วิปรัฐบาล

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อระดับโลกเมื่อนายเยนส์ ชปาห์น นักการเมืองแถวหน้าของเยอรมนี ตัดสินใจประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานวิปรัฐบาลอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความตกใจให้กับแวดวงการเมืองเยอรมัน แต่ยังกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับคำว่า ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของนักการเมือง เมื่อเขาตัดสินใจมีบุตรร่วมกับสามีผ่านวิธีการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ในอดีตตัวเขาเองคือผู้ที่ผลักดันนโยบายต่อต้านการอุ้มบุญอย่างแข็งกร้าว

จุดเริ่มต้นของดราม่าทางการเมือง

ปัญหาสำคัญคือ นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง ครั้งนี้สะท้อนชัดถึงความย้อนแย้งที่สังคมไม่ยอมรับ ชปาห์นเคยเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุขและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การอุ้มบุญเป็นสิ่งผิดกฎหมายในเยอรมนี โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 2558 ว่า การอุ้มบุญเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมและยากที่จะยอมรับได้ในมุมมองของเขา การที่เขากลับลำมาเลือกใช้วิธีนี้เสียเองจึงถูกมองว่าเป็นการ ‘ปากว่าตาขยับ’ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (CDU) เป็นวงกว้าง

หากเราวิเคราะห์ถึงความรับผิดชอบทางการเมือง กรณีของนายชปาห์นถือว่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลกระทบต่อพรรคการเมือง: พรรค CDU เพิ่งมีการรับรองมติห้ามการอุ้มบุญเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ตำแหน่งของชปาห์นกลายเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาใช้โจมตี
  • ความย้อนแย้งส่วนตัว: แม้กฎหมายเยอรมันจะอนุญาตให้เลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญในต่างประเทศได้ แต่ในฐานะผู้นำ การกระทำของเขาขัดกับนโยบายที่เขาเพิ่งสนับสนุน
  • ความกดดันทางสังคม: เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดุดันทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างามอีกต่อไป

ท้ายที่สุด การตัดสินใจลาออกของเขาเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ มองว่า ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ เพราะในโลกของการเมือง ความน่าเชื่อถือคือกุญแจสำคัญที่สุด เมื่อใดที่การกระทำไม่ตรงกับหลักการที่ประกาศไว้ ความศรัทธาจากประชาชนย่อมสั่นคลอน ปรากฏการณ์ นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง จึงไม่ใช่แค่ข่าวซุบซิบ แต่คือการสะท้อนถึงมาตรฐานทางจริยธรรมที่สังคมคาดหวังจากตัวแทนของพวกเขา ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรืออยู่ในบริบทใด การรักษาคำพูดและการยืนหยัดในหลักการยังคงเป็นสิ่งที่สังคมให้ค่าเสมอ

ที่มา – นักการเมืองเยอรมัน ลาออกปมมีลูกอุ้มบุญ ทั้งที่ตัวเองเคยต่อต้านรุนแรง

กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ กับกระแสข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาล โดยมีการอ้างถึง “นายกฯ สำรอง” จากพรรคสีน้ำเงิน ที่ใช้ชื่อย่อว่า “ศ.” ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าความจริงแล้วเรื่องนี้เท็จจริงประการใด ล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสยบความเคลื่อนไหวเหล่านี้ให้ชัดเจน

กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์

การออกมาให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “คุณกรวีร์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันตัวตนของพรรคภูมิใจไทยอย่างหนักแน่น โดยระบุชัดเจนว่า กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการจบประเด็นเรื่องชื่อย่อปริศนาที่ถูกนำไปโยงกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เป็นอย่างดี

เปิดรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย

เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่ติดตามข่าวสารการเมืองเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นายกรวีร์ได้ย้ำถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเพียง 2 ท่านเท่านั้น ได้แก่:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย)
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ดังนั้น การที่ใครจะมาปล่อยข่าวลือเรื่อง “ศ.” จึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

