วินัยการคลัง

ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเศรษฐกิจ เมื่อนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการบริหารงบประมาณปี 2570 โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังกำลังเดินหน้าปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ ด้วยการนำเครื่องมือทางการเงินอย่าง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Fund) มาใช้ระดมทุนแทนการพึ่งพางบกลางเพียงอย่างเดียว ซึ่งนี่คือประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตา

สาเหตุหลักที่ทำให้ ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร นั้น มาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ตึงตัวขึ้นทุกปี การหันไปใช้กองทุนรวมจะช่วยลดภาระทางการเงินของรัฐบาลและเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนโครงการใหม่ หรือ Greenfield รวมถึงปรับปรุงโครงการเดิมอย่าง Brown Field ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหนี้ กยศ. และมาตรการเครดิตบูโร

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว อีกประเด็นที่สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์คือการเตรียมนำข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าสู่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ซึ่งปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงชัดเจนว่า หากมีการผลักดันนโยบายนี้จริง จะช่วยให้การติดตามหนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะที่ผ่านมา กยศ. มักเป็นหนี้ลำดับท้ายๆ ที่ลูกหนี้เลือกจะชำระคืน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหมุนเวียนเงินกู้ให้นักศึกษารุ่นต่อไป

สรุปมาตรการเชิงรุกของกระทรวงการคลังปี 2570

  • การบริหารงบประมาณ: ผลักดัน Infrastructure Fund เพื่อลดการใช้เงินงบกลาง
  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เร่งคัดกรองข้อมูลประชากร 19 ล้านคนให้สมบูรณ์ เพื่อจัดลำดับความสำคัญผู้ที่ยากจนที่สุด
  • การจัดการหนี้ กยศ.: เตรียมส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรเพื่อเพิ่มวินัยทางการเงินและรักษาสภาพคล่องของกองทุน
  • หนี้นอกระบบ: เปิดตัว “อารีย์สกอร์” (Ari Score) ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

หลายคนอาจจะยังกังวลว่าการที่ ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างไร แต่หากมองในมุมของการสร้างวินัยการเงินและการบริหารงบประมาณให้ยั่งยืน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแบบ “รื้อโครงสร้าง” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ท้ายที่สุด การปรับเกณฑ์การกู้ยืมและมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ สะท้อนเห็นความพยายามของกระทรวงการคลังที่ต้องการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักทางการเงินในปัจจุบันไปได้อย่างสง่างาม นี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าเราจะเริ่มใช้โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างมืออาชีพได้จริงหรือไม่ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ที่มา – ปลัดคลัง แจงใช้กองทุนรวมแทนงบกลาง จ่อส่งข้อมูลหนี้ กยศ. เข้าเครดิตบูโร

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมติการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นหลักที่หลายฝ่ายจับตามองคือ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเน้นย้ำว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้จะต้องถูกนำไปใช้ภายใต้หลักการที่โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส

การลงทุนในพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นายธนกรระบุว่า ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานมากกว่า 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตจึงเป็นสิ่งเร่งด่วน

เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ทำไมเราถึงต้องรีบลงทุนในเรื่องนี้? นายธนกรให้มุมมองว่าการ ธนกรแนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศคู่แข่งที่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น:

  • การกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
  • การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีคาร์บอนจากคู่ค้าต่างชาติ

หากเราล่าช้าเกินไป ต้นทุนที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตอาจสูงกว่าการลงทุนในวันนี้หลายเท่าตัว การดำเนินงานที่โปร่งใสภายใต้กรอบวินัยการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคประชาชน

ท้ายที่สุดนี้ การบริหารจัดการเงินกู้ก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาล การลงทุนที่คุ้มค่าจะช่วยดันให้ GDP ของไทยขยายตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งเราทุกคนในฐานะประชาชนคงต้องร่วมกันเฝ้าติดตามและตรวจสอบให้การใช้จ่ายงบประมาณนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนกร” แนะวงเงินกู้ 2 แสนล้านสำหรับลงทุนด้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องโปร่งใส คุ้มค่า

