ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

“ศรีสุวรรณ” ร้องผู้ตรวจการ ชงศาล รธน. ปมศักดิ์สยาม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทย นั่นคือเรื่อง ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ใครที่ติดตามข่าวการเมืองคงรู้ดีว่านี่เป็นดราม่าที่น่าจับตา เพราะมันโยงไปถึงเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองและการทำงานของหน่วยงานปราบปรามทุจริตเลยทีเดียว

ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช.

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ประธานสภาผู้แทนราษฎรองค์กรเอกชนเพื่อรักชาติรักแผ่นดิน ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินที่สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างเป็นทางการ คำร้องนี้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส. และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ระบุว่าเขาไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จนั้น ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่

พื้นหลังปม “ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช.”

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ว่าคุณศักดิ์สยามยังคงถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ซึ่งถือเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานะรัฐมนตรีของเขาสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) แต่ล่าสุด ป.ป.ช. ออกคำวินิจฉัยเมื่อ 8 กันยายน 2568 ว่า นายศักดิ์สยามไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความเท็จ ก่อนจะแถลงข่าวสาธารณะเมื่อ 23 เมษายน 2569 ซึ่งนายศรีสุวรรณมองว่ามีพิรุธเพียบ และขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะมันสะท้อนถึงการตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต ถ้า ป.ป.ช. วินิจฉัยแบบนี้โดยไม่ขัดแย้ง ก็ดี แต่ถ้าขัด ก็อาจต้องให้ศาลตีความใหม่

รายละเอียดคำวินิจฉัย ป.ป.ช. และจุดพิรุธที่ศรีสุวรรณชี้

จากคำแถลงของ ป.ป.ช. พวกเขาตรวจสอบแล้วพบว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ตั้งใจปกปิดหุ้น แต่ศรีสุวรรณโต้แย้งว่ามันมีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง เช่น การไม่แถลงตั้งแต่แรก และรายละเอียดที่ไม่สอดคล้องกับคำตัดสินศาล ลองมาดูสรุปจุดสำคัญกันครับ:

  • คำวินิจฉัยศาล รธน. 1/2567: นายศักดิ์สยามถือหุ้นและบริหาร หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ต้องห้าม เป็นเหตุสิ้นสุดสถานะรัฐมนตรี
  • คำวินิจฉัย ป.ป.ช. 8 ก.ย. 2568: ไม่จงใจยื่นบัญชีเท็จ แต่แถลงล่าช้าถึง 23 เม.ย. 2569
  • ข้อเรียกร้องของศรีสุวรรณ: ให้ผู้ตรวจการส่งศาล รธน. วินิจฉัยว่าขัด รธน. ม.211/4 หรือไม่ หรือส่งศาลปกครองถ้าจำเป็น
  • ผลกระทบ: อาจนำไปสู่การไต่สวนเพิ่มเติมและคำพิพากษา

นายศรีสุวรรณยืนยันว่าคำวินิจฉัย ป.ป.ช. มีพิรุธมากมาย ส่อขัดคำวินิจฉัยศาลเดิมโดยตรง จึงต้องให้หน่วยงานอิสระตีความ

บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ หากเห็นว่ามีปัญหาสามารถส่งศาล รธน. ได้ ซึ่งศาล รธน. เป็นผู้ตีความรัฐธรรมนูญสูงสุด กรณีนี้หากไปถึงศาล อาจกลายเป็นคดีใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์นักการเมืองและ ป.ป.ช. เลยนะครับ

ในมุมมองของผม เรื่อง ศรีสุวรรณ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบของไทยยังมีช่องโหว่ การยื่นบัญชีทรัพย์สินต้องโปร่งใส 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ถ้าศาลรับวินิจฉัย ผลอาจเปลี่ยนเกมการเมืองได้เลย

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มันขัดกันจริงหรือแค่การเมือง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชงศาล รธน. ปม ป.ป.ช. วินิจฉัย “ศักดิ์สยาม”

ป.ป.ช. แจงยิบปม “ศักดิ์สยาม” ไม่ขัดศาล รธน.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่า ป.ป.ช. แจงยิบปม “ศักดิ์สยาม” คนละประเด็นกับศาล รธน. ไม่พบใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ นี่คือประเด็นที่หลายคนสงสัยหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม แต่ ป.ป.ช. ออกเอกสารชี้แจง 5 หน้า ยืนยันว่ามติของพวกเขาไม่ขัดแย้งกันเลยนะครับ

