วิสาหกิจชุมชน

พลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้า

เคยสงสัยไหมครับว่าต้นกล้วยน้ำว้าที่เราเห็นทั่วไป จริงๆ แล้วสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาลกว่าที่เราคิด วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูโปรเจกต์ดีๆ ที่เปลี่ยนแนวคิดจากการทิ้งวัสดุการเกษตร ให้กลายเป็นงานคราฟต์สุดล้ำ ด้วยการพลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้า ซึ่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนไทลื้อบ้านหล่ายทุ่ง จังหวัดน่าน

พลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้า สร้างอาชีพ

การดำเนินงานของกลุ่มเซ็นทรัลผ่านโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ได้เข้าไปสนับสนุนให้ชาวบ้านในพื้นที่นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยการนำลำต้นกล้วยที่มักถูกทิ้งหลังเก็บเกี่ยว มาเข้ากระบวนการแยกเส้นใยจนกลายเป็นวัสดุสิ่งทอคุณภาพสูง ซึ่งนับเป็นการพลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้า ที่นอกจากจะช่วยลดขยะแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

จุดเด่นของงานผ้าทอไทลื้อจากเส้นใยกล้วย

ความน่าสนใจของผ้าทอจากเส้นใยกล้วยน้ำว้า ไม่ใช่แค่เพียงการนำเอาวัสดุเหลือใช้มาทำ แต่คือการรักษาอัตลักษณ์ลวดลายน้ำไหลของชาวไทลื้อให้คงอยู่ โดยมีกระบวนการที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสกัดเส้นใยธรรมชาติ: ชาวบ้านร่วมมือกันพัฒนาวิธีการแยกเส้นใยจากกาบกล้วยอย่างประณีต
  • สีสันจากธรรมชาติ: การใช้สีจากธรรมชาติในการย้อมผ้า ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • การออกแบบร่วมสมัย: ผสมผสานเทคนิคการทอแบบดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ด้วยเหตุนี้เอง การที่ชุมชนสามารถพลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้า ได้สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหล่ายทุ่งมีรายได้เสริมหมุนเวียนในพื้นที่เดือนละหลายหมื่นบาท ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจงานฝีมือของบรรพบุรุษมากขึ้น เพราะพวกเขามองเห็นแล้วว่าอาชีพทอผ้าก็สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและเลี้ยงดูครอบครัวได้

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในงานผ้าทอที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและวิถีชุมชน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงจากการลงมือทำของคนในชุมชนเองครับ ลองเปิดใจรับสินค้าจากเส้นใยกล้วยดูสักชิ้น รับรองว่าคุณจะได้ทั้งงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชนไทลื้ออย่างแน่นอน

ที่มา – พลิกวัสดุเหลือทิ้งเกษตรต้นกล้วยน้ำว้า เป็นด้ายทอผ้าสร้างงาน-รายได้ให้ชุมชน

สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน

สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลายคนคงรู้สึกได้ว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือที่เราเรียกกันติดปากว่า SME กำลังเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงและมองว่าการจะขับเคลื่อนประเทศได้นั้น สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน อย่างจริงจัง เพราะธุรกิจเหล่านี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของฐานรากเศรษฐกิจไทยทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยตรง

ทำไมต้องเร่งใช้เงินกู้ต่อลมหายใจ SME?

ปัญหาที่ผู้ประกอบการกำลังเจอในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น กำลังซื้อที่หดตัว และวิกฤตสภาพคล่องที่ทำให้กระแสเงินสดขาดช่วง นายสงครามจึงได้เสนอแนวทางเชิงรุกให้รัฐบาลนำงบประมาณจากโครงการเงินกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการ สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน ให้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง หากรัฐปล่อยให้ผู้ประกอบการล้มหายตายจากไปมากกว่านี้ ผลกระทบก็จะย้อนกลับมาที่อัตราการว่างงานและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน

หากเรามองภาพรวมจะเห็นว่า SME เป็นกลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในชุมชน ผู้ให้บริการรายย่อย ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าท้องถิ่น ประโยชน์ของการรักษาธุรกิจกลุ่มนี้ไว้ ได้แก่:

  • ลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการเพื่อรักษาฐานราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบผู้บริโภค
  • สร้างความต่อเนื่องในการจ้างงาน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในระดับฐานรากยังมีรายได้เลี้ยงครอบครัว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่น แทนที่จะกระจุกตัวอยู่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย การที่ สงครามแนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชน นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะการเยียวยาด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเปรียบเสมือนการเติมออกซิเจนให้ร่างกายที่กำลังอ่อนแอ เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นยืนและแข่งขันได้ในยุคที่ตลาดมีความผันผวนสูง หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณก้อนนี้ให้เข้าถึงผู้ประกอบการตัวเล็กตัวน้อยได้อย่างทั่วถึง ก็เชื่อมั่นได้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนมากกว่าการปล่อยให้กลไกตลาดจัดการกันเองเพียงลำพัง

ที่มา – “สงคราม” แนะรัฐเร่งฟื้นเอสเอ็มอีเพิ่มโอกาสช่วยประชาชนเสนอรัฐใช้เงินกู้ต่อลมหายใจเอสเอ็มอี

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อติดตามความคืบหน้าของกลุ่มผู้ประกอบการที่น่าสนใจ โดยการลงพื้นที่ของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ในครั้งนี้ เน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย ผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

ศักยภาพของนวัตกรรมอาหารไทยสู่ความยั่งยืน

การเดินทางมาเยือนของ วราวุธเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน SME D Bank หนุนอาหารนวัตกรรม ยังรวมถึงการเยี่ยมชมกิจการของ Dairy Home ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการดำเนินธุรกิจในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัยและการรักษาสิ่งแวดล้อม

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ได้มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการจัดการ การสนับสนุนด้านเงินทุน และการเปิดช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการในชุมชนสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

  • ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์
  • สนับสนุนมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น Green Industry
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
  • มุ่งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero)

นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ นายวราวุธยังได้ไปเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจรของเครือซีพีเอฟ เพื่อเน้นย้ำถึงนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

โดยสรุปแล้ว ความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารนวัตกรรมที่สำคัญของโลกได้ในอนาคต หากภาครัฐและเอกชนยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ การสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานรากจะสำเร็จได้อย่างแน่นอน และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง

ที่มา – “วราวุธ” ลงพื้นที่เยี่ยมวิสาหกิจชุมชน-ลูกค้า SME D Bank หนุน อุตสาหกรรมอาหารนวัตกรรม

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2570 กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างเต็มตัว โดยเน้นย้ำว่านี่คือโอกาสทองที่จะใช้ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง

“อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

เหตุผลหลักที่นายอัครเดชให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะมองว่าเศรษฐกิจฐานรากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก หากเราสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนได้ ก็เท่ากับว่าเรากำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจของไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องเน้น OTOP และวิสาหกิจชุมชน?

การที่ “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น ทั้งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มาใส่มาตรฐานใหม่เข้าไป โดยรัฐบาลมีแผนงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • โครงการ OTOP Skill: ยกระดับทักษะผู้ประกอบการ ให้พัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ตลาดโลก
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์: ช่วยให้สินค้าชุมชนดูดี มีมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด
  • การขยายช่องทางจำหน่าย: สนับสนุนทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
  • การเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เพิ่มสภาพคล่องให้วิสาหกิจชุมชนได้นำไปขยายกำลังการผลิต

นายอัครเดชยังชี้ให้เห็นว่า หากเราขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ใช้แรงงานจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศคึกคักขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณบวกของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตจากฐานรากคือรากฐานที่มั่นคงที่สุด การที่ภาครัฐหันมาผลักดัน “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ จึงเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ทุกคนในชาติอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “อัครเดช” หนุนงบฯ ปี 70 ชูเศรษฐกิจฐานราก ดัน OTOP-วิสาหกิจชุมชน เป็นเครื่องยนต์ฟื้นประเทศ

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง โดย สุริยะ-สรวุฒิ

เชื่อว่าเพื่อนๆ เกษตรกรหลายคนคงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการปศุสัตว์ไทย ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้สั่งการด่วนให้คุณ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคายเพื่อลุยโปรเจกต์ใหญ่ นั่นคือการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะทางกระทรวงเกษตรฯ ต้องการเปลี่ยนจากเกษตรแบบเดิมๆ มาสู่การเกษตรอัจฉริยะหรือ Precision Farming โดยวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านโคกคำถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจมาก จากที่เคยเลี้ยงแบบปล่อยทุ่ง ก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเลี้ยงยืนโรงแบบประณีต ซึ่งช่วยให้ควบคุมคุณภาพเนื้อได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ก้าวสำคัญในการดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

สำหรับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในครั้งนี้ คุณสรวุฒิได้วางแนวทางการทำงานไว้ถึง 3 ระยะ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าการ ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง จะประสบความสำเร็จ:

  • ต้นน้ำ: เน้นการลดต้นทุนและสร้างมาตรฐานฟาร์มให้ถูกสุขลักษณะ โดยปศุสัตว์จังหวัดจะเข้ามาช่วยให้ความรู้เรื่องอาหารสัตว์
  • กลางน้ำ: พิจารณาความคุ้มค่าเพื่อสนับสนุนโรงเชือดมาตรฐานให้กลุ่ม เพื่อการจัดการที่ครบวงจร
  • ปลายน้ำ: บูรณาการร่วมกับหน่วยงานวิจัยเพื่อแปรรูปเนื้อ เช่น ทำเนื้อแดดเดียว หรือแหนมเนื้อ ให้ตรงใจคนยุคใหม่

สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือการที่กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่อง “การบัญชีนำการผลิต” เพราะไม่ว่าธุรกิจจะดีแค่ไหน หากไม่มีการจดบันทึกต้นทุนที่ชัดเจน ความยั่งยืนก็เกิดขึ้นยาก การนำสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาช่วยสอนสมาชิกกลุ่ม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการตัวจริง

ในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลี้ยงวัว แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแกร่ง หากเราสามารถสร้างสินค้าที่มีมูลค่าสูงและตรงความต้องการตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเกรดพรีเมียมหรือผลิตภัณฑ์แปรรูป การสร้างรายได้ก็จะมั่นคงถาวร เกษตรกรไทยเราไม่ได้เป็นรองใคร ขอแค่ได้รับแรงสนับสนุนที่ถูกจุดและนวัตกรรมที่เหมาะสม เชื่อว่าเราจะเห็นมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างภาคภูมิแน่นอนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่ง “สรวุฒิ” ลุยหนองคาย ดันโมเดลโคเนื้อบ้านโคกคำสู่สินค้ามูลค่าสูง

พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ พังบ้าน 17 หลัง

ครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ อย่างรุนแรง พัดพาหลังคาบ้านประชาชนปลิวพังเสียหายกว่า 17 หลัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ช่วงเย็น ทำให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวตกใจสุดขีด พายุมาพร้อมลมแรง ฝนกระหน่ำ และลูกเห็บขนาดใหญ่ ซัดโหมโรงทั้งในพื้นที่ ต.โคกสะอาด และ ต.โสกปลาดุก จ.ชัยภูมิ

พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ

พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ ในครั้งนี้ สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่บ้านห้วยทับนาย หมู่ 8 ต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว ที่มีบ้านเรือนถูกพัดหลังคาปลิวไปกว่า 8 หลัง นอกจากนี้ยังมีต้นมะพร้าวล้มทับบ้าน 1 หลัง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บรุนแรง ทางด้าน ต.โสกปลาดุก ก็ไม่รอด บ้านท่าบอน มีบ้านเสียหายอีก 7 หลัง หลังคาปลิวว่อนไปกับสายลม

สถานที่ท่องเที่ยวเขื่อนโป่งขุนเพชรเสียหายหนัก

ไม่ใช่แค่บ้านเรือนธรรมดา แต่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างวิสาหกิจชุมชนบ้านห้วยทับนาย ริมเขื่อนโป่งขุนเพชร ก็โดนพายุเล่นงานเต็มๆ ห้องน้ำที่สร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวใช้ ถูกแรงลมพัดปลิวไปไกลกว่า 100 เมตร พังยับเยิน ขณะนั้นมีนักท่องเที่ยวกำลังนั่งเรือชมวิวเขื่อน ต้องรีบจอดเรือที่เกาะกลางน้ำ หวิดจมเรือล่ม โชคดีที่พายุสงบลงเร็ว จึงกลับฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทางวิสาหกิจชุมชนจึงประกาศปิดพื้นที่ชั่วคราว เพื่อปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาสวยงามดังเดิม

คำบอกเล่าจากชาวบ้านนายชวลิต

นายชวลิต พุทธบุรี อายุ 39 ปี ชาวบ้านห้วยทับนาย หมู่ 8 เล่าถึงเหตุการณ์สุดระทึกว่า “ตอนนั้นผมกำลังดูแลพื้นที่วิสาหกิจท่องเที่ยวริมเขื่อน จู่ๆ พายุก็พัดเข้ามา ลมแรงมาก ฝนตกหนัก ลูกเห็บกระหน่ำ ผมรีบวิ่งหลบฝน จับขาเต็นท์ไว้แทบไม่ไหว หวิดปลิวตามลมไปด้วย ห้องน้ำปลิวหายไปไกลเลย เรือท่องเที่ยวต้องจอดเกาะ รอพายุสงบ” เขายังบอกอีกว่า พายุรุนแรงขนาดนี้ ไม่เคยเจอมาเกิน 10 ปีแล้ว น่ากลัวมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านเสียหายหนัก แต่ทุกคนปลอดภัยดี

นี่คือตัวอย่างของพายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยในภาคอีสาน โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม สภาพอากาศแปรปรวน ลมพายุหมุนวน ลูกเห็บ และฝนตกหนัก สามารถก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว

สรุปความเสียหายจากพายุ

  • บ้านเรือนเสียหายรวมกว่า 17 หลัง ส่วนใหญ่หลังคาปลิว
  • หมู่บ้านห้วยทับนาย: 8 หลัง + ต้นมะพร้าวล้มทับ 1 หลัง
  • บ้านท่าบอน ต.โสกปลาดุก: 7 หลัง
  • วิสาหกิจชุมชนบ้านห้วยทับนาย: ห้องน้ำปลิว 100 เมตร พื้นที่ปิดชั่วคราว
  • นักท่องเที่ยวติดเกาะชั่วคราว แต่ปลอดภัย

เบื้องต้น ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รีบสำรวจความเสียหาย รายงานอำเภอ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น งบประมาณซ่อมแซม เครื่องนอนชั่วคราว และอาหาร

จากเหตุการณ์ พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ นี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เตรียมรับมือภัยธรรมชาติ เช่น ตรวจสอบหลังคาบ้านให้มั่นคง ติดตั้งโครงสร้างป้องกันลมแรง ฟังพยากรณ์อากาศ และมีแผนอพยพฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสียหายได้มาก

คุณคิดว่าพายุฤดูร้อนจะรุนแรงขึ้นจาก climate change หรือไม่? แชร์ความเห็นและประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สมัครรับข่าวสารอัปเดตภัยพิบัติเพื่อความปลอดภัยของทุกคนด้วยนะครับ!

ที่มา – พายุฤดูร้อนถล่ม 2 ตำบลชัยภูมิ พัดหลังคาบ้านประชาชน ปลิวพังเสียหายกว่า 17 หลัง

ผลิตสุราชุมชน ต้องขอใบอนุญาตกรมสรรพสามิต

เคยลองดื่มสุราชุมชนแล้วติดใจจนอยากทำเองบ้างไหม? รสชาติแท้ๆ จากวัตถุดิบท้องถิ่น สตอรี่สุดเข้มข้น แต่ถ้าอยากเป็นผู้ผลิตสุราชุมชนจริงจัง ต้องไม่ลืมเรื่องสำคัญคือการขอใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิตนะเพื่อนๆ! วันนี้เราจะพาไปส่องกฎหมายใหม่ พ.ร.บ.สุราชุมชน ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 6 มิ.ย. 2568 เปิดโอกาสให้เกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย ผลิตสุราท้องถิ่นได้ถูกกฎหมาย เพิ่มรายได้ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนเข้มแข็ง

กฎหมายนี้แก้ไขมาตรา 153 ของ พ.ร.บ.สรรพสามิตเดิม หากอยากผลิตสุรา หรือมีเครื่องกลั่นต้องยื่นขออธิบดีกรมสรรพสามิตก่อน และตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด กฎกระทรวงที่กำลังมา จะช่วยให้กลุ่มเกษตรใช้ผลผลิตในประเทศผลิตสุราชุมชนเพื่อขายได้ สุราที่ได้อาจมีสีหรือกลิ่นตามธรรมชาติ ไม่ต้องใสบริสุทธิ์แบบอุตสาหกรรม สุดยอดไปเลย!

สุราชุมชน คืออะไรกันแน่?

