาแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 ซึ่งได้โอนให้กรมสามัญศึกษาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือที่ดินที่มีชื่ออดีตไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ครอบครอง มีประมาณ 740 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของทายาท

การดำเนินการผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เฝ้าดูความโปร่งใส และความเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง การที่มูลนิธิต่างๆ ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค และประชาชนทั่วไป

ทำไมการโอนที่ดินคืนจึงสำคัญ?

การที่ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความโปร่งใสขององค์กร การคืนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ยากไร้และส่งเสริมการศึกษา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของมูลนิธิในสายตาของสาธารณชน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออก วัดพระบาทน้ำพุ

คณะกรรมการวัดยืนยัน “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดบอกหากลาออกจริง ต้องได้รับหนังสือแล้ว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยลูกศิษย์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยว่า ตอนนี้หนังสือในการยื่นลาออกยังไม่มาถึงตนเอง หากมีการลาออกจริง ตนต้องได้รับหนังสือแล้ว และจะต้องส่งต่อไปยังเจ้าคณะอำเภอ จากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจะต้องลงนามแล้วส่งขึ้นไปให้เจ้าคณะจังหวัดได้ลงนามเป็นองค์สุดท้าย จึงจะถือว่าการลาออกจากเจ้าอาวาสเสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือก็ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เหตุผลที่ยังไม่ลาออกของ หลวงพ่ออลงกต

ส่วนการที่ท่านจะลาออกนั้น คงจะเป็นเหตุผลที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้เจ้าหน้าที่มาสอบสวนได้ ซึ่งการที่มีตำแหน่งอยู่ก็จะถือว่าไม่ใช่พระสงฆ์ทั่วไป เหมือนยังรับราชการอยู่นั่นเอง ทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่ศรัทธาในวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะและบทบาทของหลวงพ่ออลงกต ในการดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัดได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินงานของวัดจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีทีมงานและผู้ช่วยที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่

ข่าวการลาออกที่ยังไม่เป็นความจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม การยืนยันจากคณะกรรมการวัดและเจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุและพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดแห่งนี้

การที่หลวงพ่ออลงกตยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ร่วมกันสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุและเป็นกำลังใจให้หลวงพ่ออลงกตกันนะคะ!

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

Scroll to top