ป.ป.ช. แจงยิบปม “ศักดิ์สยาม” คนละประเด็นกับศาล รธน. ไม่พบใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ได้แถลงเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เพื่อเคลียร์ข่าวลือที่ว่ามติ ป.ป.ช. ขัดกับศาลรัฐธรรมนูญ จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่องเลยครับ ศาลตัดสินเรื่องการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งยังถือว่าคุณศักดิ์สยามเป็นเจ้าของ แม้จะให้คนอื่นดูแลแทน แต่ ป.ป.ช. ดูเรื่องบัญชีทรัพย์สินและการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ ซึ่งตรวจแล้วปกติ

ป.ป.ช. แจงยิบปม “ศักดิ์สยาม” เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน

มาดูรายละเอียดการยื่นบัญชีกันก่อน คุณศักดิ์สยามยื่นถึง 6 ครั้ง ตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยแรก จนถึง ส.ส. สมัยสอง ไม่เคยใส่หุ้นบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นเลย เพราะคิดว่าโอนให้ “นาย ศ.” ไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 ก่อนรับตำแหน่ง รมต. แต่ศาล รธน. วินิจฉัย 17 ม.ค. 2567 ว่ายังเป็นของเขาเพราะแค่นำเงินไปลงทุนในนามคนอื่น

  • 25 พ.ค. 2562: ยื่นเข้าส.ส. สมัย 1 (11 มิ.ย. 2562)
  • 10 ก.ค. 2562: ยื่นเข้าป.ป.ช. รมต. (27 ก.ย. 2562)
  • พ้น รมต. 3 มี.ค. 2566: ยื่นล่า 25 พ.ย. 2567 (ตามคำวินิจฉัยศาล)
  • พ้น ส.ส. สมัย 1 20 มี.ค. 2566: ยื่น 18 เม.ย. 2566
  • เข้าส.ส. สมัย 2 4 ก.ค. 2566: ยื่น 3 ส.ค. 2566
  • พ้น ส.ส. สมัย 2 17 ม.ค. 2567: ยื่นล่า 2 พ.ค. 2567 (16 วัน)

หลังศาลตัดสิน คุณศักดิ์สยามฟ้องนาย ศ. ที่ศาลนนทบุรี ขอโอนหุ้นคืน แต่สุดท้ายประนีประนอม 5 มิ.ย. 2568 ยอมรับว่านาย ศ. เป็นเจ้าของหุ้นจริงๆ ขายที่ดิน 19 แปลง 323 ไร่กว่าๆ ราคาไร่ละ 159,000 บาท รวม 51 ล้านกว่าบาท ชำระเสร็จ 9 ก.ค. 2568 แล้วแจ้ง ป.ป.ช. ปรับบัญชี ป.ป.ช. ตรวจ 8 ก.ย. 2568 ยืนยันถูกต้อง ไม่ผิดปกติ ไม่ใช่จงใจปกปิด

เพราะตอนยื่น คิดว่าโอนจริง จดทะเบียนแล้ว และหลังโอนไม่เข้าไปยุ่งกิจการ ป.ป.ช. ย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกับศาลที่ดูมาตรา 187 รัฐธรรมนูญเรื่องห้ามถือหุ้น

ตรวจสอบร้องเรียนใช้อำนาจเอื้อห้างบุรีเจริญ

ส่วนร้องเรียนว่าคุณศักดิ์สยามแทรกแซงให้ห้างบุรีเจริ่งได้สัญญากับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ป.ป.ช. สอบพยาน 25 ปาก ขอข้อมูลจากหลายหน่วยงาน รวมศาล รธน. ธนาคารTMB สตง. กกต. พบว่า:

  • ไม่พบแทรกแซงตรงๆ อำนาจอนุมัติวงเงินเป็นของหัวหน้าส่วน ไม่ใช่ รมต.
  • สัญญาเฉลี่ยปีละ 27 ฉบับ ก่อน-หลังรับตำแหน่งไม่ต่าง ใช้ e-bidding ปกติ แข่งราคาตามระบบ
  • กำไรห้างโตตั้งแต่ 2559 ก่อนรับตำแหน่ง 5 ปี จากขยายทุนปี 2558
  • สตง. ไม่มีร้องเรียนแทรกแซง

สรุป ไม่พบพยานหลักฐานใช้อำนาจเอื้อ นาย ศ. บริหารเอง

ส่วนมาตรฐานจริยธรรม ร้องประเด็นเดียวกัน ยังตรวจเบื้องต้นอยู่

เรื่องนี้สะท้อนว่าการตรวจสอบต้องแยกประเด็นชัดเจนนะครับ ป.ป.ช. ดูทุจริต บัญชี ศาลดูคุณสมบัติ ช่วยให้ระบบโปร่งใส คุณล่ะคิดยังไง คิดว่าปกติหรือยังมีข้อกังขา? คอมเมนต์บอกกันหน่อย สนับสนุนการตรวจสอบต่อไปเพื่อบ้านเมืองดีๆ นะ!

