ศุภณัฐ มีนชัยนันท์

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อมีการพยายามโยงชื่อของ สก. พรรคประชาชน หรือพรรคส้มเดิม เข้าไปพัวพันกับกระแสข่าวลือเรื่องการฮั้วเงินทอน ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ออกมาเปิดใจชัดเจนว่า เขาเป็นคนจุดประเด็นเรื่องการทุจริตงบ กทม. นี้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปคือความโปร่งใส ไม่ใช่การหาเสียงแบบสาดโคลนใส่กัน

เปิดเบื้องหลัง วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

นายวิโรจน์อธิบายว่า ตนได้ออกมาตีแผ่กลโกงเรื่อง ‘งบแปรญัตติ’ มาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพบกระบวนการตัดงบประมาณอย่างไม่มีเหตุผลเพื่อนำไปต่อรองกับผู้ว่าฯ และล็อกสเปกผู้รับเหมาเครือข่ายตนเอง หากพรรคส้มเป็นตัวการทุจริตเสียเอง ตนคงไม่นำความลับเหล่านี้ออกมาแฉแต่แรก การที่ สส. ศุภณัฐ ร่วมตั้งข้อสังเกตเรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรรคของเรายืนหยัดต่อสู้กับคอร์รัปชันอย่างแท้จริง

หากพิจารณาถึงความจริงจังในการปราบทุจริต นายวิโรจน์เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานดังนี้:

  • การปรับระบบงบประมาณ: ต้องทำให้อุดช่องโหว่การโกง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้บริหารก็ไม่สามารถทุจริตได้
  • ความโปร่งใสในสภา กทม.: สก. ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ผู้แสวงหาผลประโยชน์
  • การคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา: สก. ที่มีคุณภาพเปรียบเสมือน CFO ที่ซื่อตรง ช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างคุ้มค่า

ในอีกมิติหนึ่ง นายวิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน เพราะนโยบายของพรรคคือการทำงานอย่างสร้างสรรค์ การนำเรื่องเก่ามาตีปี๊บใส่ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน คือพฤติกรรมของการเมืองยุคเก่าที่ประชาชนชาว กทม. ไม่พึงปรารถนา และเชื่อมั่นว่าในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ ชาวเมืองหลวงจะมีวิจารณญาณที่เพียงพอในการตัดสินใจลงคะแนนให้กับผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การปราบทุจริตไม่ใช่แค่การพูดให้ดังในช่วงหาเสียง แต่คือการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้จริง เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของ กทม. ร่วมกันครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยันแฉทุจริตงบ กทม. ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หยุดสาดโคลนกล่าวหา สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

วิโรจน์-ศุภณัฐ แฉขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคุณศุภณัฐ มีนชัยนันท์ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร โดยชี้ให้เห็นถึง ขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม. ที่สร้างความเสียหายต่อเงินภาษีของประชาชนอย่างมหาศาล

วิโรจน์-ศุภณัฐ แฉขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม.

การแถลงข่าวครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงวงจรการเมืองท้องถิ่นที่ถูกบิดเบือน โดยมีการรวมกลุ่มของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) บางกลุ่มที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นเครื่องมือในการต่อรองงบประมาณ โครงการที่เป็นเหมือนกล่องดวงใจของผู้ว่าฯ กทม. มักถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อเรียกเงินทอน แม้บางโครงการจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น แต่ก็ถูกตีตกเพียงเพราะความต้องการผลประโยชน์ส่วนตน

เปิดกลวิธีล็อกสเปกและเงินทอนใน กทม.

คุณศุภณัฐได้แฉรายละเอียดว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ข่มขู่ แต่มีการจัดตั้งเครือข่ายเข้ามาเขียน TOR เอง พ่อค้าที่ใกล้ชิดกับ สก. กลุ่มนี้จะทำการหาคู่เทียบหรือบริษัทในเครือข่ายมาประมูลงานแข่งกัน เพื่อให้สุดท้ายแล้วงานก็ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มตัวเอง ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของ ขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม. ที่ประชาชนควรได้รับรู้ นอกจากนี้ยังมีกลอุบายอีกมากมายดังนี้:

  • การตั้งงบซื้อครุภัณฑ์เกินจริง เช่น ทีวีดิจิทัลเครื่องละ 150,000 บาท
  • การล็อกสเปกในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การระบุโปรแกรมฝึกขี่ม้าในลู่วิ่งสวนสาธารณะ ซึ่งมีเพียงบริษัทเดียวที่ทำได้
  • การใช้โครงการเรือธงของผู้ว่าฯ เป็นตัวประกันเพื่อกดดันให้ยอมทำตามเงื่อนไข

