ศาลอาญา

ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวดีๆ ที่ทางหน่วยงานยุติธรรมได้พยายามเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ล่าสุดกับข่าวที่น่าสนใจเมื่อ ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในหัวข้อที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก คือ “ทำกฎหมายให้เห็นภาพ ตอนหยุดคุกคามทางเพศด้วยสื่อ”

ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ

งานนี้จัดขึ้นอย่างเป็นทางการที่ศาลอาญา โดยได้รับเกียรติจากนายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ โดยทีม Always be A.Y.W จากโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศรับเงินรางวัลไปถึง 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทีมรองชนะเลิศจาก ม.หอการค้าไทย และเนติบัณฑิตยสภาที่สร้างสรรค์ผลงานได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญต่อสังคมปัจจุบัน?

โครงการที่ ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ นี้ ไม่ใช่แค่การประกวดทั่วไป แต่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้เรื่องกฎหมายอาญา มาตรา 284/1 ถึงมาตรา 284/4 ที่มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันการคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในยุคดิจิทัล

  • เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง
  • ส่งเสริมความเข้าใจในมาตรการคุ้มครองผู้ถูกคุกคามทางเพศ
  • ผลักดันการใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนมุมมองต่อกฎหมาย

นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้เน้นย้ำว่า ปัจจุบันการคุกคามทางเพศเปลี่ยนรูปแบบไปมาก ทั้งการทำโดยตรงและการคุกคามผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการใช้สื่อวิดีโอเป็นช่องทางสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ฉลาดและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีที่สุด

การที่ ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า พลังของคนรุ่นใหม่เมื่อผนวกกับความรู้ทางกฎหมาย จะสามารถสร้างเกราะป้องกันภัยให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี เราขอชื่นชมทุกทีมที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะสื่อที่ทรงพลังที่สุดคือสื่อที่สร้างความตระหนักรู้และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ปลอดภัยจากอันตรายครับ

ที่มา – ศาลอาญามอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น รร.อยุธยาวิทยาลัย คว้ารางวัลชนะเลิศ

ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับคดีความของนางสรารัตน์ วุฒิตาภรณ์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ แอม ไซยาไนด์ ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ 6 โดยมีผลให้ยกฟ้องในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตจากสารพิษจริง

ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ใส่ไซยาไนด์ลงในอาหารเพื่อล้างหนี้สินที่มีต่อเพื่อนสนิท แต่เมื่อศาลได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลการชันสูตรจากแพทย์แล้ว กลับพบว่าไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตได้รับสารพิษชนิดนี้หรือไม่ การที่ศาลตัดสินให้มีการ ศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์ ในครั้งนี้ จึงเป็นการยึดหลักการพิจารณาคดีตามพยานหลักฐานที่ปรากฏอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด

รายละเอียดเจาะลึก: ทำไมศาลยกฟ้อง แอม ไซยาไนด์ คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์?

หากจะพูดถึงที่มาของคดีนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ของจำเลยและผู้ตายที่เป็นเพื่อนสนิทกัน โดยมีประเด็นเรื่องการเงินและวงแชร์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการยุติธรรม การกล่าวหาว่าใครสักคนกระทำความผิดร้ายแรง จำเป็นต้องมีหลักฐานที่แน่นหนา ซึ่งในกรณีนี้:

  • ผลการชันสูตรจากแพทย์ระบุเพียงว่าผู้ตายเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรืออาจมาจากโรคประจำตัว
  • ไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือใส่ไซยาไนด์ลงในอาหาร
  • การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเป็นไปตามหลักกฎหมายอาญาที่ต้องพิจารณาจากรูปคดีเป็นหลัก

เป็นที่น่าสังเกตว่านี่ไม่ใช่คดีแรกของแอม โดยปัจจุบันมีคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาทั้งหมด 15 คดี แบ่งเป็นคดีฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่าอีก 1 คดี ซึ่งที่ผ่านมาศาลมีคำตัดสินออกมาแล้วหลายรูปแบบ ทั้งประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต และการยกฟ้องในหลายๆ คดีที่หลักฐานไม่เพียงพอ