ที่มา – ป.ป.ช. แจงยิบปม “ศักดิ์สยาม” คนละประเด็นกับศาล รธน. ไม่พบใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยเลยนะครับ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทำไมนายกรัฐมนตรีถึงเลือกเมินคำถามแบบนี้ และพรรคประชาชนมองว่ามันคือสองมาตรฐานยังไง

“อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงฯ ร่วมกับผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงาน ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ผู้สื่อข่าวไม่พลาดที่จะถามถึงมติล่าสุดของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยกคำร้องในคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและอดีตรัฐมนตรีคมนาคม

คดีนี้เกี่ยวกับการจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะการถือครองหุ้นใน ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริ่นคอนสตรัคชั่น นายอนุทินหันมาฟังคำถาม ยิ้มกริ่ม แต่เลือกไม่ตอบอะไรสักคำ พอถามต่อว่าพรรคประชาชน (ปชน.) มองว่าเป็นสองมาตรฐานเมื่อเทียบกับคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล คุณอนุทินก็บอกว่า “เราตกลงกันแล้วว่าจะไม่เดินถาม” ก่อนเดินออกจากกระทรวงทันที

อนุทิน ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ซุกหุ้น

เจาะคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น: ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะอะไร?

มาดูบริบทกันหน่อยครับ คดีนี้ ป.ป.ช. สอบสวนว่านายศักดิ์สยามปกปิดหุ้นในบริษัทก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว แต่สุดท้ายมติยกคำร้อง เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายจงใจปกปิด หรือหลักฐานไม่เพียงพอ มันทำให้หลายคนตั้งคำถามว่ามาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองเป็นยังไง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. เคยลงโทษหนัก

พรรคประชาชนชี้สองมาตรฐาน: เปรียบเทียบคดี 44 ส.ส.ก้าวไกล

พรรคประชาชนออกมาโพสต์ท้าทายทันที โดยยกคดี 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าปกปิดทรัพย์สิน คดีนั้นถูกดำเนินคดีหนัก แต่คดีศักดิ์สยามกลับยกคำร้อง พวกเขามองว่านี่คือ สองมาตรฐานชัดๆ ในระบบยุติธรรมไทย ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการปราบปรามทุจริต

นอกจากนี้ หลังจากนั้นนายอนุทินยังมีประชุมต่อเรื่องงบประมาณปี 2570 กับหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สศช. และ ธปท. ที่ทำเนียบฯ แสดงว่าประเด็นนี้ไม่ได้ทำให้ภารกิจหยุดชะงัก แต่ในสายตาชาวเน็ต มันจุดประเด็นถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของนักการเมืองภูมิใจไทย

ผลกระทบและมุมมองต่อ “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการเมืองไทย คือการหลบเลี่ยงคำถามจากสื่อ และคำถามเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรม ถ้านักการเมืองใหญ่ๆ อย่างอนุทินเลือกเมินแบบนี้ มันจะยิ่งทำให้ประชาชนมองว่าระบบมีสองขั้ว – คนมีอำนาจ vs คนทั่วไป คดี 44 ส.ส.ก้าวไกลที่ถูกตีตราหนัก แตกต่างจากคดีนี้ยังไง? มันคือจุดอ่อนของ ป.ป.ช. ที่ถูกมองว่าลำเอียงหรือไม่?