ทางพรรคประชาชนจึงเสนอให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง หรือที่เรียกว่า Machine Readable เพื่อจับทุจริตในขั้นตอนการอ่านเอกสารนับหมื่นหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ก้าวหน้าและโปร่งใสมากกว่ากระบวนการแบบเดิมที่เอื้อต่อการทุจริต

ยิ่งไปกว่านั้น นายวิโรจน์ยังได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า โดยปกติแล้วผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยที่สองมักจะถูกข่มขู่มากที่สุด เพราะ สก. เหล่านั้นหมดเวลาที่จะต้องเกรงใจ เนื่องจากผู้ว่าฯ ไม่สามารถลงสมัครสมัยที่ 3 ได้อีก การพุ่งเป้าไปที่โครงการต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องของการตบทรัพย์มากกว่าการตรวจสอบเพื่อประชาชน

ท้ายที่สุด การเปิดโปง ขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการขุดรากถอนโคนการโกงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า ถึงเวลาแล้วที่การบริหารงาน กทม. ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้จริง และต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันไม่ให้นักการเมืองหรือผู้รับเหมาฉ้อฉลมาสูบเงินภาษีของพวกเราไปได้อีกต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์-ศุภณัฐ” แฉขบวนการล็อก TOR เรียกเงินทอน กทม. ชี้ไม่มีผู้ว่าฯ อยู่ครบ 2 สมัย

ศุภณัฐ จี้ กทม. ทำแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะทั่วกรุง

เชื่อว่าคนกรุงหลายคนคงเคยเจอปัญหาเดินอยู่ดีๆ แล้วฟุตบาทพัง ฝาท่อทรุด หรือเสาไฟขวางทาง แต่พอจะแจ้งซ่อมกลับโยนกันไปมาหาเจ้าภาพไม่เจอ ล่าสุด ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ปัญหานี้ พร้อมเสนอทางออกเพื่อยุติวงจรการปัดความรับผิดชอบที่เรื้อรังมานานครับ

ศุภณัฐ จี้ กทม. ทำแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะทั่วกรุง

เหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนสำคัญเกิดขึ้นที่เขตมีนบุรี เมื่อฟุตบาทบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าสายสีส้มชำรุดเสียหาย แม้จะมีการประสานงานไปแล้วแต่กลับได้รับคำตอบที่กำกวมจากหน่วยงานต่างๆ จนกลายเป็นคำถามว่า สุดท้ายแล้ว พื้นที่ตรงนั้นใครกันแน่ที่มีหน้าที่ดูแล และนั่นคือที่มาที่ทำไม ศุภณัฐ จี้ กทม. ทำแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะทั่วกรุง เพื่อให้เรื่องนี้ชัดเจนเสียที

ทำไมต้องมี Bangkok Asset Management Map?

ปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ คือความซ้อนทับกันของหน่วยงาน ทั้งสำนักเขต, สำนักการโยธา, กรมทางหลวง, รฟม. หรือการไฟฟ้าฯ ทำให้ ศุภณัฐ จี้ กทม. ทำแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะทั่วกรุง ผ่านแนวคิด “Bangkok Asset Management Map” ซึ่งจะเป็นระบบฐานข้อมูลที่ตอบโจทย์ดังนี้:

  • โปร่งใส: ระบุได้ชัดเจนว่าทรัพย์สินชิ้นไหน ใครเป็นเจ้าภาพตัวจริง
  • ตรวจสอบได้: ประชาชนสามารถเช็คประวัติการซ่อมบำรุงและงบประมาณได้
  • แก้ไขไว: ลดขั้นตอนการโยนงานระหว่างหน่วยงาน

หากเรามีแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะที่ระบุแนวถนน สะพาน อุโมงค์ หรือแม้แต่เสาไฟอย่างละเอียด ปัญหาการลอยแพความเดือดร้อนของประชาชนก็จะหมดไป นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริงครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐยอมเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้ประชาชนรับรู้ ไม่ใช่แค่การทำแผนที่ธรรมดา แต่คือการสร้าง ‘ความไว้วางใจ’ ระหว่างรัฐกับประชาชน หาก กทม. สามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ก็จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยขึ้นอย่างแน่นอน มาร่วมจับตาดูไปพร้อมกันนะครับว่าข้อเสนอของศุภณัฐจะถูกนำไปปฏิบัติจริงได้เร็วแค่ไหน

ที่มา – “ศุภณัฐ” ยกบทเรียนฟุตบาทพังไร้เจ้าภาพ จี้ กทม. เปิดแผนที่ทรัพย์สินสาธารณะทั่วกรุง