สรุปแล้ว แม้ว่าสังคมจะตั้งคำถามมากมายกับพฤติกรรมของจำเลย แต่ศาลยังคงทำหน้าที่เป็นปราการด่านสุดท้ายที่ยึดมั่นในความถูกต้องของพยานหลักฐาน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีที่เหลือจะออกมาเป็นอย่างไร และความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยในชั้นศาลจนสิ้นสุดกระบวนการหรือไม่

ที่มา – ศาลยกฟ้อง “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาเพื่อนล้างหนี้ พิสูจน์ไม่ได้ตายจากไซยาไนด์

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับข่าวคราวล่าสุดจากศาลอาญา กรณีการพิพากษาคดีของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นักธุรกิจชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งบทลงโทษในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความพยายามหลบหนีระหว่างการคุมขัง ซึ่งถือเป็นคดีที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา

หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าการสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล นั้นไม่ใช่แค่การตัดสินความผิดฐานหลบหนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอีกด้วย โดยศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการวางแผนร่วมกับ นายสมประสงค์ ทิพย์สุคน ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือในการเตรียมเสื้อผ้าและเงินสดเพื่อใช้สำหรับการหลบหนีจากห้องพิจารณาคดี

รายละเอียดการตัดสินคดีและการชดใช้ความผิด

สำหรับคำพิพากษาในครั้งนี้ ศาลได้สั่งจำคุก นายสมประสงค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน จากความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องขังให้หลุดพ้นจากการคุมขัง ในขณะที่ทางฝั่งของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นั้น จะได้รับโทษเพิ่มขึ้นจากการรวมความผิดหลายฐาน ทั้งการลักทรัพย์กุญแจข้อเท้าของกรมราชทัณฑ์ และการพยายามหลบหนี ซึ่งหลังจากได้รับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งจนเหลือโทษจำคุกรวม 4 ปี 12 เดือน

  • ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ: จำคุก 7 ปี (ลดเหลือ 3 ปี 6 เดือน)
  • ความผิดฐานหลบหนีระหว่างถูกคุมขัง: จำคุก 3 ปี (ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน)
  • รวมโทษทั้งหมด: จำคุก 4 ปี 12 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีเดิมอีก 6 คดี

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการตัดสินรวดเร็วและเด็ดขาดขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในสถานที่ราชการอย่างศาลอาญา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อระบบการควบคุมตัวผู้ต้องหาของทางราชการเป็นอย่างมาก การที่ศาลมีคำสั่งสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

บทเรียนสำคัญจากคดีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความผิดที่ได้รับ แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป การพยายามหลบหนีมิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ในทางกลับกันมันกลับเป็นการเพิ่มโทษให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องนับโทษต่อเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนเดิมอีก 6 คดี ซึ่งนั่นหมายความว่าชีวิตหลังจากนี้ของนายประสิทธิ์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใต้กรงขังอีกยาวนาน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายว่า ศาลยุติธรรมไทยมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด และความพยายามในทางที่ผิดมักจะมีจุดจบที่หนักหนากว่าเดิมเสมอ สุดท้ายแล้วความยุติธรรมย่อมต้องดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น

ที่มา – สั่งจำคุก “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล คนช่วยโดน 3 ปี 6 เดือน

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายและกระแสสังคม เมื่อล่าสุดศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ หลังจากจำเลยไม่ยอมมาปรากฏตัวตามนัดหมาย สร้างความคลางแคลงใจให้กับทางฝั่งโจทก์และประชาชนทั่วไปที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังคดีดัง ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคดีที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช มารดาของคุณ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ได้ยื่นฟ้องอดีตทนายความรายหนึ่งในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยมีประเด็นสำคัญจากการที่คู่กรณีเคยรับว่าจ้างให้ช่วยเรื่องคดีความ แต่กลับไม่คืนเงินค่าประกันตัวจำนวนกว่า 3.1 ล้านบาท จนกลายเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562

