วุฒิสภา

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อต่างประเทศทันที หลังจากที่วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเสียงข้างมากรับรองให้ ท็อดด์ แบลนช์ (Todd Blanche) อดีตทนายความส่วนตัวของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการจับตามองจากทุกภาคส่วน

เปิดเส้นทางสู่เก้าอี้อัยการสูงสุด

ก่อนหน้านี้ ท็อดด์ แบลนช์ ได้ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งอัยการสูงสุดมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่การปลด แพม บอนดี ออกจากตำแหน่ง การลงมติในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วยคะแนนเสียง 50 ต่อ 49 เสียง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เฉียดฉิว โดยได้เสียงชี้ขาดจาก บิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน แม้ว่าตัวเขาเองจะมีประวัติที่ค่อนข้างซับซ้อนกับทางพรรคและตัวอดีตประธานาธิบดีก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลดังนี้:

  • การจัดตั้งกองทุนปริศนา: มีการตั้งคำถามถึงกองทุนมูลค่า 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อ้างว่าเพื่อชดเชยผู้ถูกรัฐบาลคุกคาม แต่กลับถูกมองว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องหาในคดีบุกรัฐสภา
  • ความกังวลเรื่องความเป็นกลาง: วุฒิสมาชิกฝ่ายเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน รวมถึงลิซา เมอร์เคาสกี แสดงความกังวลว่าแบลนช์อาจไม่สามารถต้านทานพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงของรัฐบาลได้
  • ความขัดแย้งทางผลประโยชน์: บทบาทเดิมของแบลนช์ในการดูแลคดีภาษีของทรัมป์ ทำให้เกิดคำถามเรื่องการใช้อำนาจในอนาคต

หลังการรับรองตำแหน่ง สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในวงการการเมืองอย่างหนัก โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำฝ่ายเดโมแครตได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า นี่คือการเปิดประตูสู่การทุจริตในกระทรวงยุติธรรม แต่ในฝั่งของผู้สนับสนุนอย่าง ชัค กราสสลีย์ กลับมองว่าแบลนช์เป็นผู้ที่มีความอดทนและมีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งสำคัญนี้

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในฐานะอัยการสูงสุด แบลนช์จะสามารถก้าวข้ามข้อครหาและพิสูจน์ความสามารถในการบริหารกระทรวงยุติธรรมให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนได้อย่างไร หรือเขาจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแทรกแซงทางการเมืองอย่างที่ฝ่ายค้านกังวลไว้หรือไม่

ที่มา – สว.สหรัฐฯ รับรอง ท็อดด์ แบลนช์ อดีตทนายทรัมป์ เป็นอัยการสูงสุดคนใหม่

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญในรัฐสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพ โดยการที่ สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกต่างจับตามอง เพราะนี่คือการวัดพลังกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงเวลาที่วิกฤตความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงขึ้น

สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนน 214 ต่อ 208 เสียง เพื่อจำกัดอำนาจในการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงพังทลายลง ส่งผลให้เกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 12 วัน โดยเฉพาะเหตุการณ์สูญเสียทหารสหรัฐฯ ในจอร์แดนที่จุดชนวนให้สถานการณ์บานปลาย

เบื้องหลังการเมืองที่พลิกผัน

แม้ว่าฝั่งสภาล่างจะพยายามคานอำนาจ แต่เมื่อเรื่องไปถึงวุฒิสภา กลับพบว่า สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก โดยผลโหวตออกมาที่ 47 ต่อ 49 เนื่องจาก สว. ฝ่ายรีพับลิกันบางส่วนเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนมตินี้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

  • ฝ่ายเดโมแครตมองว่าการทำสงครามต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามหลักรัฐธรรมนูญ
  • ฝ่ายบริหารของทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยและการป้องกันตนเองจากภัยคุกคาม
  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการเลี่ยงกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 อาจมีความหมิ่นเหม่ทางข้อกฎหมาย

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกการเมืองสหรัฐฯ อำนาจในการทำสงครามไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือเกมการคานอำนาจที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง หากสภาคองเกรสต้องการจะยุติความขัดแย้งจริงๆ อาจต้องลงลึกถึงการพิจารณางบประมาณกลาโหมก้อนโตที่กำลังรอการอนุมัติ แทนที่จะเป็นเพียงการออกมติเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง

คุณคิดว่าอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? การที่อำนาจถูกดึงกลับมาอยู่ที่รัฐสภาจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามใหญ่ได้จริงหรือไม่ หรือมันเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างผลงานในช่วงหาเสียง? มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ครับ

ที่มา – สส.สหรัฐฯ ลงมติจำกัดอำนาจทรัมป์ทำสงคราม แต่โดน สว.ปัดตก

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านโลกโซเชียล โดยระบุว่าพรรคประชาชนได้มีการโพสต์ข้อมูลในลักษณะที่เรียกว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของวุฒิสภาอย่างมาก

