ศิริกัญญา ตันสกุล

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการหยิบยกเรื่องราวของ “กำแพง” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนในสังคมปัจจุบัน โดยการปะทะคารมผ่านโซเชียลมีเดียระหว่างฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง นั้นไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยธรรมดา แต่คือความอัดอั้นของทั้งนักการเมืองและประชาชนที่ต้องอยู่กับปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้เสียที

เปิดมุมมองเมื่อ “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ความจริงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กำแพง” ที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น ประกอบไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล การโกงสอบราชการ รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่รัฐบาลปัจจุบันดูเหมือนจะทำเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่านี่คือสิ่งที่กัดกินสังคมไทยอย่างเงียบเชียบ

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ก็ได้แสดงความรู้สึกในเวทีเสวนา “คิดต่อจากนิธิ” ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเปราะบางว่า การทำงานการเมืองในฐานะฝ่ายค้านนั้นเหนื่อยเพียงใด เมื่อคำว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง กลายเป็นคำนิยามที่ชัดเจนที่สุดสำหรับความพยายามที่ดูเหมือนจะชนกับกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังหาจุดจบไม่ได้

สรุปสถานการณ์กำแพงการเมืองไทย:

  • ปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ
  • การละเลยปัญหาของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง
  • ความท้อแท้ของคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ
  • ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นพลังใจให้สู้ต่อในวันที่ทุกอย่างดูมืดมน

ความเหนื่อยล้าของ “ไหม” ศิริกัญญา ไม่ได้แปลว่าเธอยอมแพ้ แต่เป็นการสะท้อนถึง “กำแพง” ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียวหรือพรรคการเมืองเดียวจะทลายลงได้ในทันที หากปราศจากการตื่นตัวของภาคประชาชน การเมืองที่ควรจะเป็นความหวังของทุกคนก็อาจกลายเป็นเพียงเกมการชิงอำนาจที่วนลูปไปไม่จบสิ้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นแรงผลักดัน และไม่ปล่อยให้ความหวังของสังคมถูกฝังไปกับกำแพงเหล่านี้

ที่มา – “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับ เหนื่อยสู้กับกำแพง

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว ศิริกัญญา เผยงบตัดถนนกระจุกตัวอีสานใต้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตาดูการทำงานของสภาฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าการพิจารณา กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในภาพรวมของประเทศอย่างมาก

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ในการลงพื้นที่ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ศิริกัญญาได้เผยให้เห็นถึงความผิดปกติในการของบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบด้านคมนาคมและการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีสานใต้เป็นหลัก ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่อนุกรรมาธิการพยายามเจาะลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวมๆ เหมือนในอดีต

เจาะลึกงบประมาณที่น่าสงสัยและแนวทางการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ยังมีการตรวจสอบพบรายการงบประมาณที่น่าสนใจอีกมากมายที่อนุกรรมาธิการเตรียมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบไอทีและคลาวด์: มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน ทั้งที่กระทรวงดีอีมีระบบคลาวด์กลางรองรับแล้ว
  • ครุภัณฑ์ราคาสูงเกินจริง: พบปัญหาใบเสนอราคาที่ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการล็อกสเป็กอย่างน่าสงสัย
  • โดรนเกษตร: ราคาที่เสนอมาสูงเกินกว่าราคาตลาดปกติ

ทางทีมงานของพรรคประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการประชุม เพื่อจำแนกประเภทความผิดปกติ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐยังคงมีช่องโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างอีกมาก แม้จะมีความพยายามในการตรวจสอบอย่างหนัก แต่ด้วยสัดส่วนของอนุกรรมาธิการที่น้อยกว่า ทำให้การลงมติในบางรายการยังคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้ กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณที่เหลือจะถูกปรับปรุงให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของพวกเรา การที่ตัวแทนประชาชนเข้าไปเจาะลึกถึงรายละเอียดใบเสนอราคาและแผนที่การตัดถนนถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือกระจุกตัวผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณปี 70 นี้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ

การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาชนโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ กว่าที่หลายคนคิด แม้รัฐบาลจะพยายามปรับลดงบประมาณในหลายจุดไปบ้างแล้ว แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดรายโครงการ กลับพบความไม่สมเหตุสมผลซ่อนอยู่มากมาย

พบโครงการซ้ำซ้อนและราคาครุภัณฑ์ผิดปกติ

จากการตรวจสอบพบว่าโครงการด้านดิจิทัลโดยเฉพาะเรื่อง Cloud กลางของภาครัฐ มีความซ้ำซ้อนอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กระทรวงดีอีได้รับงบเพิ่มขึ้นเพื่อทำระบบกลาง แต่หน่วยงานอื่นๆ กลับยังคงของบแยกเพื่อซื้อหรือเช่าบริการ Cloud เอง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนอย่างไม่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังพบรายการครุภัณฑ์ราคาแพงเกินจริง เช่น เก้าอี้สำนักงานราคาตัวละ 15,000 บาท หรืออุปกรณ์สำรองไฟราคาหลักแสน ทำให้ต้องมีการจับตาเป็นพิเศษว่าทำไมราคาสินค้าเหล่านั้นถึงพุ่งสูงเกินความจำเป็น

  • งบ Cloud กลางกับความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
  • ปัญหาการของบประมาณในหน่วยงานบริการประชาชน
  • การจัดหลักสูตรอบรมราคาสูงแต่ไร้ประสิทธิภาพจริง

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือโครงการโซลาร์บาดาลมูลค่า 6,500 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงจะซ้ำรอยปัญหาทุจริตในอดีต ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ โดยเฉพาะเมื่อมีการตัดงบกรมชลประทาน แต่กลับเทงบกลางมหาศาลมาลงในโครงการขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญที่อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องความล่าช้าของโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย และรายได้นอกงบประมาณจากการอบรมที่ยังคงเป็นข้อกังขา

บทสรุปและการตรวจสอบจากภาคประชาชน

การอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการสื่อสารให้สังคมได้รับทราบว่าเงินภาษีของคนไทยกำลังจะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด การที่คุณศิริกัญญาออกมาเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงการค้านผลงานรัฐบาล แต่เป็นกระบอกเสียงให้เราทุกคนช่วยกันเฝ้ามอง เพื่อให้แน่ใจว่า ศิริกัญญาท้วงงบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่และซ้ำซ้อนเยอะ จะนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้คุ้มค่ามากที่สุด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ควรถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมากกว่าการละลายไปกับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ศิริกัญญา” ชี้งบประมาณปี 2570 ยังมีช่องโหว่ ยังเจอโครงการซ้ำซ้อนเพียบ

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ แข็งตัวเกินไป

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูในโลกออนไลน์ หลังจากมีการประกาศผลผู้ลงทะเบียนรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งล่าสุด จนเกิดเสียงสะท้อนว่าการคัดกรองมีความเข้มงวดและแข็งตัวจนเกินไป ล่าสุด ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ ว่าอาจเป็นการผลักไสคนที่เดือดร้อนจริงๆ ออกไปเพียงเพราะต้องการควบคุมงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย

ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้วิเคราะห์สถานการณ์นี้ไว้ว่า รัฐบาลดูเหมือนจะมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อลดจำนวนผู้รับสิทธิให้เหลือเพียง 9-10 ล้านคน เนื่องจากงบประมาณที่ตั้งไว้มีจำนวนจำกัดเพียง 42,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยใช้สูงถึง 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกณฑ์การคัดกรองถูกปรับให้เข้มข้นจนเกิดปัญหาในทางปฏิบัติจริง

ผลกระทบจากการคัดกรองที่เข้มงวดจนเกินไป

ปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มีหลากหลายรูปแบบ ทำให้เกิดคำถามว่ากลไกที่รัฐบาลวางไว้นั้นครอบคลุมความเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งนี่คือข้อสังเกตสำคัญ:

  • ข้อมูลความผิดพลาดเชิงเอกสาร: หลายคนถูกตัดสิทธิทั้งที่ไม่เป็นจริง เช่น กรณีชื่อไปผูกกับรถจักรยานยนต์หรือที่ดินที่เกินเกณฑ์โดยไม่ทราบมาก่อน
  • ปัญหาการอุทธรณ์: ระบบการอุทธรณ์ยังไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และหน่วยงานรับเรื่อง เช่น กรมการขนส่งทางบก ประสบปัญหาโทรศัพท์สายไหม้จนติดต่อได้ยาก
  • ดีกรีความเดือดร้อนไม่เท่ากัน: ผู้ที่มีรายได้น้อยแต่มีที่ดินเกิน 10 ไร่ที่ทำประโยชน์ไม่ได้ หรือผู้ที่มีหนี้สินกู้ยืมเกิน 1 แสนบาท กลับหลุดจากเกณฑ์ทั้งหมด

ศิริกัญญา ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล บัตรคนจน รอบใหม่ ว่ารัฐบาลควรรีบเร่งแก้ไขความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้น การทุ่มเทคัดกรองคนออกมากเกินไปโดยละเลยความเดือดร้อนพื้นฐานอาจกลายเป็นการซ้ำเติมประชาชนมากกว่าความตั้งใจเดิมที่รัฐบาลต้องการ

ในมุมมองของผู้ติดตามนโยบายสาธารณะ เห็นได้ชัดว่าการแก้ปัญหาในอดีตที่เคยมีผู้รับสิทธิแบบไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่การปรับเกณฑ์ให้แข็งตัวจนมองข้ามความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับจูนกลไกการคัดกรองให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึง ‘คนจนจริง’ ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สวัสดิการของรัฐไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศิริกัญญา” ติงดราม่าปรับเกณฑ์ประกาศผล “บัตรคนจน” รอบใหม่ เข้มงวด-แข็งตัวเกินไป

ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ

ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ได้ออกมาแสดงความเห็นและให้กำลังใจ “ภาวุธ” สส.จากพรรคประชาชน กรณีที่ทางดีเอสไอเตรียมขอหมายจับในคดีฟอเร็กซ์ งานนี้เจ้าตัวมองว่ามีความเร่งรีบผิดปกติ และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อสกัดคนทำงานหรือไม่

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดย น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี เพราะนายภาวุธเองก็พร้อมให้ความร่วมมือตลอด ไม่ได้มีท่าทีจะหลบหนี ดังนั้นการออกหมายจับจึงดูเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุไปสักนิดเมื่อเทียบกับหมายเรียกปกติ

มุมมองต่อคดีความและประเด็นการเมืองที่ซ่อนอยู่

นอกจากนี้ ในมุมมองของฝ่ายค้านยังตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เปิดโปงโครงการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สำหรับกรณีสถานะทางการเมืองนั้น เชื่อว่านายภาวุธจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และไม่ถึงขั้นต้องพ้นสถานะการเป็น สส. อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเตรียมตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อไป

วิจารณ์นโยบายข้าวแกงและการใช้งบประมาณก้อนโต

ไม่เพียงแค่ประเด็นคดีความเท่านั้น แต่ “ไหม” ยังได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “ข้าวแกง 40 บาท” ของกระทรวงพาณิชย์อย่างดุเดือด โดยมองว่าเป็นเพียงโครงการพีอาร์ที่มีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง เนื่องจาก:

  • งบประมาณมีจำกัด ทำให้เข้าถึงคนได้น้อย
  • ราคาสินค้าไม่ได้ลดลงอย่างจูงใจเมื่อเทียบกับราคาตลาด
  • ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มคนกระจุกตัว ไม่ได้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่

ในอีกประเด็นที่น่าจับตามองคือเรื่องของเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ทางกระทรวงต่างๆ พยายามจะขอแบ่งเค้กกัน น.ส.ศิริกัญญา ยืนยันว่าแม้จะมีการยกเลิกแผนงานไปในรอบนี้ แต่ความพยายามครั้งหน้าจะต้องมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้นอย่างแน่นอน ทางฝ่ายค้านต้องเกาะติดและขอบคุณพลเมืองดีที่ช่วยกันส่งข้อมูลความผิดปกติเข้ามาเพื่อให้การตรวจสอบดำเนินไปได้อย่างโปร่งใส

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยในยุคนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของตำแหน่งหน้าที่ แต่ยังเป็นการชิงไหวชิงพริบกันผ่านนโยบายและการใช้กลไกทางกฎหมาย ซึ่งประชาชนอย่างเราต้องร่วมกันจับตาดูว่าความจริงจะเป็นอย่างไร และโครงการต่างๆ ที่ออกมาจะมีผลประโยชน์ต่อชาวบ้านจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ตัวเลขสวยๆ บนหน้ากระดาษเท่านั้นครับ

ที่มา – “ไหม” ให้กำลังใจ “ภาวุธ” หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลรับผิดชอบถ้าคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้ เมื่อทางพรรคประชาชนนำโดย คุณศิริกัญญา ตันสกุล และคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลเกี่ยวกับกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ารัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ฉบับนี้

ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

คุณศิริกัญญาได้ตั้งข้อสังเกตถึงฉากทัศน์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นภายหลังคำวินิจฉัย หากศาลมองว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น รัฐบาลจะหนีไม่พ้นความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงบประมาณที่ผิดพลาด เพราะนอกจากจะสร้างความยุ่งยากในการบริหารจัดการทางบัญชีและการชดเชยเงินที่ดำเนินการไปแล้ว ยังมีข้อครหาเรื่องการใช้ภาวะวิกฤตบังหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองอีกด้วย

ความกังวลใจต่อโครงการเบี้ยหัวแตกและงบประมาณแฝง

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในส่วนเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่อ้างว่านำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่กลับไร้ซึ่งแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่มีการกำหนดเป้าหมายเชิงประจักษ์ และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโครงการแบบเบี้ยหัวแตกสอดไส้ ซึ่งหาก ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของความโปร่งใสในโครงการนี้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • การใช้เงินกู้ที่ไร้แผนงานชัดเจนส่งผลต่อวินัยการคลังของประเทศ
  • เงื่อนไขระยะเวลาการใช้เงินที่บีบคั้นอาจทำให้เกิดการรั่วไหล
  • ความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลกล่าวอ้างอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด

ท้ายที่สุดนี้ สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นบททดสอบรัฐบาลว่ามีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดเพียงใด หากท้ายที่สุดแล้ว ศิริกัญญา-วีระยุทธ ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน จริง รัฐบาลจะต้องวางแผนรองรับความผิดพลาดนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประเทศต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนโตโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องประชาชนต้องร่วมติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด

ที่มา – “ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ดักคอรัฐบาลต้องรับผิดชอบ หากศาลรัฐธรรมนูญ คว่ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงสถานะทางการคลังของรัฐบาลอย่างดุเดือด โดยเฉพาะการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 วงเงินกว่า 10,328 ล้านบาท ซึ่งเธอมองว่านี่คือสัญญาณเตือนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน จนทำให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดินเกิดอาการสะดุดและเสียจังหวะอย่างหนัก

เบื้องหลังการโอนงบ: วิกฤตคลังหรือการจัดสรรใหม่?

