ศาลรัฐธรรมนูญ ล่าสุด

วราวุธเผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณพรรคร่วมรัฐบาล

“วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ถึงพรรคร่วมรัฐบาล โดยคาดว่าจะรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้เสียก่อน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

นายวราวุธกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากทางฝั่งพรรคเพื่อไทย และก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีแนวทางหรือสัญญาณใดๆ ที่เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าหลังจากวันที่ 29 สิงหาคมไปแล้ว จะมีการหารือกันถึงเรื่องนี้

สถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด และท่าทีของพรรคชาติไทยพัฒนา

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ พรรคชาติไทยพัฒนาซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายวราวุธกล่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนายังคงสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม พรรคก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป พรรคก็พร้อมที่จะปรับท่าทีให้เหมาะสม

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจเป็นเพราะต้องการรอฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดท่าทีที่เหมาะสม นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยต้องการที่จะรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

  • การรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ
  • พรรคชาติไทยพัฒนาพร้อมสนับสนุนรัฐบาล
  • ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

อนาคตของรัฐบาล และบทบาทของพรรคร่วมรัฐบาล

อนาคตของรัฐบาลขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็อาจต้องยุติบทบาทลง

ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคร่วมรัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชน

การที่วราวุธออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลของพรรคชาติไทยพัฒนาต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การที่เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ดังนั้น การที่พรรคร่วมรัฐบาลจะหารือกันเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และกำหนดท่าทีร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่พรรคเพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาลนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “วราวุธ” เผย เพื่อไทยยังไม่ส่งสัญญาณถึงพรรคร่วมรัฐบาล คาดรอฟังศาล 29 ส.ค. ก่อน

“เท้ง” ย้ำไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ: จุดยืนพรรคประชาชน

“เท้ง ณัฐพงษ์” ย้ำ ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ยัน พร้อมใช้จำนวน สส. กำกับทิศทางการเมืองในสภาฯ ยกเงื่อนไขเดิมพรรคประชาชน ช่วยผ่าทางตัน แต่ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินแนวโน้มผลวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในเรื่องของการพิจารณาคดีขอให้เป็นเรื่องของศาล ตนคงไปก้าวล่วงในข้อคิดเห็นของศาลไม่ได้ก่อนจะมีคำตัดสินออกมา ส่วนหลังคำตัดสินออกมาแล้วการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ยืนยันว่าพวกเราพร้อมจะใช้จำนวน สส. ในสภาฯ กำกับทิศทางของระบบการเมืองภายในสภาฯ ให้เดินหน้าไป เป็นเสาหลักให้ความมั่นคงกับประชาชนได้

ส่วนหากต้องมีการโหวตเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายณัฐพงษ์ มองว่า ทุกคนที่อยู่ในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย “ส่วนใครที่พรรคประชาชนจะโหวตให้นั้น เป็นไปตามที่เราได้แถลงข่าวไปแล้วว่า เราจะไม่ร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน หากวันหนึ่งการเมืองไทยจะไปถึงทางตัน สส.ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จำเป็นต้องรับเงื่อนไขตามที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้”

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ย้ำด้วยว่า เงื่อนไขต่างๆ ยังคงเป็นไปตามเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เรายืนยันอีกครั้งว่า ณ วันนี้สิ่งที่สังคมไทยต้องการเป็นอย่างยิ่งคือรัฐบาลที่มีความชอบธรรม เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก มีเสถียรภาพมากเพียงพอในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการรับมือกับภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

“เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

จุดยืนชัดเจน “เท้ง” กับคดีนายกฯ

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม แต่พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ เพื่อกำกับทิศทางการเมืองให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังคงยืนยันในเงื่อนไขเดิม คือ พร้อมที่จะช่วยผ่าทางตันทางการเมือง หากพรรคอื่นๆ ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะไม่เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลเอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐบาลที่มีความชอบธรรมและมีเสถียรภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศชาติ การที่พรรคประชาชนวางตัวเป็นอิสระและพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจา อาจเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศก้าวข้ามผ่านวิกฤตไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการเจรจาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการที่ “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ จึงเป็นท่าทีที่น่าสนใจ และต้องติดตามต่อไปว่าจุดยืนนี้จะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร

ที่มา – “เท้ง” ไม่ก้าวล่วงคดีนายกฯ ย้ำเงื่อนไขพรรคประชาชน ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“หมอพรหมินทร์” เลขาธิการนายกฯ เผย พร้อมส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงวันนี้ แจงอยู่ระหว่างพิจารณา “แพทองธาร” ไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยื่นภายในวันนี้ ว่า กำลังดำเนินการ ซึ่งจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา.