R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมาอัปเดตให้ฟังกันครับ คือ R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าประเทศเรายังมั่นคงในสายตานักลงทุนต่างชาติ แม้จะมีแรงกดดันจากหลายด้าน แต่จุดแข็งอย่างการเงินต่างประเทศที่แกร่งมาก ทำให้ R&I มองโลกในแง่ดีต่อไทยครับ

ข้อมูลนี้มาจากนางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่เผยว่า Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือจากญี่ปุ่น ได้ตัดสินใจคงอันดับของไทยไว้ที่ A- พร้อม Outlook แบบ Stable หรือมีเสถียรภาพ นี่คือผลจากการประเมินปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไทยยังน่าลงทุน มาดูกันครับว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ R&I ชูเป็นจุดเด่น

R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

การตัดสินใจของ R&I ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นในพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าและราคาพลังงานผันผวน แต่ไทยเรายังยืนหยัดได้ดี มาดูรายละเอียดกันเลย

ปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้ R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ: R&I คาดการณ์ว่า GDP จริงของไทยจะขยายตัว 2.4% ในปี 2568 โดยขับเคลื่อนจากภาคส่งออก โดยเฉพาะดุลการค้ากับสหรัฐที่ฟื้นตัวดี แม้มีนโยบายภาษีศุลกากร แต่ปี 2569 อาจเจอแรงกดจากราคาน้ำมันโลก สงครามตะวันออกกลาง หนี้ครัวเรือนสูง และสังคมสูงวัยที่กระทบการบริโภค เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ถ้าเราเร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวและส่งออกต่อ เศรษฐกิจจะไปได้สวยแน่นอน
  2. หนี้สาธารณะอยู่ในกรอบ: ระดับหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 64.7% ณ ก.ย. 2568 รัฐบาลมั่นใจบริหารได้ตามกฎหมายวินัยการคลัง และแผน MTFF ที่จะลดเดฟิซิทต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายใน 2572 ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรในประเทศ ลดความเสี่ยง แต่ถ้าราคาพลังงานพุ่ง อาจต้องปรับโครงสร้าง เช่น ทบทวนงบประมาณ ปรับกองทุนน้ำมัน หรือ VAT เพื่อความยั่งยืน
  3. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ: แม้พื้นที่คลังจำกัด แต่รัฐผลักดัน “Thailand 10 Plus” โฟกัส AI และ EV ควบคู่กระตุ้นบริโภคในประเทศ คาด GDP โตไม่ต่ำกว่า 3% ในอนาคต นี่คือก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจใหม่ครับ
  4. จุดแข็งการเงินต่างประเทศ: ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากท่องเที่ยวและส่งออกยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ FDI ไหลเข้าไม่หยุด ทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศ ลดความเสี่ยงสภาพคล่องได้ดีมาก R&I ชูจุดนี้เป็นไฮไลต์เลยครับ
  5. สิ่งที่ต้องจับตา: ความคืบหน้าโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมอนาคต เพื่อรักษาความแข็งแกร่ง external position ในระยะกลาง ถ้าทำได้ดี อันดับอาจปรับขึ้นได้นะ

โดยรวมแล้ว R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ แสดงถึงศักยภาพไทยที่ยังสดใส รัฐบาลให้ความสำคัญวินัยการคลัง โปร่งใส และรับมือความเสี่ยงภายนอก พร้อมปฏิรูปโครงสร้างเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง ส่งเสริมการแข่งขันและเติบโตยั่งยืน

ในมุมผมคิดว่านี่เป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุน ลองมองหาการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรไทยดูสิครับ เศรษฐกิจเรากำลังไปข้างหน้า! คุณล่ะคิดยังไงกับอันดับนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อย และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจไทยต่อไป