สุราชุมชน คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตโดยคนในชุมชน มีทั้งแบบแช่อย่างอุ สาโท และแบบกลั่นอย่างสุราขาว สุรากลั่นได้จากพืชน้ำตาลอย่างอ้อย ข้าว ข้าวโพด หมักกับยีสต์ ยีสต์กินน้ำตาลหมดกลายเป็นแอลกอฮอล์ แล้วกลั่นซ้ำๆ จนได้สุราขาวใสๆ ไม่ผสมสีหรือสารเคมี ธรรมชาติสุดๆ

ยุคนี้สุราชุมชนดังมาก ทั้งคุณภาพ รสชาติ สตอรี่จากชุมชน เห็นได้จากอีเวนต์ชิม เหล้าขาว เหล้าป่า ที่กลุ่มผู้ผลิตรวมตัวพัฒนา เพื่อดันเศรษฐกิจชุมชนให้โลก biếtจัก สุราชุมชนไทยมีเสน่ห์ไม่แพ้แบรนด์ดัง!

สีสันของสุราชุมชน บอกเล่าเรื่องราวการผลิต

สีของสุราชุมชนแต่ละแบบ บอกวิธีผลิตและวัตถุดิบท้องถิ่นได้ชัดเจนเลย เช่น

  • สุราขาวใส (Crystal Clear/White Liquor): กลั่นดึงแอลกอฮอล์และกลิ่นระเหย สีขาวใสตามธรรมชาติ ไม่บ่ม ยอดฮิตในชุมชน
  • สุราสีน้ำตาล (Brown Spirit): บ่มในถังไม้โอ๊กหรือไม้ท้องถิ่น สีเหลืองทองถึงน้ำตาลเข้ม ยิ่งเข้มยิ่งบ่มนาน รสชาติซับซ้อน
  • สุราสมุนไพร/ดองยา: สีตามสมุนไพร เช่น น้ำตาลเข้มจากเปลือกไม้ แดงจากโสม เอกลักษณ์ท้องถิ่น
  • สุราแช่ (อุ สาโท): สีเหลืองนวล น้ำตาลใส ขาวขุ่น จากข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ

ผลิตสุราชุมชน ไม่เพื่อการค้า ทำยังไง?

ผลิตสุราชุมชน ต้องได้รับอนุญาตก่อน

อยากผลิตสุราชุมชน ไม่ใช่ทำเล่นๆ นะ ต้องขอใบอนุญาตกรมสรรพสามิต ไม่ว่าจะสุราแช่ สุรากลั่นขาว สุราสามทับ หรือกลั่นอื่นๆ เงื่อนไขต่างกัน สำหรับผลิตเพื่อขาย ต้องเป็นนิติบุคคล วิสาหกิจชุมชน สถานที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นเขตเกษตรหรืออุตสาหกรรม มีระบบบำบัดน้ำเสียครบ ดูรายละเอียดหลักเกณฑ์ คลิกที่นี่

แต่ถ้าผลิตสุราชุมชนไม่เพื่อขาย ง่ายกว่า! เป็นบุคคลธรรมดาอายุ 20+ ปี สหกรณ์ กลุ่มเกษตร วิสาหกิจชุมชน นิติบุคคลไทย 100% สถานที่กว้างพอ ไม่เดือดร้อนใคร ไม่ใช่โรงของรายอื่น และผลิตไม่เกิน 200 ลิตรต่อปี เพื่อบริโภคเองเท่านั้น อ้างอิง กรมสรรพสามิต

ตัวอย่างสุราชุมชนดังของไทย

สุราชุมชนไทยเจ๋งมาก มีหลายแบรนด์น่าโดน ลองเช็กลิสต์:

  • สังเวียน (Sangvein) สุพรรณบุรี
  • ฃไวต์ชาร์ค (White Shark) ชลบุรี
  • อัสดง (Assa Dong) น่าน
  • กลุ่มประชาชื่น น่าน
  • ตำนาน ตราด
  • เทพนม สาโท หมีด นนทบุรี
  • สยามสาโท นครราชสีมา
  • จันเป๋ง ลำพูน
  • เฮฮา สาโท สุรินทร์
  • Cold Cat Brewing สมุทรปราการ
  • ออนซอน (Onson) สกลนคร
  • Siam Gin กาญจนบุรี
  • แลงมาเซ (Langmaze) เชียงราย
  • โกษาปาน (Kosapan) นนทบุรี
  • กิโลสปิริต (Kilo Spirits) กระบี่
  • สบายสบ๊าย (Sabye – Sabai)
  • ข้าวหอม (Kao Hom) ชัยภูมิ
  • เหม๊าะ น่าน
  • สาโทเมืองกรุง x Guide Brew
  • บำเรอ เชียงราย
  • NAPA สุพรรณบุรี
  • Phaicraft เชียงใหม่

