ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

ครม. คุมเข้มวินัยการคลัง ปี 2572

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” มุ่งเน้นการควบคุมวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายให้การขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบาย “ควิ๊ก บิ๊ก วิน” ที่ขับเคลื่อนโดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นผ่าน 3 มาตรการสำคัญ:

  1. จำกัดงบกลาง: งบกลางจะถูกจำกัดให้ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
  2. จัดสรรงบชำระหนี้: จัดสรรงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  3. ควบคุมงบผูกพัน: จำกัดงบประมาณผูกพันข้ามปีให้สูงสุดไม่เกิน 5%

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับนโยบายกึ่งการคลังภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ร่วมกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการพิจารณาและกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษากรอบเพดานการใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ต่อปี

“มาตรฐานวินัยการคลังของไทย กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และเราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2572” นายเอกนิติกล่าว “ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีการขาดดุลงบประมาณ 4.4% แต่เรายังคงยืนยันเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 70%”

ทั้งนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนี้:

  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ภาครัฐให้มากกว่า 15.1% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 14.8%
  • ลดสัดส่วนรายจ่ายภาครัฐให้ไม่เกิน 18% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 19%

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณอาจลดลง แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thailand Future Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้กลไก PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

ครม. เห็นชอบมาตรการ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การที่ ครม. ให้ความสำคัญกับการคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างรอบคอบและยั่งยืน การควบคุมรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญ: ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การกำหนดเป้าหมายให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง การดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

การคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้กลไก PPP เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ PPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การควบคุมวินัยการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: