ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม

ประเด็นร้อนทางการเมืองกลับมาลุกฮืออีกครั้ง เมื่อความเคลื่อนไหวจากฝั่งฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาประสานเสียงกดดันประธานสภาผู้แทนราษฎรให้เร่งดำเนินการในกรณีสำคัญ โดยเรื่องที่กำลังถูกจับตามองคือการให้ประธานสภาฯ ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ถูกมองว่ามีการอุ้มคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

สถานการณ์ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกับ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อิสระ ได้ออกมาแถลงการณ์ทวงถามความคืบหน้า หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องไปตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งจนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 33 วัน แต่เรื่องกลับยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประธานสภาฯ ว่าหากยังคงเพิกเฉยหรือพยายามดองเรื่องไว้อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญและต้องรีบดำเนินการ?

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความโปร่งใสขององค์กรตรวจสอบ อย่าง ป.ป.ช. หากประชาชนเกิดข้อสงสัยว่ามีการช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่ ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม โดยน.ส.นันทนา ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า ประธานสภาฯ กำลังประวิงเวลาเพื่อ “ฟอกขาว” ให้พวกพ้องของตนเองหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้มีอำนาจต้องชี้แจงให้ชัดเจนกับสังคม

  • สถานะปัจจุบัน: เอกสารตรวจสอบรายชื่อครบถ้วนแล้วและวางอยู่บนโต๊ะทำงานประธานสภาฯ
  • ข้อเรียกร้อง: ให้ดำเนินการส่งเรื่องให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ก่อนปิดสมัยประชุม
  • ผลกระทบ: หากนิ่งเฉยอาจเผชิญกับการฟ้องร้องตามมาตรา 157

การที่ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าฝ่ายตรวจสอบต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ ฝ่ายค้าน-สว. จี้โสภณเร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิดศักดิ์สยาม จนถึงขีดสุดแบบนี้แล้ว คำตอบจากสภาฯ จะเป็นอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน ความโปร่งใสคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย การที่สภาฯ ปล่อยให้เรื่องสำคัญค้างคาอยู่เป็นเวลานานโดยไม่มีเหตุผลอันควร ยิ่งสร้างปมสงสัยในใจประชาชน หากต้องการเรียกคืนความไว้วางใจ การเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมาคือวิธีที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – ฝ่ายค้าน-สว. จี้ “โสภณ” เร่งยื่น ป.ป.ช. เอาผิด “ศักดิ์สยาม” ขู่ดองเรื่องเจอ ม.157

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว ศักดิ์สยาม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อทางแกนนำพรรคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่ ในคดีซุกหุ้นอันเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานาน งานนี้ทำเอาหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและหน้าที่ในการตรวจสอบขององค์กรอิสระอย่างตรงไปตรงมา

ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉพฤติการณ์สุดน่าสงสัยของการทำงาน ป.ป.ช. โดยแยกเป็น 3 ประเด็นหลักที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตรัฐมนตรีคมนาคม ดังนี้ครับ:

  • การยุติเรื่องบัญชีทรัพย์สินเท็จ: ป.ป.ช. เลือกสนใจเพียงการถือหุ้นบางส่วน แต่กลับเพิกเฉยต่อหลักฐานเรื่องเงินให้กรรมการกู้ยืมที่พบในเอกสาร ซึ่งเป็นจุดที่ชวนให้สงสัยว่ามีการตรวจสอบอย่างครบถ้วนตามคำร้องหรือไม่
  • การตีความกฎหมายขัดกันแห่งผลประโยชน์: ป.ป.ช. อ้างว่าไม่พบการแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งที่ตามมาตรา 126 (2) เพียงแค่การถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดก็มีความผิดชัดเจนแล้ว แต่ ป.ป.ช. กลับเลือกไปไต่สวนเรื่องการใช้อำนาจแทน
  • การปิดกั้นการมีส่วนร่วมและไม่แจ้งผลกับผู้ร้อง: ตลอดกระบวนการที่ผ่านมา ผู้ร้องไม่เคยได้รับจดหมายเรียกตัวหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เป็นการตอกย้ำว่ากระบวนการมีความเป็นส่วนตัวสูงจนน่ากังขา

ทำไมพรรคประชาชนถึงมองว่า ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม”?

ทางด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้เสริมความเห็นว่า พฤติกรรมที่ ป.ป.ช. แสดงออกนั้นสะท้อนถึงการละเว้นหน้าที่อย่างชัดเจน การที่ไม่มีการนำข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณามาประกอบกัน ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือการเลือกปฏิบัติหรือช่วยเหลือฝั่งการเมืองใดหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล ก็อาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรอิสระในระยะยาว

บทสรุปของเรื่องนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันคือคำถามถึง “ความเป็นธรรม” ในระบบตรวจสอบของประเทศไทย หาก ป.ป.ช. ไม่สามารถตอบคำถามต่อสาธารณะถึงกระบวนการที่โปร่งใสได้ ก็คงยากที่จะเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน นี่จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่าการตรวจสอบนักการเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามขั้นตอน แต่คือการยึดถือหลักกติกาสากลที่ทุกคนต้องเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายครับ

ที่มา – ปชน. ชี้ 3 ช่องโหว่ ป.ป.ช. ส่อฟอกขาว “ศักดิ์สยาม” สงสัยช่วยน้ำเงินหรือไม่

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม”

ข่าวการเมืองร้อนแรงล่าสุด! “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. กลายเป็นประเด็นที่คนไทยหลายคนจับตามอง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่ยอมปล่อยผ่านการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สินและซุกหุ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่ามีมูลจนต้องพ้นจากตำแหน่ง

“พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้รับหลักฐานจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อนำไปประกอบคำร้องของฝ่ายค้าน ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ตั้งกรรมการอิสระไต่สวน ป.ป.ช. หลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องในคดีดังกล่าว นายพริษฐ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านกำลังร่างคำร้องให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเกิน 140 เสียงแล้ว

ผู้สนับสนุนจำนวนมากจากหลายพรรค

  • ส.ส.พรรคประชาชน 119 คน
  • ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน
  • ส.ส.พรรคเสรีรวมไทย 1 คน
  • ส.ส.พรรคไทยภักดี 1 คน
  • ส.ว.ราว 10 คน

คำร้องยังรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น รายละเอียดการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในทุกขั้นตอน รวมถึงคำชี้แจงจากนายศักดิ์สยาม และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้ยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้

3 ปมพิรุธหลักที่ ป.ป.ช. ต้องชี้แจงต่อสังคม

นายพริษฐ์เน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญที่คำร้องจะชี้ให้เห็นความผิดปกติของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องตอบคำถามสังคมให้ชัดเจน

  • ปมที่ 1: ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเส้นทางการเงินในคดีนายศักดิ์สยาม แต่ ป.ป.ช. ไม่นำเอกสารเหล่านี้มาพิจารณา ไม่มีข้อสรุปเรื่องยื่นบัญชีเท็จหรือซุกหุ้น ซึ่งนำไปสู่การพ้นตำแหน่ง
  • ปมที่ 2: ไม่มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหาตามคำร้องที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. อย่างครบถ้วน
  • ปมที่ 3: กระบวนการไต่สวนผิดวิสัย ผู้ร้องอย่างนายปกรณ์วุฒิ ไม่เคยได้รับการติดต่อ จนรู้ผลยกคำร้องพร้อมสื่อมวลชน ขัดต่อ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 51 ที่ต้องตั้งกรรมการไต่สวนคดีสำคัญ และมาตรา 49 ที่ต้องแจ้งผู้ร้องหากปัดตกเบื้องต้น แต่ไม่เคยแจ้ง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ป.ป.ช. อาจใช้ช่องทางพิจารณาเบื้องต้นแล้วยกฟ้อง โดยไม่ไต่สวนจริง ซึ่งเป็นข้อพิรุธร้ายแรง แม้จะยื่นให้ ป.ป.ช. ทบทวน แต่ไม่หยุดการเดินหน้าถอดถอนตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และบทบาท ป.ป.ช.

ย้อนไปคดีของนายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อปี 2566 ว่าปกปิดหุ้นในบัญชีทรัพย์สิน ทำให้พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้องที่นายปกรณ์วุฒิยื่น เรื่องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยไม่ชี้แจงกระบวนการ ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นกลางและประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามทุจริต หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม

ด้าน “ทนายอั๋น” ระบุว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อ เพื่อร่วมยื่นถอดถอน ป.ป.ช. และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร นายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ยื้อเรื่องนี้

กรณี “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงพลังของฝ่ายค้านและประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นบทเรียนสำคัญว่าหน่วยงานปราบทุจริตต้องโปร่งใส มิเช่นนั้นจะถูกตั้งคำถามได้ทุกเมื่อ

ความเห็นของเรา: การเคลื่อนไหวครั้งนี้หากสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนในการกำกับดูแล ป.ป.ช. ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “พริษฐ์” รับลูก “ทนายอั๋น” เกาะติดคดี “ศักดิ์สยาม” โว 140 สส.-สว.หนุน จ่อเดินหน้าถอดถอน ป.ป.ช.

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. จี้เปิดหลักฐานคดีศักดิ์สยาม

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ เมื่อ “ปกรณ์วุฒิ” อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินหน้าบุกไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยื่นหนังสือขอเปิดเอกสารหลักฐานทั้งหมดในคดี “ศักดิ์สยาม” ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาว่าปกปิดทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนบุรีเจริญฯ นี่คือเหตุการณ์ที่หลายคนจับตา เพราะมันโยงไปถึงความโปร่งใสขององค์กรอิสระเลยทีเดียว

“ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. จี้เปิดหลักฐานไต่สวนคดี “ศักดิ์สยาม” ชี้คดีไม่ชอบมาพากล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปกรณ์วุฒิใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร 2540 ยื่นขอเข้าตรวจสอบและถ่ายสำเนาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ตัวเขาเองเป็นหนึ่งในผู้ร้องเรียน โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ยกคำร้องไปแล้ว แต่ปกรณ์วุฒิไม่ยอมแพ้ ยังคงเรียกร้องความจริง

ทำไมถึงต้องบุกไปจี้แบบนี้? เพราะปกรณ์วุฒิชี้ว่าคดีนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยรับหลักฐานคล้ายๆ กัน เขาอยากรู้ว่า ป.ป.ช. ใช้หลักฐานชุดเดียวกันหรือต่างกันยังไง และทำไมถึงยกคำร้องทั้งที่ดูเหมือนมีเจตนาปกปิดชัดเจน

เอกสารสำคัญที่ปกรณ์วุฒิยื่นขอจาก ป.ป.ช.

เพื่อให้เห็นภาพชัดๆ นี่คือรายการเอกสารที่เขายื่นขอแบบครบถ้วนเลยครับ:

  • รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนคดี
  • บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
  • คำชี้แจงของนายศักดิ์สยามที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.
  • ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่เกี่ยวข้อง
  • รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับคดีนี้
  • คำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในคดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อนหน้านี้ นายวีระ สมความคิด และสำนักข่าว The Matter เคยขอเอกสารลักษณะเดียวกันตั้งแต่ปี 2561-2562 แต่ ป.ป.ช. ปฏิเสธ สุดท้ายเรื่องไปถึงคณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสาร คำวินิจฉัย สค.334/2562 ชี้ว่าต้องเปิดเผยได้ เพราะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและไม่กระทบการไต่สวนที่เสร็จสิ้นแล้ว

ศาลปกครองสั่งเปิด: ป.ป.ช. จะยื้ออีกหรือ?