การเกลี่ยงบประมาณในยามจำเป็นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับต่างออกไป ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่าการเร่งรีบดึงงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นการหาเงินมาพยุงภาระหนี้สินที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ค่ารถไฟฟ้าสายสีส้ม หรือค่าโง่คลองด่าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานที่ขาดการวางแผนล่วงหน้า

ผลกระทบที่ตามมาจากการกระทำของรัฐบาลครั้งนี้มีหลายประการ ได้แก่:

  • ระบบราชการเกิดความระแวง: หน่วยงานต่างๆ ชะลอการเบิกจ่ายเพราะเกรงว่าจะถูกดึงงบกลางคัน
  • การลงทุนหยุดชะงัก: โครงการลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกระงับเพื่อโยกงบไปใช้ในส่วนอื่น
  • ขาดความโปร่งใสและประสิทธิภาพ: งบประมาณที่ดึงออกมาเกือบ 93% เป็นรายจ่ายลงทุน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาวะที่ “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน ในครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการจัดลำดับความสำคัญ รัฐบาลเลือกที่จะตัดงบโครงการก่อสร้างที่อาจเป็นประโยชน์ แทนที่จะตรวจสอบงบประมาณขององค์กรอิสระหรือศาลที่ไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่บาทเดียว

บทสรุป: ถึงเวลาทบทวนการบริหารการคลัง

ศิริกัญญายังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน คงถูกวิจารณ์ว่ามีการบริหารจัดการที่แย่และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง การดึงงบมาได้เพียง 10,000 ล้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภาระหนี้ก้อนโต 140,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุและได้ไม่คุ้มเสีย

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นใดที่จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ทางการคลังโดยไม่เบียดบังการลงทุนของภาครัฐจนชะงักงันเช่นนี้อีก การบริหารประเทศในสภาวะวิกฤตต้องการความชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้อง ไม่ใช่การวิ่งหาเงินมาปิดช่องโหว่ไปวันๆ ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และการวางแผนการคลังที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าครับ

ที่มา – “ไหม” ซัดรัฐบาลชักหน้าไม่ถึงหลัง พยายามโอนงบ 10,000 ล้าน

“ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อตกเบิกงบ 70

“ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์การบริหารงบประมาณแผ่นดิน เมื่อ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการโอนงบประมาณปี 2569 ที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 2570 จนทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่า “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 ซึ่งนับเป็นสัญญาณเตือนที่ฝ่ายค้านมองว่าอาจซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจไทยได้

วิเคราะห์ความเสี่ยงกับการโอนงบที่ล่าช้า

ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 นั้น โอนได้จริงเพียง 1.03 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งความล่าช้านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการบริหารงาน แต่ยังทำให้หน่วยงานรัฐหลายแห่งต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ทั้งเงินเยียวยา เงินชดเชยโครงการรถไฟฟ้า และหนี้ค่าไฟสาธารณะอีกกว่า 4 หมื่นล้านบาทที่ยังหาทางออกไม่ได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 ตามที่ได้มีการอภิปรายไว้

สาเหตุหลักของปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญ ได้แก่:

  • การโอนงบประมาณจริงต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้มาก
  • ภาระค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่รัฐบาลยังหาแหล่งเงินไม่พบ
  • ความกังวลต่อรายได้ภาษีที่ไม่เป็นไปตามเป้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง

ด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นเช่นนี้ หลายหน่วยงานอาจต้องเลื่อนการเบิกจ่ายไปสู่งบประมาณปี 2570 ซึ่งหากการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการคลังน่ากังวลมากขึ้นไปอีก การที่ “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70 จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการบริการสาธารณะของภาครัฐ

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ฝ่ายค้านยังจ้องตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ที่มีมูลค่าสูงถึง 900 ล้านบาท เนื่องจากกังวลเรื่องกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มที่อาจตกเป็นของเอกชน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารงบประมาณในยุคนี้จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เคย

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การจัดสรรงบประมาณควรถูกใช้ไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่การจัดสรรลงเฉพาะพื้นที่หรือเพื่อกลุ่มพวกพ้อง การอภิปรายที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่า จะแก้ปัญหางบประมาณที่ติดขัดเหล่านี้ได้อย่างไร ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – “ไหม” ห่วงรัฐบาลถังแตก ปิดงบปี 69 ไม่ลงตัว ส่อทำหลายหน่วยงานตกเบิกงบปี 70

Scroll to top