เห็นมั้ย สุราชุมชนกระจายทั่วไทย แต่ละที่รสชาติไม่ซ้ำ ลองไปชิมแล้วติดใจ อยากลองผลิตเองใช่มั้ย? การผลิตสุราชุมชนไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสืบสานวัฒนธรรม สร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มจากศึกษากฎเกณฑ์ ขอใบอนุญาต แล้วลงมือเลย สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยกันนะ!

ที่มา – ดริ๊งค์แล้วติดใจ อยากเป็นผู้ผลิต “สุราชุมชน” ต้องไม่ลืมขอใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิต

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคามะพร้าวหน้าสวนดิ่งเหวเหลือเพียง 2-3 บาทต่อผล ทั้งที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5-6 บาท สวนทางกับมูลค่าการส่งออกที่พุ่งสูงถึงเกือบ 28,000 ล้านบาทในปี 2566 นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนถึงปัญหาโครงสร้างในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมะพร้าวไทย

“กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำทีมคนรุ่นใหม่จากพรรคลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm เพื่อศึกษาสถานการณ์วิกฤตราคามะพร้าว โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง แทนที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการพยุงราคาเท่านั้น นายกรณ์ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่สินค้าขายไม่ออก แต่เป็น “โครงสร้างการกระจายมูลค่า” ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ไม่เป็นธรรม

มะพร้าวไทย โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ยังคงมีศักยภาพสูงในตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพที่กำลังขยายตัวในปี 2567-2568 อย่างไรก็ตาม อำนาจต่อรองกลับกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ ขณะที่เกษตรกรผู้ผลิตซึ่งเป็นต้นทางต้องเผชิญความผันผวนของราคาอยู่เสมอ การขายแบบต่างคนต่างขายทำให้เกษตรกรขาดอำนาจต่อรอง ส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างน่าใจหาย

แนวทางแก้ไขวิกฤตราคามะพร้าวจากนายกรณ์

นายกรณ์ยกตัวอย่างโมเดลของ Aromatic Farm ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้แนวคิด 3 เสาหลัก People – Planet – Profit เน้นความยั่งยืน (Sustainability) เป็นแกนกลาง มีกลไกการรับซื้อมะพร้าวจากสมาชิกในราคาเป็นธรรม ช่องทางการตลาดของตัวเอง และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพแบบมืออาชีพ นี่คือคำตอบเชิงระบบที่ช่วยลดความเปราะบางในระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังอ้างอิงบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น Fonterra ของนิวซีแลนด์ ที่เกษตรกรรวมตัวถือหุ้นในห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ทำให้อุตสาหกรรมนมแข็งแกร่งและยั่งยืน ไทยควรนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมมะพร้าว โดยเสนอแนวทางสำคัญดังนี้

  • ✅ สนับสนุนการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง
  • ✅ วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรม
  • ✅ กำกับระบบล้งและพ่อค้าคนกลางไม่ให้เอาเปรียบเกษตรกรต้นทาง
  • ✅ สร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้าถึงได้โดยตรง

หากปล่อยให้สถานการณ์ มะพร้าว 2 บาท ดำเนินต่อไป เกษตรกรจะขาดทุนหนัก ไม่สามารถบำรุงรักษาต้นไม้และดินได้ สุดท้ายผลผลิตของประเทศจะลดลง มะพร้าวไทยไม่ควรเป็นแค่สินค้าเกษตรผันผวน แต่ต้องพัฒนาเป็น อุตสาหกรรมสีเขียว ที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

การปรับโครงสร้างดังที่ “กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกมะพร้าวหลักอย่างภาคใต้และตะวันออก เกษตรกรจะได้รับส่วนแบ่งมูลค่าที่เป็นธรรมมากขึ้น สามารถลงทุนในเทคโนโลยีการปลูกที่ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี และเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านการแปรรูป เช่น น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิกหรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแบบ Aromatic Farm ให้มากขึ้น พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการขายตรง ลดช่องว่างในห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงกับตลาดส่งออกที่กำลังบูม การทำเช่นนี้จะไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทยทั้งประเทศ

สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากนโยบายที่กล้าปรับโครงสร้างจริงๆ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวสารเกษตรกรรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – “กรณ์” เรียกร้องต้องปรับโครงสร้าง แก้วิกฤตราคามะพร้าวตกต่ำ

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” สินค้าพรีเมียม

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการสินค้าท้องถิ่น โดยเฉพาะผลไม้ป่าที่มีเอกลักษณ์ของภาคใต้ ลูกหยียะรังไม่ใช่แค่ของกินเล่นธรรมดา แต่เป็น soft power ทางวัฒนธรรมที่กินได้จริงๆ และได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งการันตีคุณภาพระดับโลก

“ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา จังหวัดปัตตานี เพื่อติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตลูกหยียะรังชื่อดัง เช่น กลุ่มแม่เลื่อน, อดุลลูกหยี, วีรชาติ และวีรวงค์ การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับสินค้าชุมชนให้กลายเป็นแบรนด์พรีเมียมที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

ทำไมลูกหยียะรังถึงพิเศษ? มันคือผลไม้ป่าที่มีเฉพาะในพื้นที่ยะรัง ปัตตานี รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม หอมกรุ่น ไม่เหมือนใคร การขึ้นทะเบียน GI ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในแหล่งกำเนิดและคุณภาพแท้ๆ นอกจากนี้ ยังสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชาวปัตตานีที่ภาคภูมิใจ

การสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อ “ลูกหยียะรัง”

นายธนกร ย้ำชัดว่ากระทรวงพร้อมช่วยเหลือทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต เช่น เครื่องอบแห้งแบบควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษารสชาติ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัย ดึงดูดสายตาลูกค้า และการขยายช่องทางการขายทั้งออนไลน์อย่าง Shopee Lazada และออฟไลน์ในห้างสรรพสินค้า รวมถึงส่งออกต่างประเทศ

  • กลุ่มวีรวงค์ 3: กำลังการผลิต 8,000 กิโลกรัม/เดือน สร้างรายได้กว่า 510,000 บาท
  • กลุ่มวีรชาติ: รายได้หมุนเวียน 330,000 บาท/เดือน
  • กลุ่มแม่เลื่อนและอดุลลูกหยี: ต้นแบบวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมฐานรากของปัตตานีพร้อมสู่สากลแล้ว หากได้การสนับสนุนต่อเนื่อง จะช่วยสร้างอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้มหาศาล

โอกาสในตลาดโลกสำหรับลูกหยียะรัง GI

ปัจจุบัน ลูกหยียะรัง GI กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี แคลอรีต่ำ เหมาะเป็นของว่างเพื่อสุขภาพ การรุกตลาดออนไลน์จะช่วยให้เข้าถึงลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มมุสลิมที่ชื่นชอบผลไม้แห้งฮาลาล การผนึกกำลังกับแพลตฟอร์ม e-commerce และงานแสดงสินค้าเทศกาล จะยิ่งเร่งยอดขาย

นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ลูกหยียะรังอบกรอบผสมเครื่องเทศ หรือน้ำผลไม้สกัดเย็น เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความหลากหลาย ลองนึกภาพสินค้าไทยจากปัตตานีวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรปหรือตะวันออกกลาง น่าภาคภูมิใจไม่ใช่เหรอ?

การผลักดัน “ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก นี้ เป็นตัวอย่างชัดเจนของนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green) ที่เชื่อมโยงชุมชนเข้ากับเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการท้องถิ่นหลายรายเล่าว่าการอบรมและเครื่องจักรใหม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ทำให้แข่งขันได้จริง

ในฐานะนักเขียนที่ชื่นชอบสินค้าไทยแท้ ขอชื่นชมวิสัยทัศน์นี้ มันไม่ใช่แค่ขายของ แต่คือการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสร้างความยั่งยืน หากคุณอยากลองชิมรสชาติแท้ของปัตตานี สั่งซื้อลูกหยียะรัง GI วันนี้เลย สนับสนุนเกษตรกรชุมชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ soft power ไทย!

ที่มา – “ธนกร” บุกปัตตานี ดัน “ลูกหยียะรัง” ขึ้นแท่นสินค้าพรีเมียม รุกตลาดโลก

Scroll to top