ในมุมส่วนตัว ผมคิดว่าการไม่ตอบคำถามแบบนี้ไม่ช่วยอะไรเลยครับ มันยิ่งจุดไฟให้ฝ่ายค้านและโซเชียลมีเดียโหมกระหน่ำ แทนที่จะชี้แจงให้โปร่งใส กลับกลายเป็นเมินเฉย ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลในระยะยาว โดยเฉพาะใกล้เลือกตั้ง

  • สรุปประเด็นหลัก: ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีศักดิ์สยาม
  • อนุทินไม่ตอบ เมินข้อกล่าวหาสองมาตรฐาน
  • พรรคประชาชนท้าทาย เปรียบคดีก้าวไกล
  • ผลกระทบ: ความเชื่อมั่นระบบยุติธรรมลดลง

คุณล่ะครับ คิดว่าประเด็น “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน นี้เป็นสองมาตรฐานจริงไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ ช่วยติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น เมิน ปชน. มอง 2 มาตรฐาน

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ย้ำศาลรธน.ผูกพันทุกองค์กร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าและข้อครหาเรื่องทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ยอมนิ่งเฉย เมื่อ ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม อย่างใกล้ชิด หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ซึ่งดูเหมือนจะสวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ นี่คือประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามอง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยหลังการประชุม ส.ส. พรรค เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงหลายประเด็น โดยเฉพาะคดีของนายศักดิ์สยามที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องในข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชัดเจนว่ามีเส้นทางการเงินผิดปกติและขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี แต่การตัดสินของ ป.ป.ช. กลับตรงข้ามกัน สร้างข้อสงสัยให้กับประชาชนจำนวนมาก

ปชป. ในฐานะพรรคฝ่ายค้านที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต จึงย้ำว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายต้องเคารพและปฏิบัติตาม ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ที่ประชุม ส.ส. จึงมอบหมายฝ่ายกฎหมายพรรคให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะยื่นต่อ ป.ป.ช. หรือนายศักดิ์สยามโดยตรง

ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม: ประเด็นผลประโยชน์ขัดกัน

ประเด็นหลักในคดีนี้คือเรื่องผลประโยชน์ขัดกันระหว่างตำแหน่งรัฐมนตรีกับบริษัทส่วนตัว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยพิสูจน์ด้วยหลักฐานการเงินที่ผิดปกติ แต่ ป.ป.ช. กลับยกคำร้อง ทำให้เกิดคำถามว่าเกิดช่องโหว่หรือไม่ การเคลื่อนไหวของปชป. แสดงให้เห็นถึงบทบาทการตรวจสอบที่เข้มแข็ง โดยคณะทำงานกฎหมายชุดใหญ่จะตรวจสอบรายละเอียดทุกแง่มุมอีกครั้ง

  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากผลประโยชน์ทับซ้อน
  • มติ ป.ป.ช.: ยกคำร้อง สวนทางกับศาล
  • การตอบสนองของปชป.: รวบรวมข้อมูล สรุปท่าทีทางกฎหมาย
  • หลักกฎหมาย: คำวินิจฉัยศาลผูกพัน ป.ป.ช. และทุกองค์กร

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอภิปรายถึงความสำคัญของการเมืองสะอาด ซึ่งปชป. ถือเป็นหน้าที่หลักในการตรวจสอบไม่ให้เกิดการทุจริตซ้ำรอย หากพบประเด็นน่าสงสัย พรรคจะไม่ยอมวางเฉยแน่นอน สังคมไทยต้องการความโปร่งใส และปชป. พร้อมสู้เพื่อประชาชน

กรณีนี้ไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบตรวจสอบของไทย หาก ป.ป.ช. ไม่เคารพคำวินิจฉัยศาล อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ การที่ปชป. ตามติดคดี ศักดิ์สยาม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของฝ่ายค้านที่ทำงานจริงจัง

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องมีพรรคอย่างปชป. คอยเฝ้าระวัง หากปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านไปง่ายๆ จะยิ่งเพิ่มช่องว่างให้คนไม่หวังดีเข้ามาแทรกแซง คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. ตามติดคดี “ศักดิ์สยาม” ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม เป็นข่าวที่หลายคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเผยความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ 44 สส.จากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ของพรรคประชาชน

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

พรุ่งนี้ 22 เมษายน 2569 จะเป็นวันสำคัญที่ 10 สส.พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ จะรวมตัวกันแถลงข่าวตอบทุกข้อซักถามเกี่ยวกับคดีนี้ ก่อนที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยรับหรือไม่รับคดีในวันที่ 24 เมษายน พวกเขาหวังว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม หากผลออกมาดี ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

เตรียมพร้อมทางกฎหมายอย่างละเอียด

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าพรรคได้เตรียมรายละเอียดและเทคนิคการต่อสู้ทางกฎหมายมาอย่างดี เพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ คดีนี้เกิดจากดุลพินิจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งดูเหมือนจะเลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีเส้นทางเงินชัดเจนแต่กลับไม่โดนอะไร