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตในโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ล่าสุด “แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส. กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการตั้งคำถาม 12 ข้อ เพื่อให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทสรุปของเรื่องนี้อาจจบลงเพียงแค่ค่าปรับ 600 บาทเท่านั้น

เปิดปม “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงรุกถึงกระบวนการสอบสวนที่ผ่านมา โดยศุภณัฐระบุว่า ตนเองไม่สามารถนิ่งเฉยได้เมื่อเห็นผลสรุปการสอบสวนที่ดูเหมือนจะเบาหวิว ทั้งที่มีการกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น โดยประเด็นหลักที่ศุภณัฐต้องการคำตอบคือ:

  • คณะกรรมการสอบสวนที่ชุดที่ผู้ว่าฯ แต่งตั้งขึ้น เป็นคนมีมติให้ปรับเพียง 600 บาท จริงหรือไม่?
  • เหตุใดผลสรุปดังกล่าวจึงผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าฯ มาได้?
  • ความคืบหน้าของอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการยื่นตรวจสอบไปนานกว่า 2 ปี เหตุใดจึงยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติม?

ศุภณัฐยังได้ย้ำชัดเจนว่า “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะผู้แทนประชาชน เพื่อให้ความจริงปรากฏว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต และเหตุใดมาตรการลงโทษจึงดูเบาจนน่าตกใจเช่นนี้

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่จับตามองว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะสามารถตอบคำถามทั้ง 12 ข้อนี้ให้สังคมกระจ่างได้มากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารงาน แต่ยังสะท้อนถึงการใช้งบประมาณภาษีของคนกรุงเทพฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างโปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนต่างรอคอยคำตอบที่จริงใจและตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” เร่งสอบ TOR จ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น 558 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวกรุงเทพฯ กันดีกว่าครับ นั่นคือเรื่อง “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” เร่งสอบ TOR จ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น 558 ล้าน หวั่นซ้ำรอย ทุจริตเช่ารถขยะ EV ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญมากจากนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ แบงค์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน เพื่อปกป้องเงินภาษีของเราไม่ให้ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” เร่งสอบ TOR จ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น 558 ล้าน หวั่นซ้ำรอย ทุจริตเช่ารถขยะ EV

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนเมษายน 2567 นายศุภณัฐ ได้มอบหมายให้ผู้แทนยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิธิทัศน์ เพื่อขอให้เร่งรัดตรวจสอบร่างเงื่อนไขทางเทคนิคและข้อกำหนดในการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ของโครงการจ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น จำนวน 34 คัน เป็นระยะเวลา 5 ปี มูลค่ารวมกว่า 558 ล้านบาท โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เราทุกคนเผชิญ แต่ปัญหาคือ TOR นี้ส่อเค้าจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายเดิม และกีดกันการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

ทำไม TOR นี้ถึงถูกจับตา? มาดูรายละเอียดกันครับ ก่อนอื่นเลยคือการกำหนดระยะเวลาการส่งมอบรถที่สั้นเหลือเพียง 60 วันเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยังไม่มีรถสำเร็จรูป หรือยังไม่ได้เตรียมดัดแปลงรถให้ตรงสเปก ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ทันเวลา นอกจากนี้ TOR ยังระบุเพียงว่าเป็น “รถพร้อมใช้” โดยไม่ได้กำหนดชัดเจนว่ารถต้องเป็นรถใหม่หรือรถเก่า ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยมีสัญญากับภาครัฐ สามารถนำรถเก่าที่คืนทุนหมดแล้วมาเสนอราคาได้ ต้นทุนต่ำมาก แต่กรุงเทพมหานครกลับต้องรับบริการจากรถเก่าที่คุณภาพอาจไม่ดี สุดท้ายประชาชนอย่างเราก็คือผู้เสียหายที่ได้บริการไม่คุ้มค่าเงินภาษี

จุดเสี่ยงทุจริตใน TOR จ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น

  • ระยะส่งมอบสั้นเกินไป: 60 วัน ทำให้รายใหม่แข่งขันไม่ได้ สร้างการผูกขาดให้รายเก่า
  • ไม่ระบุสภาพรถชัดเจน: รถเก่าคืนทุนแล้วต้นทุนต่ำ แต่ กทม. ได้รถคุณภาพต่ำ
  • มูลค่าสูง: 558 ล้านบาท หากปล่อยไปอาจซ้ำรอยกรณีเช่ารถขยะ EV มูลค่า 241 ล้านบาท 9 เดือน ที่เคยเกิดขึ้น