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กำลังเป็นที่จับตาของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงและการตัดสินใจว่าจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน จะดำเนินการภายในวันนี้ตามกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไว้

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่:

  • การยื่นคำแถลงปิดคดีมีความสำคัญอย่างไร: การยื่นคำแถลงปิดคดีถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายที่คู่กรณีจะได้สรุปประเด็นและข้อโต้แย้งของตนเอง เพื่อให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณาตัดสิน
  • การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร มีผลต่อภาพลักษณ์อย่างไร: การที่ น.ส.แพทองธาร จะตัดสินใจเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี หากเธอตัดสินใจไปฟังด้วยตนเอง จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล หากผลการพิจารณาคดีออกมาในทางลบ อาจนำไปสู่ความไม่มั่นใจของประชาชนและนักลงทุน

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

การที่ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน นายกฯ “นั่งลงลูก” จริงหรือ?

“จิรายุ” ชี้ คนในห้องพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญได้ยินตรงกัน ตุลาการบอกนายกฯ “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” ซัดบิดเบือน-ตกแต่งเสียง มอง “ชวน” ให้ความเห็น อาจยังไม่ได้ฟังคลิปจริงเต็มๆ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ในฐานะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวถึงกรณีมีการบิดเบือนคำพูดในวันสืบพยานของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยหลังจากนายกรัฐมนตรีกล่าวคำสาบานตนแล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งได้กล่าวคำว่า “นั่งลงครับ” แต่กลับมีกระบวนการนำไปบิดเบือนและตกแต่งเสียง โดยกล่าวหาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพูดว่า “นั่งลงลูก” ซึ่งเป็นการบิดเบือน

ขณะเดียวกันยังพบว่า นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานรัฐสภา ได้สัมภาษณ์ให้ความเห็นในกรณีดังกล่าวหลายประเด็น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า นายชวน อาจจะยังไม่ได้ฟังคลิปเต็มๆ จริงๆ ในวันดังกล่าว หรือไม่ก็อาจจะได้ฟังจากคลิปที่ถูกบิดเบือนและตกแต่ง ซึ่งความเป็นจริงการบันทึกเสียงทั้งหมดหรือการกล่าวบนบัลลังก์ คนที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาก็ได้ยินตรงกันว่า “นั่งลงครับ” ทั้งสิ้น

นายจิรายุ ระบุในตอนท้ายว่า ตนในฐานะเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ ติดตามการทำงานกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด ไม่มีเหตุผลใดๆ ในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้คำพูดในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม.

“จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน จริงหรือ?

จากกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงซึ่งอ้างว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่า “นั่งลงลูก” หลังจากการกล่าวคำสาบานตน ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยยืนยันว่า คำพูดที่แท้จริงที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวคือ “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” และมองว่าเป็นการบิดเบือนและตกแต่งเสียง

นายจิรายุย้ำชัด: คลิปบิดเบือน นายกฯ “นั่งลงลูก” ไม่จริง

นายจิรายุได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีในวันดังกล่าวได้ยินตรงกันว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “นั่งลงครับ” และไม่มีการใช้คำว่า “ลูก” แต่อย่างใด นอกจากนี้ นายจิรายุยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเห็นของนายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภา ซึ่งอาจจะได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากคลิปที่ถูกบิดเบือน

ประเด็นสำคัญที่นายจิรายุย้ำคือ กระบวนการยุติธรรมไม่ควรมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นศาลใดก็ตาม การบิดเบือนข้อเท็จจริงในลักษณะนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย การฟังความเห็นจากหลายฝ่ายและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลใดๆ

กรณี “จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน แสดงให้เห็นว่าการรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ เราควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน และตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารเสมอ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อน เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – “จิรายุ” ย้ำคลิปบิดเบือน อ้างศาลรัฐธรรมนูญบอกนายกฯ “นั่งลงลูก” หลังกล่าวสาบานตน

“พริษฐ์” มอง “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

“พริษฐ์” ย้ำชัดจุดยืนพรรคประชาชนปมคลิปเสียง “แพทองธาร” คุย “ฮุน เซน” ควรรับผิดชอบตั้งแต่วันนั้น มอง หาก“อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ชี้ ต้องทบทวนอำนาจองค์กรอิสระ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ ที่รัฐสภา ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า ถ้าพูดถึงวันที่ 29 สิงหาคม จุดยืนของตนและพรรคประชาชนมองว่าจำเป็นต้องมีการทบทวนเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่จะขยายขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเราสื่อสารชัดเจนมาโดยตลอด

ดังนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตามที่ควรจะเป็น เรื่องจะไม่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแต่ต้น ตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปเสียงทางตนและพรรคประชาชนเราสื่อสารมาโดยตลอดว่านายกรัฐมนตรีควรจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ว่าจะทางการยุบสภาหรือลาออกก็ได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่า แต่แน่นอนตนได้ฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีที่พยายามจะบอกว่า เนื้อหาของคลิปนั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่เข้าใจว่าอีกมุมประชาชนก็สามารถที่จะถามกลับได้ว่า สิ่งที่คุณอ้างว่าได้พูดคุยกับสมเด็จฮุน เซน นั้นเป็นเทคนิคการเจรจา แต่จริงๆ แล้วคิดอีกแบบหนึ่ง แบบนี้จะไม่กังวลหรือว่าการสื่อสารกับประชาชนในทุกวันนี้ก็คือเทคนิคการเอาตัวรอด แต่ความคิดหนึ่งก็เป็นไปตามที่ได้คุยกับ สมเด็จฮุน เซน ฉะนั้นตนมองว่าพอคำพูดมีการกลับไปกลับมา และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท นั่นก็ย่อมกระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนายกรัฐมนตรี และคิดว่าความจริงที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำแต่วันนั้นคือการยุบสภาหรือลาออก

สำหรับในวันที่ 25 สิงหาคม ที่เป็นวันยื่นแถลงปิดคดีนั้น นายพริษฐ์ ระบุว่า เราไม่ได้มองแค่คำชี้แจงต่อศาลแต่เรามองถึงคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีในทุกบริบทที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็จะมี 2 แนวทาง คือ ศาลวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และไม่ให้พ้นจากตำแหน่ง

ถ้าเป็นในกรณีไม่วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ตนมองว่าเรื่องก็จะกลับมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าเราจะใช้กลไกสภาฯ อย่างไรในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ทั้งในบริบทของคลิปเสียง หรือบริบทอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งกลไกไม่ว่าจะเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา 152 เป็นกลไกและเครื่องมือที่ฝ่ายค้านสามารถทำได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะเข้าสู่กระบวนการในการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจุดยืนของพรรคประชาชน อะไรที่เราเคยพูดไปแล้วก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป

ส่วนคำถามต่อในกรณีที่นายกรัฐมนตรีลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม นายพริษฐ์ ตอบว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรี ณ วันนี้จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม หากตัดสินใจลาออก นั่นชัดเจนว่าเป็นการตัดสินใจลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด ความจริงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้คือการลาออกเพื่อรับผิดชอบต่อประชาชน ดังนั้นส่วนตัวมองว่า ถ้าวันนี้นายกรัฐมนตรีลาออก นั่นเป็นการลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด.

“อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

ทำไมนายพริษฐ์ถึงมองว่า “อิ๊งค์” ลาออกก่อน 29 ส.ค. แค่เอาตัวรอด?