พวกเขาใช้กลไกทางนิติบัญญัติโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การอภิปรายโหวตนายกฯ และแถลงนโยบาย แต่กลับถูกดำเนินคดี ในขณะที่รัฐบาลชุดนี้ถูกมองว่ามีเสถียรภาพ แต่การใช้อำนาจบิดเบือนกลไกกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้องและทำลายฝ่ายตรงข้าม จะย้อนทำลายตัวรัฐบาลเอง

ชี้ระบบการเมืองที่ผิดปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นผิดปกติมาก พรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ในระบบการเมืองที่มีองค์กรอิสระและกลุ่มอำนาจคอยหนุนหลัง ส่งผลให้ผลประโยชน์ตกไปยังกลุ่มชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน ใช้จ่ายงบประมาณ หรือกระบวนการยุติธรรม คนตัวเล็กๆ ไม่เคยได้ประโยชน์

  • พรรคประชาชนจะทำงานให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาเหล่านี้
  • ต่อต้านระบบการเมืองที่ไม่ใช่ของประชาชนส่วนใหญ่
  • ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สำหรับการเปลี่ยน กก.บห. ภายใน 24 เมษายน นายณัฐพงษ์ บอกว่ายังตอบไม่ได้ แต่พร้อมทุกสถานการณ์ เชื่อว่าศาลจะยุติธรรม พวกเขายืนยันความบริสุทธิ์มาตลอด การเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่ความผิด หากศาลไม่สั่งร้าย ก็ไม่เปลี่ยนผู้บริหาร

นอกจากนี้ ยังแปลกใจที่วันประชุมใหญ่พรรคตรงกับวันศาลมีคำสั่งพอดี แต่กรอบเวลาประชุมต้องในเมษายนอยู่แล้ว หากหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ก็พร้อมทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับสภา

ความเห็นและมุมมองเพิ่มเติม

คดีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบยุติธรรมไทยที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้ศาลตัดสินอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการกฎหมาย หาก 10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ ได้รับการตอบรับดี อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ในมุมส่วนตัว คิดว่านี่คือโอกาสที่ประชาชนจะได้เห็นภาพชัดเจนของการเมืองไทย อย่าลืมติดตามการแถลงพรุ่งนี้ เพราะอาจมีข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สุดท้ายแล้ว ความยุติธรรมต้องมาก่อนเสมอ

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – 10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

“ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม”

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกันเถอะ ว้าว! เหตุการณ์นี้จุดประเด็นเรื่องความเท่าเทียมในกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองได้ชัดเจนมาก น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกอาการฉุนเฉียวสุดๆ หลังจาก ป.ป.ช. ตัดสินใจยกคำร้องคดีหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม

เรื่องราวเริ่มต้นจากคดีที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบกรณีหุ้นบุรีเจริญ ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีนอมินีถือหุ้นแทนนายศักดิ์สยาม มีเส้นทางการเงินที่โยงใยชัดเจน แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ใช้ดุลพินิจตัดสินว่า “ไม่มีเจตนา” จึงยกคำร้อง ทำให้ศักดิ์สยามรอดตัวแบบบริสุทธิ์ ไร้มลทิน ไอซ์มองว่านี่คือการใช้อำนาจแบบสองมาตรฐาน เพราะถ้าเทียบกับคดีอื่นๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามทำ ก็โดนหนักกว่าเยอะ

โพสต์เฟซบุ๊กเดือดของไอซ์

วันที่ 19 เมษายน 2567 ไอซ์โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจแบบตรงไปตรงมา เธอบอกว่า “เส้นเงินโยงใยชัดเจน ให้ใครในประเทศดูก็รู้ จงใจใช้นอมินี แต่ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจตัดสิน ผลออกมาว่าไม่มีเจตนา ไม่ผิด เป็นผู้บริสุทธิ์” แล้วยังเปรียบเทียบกับคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลที่ยื่นแก้กฎหมาย 112 ซึ่งกกต.รับรองเป็นนโยบายหาเสียง แค่ลงชื่อเฉยๆ แต่ยังไม่เข้าสภา ป.ป.ช.ก็ฟันว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง กำลังโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ประหารชีวิตทางการเมืองไปเลย