นายกรวีร์ยังได้เน้นย้ำอีกว่า กรวีร์ ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ พร้อมตั้งคำถามถึงที่มาของข่าวลือว่าพยายามสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ทั้งนี้ ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในตัวผู้นำอย่างหัวหน้าอนุทิน ชาญวีรกูล และทีมบริหารที่จะขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชนให้ครบวาระตามที่ได้ตั้งใจไว้

การออกมาปฏิเสธและสื่อสารความจริงอย่างตรงไปตรงมาในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่ดีให้กับสังคมไทยในการเสพข่าวสารออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวลือทางการเมืองที่มีการใช้ “อักษรย่อ” เพื่อปั่นกระแส การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคนในพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ สุดท้ายแล้วความจริงก็คือความจริง ข่าวลือที่ไม่มีมูลย่อมทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ตราบใดที่คนในพรรคยังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน

ที่มา – “กรวีร์” ยันไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ศ. ภูมิใจไทยมีแค่ อ.อนุทิน-ส.สีหศักดิ์ จี้หยุดลือ

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในสภาตอนนี้กำลังเข้มข้นเลยทีเดียวครับ โดยล่าสุดนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการประชุมสภาในภาพรวม ซึ่งงานนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน เพื่อให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

หากพูดถึงการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นายกรวีร์ได้กล่าวขอบคุณทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตลอดการอภิปราย 2 วันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพาดพิงหรือเสียดสีกันรุนแรง ทำให้การทำงานมีความสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในช่วงค่ำวันนี้จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อมั่นว่าคะแนนเสียงจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ

ก้าวสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมด้วย

ในอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรวีร์ย้ำชัดว่า “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นตรงกัน โดยมีการประสานงานกับวุฒิสมาชิกและประธานรัฐสภาเรียบร้อยแล้วว่า ควรให้ร่างจากภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาเคียงคู่ไปกับร่างของพรรคการเมืองต่างๆ

ประเด็นที่น่าจับตาหลังจากนี้มีดังนี้:

  • การเตรียมความพร้อมในการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
  • การเปิดช่องทางพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนในสมัยประชุมหน้า
  • การประสานงานร่วมกันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแก้ไขรายประเด็นนั้น ยังต้องรอความชัดเจนจากประธานรัฐสภาว่าจะมีการบรรจุเข้าสู่วาระอย่างไร แต่โดยส่วนตัวนายกรวีร์มองว่าการรอให้ร่างของภาคประชาชนเข้ามาพร้อมกันจะส่งผลดีต่อภาพรวม ทั้งในแง่ของความศรัทธาและความรอบคอบของกฎหมายสูงสุดฉบับนี้

ถือเป็นเทรนด์การเมืองยุคใหม่ที่เน้นความร่วมมือเป็นหลัก ไม่แบ่งแยกพรรคพวกจนเกินไป และให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางที่น่าชื่นชมครับ สุดท้ายนี้ “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า หลังจากนี้การแก้ไขกฎหมายสำคัญเหล่านี้จะมีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองไทยต้องลุ้นไปพร้อมๆ กับผมแน่นอนครับ

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อ งบฯ 70 ผ่านฉลุย-ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้องรอภาคประชาชน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการสภา ที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษอากาศในไทยเรานี่กำลังหนักหน่วงมากขึ้นทุกวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ากฎหมายสำคัญของรัฐบาลจะไม่ล่าช้า และจะผ่านเดดไลน์ได้ทันแน่นอน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายกรวีร์ได้ย้ำว่าวิปรัฐบาลได้ประสานงานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าครม.จะพิจารณาอย่างรอบคอบและยืนยันร่างกฎหมายเข้ามาทันกำหนด โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเดดไลน์สำคัญ หากเลยกำหนด กฎหมายอาจถูกตีตกได้ ทำให้การแก้ปัญหาอากาศสะอาดล่าช้าออกไป

นายกรวีร์ยังชี้แจงถึงกระแสจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ขู่จะเชิญเลขาฯครม.มาชี้แจง หากไม่ยืนยันภายใน 5 พ.ค. แต่ประธานวิปยืนยันว่าไม่ต้องกังวล รอประชุมครม.สัปดาห์หน้าจะชัดเจน และกฎหมายหลายฉบับกำลังรอการอนุมัติ ส่วนกำหนด 12 หรือ 15 พ.ค. เป็นดุลยพินิจของครม.

