ศาลอาญา

พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ในวงการการเมือง เมื่อศาลอาญาได้มีคำตัดสินออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน ที่เป็นประเด็นร้อนแรงมาอย่างยาวนาน ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปรายละเอียดสำคัญของคดีนี้ให้ทุกคนได้เข้าใจกันง่ายๆ ครับ

ทำความรู้จักคดีที่นำไปสู่การ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องในมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในข้อหาดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

เหตุผลสำคัญที่ศาลมองว่า พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ศาลอาญาได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและมีคำวินิจฉัยสรุปได้ดังนี้:

  • การไลฟ์สดของนายธนาธรเป็นการพุ่งเป้าไปที่การทำงานของรัฐบาลชุดพลเอกประยุทธ์
  • เนื้อหาไม่ได้มีเจตนาในการหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์
  • การวิพากษ์วิจารณ์การจัดการวัคซีนถือเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่าเนื้อหาที่นำเสนอไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 112 ตามที่อัยการยื่นฟ้อง จึงมีการ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน อย่างเป็นทางการ โดยบรรยากาศที่หน้าศาลมีการรวมตัวของผู้สนับสนุนและอดีต สส. ที่มาร่วมให้กำลังใจนายธนาธรด้วย

มุมมองส่วนตัว: คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้สังคมได้เห็นกระบวนการยุติธรรมในการแยกแยะระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่น่าสนใจสำหรับการถกเถียงในอนาคตครับ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผลลัพธ์ของคดีนี้ สามารถร่วมแชร์แสดงความคิดเห็นกันได้ที่หน้าเพจของเรานะครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด”

ศาลอาญาเพิ่งตัดสิน คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด” ไปเมื่อไม่นานมานี้ สร้างความฮือฮาในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่แอมหรือนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ วัย 39 ปี ถูกพิพากษาประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเพราะคำให้การเป็นประโยชน์ คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์คดีวางยาพิษไซยาไนด์ที่แอมก่อขึ้น ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์หลายราย

คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด”

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีหมายเลข 913 ศาลอาญา พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 ยื่นฟ้องแอมในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยใส่สารพิษไซยาไนด์ลงในอาหารและเครื่องดื่มของน.ส.ผุสดี สามบุญมี หรือ “ครูอ๊อด” อดีตข้าราชการครู ซึ่งเสียชีวิตอย่างทรมาน แม้แอมจะให้การปฏิเสธ แต่ศาลพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าโจทก์มีน้ำหนักแน่น พยานหลักฐานน่าเชื่อถือ ไม่มีแรงจูงใจโกรธเคืองจำเลย ขณะที่ข้อต่อสู้ของแอมมีพิรุธมากมาย

ศาลจึงพิพากษาว่าแอมกระทำผิดจริงตามฟ้อง สั่งประหารชีวิต แต่พิจารณาคำเบิกความที่เป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุกตลอดชีวิต และให้นับโทษต่อจากคดีอื่นๆ ที่ศาลอาญาพิพากษาไว้ก่อนหน้า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวแอมจากทัณฑสถานหญิงกลางมาฟังคำตัดสิน ท่ามกลางความสนใจจากสื่อและประชาชน

สรุปคดีก่อนหน้าของแอม ไซยาไนด์

  • คดีที่ 1: วางยาฆ่า “ก้อย” หรือน.ส.ศิริพร ขันวงษ์ ศาลสั่งประหารชีวิต
  • คดีที่ 2: วางยาฆ่า “สารวัตรปู” หรือพ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ พิพากษาประหารชีวิตแต่ลดเหลือจำคุกตลอดชีวิตเพราะคำให้การ
  • คดีที่ 3: วางยาฆ่าน.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาวที่นครปฐม ศาลยกฟ้องเพราะหลักฐานไม่พอ

จากคดีทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าแอมมีประวัติการใช้ไซยาไนด์วางยาฆ่าคนใกล้ชิดหลายราย มูลเหตุส่วนใหญ่มาจากปัญหาการเงินและความขัดแย้งส่วนตัว สารพิษไซยาไนด์เป็นสารที่อันตรายมาก ทำงานโดยยับยั้งการหายใจของเซลล์ ทำให้ผู้เสียหายช็อกและเสียชีวิตภายในไม่กี่นาที คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด” จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการแก้แค้นด้วยวิธีสุดโต่ง

บทเรียนจากคดีแอม ไซยาไนด์

คดีนี้ไม่เพียงสะท้อนความโหดร้ายของผู้ก่อเหตุ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจสารพิษในร่างกายผู้ตายและร่องรอยในอาหาร การสืบสวนของตำรวจที่รวบรวม DNA และคำให้การจากพยาน ทำให้ศาลเชื่อมโยงแอมกับอาชญากรรมได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ คำให้การที่เป็นประโยชน์ของแอมช่วยลดโทษได้ แสดงว่าระบบยุติธรรมไทยยังมีช่องทางให้ผู้กระทำผิดแสดงความรับผิดชอบ

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด” เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมาย แต่สังคมควรตื่นตัวกับปัญหาสุขภาพจิตและการใช้สารพิษที่หาซื้อง่ายในบางช่องทาง เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย อย่าลืมติดตามพัฒนาการคดีอื่นๆ ที่อาจมีเพิ่มเติม และแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และสมัครรับข่าวสารอัปเดตคดีดังๆ ได้เลยวันนี้!

ที่มา – คดีที่ 4 จำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” วางยาฆ่า “ครูอ๊อด”

ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน สจ.กอล์ฟ กับพวก

ข่าวใหญ่ในวงการข่าวอาชญากรรมเมื่อ ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน “สจ.กอล์ฟ” กับพวกรุมทำร้ายตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง ทำให้หลายคนตื่นเต้นกับคำตัดสินนี้ กรณีที่สมาชิกสภาเทศบาลและพวกรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนปัญหาความรุนแรงในการเลือกตั้งที่ยังคงเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย

ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน “สจ.กอล์ฟ” กับพวกรุมทำร้ายตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ1823/2568 โดย ด.ต.นิสาธิต คงเทพ เป็นโจทก์ฟ้องนายสิรดัย พลายด้วง หรือ “สจ.กอล์ฟ” ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และพวกร aย 8 คน รวม 9 คน ในข้อหาร้ายแรงหลายประการ เช่น เป็นซ่องโจร ร่วมกันไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายต่อเจ้าหน้าที่ และรบกวนหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ตำบลพะวง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

รายละเอียดจำเลยและข้อหา

จำเลยทั้ง 9 ราย ได้แก่:

  • นายสิรดัย พลายด้วง หรือ สจ.กอล์ฟ (จำเลยที่ 1)
  • นายพงศ์เทพ ฟรีด้อม (ที่ 2)
  • นายหนุ่มเสก ทองศรี (ที่ 3)
  • นายรพีพงศ์ สวัสดิ์ชูแก้ว (ที่ 4)
  • นายสรายุทธ หนูชัยแก้ว (ที่ 5)
  • นายจักรพงษ์ เทพชุม (ที่ 6)
  • นายยศศรัณย์ สว่าบ้านโคก (ที่ 7)
  • นายอรรณพ ขาวมาก (ที่ 8)
  • นายไปซอล สายสลำ (ที่ 9)

พวกเขาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันรุมทำร้ายร่างกาย ด.ต.นิสาธิต ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรักษาความปลอดภัยหน่วยเลือกตั้ง ทำให้เกิดความวุ่นวายและขัดขวางการเลือกตั้งอย่างรุนแรง

คำพิพากษาของศาล

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดเป็นความผิดหลายกรรมต่างท่า งกัน จึงลงโทษทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 41 โดยเฉพาะ:

  • จำเลยที่ 1 (สจ.กอล์ฟ): ฐานเป็นซ่องโจร จำคุก 1 ปี, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน 9 วัน, ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดต่อสู้เจ้าพนักงาน 2 ปี รวมแล้วลดโทษเหลือ 1 ปี 12 เดือน 6 วัน
  • จำเลยที่ 2,3,5,8,9: รวมจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน
  • จำเลยที่ 4,6,7: เพิ่มโทษตามมาตรา 92 รวมคนละ 1 ปี 18 เดือน 60 วัน (หรือประมาณ 1 ปี 6 เดือน)

จำเลยทั้ง 9 ให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์บางส่วนแล้ว จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษกระทงละ 1 ใน 3 ตามมาตรา 78 ทำให้โทษรวมไม่หนักหนาเกินไป แต่ก็ยังคงเป็นบทลงโทษที่รุนแรงพอสมควร

พื้นหลังเหตุการณ์และผลกระทบ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ตึงเครียดในจังหวัดสงขลา โดยกลุ่มจำเลยเข้าไปรบกวนหน่วยเลือกตั้งด้วยกำลังประทุษร้าย ใช้อาวุธ และขัดขวางคณะกรรมการการเลือกตั้ง สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของการเมืองท้องถิ่น สจ.กอล์ฟ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นชื่อดัง กลายเป็นจุดสนใจเพราะสถานะของตัวเอง แต่ศาลยืนยันว่าทุกคนเท่าเทียมต่อกฎหมาย

กรณี ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน “สจ.กอล์ฟ” กับพวกรุมทำร้ายตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง นี้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในการเลือกตั้งที่ยังไม่หมดสิ้น แม้จะมีกฎหมายเข้มงวดแล้วก็ตาม ในอดีตเคยมีเหตุการณ์คล้ายกันหลายครั้ง ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง สงขลาเป็นจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง การเกิดเหตุเช่นนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการใช้อาวุธและการรวมกลุ่มเป็นซ่องโจร ซึ่งเป็นข้อหาหนักที่ศาลให้ความสำคัญ ช่วยยับยั้งพฤติกรรมคล้ายกันในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่าคำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองท้องถิ่น

การรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบประชาธิปไตย หากไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย การเลือกตั้งจะดำเนินไปอย่างยุติธรรมได้อย่างไร? กรณีนี้ควรเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน คำตัดสินนี้เป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามความรุนแรงทางการเมือง แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวสารกฎหมายและสิทธิเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย สนใจข่าวอาชญากรรมและการเมืองท้องถิ่น? ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวล่าสุด!

ที่มา – ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน “สจ.กอล์ฟ” กับพวกรุมทำร้ายตำรวจคาหน่วยเลือกตั้ง

ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” คดีไล่ คสช.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีข่าวดีจากศาลอาญาที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” พร้อมพวกจำเลยรวม 17 คน ในคดีชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล คสช. เมื่อปี 2561 แต่ศาลก็สั่งลงโทษปรับคนละ 200 บาทเล็กน้อย เนื่องจากใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ขออนุญาต เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพและการบังคับใช้กฎหมายเลยนะครับ มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลย

ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” คดีไล่รัฐบาล คสช. แต่ปรับ 200 บาท

คดีนี้หมายเลขดำ อ.1308/2562 โจทก์คือพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ฟ้องจำเลย 18 คน (ตอนหลังเหลือ 17 เพราะ 1 คนเสียชีวิต) ในข้อหากระทำผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 กรณีชุมนุมระหว่าง 21-22 พฤษภาคม 2561 ของกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. จัดการเลือกตั้งทันที เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 สถานที่ชุมนุมคือบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินกลาง

จำเลยส่วนใหญ่ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว ยกเว้นนายอานนท์ นำภา และนายเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้ครับ

เกิดอะไรขึ้นในวันฟังคำพิพากษา

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา มีนัดฟังคำพิพากษา แต่ทนายของจำเลยที่ 9 (นายประจิณ ฐานังกรณ์) และที่ 14 (นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์) ยื่นขอเลื่อนเพราะจำเลยป่วยหนัก (ความดันโลหิตสูง นอนติดเตียง) ศาลเห็นว่าคดีนานมานี้แล้ว จึงสั่งให้นำตัวทั้งสองมาที่ศาล เวลา 14.00 น. โดยให้อยู่ห้องควบคุม ส่วนนายพุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ จำเลยที่ 15 เสียชีวิตไปแล้ว ศาลจึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบ

รายชื่อจำเลยที่เกี่ยวข้องกับยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด”

  • นายสิรวิชญ์ หรือ จ่านิว เสรีธิวัฒน์ (จำเลยที่ 1)
  • นายเอกชัย หรือ เอก หงส์กังวาน (ที่ 2)
  • นายอานนท์ นำภา ทนายความ (ที่ 3)
  • น.ส.ณัฏฐา หรือ โบว์ มหัทธนา (ที่ 4)
  • นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ (ที่ 5)
  • น.ส.ศรีไพร นนทรีย์ (ที่ 6)
  • นายวันเฉลิม กุนเสน (ที่ 7)
  • นายธนวัฒน์ พรมจักร (ที่ 8)
  • นายประจิณ ฐานังกรณ์ (ที่ 9)
  • นายประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ (ที่ 10)
  • นายปิยรัฐ หรือ โตโต้ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ที่ 11)
  • น.ส.ชลธิชา หรือ ลูกเกด แจ้งเร็ว อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน (ที่ 12)
  • นายนิกร วิทยาพันธุ์ (ที่ 13)
  • นายวิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ (ที่ 14)
  • นายคีรี ขันทอง (ที่ 16)
  • นายประสงค์ วางวัน (ที่ 17)
  • นายภัทรพล จันทรโคตร (ที่ 18)

เหตุผลของศาลในการยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด”

หลังพิจารณาพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ศาลเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปด้วยวิธีสงบ ปราศจากอาวุธ ตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง มีเจตนาชัดเจนเรียกร้องให้ คสช. จัดเลือกตั้ง ไม่สืบทอดอำนาจ ผู้ชุมนุมขออนุญาตชุมนุมถูกต้องแล้ว ไม่มีเจตนาสร้างความรุนแรง แตกแยก หรือก่อวุ่นวาย ไม่ใช่ม็อบจัดตั้งหรือเกณฑ์มา จราจรติดขัดเกิดจากตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นเองเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงตาม พ.ร.บ.การโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2502 แต่พยานโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอพิสูจน์ความผิดหนัก ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง แต่สั่งปรับจำเลยทั้ง 17 คน คนละ 200 บาท!

คดีนี้เป็นตัวอย่างชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญไทยปกป้องสิทธิชุมนุมอย่างแท้จริง ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายอื่นๆ การปรับ 200 บาทถือว่าน้อยมาก ถือเป็นการเตือนเบาๆ มากกว่าโทษจริง สำหรับนักกิจกรรมยุคใหม่ คงต้องระวังเรื่องขออนุญาตเครื่องเสียงให้ดีละครับ

เห็นด้วยไหมครับกับคำตัดสินนี้? มันยุติธรรมแค่ไหนในมุมมองของคุณ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป

ที่มา – ยกฟ้อง “จ่านิว-โบว์-โตโต้-ลูกเกด” พร้อมพวก คดีไล่รัฐบาล คสช. แต่ลงโทษปรับคนละ 200 บาท

“บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

ความคืบหน้าล่าสุดในคดีฉาวโฉ่ของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับร้อยล้านบาท ล่าสุด “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้ หลังจากอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้อง นายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม และน.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือบอสมิน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันหลอกลวงระบบคอมพิวเตอร์ และประกอบธุรกิจแชร์ลูกโซ่โดยไม่ได้รับอนุญาต

“บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

จากรายงานเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 สำนักงานอัยการคดีพิเศษได้ส่งหมายเรียกทั้งสองผู้ต้องหาให้มารายงานตัวในเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569 เพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากอัยการสูงสุดชี้ขาดความเห็นแย้งเมื่อ 17 ก.พ. 2569 หากทั้งคู่เดินทางมา พนักงานอัยการจะแจ้งคำสั่งฟ้องทันทีและยื่นต่อศาล เว้นแต่มีเหตุขัดข้องตามกฎหมาย

คดีนี้เกิดจากกิจการของบริษัทดิไอคอนกรุ๊ปที่ดำเนินการในลักษณะขายตรงและตลาดแบบตรง แต่ถูกกล่าวหาว่าชักชวนคนเข้าร่วมเครือข่ายโดยสัญญาผลตอบแทนจากจำนวนสมาชิกใหม่ ซึ่งเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ผิดกฎหมาย สร้างความเสียหายรวมกว่า 649 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2563-2567 ทั่วราชอาณาจักร

ประวัติคดีและผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องก่อนหน้า

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 8 ม.ค. 2568 อัยการคดีพิเศษยื่นฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก 17 คน นำโดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล และบริษัทดิไอคอนกรุ๊ป ข้อหาเดียวกัน แต่สั่งไม่ฟ้องบอสมินและบอสแซมในตอนแรก ต่อมาอธิบดีดีเอสไอเห็นแย้ง ส่งให้อสส.ชี้ขาด จนนำไปสู่การนัดฟ้องครั้งนี้

รายชื่อผู้ต้องหาชุดแรกที่ถูกฟ้อง:

  • บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด โดยนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล (ผู้ต้องหาที่ 1)
  • นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล (ผู้ต้องหาที่ 2)
  • นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือบอสแล็ป (ผู้ต้องหาที่ 3)
  • นายกลด เศรษฐนันท์ หรือบอสปีเตอร์ (ผู้ต้องหาที่ 4)
  • น.ส.ปัญจรัศม์ กนกรักษ์ธนพร หรือบอสปัน (ผู้ต้องหาที่ 5)
  • นายฐานานนท์ หิรัญไชยวรรณ หรือบอสหมอเอก (ผู้ต้องหาที่ 6)
  • น.ส.นัฐปสรณ์ ฉัตรธนสรณ์ หรือบอสสวย (ผู้ต้องหาที่ 7)
  • น.ส.ญาสิกัญจณ์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสโซดา (ผู้ต้องหาที่ 8)
  • นายนันทธรัฐ เชาวนปรีชา หรือบอสโอม (ผู้ต้องหาที่ 9)
  • นายธวิณทรภัส ภูพัฒนรินทร์ หรือบอสวิน (ผู้ต้องหาที่ 10)
  • น.ส.กนกธร ปูรณะสุคนธ์ หรือบอสแม่หญิง (ผู้ต้องหาที่ 11)
  • น.ส.เสาวภา วงษ์สาขา หรือบอสอูมมี (ผู้ต้องหาที่ 12)
  • นายเชษฐ์ณภัฏ อภิพัฒนกานต์ หรือบอสทอมมี่ (ผู้ต้องหาที่ 13)
  • นายหัสยานนท์ เอกชิสนุพงศ์ หรือบอสป๊อบ (ผู้ต้องหาที่ 14)
  • นางวิไลลักษณ์ ยาวิชัย หรือบอสจอย (ผู้ต้องหาที่ 15)
  • นายธนะโรจน์ ธิติจริยาวัชร์ หรือบอสออฟ (ผู้ต้องหาที่ 16)
  • นายกันต์ กันตถาวร หรือบอสกันต์ (ผู้ต้องหาที่ 19)

ที่น่าสนใจคือ ผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครได้รับประกันตัวจากศาล ซึ่งเป็นสัญญาณว่าศาลมองคดีนี้ร้ายแรง หากบอสมินและบอสแซมถูกฟ้อง พวกเขาก็ต้องยื่นขอประกันตัวเช่นกัน ลุ้นว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ในวันดังกล่าว

แชร์ลูกโซ่คืออะไร และผลกระทบต่อประชาชน

ธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือ MLM ผิดกฎหมาย มักลวงล่อด้วยผลตอบแทนสูงจากการชวนสมาชิกใหม่ โดยไม่เน้นขายสินค้าจริง สุดท้ายโครงสร้างพังทลาย ผู้เข้าร่วมชั้นล่างเสียหายหนัก คดีดิไอคอนนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการเร่งปราบปราม เพื่อปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการใช้ระบบคอมพิวเตอร์หลอกลวง เช่น เว็บไซต์และแอปที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ทำให้ผู้เสียหายนับพันรายทั่วประเทศ

คดีนี้สะท้อนปัญหาการลงทุนเสี่ยงในยุคดิจิทัล ผู้สนใจควรตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเข้าร่วม หากถูกหลอก สามารถแจ้งความ DSI ได้ทันที

ติดตามความคืบหน้า “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้ ได้ที่นี่ คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญในการป้องกันการฉ้อโกงในอนาคต

ที่มา – “บอสมิน-บอสแซม” อัยการคดีพิเศษนัดส่งตัวฟ้อง คดีดิไอคอน 26 มี.ค. นี้

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องช่อ พรรณิการ์ คดีเพลงยาวอยุธยา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ช่อ พรรณิการ์” ปมโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะในวงการการเมืองไทย คดีนี้เกิดจากโพสต์เฟซบุ๊กเก่าแก่ของน.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ช่อ” กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อมูลเท็จตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่ศาลกลับเห็นต่าง!

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ช่อ พรรณิการ์” ปมโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดำ อ.567/2565 อัยการฟ้องช่อในข้อหานำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งอาจก่อความเสียหายต่อความมั่นคงหรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ตามมาตรา 14(2) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างปี 2556-2562 ช่อโพสต์ข้อความเกี่ยวกับ “เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นเพลงโบราณที่เล่าถึงการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา อัยการอ้างว่าเป็นข้อมูลเท็จ กระทบจิตใจประชาชน สร้างความแตกแยก และส่งผลต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง แต่ช่อให้การปฏิเสธ

เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาคืออะไร?

เพลงยาวนี้เป็นวรรณคดีเก่าแก่ที่องค์การค้าครูสภาเคยตีพิมพ์และเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปอ่านมาก่อนหน้านี้ มันบรรยายพยากรณ์เหตุการณ์ในอดีต ไม่ใช่ข่าวปลอมใหม่ แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ใช้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และศาลอุทธรณ์ก็ยืนยันตามนั้น

  • เหตุผลหลักของศาล: การโพสต์ไม่สร้างความตื่นตระหนกจริง ไม่กระทบความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสาธารณูปโภค
  • สิทธิเสรีภาพ: เป็นการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ
  • หลักฐาน: เพลงนี้เผยแพร่โดยหน่วยงานรัฐมาก่อน ชื่อเสียงช่อจึงพ้นผิด

คดีนี้สะท้อนปัญหาการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไล่ล่าเสรีภาพการแสดงออกในไทย บ่อยครั้งที่นักกิจกรรมหรือนักการเมืองถูกฟ้องจากโพสต์ソーシャルมีเดีย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ช่อ พรรณิการ์” ปมโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ทำให้หลายคนโล่งใจและเห็นแสงสว่างในกระบวนการยุติธรรม

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ช่อ พรรณิการ์ เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ سابقที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเผด็จการ คดีนี้เคยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่คำตัดสินศาลช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น ว่าการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการอ้างอิงวรรณคดี ไม่ใช่ความผิด

ในยุคที่ソーシャルมีเดียเป็นสมรภูมิการเมือง การตัดสินคดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญ หากเพลงยาวที่ตีพิมพ์โดยรัฐยังถือเป็นเท็จ แล้วอะไรที่จริง? มันชี้ให้เห็นว่ากฎหมายต้องใช้อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่เครื่องมือปิดปาก

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ ของนักการเมืองก้าวหน้า เช่น คดี 112 หรือ พ.ร.บ.คอมอื่นๆ ที่ศาลเริ่มมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับเสรีภาพมากขึ้น สังคมไทยควรเรียนรู้จากกรณีนี้ เพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐาน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ช่อ พรรณิการ์” ปมโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ไม่เพียงแต่ช่วยช่อเท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของประชาชนทุกคนที่กล้าแสดงออก คุณคิดว่าคดีแบบนี้ควรเกิดขึ้นอีกไหม? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

คดีนี้ตอกย้ำว่าเสรีภาพการแสดงออกคือหัวใจของประชาธิปไตย หวังว่ากฎหมายไทยจะพัฒนาให้สมดุลยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้อง “ช่อ พรรณิการ์” ปมโพสต์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา

“ทนายตั้ม” ขึ้นศาลเผชิญหน้า “เจ๊อ้อย” สู้คดีฉ้อโกง

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดราม่าที่กำลังเป็นกระแสในวงการกฎหมายกันครับ “ทนายตั้ม” ขึ้นศาลเผชิญหน้า “เจ๊อ้อย” สู้คดีฉ้อโกง ขอซักค้านพยานด้วยตัวเอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ศาลอาญา ถือเป็นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกของคดีใหญ่ที่ทุกคนจับตา ทนายตั้มหรือนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาพร้อมภรรยา สวมชุดนักโทษเต็มยศ มีท่าทีมั่นใจแต่ร่างกายผอมลงเห็นได้ชัด น้ำหนักหายไปหลายกิโลกรัมจากการถูกขัง

“ทนายตั้ม” ขึ้นศาลเผชิญหน้า “เจ๊อ้อย” สู้คดีฉ้อโกง ขอซักค้านพยานด้วยตัวเอง

คดีนี้มีที่มาจากความผิดฐานฉ้อโกง ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงิน โดยพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษและน.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ในฐานะโจทก์และโจทก์ร่วม ได้ฟ้องนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด หรือเดือน ภรรยา น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ หรือดาว พี่สาวภรรยา และพวก รวม 7 คน เป็นจำเลย เช้าวันนั้นเจ๊อ้อยมาถึงศาลตอน 08.40 น. ท่าทีมั่นใจแต่ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ทนายตั้มขอซักค้านพยานด้วยตัวเอง ท่าทีมั่นใจแม้ผอมแห้ง

ระหว่างทนายตั้มเดินเข้าห้องพิจารณา พบว่าสวมเสื้อยืดสีครีมคาดแดง กางเกงวอร์มดำ ข้อเท้ามีโซ่ตรวนล่ามตัว ยังทักทายสื่อสั้นๆ ก่อนเข้าห้อง ทนายตั้มขอสิทธิ์ซักค้านพยานโจทก์ด้วยตัวเอง โดยนายพินิจ ลักษณวิศิษฏ์ ทนายความของฝั่งจำเลย ยืนยันว่าทำได้เพราะทนายตั้มมีความรู้กฎหมายดีเยี่ยม คาดใช่เวลาทั้งวันในการสืบพยาน

ด้านเจ๊อ้อยจะเป็นพยานปากแรกในการเบิกความ อัยการสืบพยานแค่ 1 ปาก คือพนักงานเอกสาร ปปง. ไม่ใช่สายสืบ ทำให้คดีดูอ่อนข้อในสายตาบางคน

คดีแพ่งยกแล้ว คืนทรัพย์ 71 ล้านให้ทนายตั้ม

นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มาร่วมให้กำลังใจเจ๊อ้อยและสังเกตการณ์ บอกว่าคดีนี้แยก 2 ศาล ศาลแพ่งสั่งยกคำร้อง คืนทรัพย์ทั้งหมดมูลค่า 71 ล้านบาท ที่ดิน เงินฝากธนาคาร ที่ ปปง. อายัดไว้ เหตุเพราะพยานหลักฐานไม่พอรับฟังว่าทนายตั้มฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นมูลฐานฟอกเงิน

แม้คดีแพ่งยก แต่ไม่ผูกพันคดีอาญา ผลอาญาอาจเปลี่ยนผลแพ่งได้ ปานเทพมองว่าอัยการซักค้านทนายตั้มและภรรยาไม่จริงจัง ทำให้คดีอ่อน

  • ประเด็นสำคัญคดี: ฉ้อโกงเงินจากเจ๊อ้อยที่ว่าจ้างทนายตั้มช่วยคดีหมูหัน
  • ทรัพย์สินอายัดคืนแล้ว 71 ล้านบาท จากศาลแพ่ง
  • ทนายตั้มสู้ด้วยตัวเอง แสดงความมั่นใจในพยานหลักฐาน
  • เจ๊อ้อยมั่นใจ จะเบิกความปากแรก
  • คดีอาญายังดำเนินต่อ ผลจะออกอย่างไรต้องรอ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในวงการกฎหมายไทย โดยเฉพาะกรณีทนายกับลูกความเก่าที่เคยช่วยเหลือคดีดังอย่างหมูหัน แต่กลับกลายเป็นข้อพิพาทเงินทอง ทนายตั้มที่เคยเป็นข่าวดังหลายคดี ตอนนี้ต้องมาสู้ในชุดนักโทษ ผอมลงแต่ใจยังสู้ ส่วนเจ๊อ้อยที่เคยเป็นเหยื่อคดีหมูหัน ก็ยังยืนกรานฟ้องต่อ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การที่ทนายตั้มขอซักค้านเอง แสดงถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ใช้ความรู้กฎหมายโจมตีจุดอ่อนพยานฝ่ายโจทก์ ซึ่งอาจพลิกเกมได้ หากพยานอัยการอ่อนจริงอย่างที่ปานเทพวิเคราะห์

ติดตามต่อไปว่าคดี “ทนายตั้ม” ขึ้นศาลเผชิญหน้า “เจ๊อ้อย” สู้คดีฉ้อโกง ขอซักค้านพยานด้วยตัวเอง จะจบลงอย่างไร คุณคิดว่าฝั่งไหนจะชนะ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวอัปเดตกฎหมายและคดีดังๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – “ทนายตั้ม” ขึ้นศาลเผชิญหน้า “เจ๊อ้อย” สู้คดีฉ้อโกง ขอซักค้านพยานด้วยตัวเอง

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.

ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงและธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อ “นานา-เวย์” คู่สามีภรรยาแร็ปเปอร์ชื่อดัง ถูกฟ้องคดีฉ้อโกงประชาชน ล่าสุดทั้งคู่เดินทางมาศาลเพื่อให้การปฏิเสธข้อหา และศาลนัดตรวจหลักฐานสำคัญในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ จะเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.508/2569 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.นานา ไรบีนา อายุ 44 ปี นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนี่ยม อายุ 44 ปี บริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาหลายประการ

รายละเอียดข้อกล่าวหาในคดีฉ้อโกง

จำเลยทั้งสี่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย ด้วยการแสดงข้อความเท็จและปกปิดความจริง ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น

  • ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์
  • ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา
  • กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่างๆ
  • ซื้อหุ้น
  • ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ
  • ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

โดยสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินลงทุน ซึ่งสูงเกินกว่าดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินกำหนดตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้เสียหายโอนเงินรวมกว่า 100 ล้านบาทเข้าบัญชีของจำเลย

ก่อนหน้านี้ จำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท และศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ในวันนัดศาล นานาและเวย์เดินทางมาด้วยการหลบผู้สื่อข่าวทางด้านข้างศาล ศาลอ่านคำฟ้องและสอบถามให้การ ทั้งคู่แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาเต็มที่ เพื่อต่อสู้คดีในทุกขั้นตอน

ประวัติและชื่อเสียงของนานา-เวย์

นานา ไรบีนา เป็นนางแบบและพิธีกรชื่อดัง ส่วนเวย์ ไทยเทเนี่ยม หรือปริญญา อินทชัย เป็นแร็ปเปอร์และนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการฮิปฮอปไทย ทั้งคู่ก่อตั้งบริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด เพื่อผลิตคอนเทนต์บันเทิง และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจลงทุน ชื่อเสียงของทั้งคู่เคยรุ่งโรจน์ แต่คดีนี้ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายหนัก

คดีฉ้อโกงแบบนี้มักเกิดจากการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีถือว่าน่าสงสัย ประชาชนควรตรวจสอบใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนลงทุน

ขั้นตอนต่อไปและผลกระทบ

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินว่าหลักฐานฝ่ายโจทก์เพียงพอหรือไม่ หากจำเลยแพ้คดี อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายและติดคุกยาว คดีนี้ไม่เพียงกระทบคู่กรณี แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจสังคมเรื่องการลงทุนเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน คดี “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ สะท้อนปัญหาการฉ้อโกงที่ซ่อนในชื่อเสียงดารา ประชาชนควรศึกษาให้ดีก่อนโอนเงินลงทุน อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ

เรียกดูข่าวอัพเดทเพิ่มเติม: ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และเคล็ดลับป้องกันการถูกหลอกลงทุนได้ที่เว็บไซต์ของเรา สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” 1 ล้าน คดีฉ้อโกง 100 ล้าน

ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงและกฎหมาย เมื่อศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ ทำให้แฟนๆ และผู้ติดตามต่างจับตามองกันอย่างใกล้ชิด คดีนี้เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนผ่านการกู้ยืมเงินและปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งมีผู้เสียหายมากถึง 11 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท

ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ

วันนี้ (23 ก.พ.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “เวย์ ไทเทเนี่ยม” หรือนายณัฐวุฒิ พึ่งบุญชู ในฐานะจำเลยที่ 4 และ “นานา ไรบีนา” สามีภรรยาคู่นี้ ชั้นฝากขัง โดยวงเงินประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด ศาลพิจารณาว่าเวย์ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี เนื่องจากเข้ามอบตัวด้วยตนเอง จึงอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

เงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และต้องรายงานตัวตามนัดทุกครั้ง นายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของทั้งคู่ เปิดเผยว่าดีใจที่ลูกความได้รับการปล่อยตัว เพราะเชื่อมั่นว่าไม่หนี และจะสู้คดีเต็มที่ รวมถึงหาเงินมาชดใช้หนี้ให้ผู้เสียหาย

รายละเอียดคดีฉ้อโกงและการประกันตัว

เวย์ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสาร และกู้ยืมเงินโดยไม่ชำระ ส่วนนานาถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2567 และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้วก่อนหน้านี้ ทนายระบุว่าสภาพจิตใจของเวย์ตอนนี้น่าจะดีขึ้น หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อ แม้จะเครียดจากคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

  • วงเงินประกัน: คนละ 1 ล้านบาท
  • เงื่อนไข: ห้ามออกนอกประเทศ รายงานตัวตามนัด
  • ผู้เสียหาย: 11 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
  • ขั้นตอนต่อไป: นัดสอบคำให้การ 26 ก.พ. ตรวจพยานหลักฐาน สืบพยาน

มีเสมียนทนายของผู้เสียหายบางรายมายื่นคัดค้านการประกันตัว แต่ทนายมองว่าการคัดค้านไม่ช่วยให้ชำระหนี้ หากอยู่ในเรือนจำจะหาเงินชดใช้ยากกว่า บางรายผู้เสียหายได้ประนีประนอมยอมความไปแล้ว 3-4 ราย และมีการชำระหนี้บางส่วนที่ ปอศ. แล้ว

แผนชดใช้หนี้และสถานการณ์ปัจจุบัน

ทนายสายหยุดเผยว่ากำลังหาผู้ซื้อหุ้นบาสเกตบอลและร้านตัดผมของเดย์ ไทเทเนี่ยม (ภรรยาแจ้งความหุ้นร้านตัดผม 1.5 ล้านบาท) เพื่อนำเงินมาชดใช้ หากขายได้ ผู้เสียหายอาจไม่ติดใจเอาความ สำหรับหนี้รายอื่น รอคำฟ้องเพื่อดูรายละเอียดยอดเงินและข้อกล่าวหา ทนายย้ำว่าไม่หนักใจคดี แต่หนักใจนักข่าวที่โทรตามทั้งวัน

ผู้เสียหายบางคนกังวลว่าจะไม่มีเงินชดใช้ แต่ทนายบอกว่า “ไม่น่าใช่เรื่องของตนเอง” แสดงถึงความมั่นใจในการหาเงินแก้ไข คดีนี้ยังมีอีก 2 บริษัทที่รับโอนเงินเกี่ยวข้อง จะถูกนัดสอบคำให้การด้วย

คดีศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศนี้ สะท้อนปัญหาการลงทุนและกู้ยืมที่ต้องระมัดระวัง ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนตรวจสอบเอกสารให้ดีก่อนลงทุน และติดตามผลคดีต่อไปเพราะอาจมีพัฒนาการใหม่ๆ

ติดตามข่าวสารกฎหมายและบันเทิงอัปเดตทุกวัน ที่นี่!

ที่มา – ศาลให้ประกัน “เวย์-นานา” วงเงินคนละ 1 ล้าน คดีฉ้อโกงกว่า 100 ล้าน สั่งห้ามออกนอกประเทศ

Scroll to top