ที่มา – R&I คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ A- มุมมองมีเสถียรภาพ ชูจุดแข็งการเงินต่างประเทศแกร่ง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทย “คนป่วยเอเชีย”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สื่อดังระดับโลกอย่างไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) วิเคราะห์ว่าไทยกลายเป็น “คนป่วยเอเชีย” ซึ่งนายอนุทินได้ชี้แจงชัดเจนว่า “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะเป็นการประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น รัฐบาลใหม่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพและความมั่นคงทางการคลัง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”

คำวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทมส์ที่เรียกไทยว่า “คนป่วยเอเชีย” (Sick Man of Asia) สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย คำนี้เคยใช้เรียกจักรวรรดิออตโตมันในอดีตที่อ่อนแอลง แต่ปัจจุบันถูกนำมาเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย นายอนุทินยืนยันว่าการประเมินดังกล่าวอิงข้อมูลจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเผชิญปัญหาการเมืองไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจขาดวินัย แต่หลังการเลือกตั้งใหม่ สื่อต่างชาตินับไม่ถ้วนเริ่มมองไทยในแง่บวกมากขึ้น

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประชานิยมไร้สาระ โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ นายอนุทินยกตัวอย่างการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่นำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย แต่เลือกคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แทน สิ่งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าไทยยังน่าเชื่อถือ อันดับเศรษฐกิจไม่ร่วงต่ำลง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” ชี้รัฐบาลใหม่มั่นใจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะประกาศ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจไม่นิ่ง นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “นั่นเป็นอดีตแล้ว” ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีขั้วอำนาจขัดแย้งรุนแรง วาทกรรมหาเสียงยังมีบ้างแต่ไม่ลุกลาม ทุกอย่างอยู่ในร่องรอย ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการ:

  • รักษาวินัยการคลัง: จัดสรรงบประมาณอย่างมีวินัย คืนหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
  • สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: แสดงผลงานทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เสถียรภาพการเมือง: ลดความขัดแย้ง เน้นสามัคคีเพื่อพัฒนาประเทศ
  • นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม: ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกประเภท

การที่ “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำไทยในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้ การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ท้าทาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากเวียดนาม อินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น พัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี สร้างงานคุณภาพสูง และดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ) ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตร

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสสูงที่จะพลิกภาพลักษณ์ไทยจาก “คนป่วย” สู่ “ยักษ์ใหญ่เอเชีย” หากยึดมั่นวินัยและความโปร่งใส นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

ครม. คุมเข้มวินัยการคลัง ปี 2572

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” มุ่งเน้นการควบคุมวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายให้การขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบาย “ควิ๊ก บิ๊ก วิน” ที่ขับเคลื่อนโดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นผ่าน 3 มาตรการสำคัญ:

  1. จำกัดงบกลาง: งบกลางจะถูกจำกัดให้ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
  2. จัดสรรงบชำระหนี้: จัดสรรงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  3. ควบคุมงบผูกพัน: จำกัดงบประมาณผูกพันข้ามปีให้สูงสุดไม่เกิน 5%

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับนโยบายกึ่งการคลังภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ร่วมกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการพิจารณาและกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษากรอบเพดานการใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ต่อปี

“มาตรฐานวินัยการคลังของไทย กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และเราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2572” นายเอกนิติกล่าว “ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีการขาดดุลงบประมาณ 4.4% แต่เรายังคงยืนยันเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 70%”

ทั้งนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนี้:

  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ภาครัฐให้มากกว่า 15.1% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 14.8%
  • ลดสัดส่วนรายจ่ายภาครัฐให้ไม่เกิน 18% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 19%

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณอาจลดลง แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thailand Future Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้กลไก PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

ครม. เห็นชอบมาตรการ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การที่ ครม. ให้ความสำคัญกับการคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างรอบคอบและยั่งยืน การควบคุมรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญ: ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การกำหนดเป้าหมายให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง การดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

การคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้กลไก PPP เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ PPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การควบคุมวินัยการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

Scroll to top