พ.ร.บ.อากาศสะอาด: กุญแจแก้ปัญหามลพิษอากาศในไทย

พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถือเป็นกฎหมายที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคเหนือช่วงฤดูหนาว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด มะเร็งปอด และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละหลายหมื่นราย นอกจากนี้ยังกระทบเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการเกษตร กฎหมายนี้จะกำหนดมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น โรงงาน ไฟป่า รถยนต์เก่า และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน

  • ควบคุมแหล่งมลพิษหลัก: ลดการเผาในที่โล่ง ตรวจจับรถควันดำ
  • ระบบตรวจวัดอากาศ: สร้างสถานีตรวจวัดทั่วประเทศ แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์
  • มาตรการฉุกเฉิน: ห้ามเรียน ห้ามทำงานกลางแจ้ง เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์
  • การมีส่วนร่วม: ชุมชนและเอกชนร่วมรับผิดชอบ

การประสานฝ่ายค้านและตอบกระทู้สภา

นายกรวีร์ย้ำถึงการทำงานร่วมกันกับฝ่ายค้าน โดยเฉพาะเรื่องตั้งกระทู้ถามนายกฯ ในสัปดาห์นี้ ตามข้อบังคับสภา วิปรัฐบาลพร้อมประสานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบแทน หากนายกฯ มีภารกิจ โดยเชิญชวนให้แจ้งประเด็นล่วงหน้า เพื่อเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน สุดท้ายผมเชื่อว่าถ้าเราวางการเมืองลง เอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ก็จะทำให้งานเดินหน้าไปได้ นายกรวีร์กล่าวอย่างหนักแน่น

นอกจากนี้ ในที่ประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยังเตรียมความพร้อมสำหรับญัตติและกระทู้สดในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเพื่อประชาชน

“กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่ารัฐบาลไม่ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้จะมีแรงกดดันจากฝ่ายค้าน แต่การประสานงานที่ดีจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น คุณล่ะครับ คิดว่าพ.ร.บ.นี้จะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้จริงหรือไม่? ในมุมมองของผม ถ้ากฎหมายผ่านและบังคับใช้จริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้อากาศไทยหายใจสะดวกขึ้นแน่นอน

ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – “กรวีร์” เชื่อยืนยันกฎหมายทันเดดไลน์ 12 พ.ค.นี้ ดัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ไม่สะดุด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขตสงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองหลุดออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส.พรรค ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นเพราะน้อยใจเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการ แต่เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องนั้นเลย

นายณัฏฐ์ชนน อธิบายว่า ตนเองมีไลน์กลุ่มมากถึง 1,000 กลุ่ม และมักจะส่งข้อความผิดกลุ่มบ่อยๆ เช่น ส่งไปกลุ่มใหญ่แทนกลุ่มเล็ก หรือออกจากกลุ่มเก่าๆ อย่างกลุ่ม ส.ส.ชุดที่ 25 ชุดที่ 26 และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เขาย้ำว่า “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย จริงๆ ไม่ใช่การน้อยใจจากข้อตกลงเรื่องกรรมาธิการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า

กระบวนการหลังหลุดจากไลน์กลุ่ม

หลังจากหลุดออกจากกลุ่มไลน์ ก็มีกระบวนการของพรรคทำงานทันที โดยไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการพรรคที่จะเชิญกลับ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล ที่มาติดต่อสอบถามสาเหตุ พอชี้แจงแล้วก็เชิญกลับเข้าทันที ไม่มีปัจจัยอื่นใดแฝง

นายณัฏฐ์ชนน ยังเน้นย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องไม่ยึดติดกับหน้าเกียรติหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาชีวิตและปรัชญาการเมืองของตัวเอง ตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค และหลังเหตุการณ์นี้ เขากลับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นจากหัวหน้าพรรค เลขาฯ และวิปรัฐบาล ทั้งงานประสานสภาและงานนอกสภา

โอกาสทองจากการ “มือลั่น”

ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวมองว่าเหตุการณ์ “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นจังหวะดีที่ได้เปิดใจคุยกับผู้บริหารพรรคแบบตรงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารในพรรคยุ่งยาก ต้องประชุมอย่างเดียว โอกาสคุยส่วนตัวน้อย หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาฯ ก็เชิญคุยและบอกว่ามีอะไรให้บอกได้เลย

แม้ยังไม่มีรับปากตำแหน่งชัดเจน แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ เช่น ดูแล พ.ร.ก.เงินกู้ งบประมาณปี 2570 และประเด็นแลนด์บริดจ์ที่กระทบภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่บ้านเกิดสงขลาของเขาได้รับผลน้อยกว่า แต่ต้องช่วยสื่อสารให้ประชาชน

  • สาเหตุหลัก: มือลั่นจากไลน์กลุ่มเยอะ
  • ไม่ใช่: น้อยใจเรื่องกรรมาธิการ
  • ผลดี: ได้เคลียร์ใจ ได้งานเพิ่ม
  • ปรัชญา: รักษาชีวิตมากกว่าเกียรติ
  • ภารกิจใหม่: พ.ร.ก.เงินกู้, งบ 2570, แลนด์บริดจ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็น dynamics ภายในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายตัว ส.ส.อย่างนายณัฏฐ์ชนนเลือกมองบวกและทำงานต่อ แทนที่จะดราม่า มันเป็นบทเรียนว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะไลน์กลุ่มที่เป็นเครื่องมือหลักของนักการเมืองไทย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของ ส.ส.คนนี้ ที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ชอบหรือแชร์บทความนี้ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ นะครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของพรรคในอนาคต โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึง

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

นายยุทธนา ศรีตะบุตร ส.ส.หนองคาย ในฐานะเลขาธิการและโฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ว่าพรรคจะไม่ส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค แม้ว่าจะมีบุคลากรของพรรคอย่าง ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรค ที่แสดงความสนใจก็ตาม เหตุผลหลักมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ หลังผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาหมาดๆ และพรรคกำลังมุ่งเน้นการทำให้องค์กรเข้มแข็งมากขึ้น

จากที่ได้พูดคุยกับ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 30 เมษายน แนวโน้มคืออาจลงสมัครในนามอิสระ โดยเจ้าตัวจะต้องไปเจรจากับหลายฝ่ายเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งตอนนี้ยังไม่ลงตัว การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของพรรคที่ยอมถอยเพื่อให้บุคคลสำคัญได้โอกาส โดยไม่ผูกมัดกับพรรค ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่แข่งขันสูง

พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. ผลกระทบต่อการเมืองท้องถิ่น

นอกจากเรื่องผู้ว่าฯ กทม. แล้ว พรรคพลังประชารัฐยังพูดถึงการทำงานในรัฐบาล โดยยอมรับว่าไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แต่ปฏิบัติตามประเพณีการเมือง โดยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก และเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่ง กมธ. นางสาวตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว และหัวหน้าพรรค ได้ยื่นความประสงค์เป็นคนสุดท้ายตามความถนัด คาดว่าสัปดาห์หน้าวิปรัฐบาลจะหารือจัดสรร เนื่องจากบาง กมธ. มีผู้สมัครถึง 70 คน พรรคได้รับ quota ในวิป 1 ตำแหน่งแล้ว

การตัดสินใจ พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ นี้อาจเป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ หลังจากเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลสมัยก่อน แต่ตอนนี้เน้นสร้างฐานให้มั่นคง การเมืองเหลืออีก 3 ปีกว่า พรรคยังยืนยันจะสู้ต่อ โดยอายุของหัวหน้าและ ส.ส. ยังพร้อมทำงาน

มาดูบริบทกว้างขึ้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นสนามสำคัญที่วัดความนิยมพรรคได้ พื้นที่กรุงเทพฯ มีประชากรหนาแน่นและหลากหลาย ม.ล.กรกสิวัฒน์ ที่มีประสบการณ์การเมืองและฐานเสียงในบางกลุ่ม อาจได้เปรียบถ้าลงอิสระ โดยไม่ต้องแบกภาพลักษณ์พรรคที่อาจมีจุดอ่อน แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการระดมทุนและทีมงาน

  • ข้อดีของการลงอิสระ: ยืดหยุ่น ไม่ถูกมองเป็นเครื่องมือพรรค
  • ข้อเสีย: ขาดโครงสร้างพรรคสนับสนุนเต็มที่
  • โอกาสพรรค: สามารถหนุนเบื้องหลังได้ โดยไม่เสียหน้า

ในมุมมองผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้แสดงถึงความยืดหยุ่นของพรรคพลังประชารัฐ ที่ยอมปรับตัวเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว แทนที่จะเสี่ยงแพ้ในสนามใหญ่ทันที ผู้สนใจการเมืองควรติดตามการเจรจาของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ว่าจะลงจริงหรือไม่ และคู่แข่งรายอื่นๆ จะเป็นใคร

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงน่าติดตามเสมอ หากคุณอยากอัปเดตข่าวสารล่าสุด แนะนำให้ติดตามบล็อกนี้ต่อไป หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของพปชร. ครั้งนี้

ที่มา – พปชร. ไม่ส่งคนลงชิงผู้ว่าฯ กทม. เปิดทาง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ลงอิสระ

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ราคาพืชผล

ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำเป็นประเด็นร้อนที่เกษตรกรไทยเผชิญมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด ล่าสุดในสภา มีการถกเถียงเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ แต่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน

“อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

จากเหตุการณ์วันที่ 29 เมษายน 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาราคาพืชผล นายอัครเดชกล่าวว่า รัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับปัญหานี้ โดยได้กำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ติดตามข้อเสนอและการอภิปรายของ ส.ส. อย่างใกล้ชิดแล้ว การส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ (กมธ.พาณิชย์) ดำเนินการจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

ในสัปดาห์หน้า กมธ.พาณิชย์ชุดใหม่จะเริ่มทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาในการตั้งใหม่ ซึ่งกมธ.นี้ในฐานะกรรมาธิการสามัญประจำสภา มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการติดตามและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลอยู่แล้ว “ไม่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพิ่มเติม เพราะอาจเกิดความซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ ขณะที่กมธ.พาณิชย์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายอัครเดชย้ำ

เหตุผลหลักที่ “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล

  • อำนาจเต็มรูปแบบ: กมธ.พาณิชย์สามารถเชิญหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนมาหารือได้ มีตัวแทนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
  • ไม่ซ้ำซ้อนและประหยัดงบ: หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดิน
  • ทำงานต่อเนื่อง: มีอายุการทำงานยาวนานจนครบวาระสภา สามารถติดตามผลรัฐบาลได้ยาวนาน ต่างจากกมธ.วิสามัญที่จำกัดเวลา
  • ประสิทธิภาพสูงกว่า: เป็นกลไกประจำสภา ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็วและยั่งยืน

ปัญหาราคาพืชผลที่เกษตรกรเผชิญและแนวทางแก้ไข

ราคาพืชผลตกต่ำเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลผลิตล้นตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากน้ำมันและปุ๋ย สงครามการค้าโลกที่กระทบการส่งออก และปัญหาโลจิสติกส์ รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อสต็อกผลผลิต การเจรจาเปิดตลาดใหม่ ลดภาษีนำเข้าปุ๋ย และส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน โดยกมธ.พาณิชย์จะช่วยตรวจสอบและเสนอแนะเพิ่มเติม

ฝ่ายค้านเสนอว่ากมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง กมธ.พาณิชย์ก็ทำได้เช่นกัน และมีประสิทธิภาพมากกว่าเพราะความต่อเนื่องในการทำงาน

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งเน้นประสิทธิภาพและการแก้ปัญหาจริงจัง โดยไม่เสียเวลากับโครงสร้างใหม่ที่อาจล่าช้า คุณเห็นด้วยกับมุมมองของ “อัครเดช” หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “อัครเดช” ยันไม่จำเป็นตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาราคาพืชผล ย้ำ “กมธ.พาณิชย์” มีอำนาจเต็ม ไม่ซ้ำซ้อน