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่คลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงความเหมาะสมและจริยธรรมทางการเมือง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำว่าหากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน นั่นเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคประชาชนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร กลไกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมที่จะถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การที่นายพริษฐ์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้นักการเมืองตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน และให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศอย่างแท้จริง การลาออกเพื่อหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก แต่การเผชิญหน้ากับความจริงและแสดงความรับผิดชอบต่างหากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – “พริษฐ์” มองหาก “อิ๊งค์” ลาออกก่อนศาล รธน. ตัดสิน 29 ส.ค. แค่เพื่อเอาตัวรอด

เพื่อไทยมั่นใจ! ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ลาออก

“วิสุทธิ์” เผย ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.นี้ สส.พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นนายกฯ ไม่ชิงลาออก ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แกนนำพรรคเพื่อไทย แสดงความเชื่อมั่นจะมีข่าวดีในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า พรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่าเป็นไปตามนั้น สส.พรรคเพื่อไทยทุกคนมั่นใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำผิดในคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไม่มีเจตนาร้ายต่อประเทศ ไม่ได้อยากให้ไทยรบกับกัมพูชา

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนถึงวันตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. ไม่ได้ทำผิดจะลาออกทำไม สส.พรรคเพื่อไทย พร้อมให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่ายังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานต่อได้ แต่มีคนปล่อยข่าวมาตลอด เป็นจินตนาการของฝ่ายตรงข้าม

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยมั่นใจไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวถามต่อ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมืออย่างไรหากผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาทางลบ นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากตำแหน่ง นายวิสุทธิ์ ตอบว่า “กรณีนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีเมื่อถึงเวลา เรายังเชื่อมั่นนายกฯ ไม่มีความผิด” ส่วนคำถามว่าหากผลคำวินิจฉัยเป็นทางลบ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต้องเป็นชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย คนเดียวใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ ระบุว่า แน่นอนต้องเป็นชื่อนายชัยเกษม ไม่มีเปลี่ยนเป็นคนอื่น ส่วนกระแสข่าวที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น จะเอาชื่อคนอื่นมาทำไม เป็นเรื่องไร้สาระ ใครไม่ชอบนายกรัฐมนตรีก็มักออกมาพูดแบบนี้ ไม่เคยคิดบวก

เพื่อไทยตอบโต้กระแสข่าวลือนายกฯ ลาออกก่อน ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค.

ขณะที่คำถาม ยังไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลได้ใช่หรือไม่ว่าจะไม่ตลบหลังไปสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ไว้ใจได้ มั่นใจไม่มีการตลบหลังพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลก็โหวตลงมติทุกเรื่องไปในทิศทางเดียวกันตลอด อย่างการลงมติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เสียงโหวตรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน ไม่มีปัญหา แม้รัฐบาลจะมีเสียงปริ่มน้ำก็ไว้ใจกันได้ คอยประคองกันไป.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล หากผลการตัดสินออกมาเป็นลบจริง พรรคเพื่อไทยก็คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – ตัดสินคดี “อิ๊งค์” 29 ส.ค. เพื่อไทยเชื่อไม่ชิงลาออก ซัดไร้สาระกระพือชื่อ “บิ๊กตู่-อนุทิน”

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี ยิ้มรับ!

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มแย้มหลังไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น พยักหน้ายิ้มรับ วันนี้กำลังใจดี หยุดทักทายประชาชน พร้อมขอบคุณที่มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้านพร้อมสามีและพี่สาว

วันที่ 21 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าไต่สวนต่อศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น ได้ลงมาจากตึกในเวลา 13.24 น. พร้อมกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ นางสาวพิณทองธาร ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมไหว้ขอบคุณสื่อที่มาเกาะติดการทำข่าว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า วันนี้กำลังใจดีหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ได้พยักหน้ารับ ก่อนตอบว่าดีค่ะ จากนั้น น.ส.แพทองธารพร้อมสามี ได้เดินไปทำความเคารพ พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเดินทางออกไปจากตึก โดยมีประชาชนนั่งวีลแชร์มารอตรงประตูทางออก เพื่อส่งกำลังใจ ซึ่งน.ส.แพทองธารได้หยุดทักทายและขอบคุณที่วันนี้มาให้กำลังใจ ก่อนเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ได้ใช้เวลาในการชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ขณะที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อความสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธารในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความหมายและนัยยะสำคัญต่างๆ