แม้จะมีคำวินิจฉัยแล้ว ป.ป.ช. ก็ยังไม่ยอมเปิด จนคดีไปสู่ศาลปกครอง และในปี 2566 ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งให้เปิดข้อมูลทั้งหมด โดยระบุว่าข้อมูลที่วินิจฉัยเสร็จแล้ว ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ปกรณ์วุฒิจึงคาดหวังว่า ป.ป.ช. จะไม่ยกข้ออ้าง พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข่าวสารลับมาขัดขวางอีก และจะส่งข้อมูลมาให้เร็วๆ นี้ เพื่อยืนยันความโปร่งใส

มาดูสารessence ของคดีกันครับ ข้อหาคือการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จปี 2562 โดยปกปิดห้างหุ้นส่วนบุรีเจริญฯ ปกรณ์วุฒิย้ำว่าการพิสูจน์เจตนาต้องดูพฤติกรรมก่อนยื่นบัญชี ไม่ใช่เหตุการณ์หลังจากนั้น การยกคำร้องจึงดูไม่สมเหตุสมผล เขายังตั้งคำถามถึงหลักฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้แต่ ป.ป.ช. ไม่ใช้ ทำไมถึงละเลย?

โยง “ระบอบสีน้ำเงิน”: ความเป็นอิสระขององค์กรอยู่ไหน?

ปกรณ์วุฒิไม่หยุดแค่นั้น ยังชี้ถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่โยงใยกันในหลายคดี เช่น คดีฮั้ว สว. ซึ่ง สว. มีอำนาจตั้งองค์กรอิสระต่างๆ ทำให้เกิดคำถามว่าประเทศนี้ถูกครองโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ โดยไม่ยึดหลักนิติรัฐ สิ่งนี้ทำให้สังคมต้องตื่นตัว ตรวจสอบองค์กรอิสระให้เข้มงวดขึ้น

จากมุมมองของผม คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความโปร่งใสสำคัญแค่ไหนต่อประชาธิปไตย ถ้า ป.ป.ช. เปิดเอกสารจริง เราจะเห็นภาพชัดว่าความยุติธรรมทำงานยังไง หรือมีอะไรปกปิดไว้ มันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นการเมืองไทยโปร่งใสขึ้น ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ สนับสนุนการตรวจสอบเพื่อชาติที่สะอาด!

ที่มา – “ปกรณ์วุฒิ” บุก ป.ป.ช. จี้เปิดหลักฐานไต่สวนคดี “ศักดิ์สยาม” ชี้คดีไม่ชอบมาพากล

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูก

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบหลักฐานใหม่ใบสั่งล้วงลูกประมูล สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าด้วยสองแนวทางหลัก เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและยุติธรรมในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูกประมูล จี้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงข่าวหลังการประชุม ส.ส. ของพรรค โดยเปิดเผยความคืบหน้าที่น่าจับตา พรรคกำลังเร่งรัดยกร่างคำร้องในสองเส้นทางคู่ขนาน เพื่อท้าทายมติของ ป.ป.ช. ที่ยกคำร้องคดีดังกล่าว ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่พรรคตรวจพบ

สองแนวทางหลักของปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

  • แนวทางแรก: ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 236 – ร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน กำลังยกร่างคำร้องเพื่อรวบรวมรายชื่อ ส.ส. ยื่นต่อประธานสภา จากนั้นส่งศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในคดีนี้ เนื่องจากมีข้อสงสัยในคำวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน
  • แนวทางที่สอง: ยื่นขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ – พบหลักฐานใหม่สำคัญสุด นั่นคือ “หนังสือสั่งการ” จากนายศักดิ์สยาม ในสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม สั่งให้หน่วยงานในสังกัดแจ้งให้ทราบก่อนทุกครั้งที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง หลักฐานชิ้นนี้ชี้ชัดถึงการแทรกแซงที่อาจขัดกฎหมายป.ป.ช. เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่ง ป.ป.ช. ยังไม่เคยพิจารณา