ไอซ์เขียนต่อด้วยอารมณ์เดือด “ชาตินี้พวกมึงอย่าได้สะเอะ… เอาเลย ไล่ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ตัดหัวพวกเราให้หมด ทำแบบเวรๆ เหตุผลเลวๆ ใช้อำนาจดิบๆ ซึ่งๆ หน้า… ประเทศนี้ของใคร องคาพยพสีส้ม ตายตกไปตามกันให้หมด สภาจะได้เหลือแต่สีน้ำเงิน” นี่แหละที่ทำให้ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามกลายเป็นไวรัลทันที

ศักดิ์สยามแซะกลับ ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

ไม่ยอมแพ้ นายศักดิ์สยามโพสต์แซะกลับแบบจัดเต็ม ผ่านเพจ “หมาเฝ้าบ้าน” โดยบอกว่าให้ยกประเทศให้ “พี่หนู-พี่เน” ปกครอง ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน ให้คนดี คนรักชาติ รักสถาบันปกครองบ้านเมือง ไอซ์ยังแชร์โพสต์นั้นพร้อมแคปชั่น “มีเส้นเงินชัดขนาดนี้ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีเจตนา เยี่ยมครับพี่เน พี่หนู ประเทศนี้ ขอยกให้ตระกูลพี่ไปปกครอง” ดราม่าพุ่งปรี๊ด สีส้มปะทะสีน้ำเงินชัดๆ

  • ประเด็นหุ้นบุรีเจริญ: สงสัยนอมินีถือหุ้นแทนศักดิ์สยาม มีเส้นเงินจากบุคคลต้องห้าม
  • สองมาตรฐาน ป.ป.ช.: คดีฝ่ายตรงข้ามโดนหนัก คดีฝ่ายตัวเองรอดง่าย
  • การเมืองสี: สีส้ม (พรรคประชาชน-ก้าวไกล) vs สีน้ำเงิน (เพื่อไทย) และพันธมิตร
  • ผลกระทบ: ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางขององค์กรอิสระ

มาดู background กันหน่อย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า สังกัดพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นเลขาฯพรรคและรัฐมนตรี คดีหุ้นนี้ร่ายราไยมาจากการตรวจสอบทรัพย์สินสมัยเป็น ส.ส. ส่วนไอซ์หรือน.ส.รักชนก เป็นดาวรุ่งของพรรคประชาชนที่แยกจากก้าวไกล เน้นประเด็นประชาธิปไตยและตรวจสอบ

เหตุการณ์ไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยามนี้ สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้อำนาจแบบเลือกข้าง ป.ป.ช.ที่ควรเป็นกลาง กลับถูกมองว่ามี double standard คดีนอมินีหุ้นที่ชัดเจนขนาดนี้ยังรอด แต่คดีเสนอนโยบายที่ยังไม่ทำจริงกลับโดนประหารการเมือง มันยุติธรรมตรงไหน? การแซะเรื่องสีแผ่นดิน ยิ่งทำให้เห็นว่าการเมืองไทยยังติดกับดักสีสันพรรค ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล

ในมุมผมนะ การเมืองควรแข่งกันด้วยนโยบาย ไม่ใช่ด้วยเส้นสาย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประชาชนอย่างเราจะไว้ใจระบบได้ยังไง คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับไอซ์ ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ ศักดิ์สยาม? มาแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามตรวจสอบการเมืองให้โปร่งใสขึ้น!

สุดท้ายนี้ ขอให้การเมืองไทยเดินหน้าด้วยความยุติธรรมแท้จริง อย่าให้สีสันมาบดบังประโยชน์ประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” ฉุนป.ป.ช.ยกคำร้องหุ้นบุรีเจริญ “ศักดิ์สยาม” แซะให้ทาสีแผ่นดินเป็นสีน้ำเงิน

“พริษฐ์” ชี้ต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่การทุจริตยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง “พริษฐ์” หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยชี้ว่าจำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลและ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ซึ่งเป็นช่องโหว่ใหญ่ที่อาจทำให้กลไกตรวจสอบล้มเหลว

แก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ : ทำไมถึงจำเป็น

วันที่ 19 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้ให้เห็นปัญหาการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกตั้งคำถามหนัก หลังมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม ในกรณีซุกหุ้นนอมินีและแจ้งทรัพย์สินเท็จ ซึ่งเคยนำไปสู่การตัดสินพ้นสภาไปแล้ว หาก ป.ป.ช. ไม่โปร่งใส ประเทศจะแก้คอร์รัปชันไม่ได้

นายปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรค ได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นแล้ว และรอคำชี้แจงจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ที่จะเผยแพร่เร็วๆ นี้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หากประชาชนพบว่าป.ป.ช. ทำผิด กลไกตรวจสอบคืออะไร?