6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้มีข่าวฮอตฮิตในวงการรัฐสภามาเล่าให้ฟังแบบเป็นกันเองเลยนะครับ เรื่อง 6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ นี่เอง ที่ทุกคนรอคอยมานาน สุดท้ายก็เคลียร์กันได้เรียบร้อย ไม่มีดราม่าอะไรให้ปวดหัว

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 เมษายน 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เรียกประชุมตัวแทน 6 พรรคการเมืองหลักๆ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง เพื่อถกกันเรื่องการแบ่งโควตาประธานกรรมาธิการ 35 คณะประจำสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นไม่นาน นายธนยศ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการประสานงานวิปรัฐบาล ก็ออกมาแถลงว่าทุกพรรคตกลงกันได้ แม้บางคณะจะมีหลายพรรคอยากได้เหมือนกัน แต่ทุกคนยอมถอยเพื่อส่วนรวม ไม่ผูกโยงกับกระทรวงที่รัฐมนตรีคุม เพื่อให้สภาเดินหน้าทำงานได้อย่างราบรื่นที่สุด

6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ

มาดูกันครับว่าการแบ่งโควตา6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ เป็นยังไงบ้าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) คว้าไปใหญ่เลย 14 เก้าอี้ พรรคประชาชน (ปชน.) 9 เก้าอี้ พรรคเพื่อไทย (พท.) 5 เก้าอี้ พรรคกล้าธรรม (กธ.) 4 เก้าอี้ พรรคประชาธิปัตย์ 2 เก้าอี้ และพรรคไทรวมพลัง 1 เก้าอี้ ถือว่าลงตัวสมชื่อ headline เลยครับ

พรรคภูมิใจไทยครองแชมป์ 14 เก้าอี้สำคัญ

พรรคภูมิใจไทยได้คณะกรรมาธิการเด็ดๆ หลายตัวเลยครับ ที่จะช่วยกำกับดูแลนโยบายหลักของประเทศ

  • กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ – ช่วยเหลือประชาชนยากจนโดยตรง
  • กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ – คุมความมั่นคงชายแดนและแผนชาติระยะยาว
  • กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค – ปกป้องสิทธิผู้ใช้บริการ
  • กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน – ดูแลเศรษฐกิจการเงิน
  • กมธ.ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม – จัดการป่าไม้และสิ่งแวดล้อม
  • กมธ.การปกครอง – ดูแลโครงสร้างปกครอง
  • กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ – สนับสนุนท้องถิ่น
  • กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ – ต่อต้านคอร์รัปชัน
  • กมธ.พลังงาน – ควบคุมนโยบายน้ำมันไฟฟ้า
  • กมธ.พาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา – ส่งเสริมการค้า
  • กมธ.ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม – อนุรักษ์วัฒนธรรม
  • กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม – พัฒนาดิจิทัล
  • กมธ.อุตสาหกรรม – สนับสนุนโรงงาน
  • กมธ.ตำรวจ – กำกับตำรวจ

เห็นมั้ยครับ พรรคภท.ได้คณะที่ทรงพลังมาก จะช่วยผลักดันนโยบายรัฐบาลได้ดี

พรรคประชาชน 9 เก้าอี้ เน้นกฎหมายและโครงสร้าง

  • กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน – ดูแลกฎหมายใหญ่
  • กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน – ตรวจสอบองค์กรรัฐ
  • กมธ.คมนาคม – รถไฟฟ้า ถนน สนามบิน
  • กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ – คุมงบประมาณ
  • กมธ.ทหาร – กำกับกองทัพ
  • กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน – ส่งเสริมประชาธิปไตย
  • กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ – เศรษฐกิจฐานราก
  • กมธ.สวัสดิการสังคม – ช่วยเหลือสังคม
  • กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย – จัดการน้ำท่วม

พรรคเพื่อไทย 5 เก้าอี้ เน้นสังคมและการศึกษา

  • กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • กมธ.เกษตรและสหกรณ์ – ช่วยชาวนา
  • กมธ.แรงงาน – สิทธิแรงงาน
  • กมธ.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • กมธ.ศึกษา – ปรับปรุงการเรียนการสอน