นายสาทิตย์ เน้นย้ำว่า หนังสือสั่งการฉบับนี้เป็นหลักฐานน้ำหนักหน่วงที่พิสูจน์การล้วงลูกการประมูลได้อย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่จะบังคับให้ ป.ป.ช. ต้องทบทวนมติใหม่ เพื่อสร้างบรรทัดฐานการตรวจสอบที่โปร่งใส

กำหนดการยื่นคำร้องและความคืบหน้า

คณะทำงานของพรรคคาดว่าจะยกร่างคำร้องเสร็จสมบูรณ์ภายในสัปดาห์นี้ และพร้อมยื่นต่อ ป.ป.ช. ในต้นสัปดาห์หน้า การเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

พื้นหลังคดี “ศักดิ์สยาม” และประเด็นทุจริตการประมูล

คดีนี้เริ่มต้นจากข้อกล่าวหาว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม เข้าไปแทรกแซงการประมูลโครงการสำคัญของกระทรวง เช่น โครงการรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งอื่นๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากญาติหรือบุคคลใกล้ชิดมีส่วนเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. เคยสอบสวนแต่ตัดสินยกคำร้องไปแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ามีหลักฐานใหม่ที่หลุดรอดการพิจารณา โดยเฉพาะใบสั่งล้วงลูกที่สั่งให้รายงานทุกประมูลตรงถึงรัฐมนตรี ซึ่งผิดหลักธรรมาภิบาล

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบการเมืองไทย ที่ผู้มีอำนาจมักใช้ตำแหน่งแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้ประชาชนสูญเสียโอกาสจากโครงการคุณภาพต่ำหรือต้นทุนสูงเกินจริง

ผลกระทบหาก ป.ป.ช. ทบทวนมติสำเร็จ

หาก ป.ป.ช. ยอมรับทบทวนและเปลี่ยนมติ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญ ช่วยยกระดับการปราบปรามทุจริต โดยเฉพาะในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกระทรวงมหาดไทยคมนาคม นอกจากนี้ การใช้ ม.236 ยังแสดงให้เห็นว่าสภาและศาลสามารถกำกับ ป.ป.ช. ได้ หากมีข้อบกพร่องในการวินิจฉัย

พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ กำลังแสดงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจความโปร่งใส การติดตามคดีนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพการเมืองไทยที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” นี้? เชื่อว่าจะนำไปสู่ความยุติธรรมได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ปชป. ลุยยกร่างคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” พบใบสั่งล้วงลูกประมูล จี้ ป.ป.ช. ทบทวนมติ

“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช. ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้น

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือประเด็น“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช. ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ยกคดี “ยิ่งลักษณ์” เทียบเคียง ซึ่งเป็นมุมมองจากนักกฎหมายชื่อดังอย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ออกมาวิเคราะห์ให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าทำไมมติของ ป.ป.ช. ถึงดูสมเหตุสมผลตามหลักกฎหมาย

“เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช. ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ยกคดี “ยิ่งลักษณ์” เทียบเคียง

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจาก ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องเอาผิดนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในกรณีถูกกล่าวหาว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยเฉพาะเรื่องการขายที่ดินหลายแปลง นายเรืองไกรให้ความเห็นในรายการ “คม ชัด ลึก” เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ว่า จากเอกสารและคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ที่เปิดเผย มันฟังขึ้นจริงๆ เพราะมีการตรวจสอบย้อนหลังหลายปี บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อเนื่องสอดคล้องกันหมด ไม่มีพิรุธอะไรชัดเจน