ช่องโหว่ใหญ่ในมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ

กฎหมายปัจจุบันเปิดให้ประชาชน 20,000 คน เข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระ ซึ่งดีกว่าองคค์กรอื่น แต่มีปัญหาใหญ่คือ ต้องส่งเรื่องให้ประธานรัฐสภากลั่นกรองก่อน โดยประธานสภาฯ มีดุลพินิจตัดสินว่าจะส่งต่อศาลหรือปัดตก

  • ประธานสภาฯ มักมาจากฝ่ายรัฐบาล ทำให้เสี่ยงถูกกดดัน
  • หากรัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกัน ข้อร้องเรียนจากประชาชนจะถูกตีตกง่ายๆ
  • ไม่ว่าประชาชนจะร้องกี่ล้าน ก็ไปไม่ถึงศาล
  • บทบัญญัตินี้เปิดช่องให้ปกปิดทุจริตได้

ลองนึกภาพ หาก ป.ป.ช. ละเว้นตรวจสอบนักการเมืองรัฐบาล ประธานสภาฯ ก็แค่ใช้อำนาจปัดทุกเคส ทำให้กลไกนี้ไร้ประสิทธิภาพ การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จึงเป็นทางออกเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง

พรรคประชาชนลงมือแล้ว ยื่นร่างกฎหมายเข้าสภา

พรรคประชาชนได้ยื่นร่างแก้ไขมาตรา 236 แล้ว เพื่อตัดอำนาจดุลพินิจของประธานรัฐสภาให้เรื่องไปตรงถึงศาลฎีกา โดยหวัง ส.ส.ทุกพรรคร่วมผลักดัน ตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงว่าจะแก้คอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง

ปัญหาคอร์รัปชันในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ว่าจะคดีหุ้นนอมินีหรือการแจ้งทรัพย์สินเท็จ สะท้อนระบบที่อ่อนแอ หากไม่แก้โครงสร้างใหญ่แบบนี้ ประชาชนจะหมดหวัง การตัดดุลพินิจประธานสภาฯ จะช่วยเสริมความเป็นอิสระให้ ป.ป.ช. และเพิ่มพลังให้ภาคประชาชนในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการเมืองแบบเก่าที่นักการเมืองใช้อำนาจปกป้องตัวเอง ทำให้การตรวจสอบโปร่งใสและเที่ยงธรรมมากขึ้น ในยุคที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องนี้ การผลักดันร่างกฎหมายนี้คือก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

สุดท้าย การแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯไม่ใช่แค่แก้ช่องโหว่ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากส.ส.ทุกคนมองเห็นประโยชน์ส่วนรวม เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้จริง คุณคิดว่ากลไกนี้ควรแก้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายกว้างขึ้น

ที่มา – “พริษฐ์” ชี้ จำเป็นต้องแก้ ม.236 ตัดดุลพินิจประธานสภาฯ ป้องกันรัฐบาล-ป.ป.ช. ฮั้วกัน

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เพราะมันสะท้อนถึงมาตรฐานการทำงานขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ในยุคนี้เลยทีเดียว

“ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

วันที่ 16 เมษายน 2569 นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์อย่างดุเดือดต่อมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีมติยกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้

นายปกรณ์วุฒิ ชี้ให้เห็นว่า แม้ ป.ป.ช. จะไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่หลักฐานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมการใช้ “นอมินี” และการปกปิดทรัพย์สินอยู่แล้ว เขาจึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. ที่มาจาก สว. ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะกรรมการ 4 ใน 9 คนที่ถูกโยงใยว่าเป็นสายสีน้ำเงิน ว่ามีการใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกคำร้องหรือไม่

เหตุใด “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของระบบปราบปรามทุจริตในประเทศไทย การที่ ป.ป.ช. ยกคำร้องครั้งนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าอาจเป็นการปูทางให้บุคคลบางคนกลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ

ย้อนดูพื้นหลังคดี นายศักดิ์สยามถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และตำแหน่ง รมว.คค. จากกรณีถือหุ้นในบริษัทที่ทำธุรกิจรถโดยสาร ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ ป.ป.ช. กลับมองว่าไม่มีมูลผิดวินัยร้ายแรง สวนทางกันแบบนี้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่

  • หลักฐานจาก ปปง. ชี้ชัดพฤติกรรมนอมินี
  • ข้อมูลสถาบันการเงินยืนยันการปกปิดทรัพย์สิน
  • กรรมการ ป.ป.ช. บางคนถูกตั้งคำถามถึงที่มา
  • มาตรฐานสองที่สำหรับนักการเมือง?