การที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปรากฏตัวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวว่า “วันนี้กำลังใจดี” ย่อมสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ นอกจากนี้ การที่เธอหยุดทักทายและขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ ยังแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักการเมือง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

จากรายงานข่าว น.ส.แพทองธารใช้เวลาในการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน สิ่งนี้อาจบ่งชี้ได้ว่ามีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ต้องชี้แจงและอธิบายต่อศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ การที่นายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. ใช้เวลาในการชี้แจง 1 ชั่วโมง ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงหรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว การปรากฏตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่ารายละเอียดของการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญจะยังไม่ถูกเปิดเผย แต่การที่เธอแสดงออกถึงความมั่นใจและกำลังใจที่ดี ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้สนับสนุนและผู้ที่ติดตามข่าวสารของเธอ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน และการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่ประชาชนให้ความสนใจและเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความหวังที่พวกเขามีต่อนักการเมืองรุ่นใหม่ การสนับสนุนและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยให้ น.ส.แพทองธาร สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปได้

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก การที่เธอแสดงความมั่นใจและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ ย่อมเป็นสัญญาณที่ดีที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุนและประชาชนทั่วไป

ที่มา – “แพทองธาร” พยักหน้ายิ้มรับ แจงศาลรัฐธรรมนูญวันนี้กำลังใจดี

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จ ศาลย้ำห้ามเผยแพร่

“แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

ศาลรัฐธรรมนูญให้เลขา สมช. ชี้แจงเป็นคนแรก ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน “นายกฯ แพทองธาร” ล่าสุดชี้แจงเสร็จสิ้นแล้ว โดยใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ศาลสั่งย้ำห้ามนำคำไต่สวนไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 12.58 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า การไต่สวนในกรณีที่ประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องของ ส.ว. จำนวน 36 คน เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีที่ปรากฏคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร (ผู้ถูกร้อง) กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น มีความคืบหน้าแล้ว

วันนี้ ศาลได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนและผู้ที่มาฟังการไต่สวนได้รับทราบว่า การไต่สวนจะเรียกไต่สวนทีละคน โดยเริ่มจากนายฉัตรชัย บางฉวด เลขา สมช. และตามด้วย น.ส.แพทองธาร โดยจะไม่มีการถ่ายทอดสดสัญญาณให้บุคคลภายนอกได้รับชมและรับฟัง เนื่องด้วยประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงของชาติ ศาลรัฐธรรมนูญให้นายฉัตรชัยชี้แจงเป็นคนแรก ซึ่งใช้เวลาในการชี้แจงไปทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 30 นาที ส่วน น.ส.แพทองธาร นั้นได้ทำการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้วในเวลา 13.01 น. โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวได้รายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 13.02 น. คณะตุลาการได้อ่านปิดการไต่สวนสำหรับวันนี้ โดยได้สั่งกำชับทุกคนว่าห้ามนำข้อมูลจากการไต่สวนไปเผยแพร่ต่อ และห้ามบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อาจจะสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดให้นัดปิดคดีในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 09:30 น. และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันเดียวกัน พิจารณาแล้วเห็นว่าตุลาการแต่ละท่านมีเวลาในการทำความเห็นส่วนตัวเพียงหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอต่อการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบและครบถ้วน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบพิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 31 จึงให้คู่กรณีแถลงปิดคดีต่อศาลภายในวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาที่กำหนด จะถือว่าไม่ติดใจที่จะยื่นคำแถลงดังกล่าว ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจาและการลงมติ รวมถึงการอ่านคำวินิจฉัยนั้น ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม คือวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ความสำคัญของการพิจารณาคดี “แพทองธาร”

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีและเสถียรภาพของรัฐบาล การตัดสินใจที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากศาลตัดสินว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลง จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีความซับซ้อนทางกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในวงกว้าง การรายงานข่าวอย่างถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐบาล การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นที่จับตามองของประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “แพทองธาร” แจงศาลรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ใช้เวลาเกือบ 1 ชม. ศาลสั่งย้ำห้ามเผยแพร่

Scroll to top