หลายคนอาจจะงงๆ ว่าทำไม ป.ป.ช. ถึงตีตก ทั้งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์หนัก แต่เรืองไกรย้ำว่าการตัดสินต้องยึดหลักกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่อารมณ์หรือกระแสสังคม เขายังยกตัวอย่างคดีดังอย่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาอธิบายให้เห็นภาพ

ทำไมคดี “ยิ่งลักษณ์” ถึงเป็นตัวอย่างเทียบเคียงได้

ในคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ายิ่งลักษณ์ละเมิดจริยธรรม พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่พอมาที่คดีอาญา มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน! คดีจริยธรรมหรือคุณสมบัติ ใช้เกณฑ์พิสูจน์ที่เบากว่า แต่คดีอาญาต้องพิสูจน์ให้"ไร้ข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง" ถ้ายังสงสัย ก็ต้องยกประโยชน์ให้ผู้ถูกกล่าวหา นี่คือหลักสำคัญที่เรืองไกรชี้ให้เห็น

  • การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน: ป.ป.ช. เช็คย้อนหลังหลายครั้ง ข้อมูลขายที่ดินตรงกันหมด
  • เจตนาปกปิด: ต้องพิสูจน์เจตนาจงใจให้ชัด ถ้าไม่พอ ก็ฟ้องไม่ได้ กลัวศาลยกฟ้องทีหลัง
  • แยกคดีอาญากับจริยธรรม: จริยธรรมยังตรวจสอบต่อ แต่ไม่ผูกพันคดีอาญา

พูดง่ายๆ คือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. ในเรื่องสถานะ ไม่ได้บังคับให้ศาลอาญาต้องตามอัตโนมัติ มันคนละประเด็น เหมือนคดีศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช. บอกว่าพยานไม่พอฟ้องอาญา แต่เรื่องจริยธรรมยังค้างอยู่

เรืองไกรยังเตือนสังคมด้วยนะครับ ว่าถ้าไม่เห็นด้วย ก็ใช้ช่องทางกฎหมายร้องเรียนได้ แต่ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน เพราะถ้ารื้อคดีแบบนี้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันหมด มิฉะนั้นจะเกิด"สองมาตรฐาน" ในระบบยุติธรรม ซึ่งอันตรายมาก

จากมุมมองของผมเอง การวิเคราะห์แบบนี้ช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟังข่าวแล้วด่าองค์กรไปวันๆ คดีการเมืองในไทยมักซับซ้อน แต่ถ้ายึดกฎหมายเป็นหลัก ก็น่าจะยุติธรรมกว่าที่คิด คุณล่ะครับคิดยังไงกับเรื่องนี้? คดีศักดิ์สยามควรฟ้องต่อไหม หรือมติ ป.ป.ช. ถูกต้องแล้ว?

ถ้าชอบบทวิเคราะห์แบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และ subscribe ช่องบล็อกของเรา เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน พร้อมมุมมองที่เป็นกลางและเข้าใจง่าย!

ที่มา – “เรืองไกร” ชี้ ป.ป.ช. ตีตกคดี “ศักดิ์สยาม” ฟังขึ้นตามกฎหมาย ยกคดี “ยิ่งลักษณ์” เทียบเคียง

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม”

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือกรณีที่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ซึ่งเป็นคำยืนยันจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตีตกคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทำให้เกิดกระแสคาดเดาว่าอาจดึงตัวกลับมารับตำแหน่งที่ว่างอยู่

“อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่าง 1 ตำแหน่งไม่ได้มีไว้รอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม แม้ป.ป.ช.จะตีตกคดีซุกหุ้นแล้วก็ตาม "ไม่ดึงครับ เอาให้เคลียร์ตรงนี้ เดี๋ยวจะไปพูดกันอีกว่าที่ว่าง 1 ที่เก็บไว้รอนายศักดิ์สยาม" นายอนุทินกล่าวอย่างหนักแน่น นอกจากนี้ยังชี้แจงว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ผ่านมาถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และจำนวนรัฐมนตรีปัจจุบันเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานแล้ว