นายปกรณ์วุฒิ ยังทิ้งท้ายด้วยความกังวลว่า การตัดสินใจครั้งนี้อาจโยนทิ้งหลักการทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้ใครบางคนกลับมา สุดท้ายแล้ว ความหวังในการปราบทุจริตจาก ป.ป.ช. ในอนาคตจะเหลืออะไร?

ในมุมมองของผม เรื่องนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาโครงสร้างขององค์กรปราบทุจริตที่อาจถูกแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด เพราะหากปล่อยไป คดีทุจริตอื่น ๆ ก็อาจจบลงแบบเดียวกัน ส่งผลให้การเมืองไทยยิ่งสุกงอม

ไม่ใช่แค่คดีนี้เท่านั้น แต่ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ ที่ ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใส เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองชื่อดังอีกหลายราย ซึ่งมักจบลงด้วยการยกคำร้องหรือไม่เอาผิดร้ายแรง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายสำหรับคนมีอำนาจต่างหาก

เพื่อให้การปราบทุจริตมีประสิทธิภาพ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ให้มาจากกระบวนการที่โปร่งใสมากขึ้น ลดอิทธิพลจาก สว. หรือกลุ่มการเมืองเฉพาะ และเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนในการตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าการที่ “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต. เป็นเสียงสะท้อนจาก ส.ส.ฝ่ายค้านที่กล้าพูดแทนประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “ปกรณ์วุฒิ” อัดยับ ป.ป.ช. ยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สงสัยปูทางคืนเก้าอี้ รมต.

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ทุกคนจับตาในขณะนี้คือ 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นสำนวนคดีไปยังศาลฎีกาแล้ว ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. ยังเตรียมแจงเหตุผลในการยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซึ่งสร้างความฮือฮาเพราะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร มาอ่านรายละเอียดกัน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ว่า ศาลฎีกาได้ประสานงานนัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดีของ 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดหมู่ความผิดต่อพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 24 เมษายนนี้ โดย ป.ป.ช. ได้ยื่นสำนวนเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

คดีนี้เกิดจาก ป.ป.ช. พิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวของ ส.ส. 44 คน อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎหมาย ส.ส. ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาสูญเสียสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา นี่เป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขกฎหมายม.112 ที่เป็นหัวใจของการอภิปรายในสภา

ป.ป.ช. จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นผ่านนอมินีในบริษัท หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยมตินี้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง

เลขาฯ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะแถลงเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น เมื่อถามถึงโอกาสที่ศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ เขาชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญ โดย ป.ป.ช. ถือว่าปิดคดีแล้ว แต่สิทธิผู้เสียหายยังสามารถร้องเรียนต่อไปได้

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
  • ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายทุจริต
  • กกต. ต้องตรวจคุณสมบัติหากสมัครเลือกตั้ง
  • ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์หรือร้องต่อหน่วยงานอื่น

คดีสแกนม่านตา DSI ส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังรับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังไม่มีการระบุตัวบุคคลชัดเจน ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อหาคนรับผิดชอบ และยังไม่มีมติรับคดี แม้จะมีการพาดพิงบุคคลทางการเมืองบ้าง แต่ต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม

โครงการสแกนม่านตาเคยถูกวิจารณ์หนักเรื่องความโปร่งใสและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริต หาก ป.ป.ช. พบหลักฐาน ก็อาจขยายวงไปยังผู้เกี่ยวข้อง

กรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล และประเด็นอื่นๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ ป.ป.ช. ในการกำกับดูแลนักการเมือง การตัดสินจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่กำลังเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ และสถานะของศักดิ์สยามที่อาจกลับมาเล่นการเมืองได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเหล่านี้เป็นเครื่องทดสอบความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็จะเป็นชัยชนะของสิทธิเสรีภาพในการเสนอกฎหมาย แต่หากผิด ก็อาจปิดประตูการแก้ไขม.112 ไปอีกนาน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา!

ที่มา – 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล – ป.ป.ช.จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

Scroll to top