เปิดพฤติการณ์ที่นำไปสู่การออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตนเองและครอบครัวตั้งใจเพียงแค่ต้องการความยุติธรรมกลับคืนมา หลังจากถูกทนายความคนดังกล่าวกลั่นแกล้งและฟ้องกลับทั้งที่ไม่มีมูลความจริง โดยมีข้อสังเกตและรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • ทนายความคนนี้เคยมีชื่อเสียงและได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในตอนแรก
  • มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโตเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและว่าจ้างในที่สุด
  • หลังจากที่มีคำสั่งศาลแพ่งให้คืนเงิน ก็กลับไม่มีการชำระคืนจริง มีเพียงสถานะล้มละลาย
  • ในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จและฟ้องเท็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยกลับไม่ยอมเข้ามาตามนัด ทั้งที่ทราบถึงหมายศาลโดยชอบแล้ว ทำให้ศาลตัดสินใจสั่งออกหมายจับทันทีพร้อมริบเงินประกันตัวเต็มจำนวน เพราะเล็งเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

ทางด้านคุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า คนที่เป็นถึงทนายความและมีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ควรใช้ตำแหน่งหรือความสามารถมาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน และควรมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเองมากกว่าการหลบหนีเช่นนี้ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังแสวงหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย ว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่หลงเชื่อเพียงแค่ชื่อเสียงหรือคำกล่าวอ้างเท่านั้น

สุดท้ายนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในนัดถัดไปวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้ทันเวลาหรือไม่ และบทสรุปของคดีสะเทือนอารมณ์นี้จะจบลงอย่างไร ต้องรอติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ศาลให้ประกันตัว ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น วงเงินคนละ 5 หมื่น คดีหวย 30 ล้าน

อัปเดตสถานะล่าสุด: ศาลให้ประกันตัว ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น วงเงินคนละ 5 หมื่น คดีหวย 30 ล้าน

เรียกได้ว่าเป็นคดีมหากาพย์ที่สังคมให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน สำหรับคดีหวย 30 ล้านอลเวง ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญในชั้นอุทธรณ์ เมื่อศาลให้ประกันตัว ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น วงเงินคนละ 5 หมื่น คดีหวย 30 ล้าน เพื่อให้จำเลยทั้งสองได้มีโอกาสในการต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สรุปความเป็นมาและการตัดสินของศาลในครั้งนี้

หลังจากที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีแจ้งความเท็จเกี่ยวกับคดีหวย 30 ล้าน นายปรีชา ใคร่ครวญ และ น.ส.รัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ได้ขอยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลได้พิจารณาจากพฤติการณ์ที่ผ่านมาของจำเลยทั้งสองท่านนี้พบว่า ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกันคนละ 50,000 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันตัวมีดังนี้:

  • ศาลตีราคาประกันเป็นเงินสดหรือหลักทรัพย์คนละ 50,000 บาท
  • จำเลยใช้กรมธรรม์ประกันอิสรภาพเป็นหลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัว
  • ศาลกำชับให้ปฏิบัติตามสัญญาประกันอย่างเคร่งครัด

การที่ศาลให้ประกันตัว ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น วงเงินคนละ 5 หมื่น คดีหวย 30 ล้าน ถือเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้จำเลยสามารถใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายได้ โดยไม่ต้องถูกคุมขังในระหว่างรอผลคำพิพากษาในชั้นถัดไป ซึ่งสังคมต่างก็เฝ้าจับตามองว่าบทสรุปสุดท้ายของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาจากเดิมหรือไม่

บทเรียนจากคดีนี้สอนให้เรารู้ว่าการนำเสนอข้อมูลหรือการแจ้งความใดๆ ต้องยึดถือความเป็นจริงเป็นสำคัญ เพราะผลกระทบที่ตามมานั้นยืดเยื้อและส่งผลต่อชีวิตของทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใดและอย่างไร หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม ทีมงานจะรีบนำมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบทันทีครับ

ที่มา – ศาลให้ประกันตัว “ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น” วงเงินคนละ 5 หมื่น คดีหวย 30 ล้าน

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงกฎหมายและการเมืองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคด้านขั้นตอนการศาล ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาต้องเลื่อนออกไปก่อน

สำหรับรายละเอียดของคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่นายอานนท์ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564 โดยมีการใช้ถ้อยคำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ นายธนาธร โดยเฉพาะการกล่าวหาเรื่องการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในม็อบ และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการหนีออกนอกประเทศหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม นายธนาธรได้โต้แย้งว่าการเดินทางออกนอกประเทศในเวลานั้น เป็นไปเพื่อหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเท่านั้น ไม่ใช่การหลบหนีคดีแต่อย่างใด

เบื้องหลังการเลื่อนอ่านคำพิพากษา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การอ่านอุทธรณ์ในวันนี้ไม่สามารถดำเนินการได้นั้น เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการทางธุรการศาล โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์ยังไม่ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาลตามที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดไว้ ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” ตามกำหนดการเดิม ทั้งนี้ ศาลได้สั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนเพื่อส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาขั้นตอนต่อไป โดยจะมีการนัดหมายวันใหม่และแจ้งให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับทราบอีกครั้ง

คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
  • ขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ
  • ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติทางกฎหมายในการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการที่ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เพราะเหตุผลด้านค่าธรรมเนียมนั้น จะส่งผลต่อรูปคดีในระยะยาวหรือไม่ สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง นี่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครก็ตาม หวังว่าในอนาคตคดีนี้จะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ อดีตรองนางสาวไทย ได้ยื่นฟ้อง ทนายกุ้ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้คำพูดและการทำหน้าที่ของทนายความในยุคโซเชียลมีเดีย

สรุปบทเรียนจากคดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

ศาลได้พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ ‘เคลียร์ชัดชัด’ โดยพบว่าคำพูดของจำเลยที่ 2 หรือ ทนายกุ้ง นั้นมีการกล่าวถึงจำนวนลูกหนี้ของฝั่งโจทก์ในลักษณะที่เกินขอบเขตการทำหน้าที่ทนายความ ไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยศาลมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ ปู-มัณฑนา

หากเปรียบเทียบในมุมมองกฎหมาย คดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่าต้องมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างยิ่ง ดังนี้:

  • การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบือน
  • การทำหน้าที่ทนายความต้องไม่ล้ำเส้นจนกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงผลวิบากทางกฎหมายที่เป็นคดีหมิ่นประมาทได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านจำเลยได้ออกมาแสดงท่าทีว่าจะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์จากคดีเดียวจากหลายคดีที่เคยทำมา ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประชาชนในการติดตามว่าขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ของนักกฎหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ควรพิจารณาคำพูดและข้อมูลก่อนสื่อสารออกไปในที่สาธารณะ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคอาจนำมาซึ่งภาระทางกฎหมายที่หนักหนาเกินคาดคิด การใช้สติยับยั้งชั่งใจถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

ที่มา – คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท “ทนายกุ้ง” หมิ่นประมาท “ปู-มัณฑนา”

ทนายตั้ม ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะกำลังจับตามองข่าวใหญ่ในช่วงนี้ เมื่อ “ทนายตั้ม” ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน หลังจากศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่หลายคนให้ความสนใจอย่างคดีของเจ๊อ้อย โดยบรรยากาศที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพเมื่อช่วงดึกวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความตื้นตันใจของครอบครัวที่มารอรับ

ทนายตั้ม ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเรือนจำ ทนายตั้ม หรือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้ตรงเข้าสวมกอดภรรยาและลูกๆ ด้วยความคิดถึง ทนายตั้มเปิดเผยความในใจว่า ระยะเวลาที่อยู่ในเรือนจำไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะช่วง 5 เดือนแรกนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ดิ่งและหนักหนาสาหัสที่สุด แต่เขาก็ได้ใช้เวลาในการรวบรวมหลักฐานและสู้คดีด้วยตัวเองจากภายใน