พื้นหลังคดีหุ้นของศักดิ์สยามและผลกระทบต่อการเมือง

ย้อนกลับไป คดีหุ้นของนายศักดิ์สยามเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นในบริษัทลูกสาว ทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่งและพรรคภูมิใจไทยไปในที่สุด หลังจากป.ป.ช.ชี้มูลไม่ผิด กระแสข่าวลือเรื่องการกลับมารับตำแหน่งก็ผุดขึ้นทันที แต่ “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้น นายอนุทินยังย้ำว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ออกจากพรรค และไม่เคยมีการหารือเรื่องนี้เลย

  • ป.ป.ช.ตีตกคดีหุ้น: ยืนยันไม่มีความผิด
  • เก้าอี้ครม.ว่าง 1 ตำแหน่ง: ไม่จำเป็นต้องเติมหากงานเพียงพอ
  • ทีมงานในสำนักนายกฯ: มีผู้ช่วยถึง 3-4 คน ช่วยขับเคลื่อนงานได้ดี
  • ไม่ผูกโยงกับพรรคภูมิใจไทย: เคารพคำวินิจฉัยของหน่วยงานอิสระ

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้านและ สว.

แม้รัฐบาลจะยืนยันชัดเจน แต่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมรวบรวมรายชื่อยื่นป.ป.ช.ตรวจสอบคดีศักดิ์สยามรอบใหม่ นายอนุทินมองว่าเป็นสิทธิ์ตามหน้าที่ และไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นพรรคฝ่ายค้านตั้ง "คณะรัฐมนตรีเงา" เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล นายอนุทินตอบแบบอารมณ์ดีว่า "ดีแล้ว ที่มีเงา ถ้าไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนนะสิ" แสดงถึงความมั่นใจในผลงาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ไม่ยึดติดกับโควต้าตำแหน่ง แต่เน้นประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ร้อนระอุ การตัดสินใจไม่ดึงนายศักดิ์สยามกลับมา ช่วยลดกระแสวิจารณ์เรื่องการเมืองแบบ "เก้าอี้รอ" และยืนยันว่ารัฐบาลมีทีมงานที่แข็งแกร่งเพียงพอ

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยข่าวลือและการคาดเดา แต่คำพูดของนายอนุทินในครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ยังคงสนับสนุนผู้นำพรรคอย่างเหนียวแน่น ในอนาคต รัฐบาลน่าจะโฟกัสที่การแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค

สุดท้ายแล้ว “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้าด้วยทีมปัจจุบัน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่เก็บเก้าอี้ ครม. รอ “ศักดิ์สยาม” ยันคนทำงานพอแล้ว

กล้าธรรมร่วมงาน ปชน. ราบรื่น กั๊กร่วมยื่น ป.ป.ช.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีเรื่องร้อนๆ มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ กล้าธรรมร่วมงาน ปชน. ราบรื่น แต่ยังกั๊กๆ เรื่องร่วมลงชื่อฝ่ายค้านยื่นสอบ ป.ป.ช. ในคดี “ศักดิ์สยาม” ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ได้เปิดใจก่อนประชุมใหญ่พรรคที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อ 28 เมษายน 2567 (ปีในข่าวอาจพิมพ์ผิดเป็น 2569) ว่าพรรคของเขาทำงานกับพรรคประชาชนได้ดีมากๆ ไม่มีดราม่าเลย

กล้าธรรมร่วมงาน ปชน. ราบรื่น แบบตรงไปตรงมา

คุณอรรถกรเล่าว่า ตั้งแต่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน พรรคกล้าธรรมยึดหลักทำงานตรงไปตรงมา ถ้ามีจุดที่เห็นต่างก็บอกตรงๆ ไม่มีกั๊ก ตั้งแต่วันแรกที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้รับการตอบรับดีมาก ทำงานด้วยกันมาสองเดือนแล้วลื่นไหลสุดๆ โดยเฉพาะกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ที่ทั้งคู่สไตล์พูดตรงๆ ไม่ต้องเดาใจกัน การทำงานแบบนี้ทำให้ทุกฝ่ายสบายใจ ไม่ต้องลำบากใจว่าจะพรรคกล้าธรรมจะไปทางไหน