นายพิสิษฐ์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อความที่กล่าวหาว่า สว. พยายามแก้กฎหมายเพื่อล้างผิดให้ตนเองในคดีฮั้ว สว. นั้นไม่เป็นความจริงแต่ประการใด การโพสต์ข้อมูลในลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองฝ่ายค้านอย่างรุนแรง

ทำไมพรรคประชาชนถึงถูกวิจารณ์เรื่องการนำเสนอข้อมูลเท็จ

การที่ สว. ออกมาแสดงความไม่พอใจในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง นายพิสิษฐ์กล่าวว่า สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองระดับประเทศไม่ควรกระทำ เพราะการเน้นเพียงยอดไลก์หรือยอดแชร์โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ลัทธิส้ม” ที่เน้นการปลุกปั่นมากกว่าการสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ประเด็นที่ สว. ได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 11 โดยระบุไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เยาวชนอายุ 18 ปีที่กระทำความผิดในคดีมาตรา 112 นั้น นายพิสิษฐ์ให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลัทธิการเมืองบางกลุ่มใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในทางที่ผิด หรือนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับพฤติกรรมต่อต้านสถาบันฯ

  • ยืนยัน สว. 138 คนปัจจุบันยังไม่ถูกชี้มูลความผิด ไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายช่วยตัวเอง
  • ชี้แจงเรื่องการปรับปรุงถ้อยคำในร่างกฎหมาย เพื่อให้ชัดเจนว่าไม่มีการนิรโทษกรรมคดีทุจริตเลือกตั้ง
  • เรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาชี้แจงกรณีการโพสต์ข้อมูลที่ผิดพลาด

ในมุมมองของนักกฎหมายและประชาชนทั่วไป ข่าว สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าในยุคดิจิทัล การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ควรเป็นแบบอย่างในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สังคม หากการเมืองไทยยังคงเดินหน้าด้วยการสร้างข่าวลวงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วอาจจะเป็นตัวผู้ส่งสารเองที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือลงไปทุกที การเปิดใจและการมีส่วนร่วมของพรรคประชาชนในครั้งต่อไป จึงเป็นสิ่งที่สังคมจับตามองว่าจะมีการขอโทษหรือชี้แจงอย่างโปร่งใสหรือไม่

ที่มา – สว.เดือดโวย ปชน.โพสต์เฟกนิวส์ ใส่ร้ายล้างผิดคดีฮั้ว สว. แจงไม่ให้เด็ก 18 ปี ได้นิรโทษกรรมคดี

วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวแวดวงการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานแถลงผลงานที่น่าสนใจมาก นั่นคือ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ

สรุปภาพรวมการทำงานและความสำเร็จของ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

ภายในงานนำทีมโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ร่วมกับรองประธานวุฒิสภาทั้งสองท่าน ได้ร่วมกันชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำมาตลอด 2 ปีเต็ม ทั้งเรื่องการประชุมสภา การขับเคลื่อนนโยบายรัฐสภาสีเขียว (Green Parliament) เพื่อสิ่งแวดล้อม และการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีโอกาสเรียนรู้การเมืองการปกครองมากขึ้นครับ

รายละเอียดผลงานด้านนิติบัญญัติที่โดดเด่น

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการทำงานที่ต้องพูดถึงเลยคือ:

  • พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วถึง 47 ฉบับ และประกาศใช้เป็นกฎหมายสำเร็จถึง 32 ฉบับ
  • อนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ
  • เปิดพื้นที่สำหรับการตั้งกระทู้ถามถึง 443 กระทู้ เพื่อตรวจสอบและหาคำตอบให้กับสังคม
  • พิจารณาญัตติสำคัญๆ อีกกว่า 54 เรื่อง

นอกจากงานด้านกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการที่ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ คือการลงพื้นที่พบปะประชาชนครับ โดยตลอดสองปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากกว่า 1,370 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน และปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

บทสรุปและการดำเนินงานในอนาคต

การทำงานของวุฒิสภานั้นไม่ใช่เพียงแค่การผ่านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นตัวกลางในการรับฟังเสียงของประชาชนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สิ่งที่น่าชื่นชมคือความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนการพิจารณาครับ

ในมุมมองของผม การที่สภามีการสรุปผลการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบแบบครบถ้วนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ หวังว่าในอนาคตวุฒิสภาจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไปครับ

ที่มา – วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งล่าสุด นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพ่วงประเด็นที่สังคมกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการ “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องย้ำไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุผลที่ต้องยืนหยัดในหลักการไม่ล้างผิด

นายนิกรได้อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาว่า ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์เดิม คือมุ่งเน้นการสร้างความสันติสุขและปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมาเกือบ 20 ปี โดยมีหลักการ 3 ข้อที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ได้แก่:

  • การกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  • การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดต่อส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ดังนั้น สังคมจึงมั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง นั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมาย เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นไปเพื่อผู้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขในชั้นวุฒิสภาเกี่ยวกับการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกและการจัดลำดับความผิดใหม่ในบัญชีแนบท้ายนั้น เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคและศักดิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล้างผิดคดีโกงเลือกตั้ง นายนิกรขอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และหากสภาฯ เห็นชอบตามวุฒิสภา ก็คาดว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ท้ายที่สุด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่ยาวนานตั้งแตปี 2548 หากทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ก็จะเป็นการปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน และถือเป็นการก้าวเดินหน้าประเทศไปสู่ความปรองดองที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นนี้จึงสำคัญมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต

ที่มา – “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อกลุ่มนักวิชาการระดับประเทศถึง 21 ท่าน ได้รวมตัวกันออกแถลงการณ์สำคัญเพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความรับผิดชอบและเลิกยื้อเวลาในกรณีความไม่โปร่งใสของการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเน้นย้ำให้รีบส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อชี้ขาดทันที ก่อนที่ความศรัทธาในระบบยุติธรรมจะสูญสิ้นไปมากกว่านี้

ประเด็น 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องระดับโครงสร้างอำนาจที่ส่งผลต่อการแต่งตั้งองค์กรอิสระและทิศทางของนิติบัญญัติในอนาคต นักวิชาการกลุ่มนี้มองว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่นั้นชัดเจนเกินกว่าที่จะนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

เปิดใจทำไมต้องเร่งส่งศาลฎีกา?

เหตุผลหลักที่กลุ่มนักวิชาการผลักดันเรื่องนี้คือการป้องกันการเกิดภาวะรัฐที่ถูกยึดครอง (Captive State) หากปล่อยให้กระบวนการจัดตั้งหรือฮั้วโหวตดำรงอยู่ต่อไป จะเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่กลุ่ม 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้มีอำนาจว่า ประชาชนและภาควิชาการจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องอีกต่อไป

ข้อเรียกร้องของคณะนักวิชาการมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ขอให้ กกต. ยุติการประวิงเวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐาน
  • ต้องเร่งส่งสำนวนคดีให้ศาลฎีกาพิจารณาตัดสินทันที
  • ต้องสาวไปให้ถึงต้นตอของขบวนการฮั้วและผู้รับจ้างสมัครทั้งหมด
  • คืนความถูกต้องในการคัดเลือกเพื่อป้องกันวิกฤตรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ว่าจะเลือกเดินหน้าในฐานะองค์กรที่ปกป้องความสุจริต หรือจะเป็นเพียงตรายางที่คอยประทับตราความไม่ชอบธรรม ความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมายคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้เกียรติภูมิขององค์กรคืนมาได้

เราในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร คงต้องร่วมกันจับตาดูว่าความเคลื่อนไหวของ 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ในครั้งนี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือสังคมไทยเริ่มหมดความอดทนกับความไม่โปร่งใสแล้ว และถึงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความจริงเท่านั้น

ที่มา – 21 นักวิชาการอาวุโสออกแถลงการณ์จี้ “กกต.” เลิกยื้อเวลา ปม “ฮั้ว สว.” ส่งศาลฎีกาชี้ขาดทันที

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

การเดินหน้าของ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีมติเดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ผ่านกลไกการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายจุลพันธ์ย้ำว่าทางพรรคมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคร่วมรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนหรืองดออกเสียง แต่เป็นการทำหน้าที่เพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นที่สุด โดยรายละเอียดโครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นั้น จะเน้นการประสานความร่วมมือทั้งในส่วนของตัวแทนจังหวัดและสภาวิชาชีพต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แก่:

  • การนำเสนอรูปแบบ ส.ส.ร. ที่มีความหลากหลายและเป็นธรรม
  • การรักษาหัวใจสำคัญของสิทธิเสรีภาพและอำนาจการปกครอง
  • การเตรียมความพร้อมในการล่ารายชื่อ สส. ให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก แต่ทางพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าไม่ได้มีความกังวลเรื่องการล่ารายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย เนื่องจากมั่นใจในเอกภาพและความพร้อมของ สส. ในการผลักดันเรื่องนี้สู่สภาฯ แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่นายจุลพันธ์เน้นคือ การทำให้วุฒิสภา (สว.) และสมาชิกรัฐสภาเห็นชอบร่วมกัน เพราะนั่นคือด่านสำคัญที่จะทำให้ร่างนี้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งไปได้

สำหรับใครที่ติดตามประเด็นนี้ จะพบว่า จุลพันธ์ เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. ปรับแก้เพื่อความสบายใจ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยุคปัจจุบันต้องใช้การประนีประนอมเป็นหลัก เพื่อก้าวข้ามผ่านกับดักทางกฎหมายที่ซับซ้อน การเดินเกมของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นการวัดใจทุกฝ่ายว่าจะร่วมสร้างกติกาใหม่ไปพร้อมกันได้หรือไม่ เราต้องรอติดตามกันต่อไปว่ารายละเอียดร่างฉบับปรับปรุงนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และจะได้รับการตอบรับจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยมติเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไข รธน. แต่ปรับแก้เพื่อความสบายใจ ไม่กังวลล่ารายชื่อ สส.

Scroll to top