ก้าวต่อไปของ ทนายตั้ม ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน

นอกจากเรื่องคดีความแล้ว ทนายตั้มยังได้กล่าวถึงก้าวต่อไปหลังจากเป็นอิสระ โดยเขาเตรียมตัวที่จะเดินทางไปยื่นเรื่องที่ DSI เพื่อให้ตรวจสอบการฮั้วประมูลที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลและสื่อใหญ่ โดยยืนยันว่าตนมีหลักฐานพร้อมเอาผิดในทุกประเด็น การที่เขากลับมาในสถานะผู้ที่เคยถูกตราหน้าว่าฉ้อโกงนั้น ไม่ได้ทำให้เขาท้อถอย แต่กลับมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความจริงในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

  • ผลลัพธ์ในศาล: ศาลอาญาให้ประกันตัววงเงิน 1 ล้านบาท
  • สถานะคดี: จาก 10 ข้อหา ศาลยกไปแล้ว 7 เหลืออีก 3 ต้องสู้ต่อ
  • ความมั่นใจ: มีหลักฐานเด็ดแชทที่ถูกหลอกและหลักฐานโต้แย้งทุกประเด็น

ทางด้านคุณเดือน ภรรยาทนายตั้ม ได้เผยความรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อประคับประคองจิตใจของลูกๆ ทั้ง 3 คน โดยยึดหลักการเป็นคนดีอยู่ในกฎระเบียบของเรือนจำจนรอดพ้นมาได้ และรู้สึกดีใจอย่างมากที่วันนี้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่และความท้าทายครั้งสำคัญของชีวิตทนายชื่อดังคนนี้ การต้องต่อสู้คดีในขณะที่ยังอยู่ในเรือนจำไม่ใช่เรื่องธรรมดา และสิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือหลักฐานที่เขากล่าวว่ามีอยู่ในมือนั้น จะสามารถพลิกฟื้นชื่อเสียงที่ถูกตั้งคำถามให้กลับมาได้หรือไม่ คงต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินครับ

ที่มา – “ทนายตั้ม” ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน

ศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทนายตั้ม วงเงินหนึ่งล้านบาท ปล่อยคืนนี้

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงกฎหมาย คงกำลังให้ความสนใจกับกรณีล่าสุด หลังจากที่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทนายตั้ม วงเงินหนึ่งล้านบาท ปล่อยคืนนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้เข้าใจกันครับ

เกาะติดคำสั่ง ศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทนายตั้ม วงเงินหนึ่งล้านบาท ปล่อยคืนนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจำคุก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เป็นเวลา 5 ปี 12 เดือน ในคดีความที่เกี่ยวข้องกับ “เจ๊อ้อย” ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการกฎหมายไทยเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านกระบวนการยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ข้อมูลล่าสุดก็ยืนยันชัดเจนว่า ศาลอนุญาตให้ประกันตัว ทนายตั้ม วงเงินหนึ่งล้านบาท ปล่อยคืนนี้ ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

รายละเอียดเงื่อนไขและหลักทรัพย์ในการประกันตัว

สำหรับการยื่นขอประกันตัวในครั้งนี้ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ญาติได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกัน
  • ศาลพิจารณาตีราคาหลักประกัน 1,000,000 บาท
  • มีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น

ทางด้านทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเพจ “ทนายคลายทุกข์” โดยยืนยันสถานะการปล่อยตัวในช่วงคืนนี้ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดความวุ่นวายในช่วงระหว่างวันได้ในระดับหนึ่ง แต่การต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์นั้นยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรม การที่ศาลให้ประกันตัวถือเป็นสิทธิ์พื้นฐานของจำเลยที่สามารถกระทำได้ตราบเท่าที่หลักเกณฑ์ครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็จับตามองว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และทนายตั้มจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่ในชั้นถัดไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ เพราะกฎหมายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – ศาลอนุญาตให้ประกันตัว “ทนายตั้ม” วงเงินหนึ่งล้านบาท ปล่อยคืนนี้

Scroll to top