พรรคกล้าธรรม 4 เก้าอี้ พรรคเล็กแต่ได้คณะสนุกๆ

  • กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร
  • กมธ.กีฬา
  • กมธ.ท่องเที่ยว
  • กมธ.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

พรรคประชาธิปัตย์ได้ 2 คณะ คือ กมธ.การสาธารณสุข และกมธ.ป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (ป.ป.ง.) ส่วนพรรคไทรวมพลังได้ 1 คณะ กมธ.การต่างประเทศ

สรุปแล้ว 6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการเจรจาแบบผู้ใหญ่ในแวดวงการเมืองไทย แสดงให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลสามารถประนีประนอมกันได้เพื่อประโยชน์ของประเทศ จะช่วยให้การพิจารณากฎหมายและตรวจสอบรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คุณคิดยังไงกับการแบ่งโควตานี้คะ? พรรคไหนได้เปรียบสุด หรือมีคณะไหนน่าสนใจ? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – 6 พรรคแบ่งลงตัวเก้าอี้ประธาน กมธ. 35 คณะ ภท. 14 เก้าอี้ ปชน. 9 พท. 5 กธ. 4

มติวิปรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ!

“ชาดา ไทยเศรษฐ์” เผย กรอบเวลาประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญ ต้องลงมติ เห็นด้วยทั้ง 2 วัน วางไว้จบเที่ยงคืน หากไม่จบต้องต่อ 12 ธ.ค.

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่าในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่มีนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณากรอบเวลาในการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ในวันที่ 10 ธ.ค. 68 และครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ วันที่ 11 ธ.ค. 68 เวลา 09.00 น. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระสอง

โดยที่ประชุมวิปรัฐบาล มีมติดังนี้ การประชุมในวันที่ 10 ธ.ค. 68 เริ่มประชุมเวลา 09.00 – 24.00 น. ส่วนวันที่ 11 ธ.ค. 68 เริ่มประชุมเวลา 09:00 – ก่อนเที่ยงคืน โดยลงมติ “เห็นด้วย” ทั้ง 2 วัน และหากไม่จบก็จะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 เพื่อให้การพิจารณาจบ วาระ 2

มติวิปรัฐบาลถกร่วมรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ

การประชุมวิปรัฐบาลครั้งล่าสุดได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าการพิจารณาในวาระ 2 จะต้องสิ้นสุดภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ หากไม่สำเร็จ ก็จะมีการขยายเวลาการประชุมออกไป

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการ แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ การที่วิปรัฐบาลกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

เหตุผลที่ มติวิปรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ

การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเหตุผลหลายประการด้วยกัน ประการแรก คือ เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ยืดเยื้อ เนื่องจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญ การปล่อยให้การพิจารณาเนิ่นนานออกไป อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ประการที่สอง คือ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา ได้แก่ สมาชิกรัฐสภา คณะกรรมาธิการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมและจัดสรรเวลาได้อย่างเหมาะสม การมีกรอบเวลาที่แน่นอน จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่วิปรัฐบาลเน้นย้ำว่าการพิจารณาจะต้องจบภายในกรอบเวลาที่กำหนด หรือหากไม่จบก็จะมีการขยายเวลาออกไป แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหาก มติวิปรัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ ไม่เป็นไปตามเป้า

หากการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 ไม่สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด อาจส่งผลกระทบหลายด้าน ได้แก่

  • ความล่าช้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ: การที่การพิจารณาไม่เป็นไปตามแผน อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องล่าช้าออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในด้านต่างๆ
  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ความล่าช้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจสร้างความไม่แน่นอนทางการเมือง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคม
  • ความไม่เชื่อมั่นของประชาชน: หากประชาชนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐสภาและรัฐบาล

ดังนั้น การที่วิปรัฐบาลพยายามผลักดันให้การพิจารณาเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น

จับตาการประชุมร่วมรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังจับตาดูการประชุมร่วมรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10-12 ธันวาคม 2568 อย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 จะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันและทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม มติวิปรัฐบาลถกร่วมรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ

การที่รัฐบาลและรัฐสภามุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะยาว

ที่มา – มติวิปรัฐบาลถกร่วมรัฐสภา แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2 ต้องจบ

Scroll to top