เพื่อนๆ ลองนึกภาพสิครับ ในวงการการเมืองที่เต็มไปด้วยการเจรจาลับๆ การที่พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมกล้าพูดกล้าแสดงจุดยืนแบบนี้ ถือเป็นลมเย็นเลยนะ โดยเฉพาะกับพรรคประชาชนที่เป็นหัวหอกฝ่ายค้าน การร่วมงานที่ราบรื่นแบบนี้ช่วยเสริมพลังฝ่ายค้านให้แข็งแกร่งขึ้นได้เยอะ

กั๊กร่วมลงชื่อฝ่ายค้าน ยื่นสอบ ป.ป.ช. คดี “ศักดิ์สยาม”

ส่วนประเด็นร้อนที่สื่อถามต่อ คือพรรคกล้าธรรมจะร่วมลงชื่อยื่นต่อประธานสภา เพื่อส่งศาลฎีกาตั้งกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีศักดิ์สยามหรือไม่? คุณอรรถกรตอบชัดว่า เช้านั้นประชุมวิปฝ่ายค้านไม่เป็นทางการ แต่ละพรรคโชว์จุดยืนกันหมด แต่เขาบอกไปตรงๆ ว่าต้องนำเรื่องนี้ไปคุยกับกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคก่อน จะได้ไม่รับปากแล้วเปลี่ยนทีหลัง ซึ่งฝ่ายค้านก็เข้าใจและยินดีทำงานแบบนี้

ขณะนี้กำลังคุยกันในพรรค คาดอีก 1-2 วันรู้ผลครับ คดีศักดิ์สยามนี่เองที่ ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีพฤติกรรมรับผลประโยชน์จากบริษัทเอกชนตอนเป็น รมว.คค. แต่ฝ่ายค้านมองว่าป.ป.ช.อาจล่าช้าหรือไม่เด็ดขาดพอ เลยอยากยื่นสอบกลับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

  • จุดเด่นของพรรคกล้าธรรม: ตรงไปตรงมา ไม่รับปากมั่ว
  • ความสัมพันธ์กับปชน.: ราบรื่น ไม่มีปัญหา
  • สถานะคดีศักดิ์สยาม: รอหารือภายในพรรค
  • บทบาทในฝ่ายค้าน: เสริมพลังด้วยหลักยึดมั่น

เพื่อนๆ คิดดูสิครับ การเมืองไทยมักมีดราม่าจากการสัญญาแล้วไม่ทำ แต่พรรคกล้าธรรมเลือกทางนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบต่อฐานเสียงจริงๆ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ฝ่ายค้านมีเอกภาพมากขึ้น ถ้ากล้าธรรมตัดสินใจร่วม ก็จะเป็นก้าวสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐ

ในมุมมองผมนะ การ กล้าธรรมร่วมงาน ปชน. ราบรื่น แบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีให้พรรคเล็กๆ อื่นๆ ว่าสามารถยืนหยัดจุดยืนได้โดยไม่เสียเพื่อนร่วมงาน สุดท้ายแล้ว การเมืองที่ดีต้องโปร่งใสและซื่อสัตย์แบบนี้แหละ

คุณคิดยังไงกับจุดยืนของพรรคกล้าธรรม? จะร่วมยื่นสอบ ป.ป.ช. หรือไม่? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – กล้าธรรมร่วมงาน ปชน. ราบรื่น กั๊กร่วมลงชื่อฝ่ายค้าน ยื่นสอบ ป.ป.ช. คดี “ศักดิ์สยาม”

Scroll to top