นายศุภณัฐ เน้นย้ำว่าต้อง “ตัดไฟแต่ต้นลม” อย่ารอให้การประมูลเสร็จสิ้นแล้วค่อยมาสืบสวน เพราะถ้าปล่อยให้เกิดความเสียหายก่อน การเรียกคืนเงินจากผู้ทุจริตอาจล่าช้า ป.ป.ช. สอบสวนนาน รอฟ้องศาล ตัดสิน และเรียกเงินคืน อาจใช้เวลาหลายปี ผู้กระทำผิดอาจหลุดรอดไปก่อน ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ปกป้องภาษีประชาชนได้อย่างแท้จริง

ย้อนดูกรณีเช่ารถขยะ EV ที่เคยเป็นข่าวใหญ่ กทม. ปล่อยให้ประมูลจบและประกาศผู้ชนะเรียบร้อย จนนายศุภณัฐต้องไล่เปิดโปงข้อมูลต่อเนื่อง กทม. ถึงยอมยกเลิกสัญญาย้อนหลังเพื่อป้องกันความเสียหาย ถ้าเคสนี้เกิดซ้ำ จะเป็นบาดแผลใหญ่ให้ กทม. อีกครั้ง การตรวจสอบ TOR จึงสำคัญมาก เพราะ TOR คือด่านแรกที่ป้องกันทุจริตได้ หากเขียนไม่โปร่งใส ก็เปิดช่องให้เกิดปัญหาตั้งแต่เริ่ม

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนการตรวจสอบแบบนี้ เพราะเงิน 558 ล้านมาจากภาษีของเราทุกคน ไม่ใช่เงินส่วนตัวใคร โครงการลดฝุ่นควรโปร่งใส เพื่อให้ได้บริการดีที่สุด ลดมลพิษได้จริง ไม่ใช่กลายเป็นช่องโหว่ให้คนบางกลุ่มได้ประโยชน์

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของศุภณัฐครั้งนี้จะช่วยให้ กทม. ปรับปรุง TOR ให้ดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดทุจริตซ้ำซาก คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองที่กระทบชีวิตประจำวันของเรานะครับ การร่วมกันเฝ้าระวังคือพลังที่ทำให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” เร่งสอบ TOR จ้างเหมารถกวาดดูดฝุ่น 558 ล้าน หวั่นซ้ำรอย ทุจริตเช่ารถขยะ EV

1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157

ครบรอบ1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับวงการก่อสร้างไทย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้างเกิดถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบของรัฐ

1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

เมื่อเวลา 11.11 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ “แบงค์ ศุภณัฐ” ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 9 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของ สตง. ในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จากข้อมูลที่นายศุภณัฐได้รับขณะทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง พบว่า สตง. ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 (และแก้ไขเพิ่มเติม) โดยไม่ได้ส่งแบบก่อสร้าง รายการคำนวณโครงสร้าง หรือเอกสารสำคัญด้านความปลอดภัยให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตรวจสอบก่อนเริ่มก่อสร้าง แต่กลับรีบร้อนจัดจ้างและดำเนินการทันที

สาเหตุหลักจากแบบก่อสร้างมีปัญหา

รายงานของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงชี้ว่า แบบก่อสร้างของตึก สตง. ไม่ได้มาตรฐาน หาก สตง. ส่งเอกสารให้ กทม. ตรวจสอบตามกฎหมาย ขั้นตอนนี้น่าจะช่วยคัดกรองปัญหาได้ตั้งแต่แรก และอาจป้องกันหรือลดความเสียหายจากเหตุถล่มได้ การละเมิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ถือเป็นความผิดชัดเจนที่นำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157

กรณีนี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่สะท้อนปัญหาเชิงระบบในหน่วยงานรัฐที่ควรเป็นแบบอย่างในการตรวจสอบเงินแผ่นดิน กลับละเลยกฎหมายที่ตัวเองควบคุม สร้างคำถามถึงความรับผิดชอบและธรรมาภิบาล

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมตึก สตง.ถล่ม

  • ขั้นตอนก่อสร้างต้องเคร่งครัด: ทุกโครงการต้องส่งแบบและคำนวณให้หน่วยงานท้องถิ่นตรวจสอบก่อน
  • มาตรา 157 สำคัญอย่างไร: ใช้เอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ละเลยหน้าที่ สร้างความยุติธรรมให้สังคม
  • บทบาท ส.ส. ศุภณัฐ: การยื่น ป.ป.ช. แสดงถึงการตรวจสอบอำนาจรัฐจากฝั่งประชาชน
  • พัฒนามาตรฐานก่อสร้าง: ต้องเพิ่มเทคโนโลยีตรวจสอบ เช่น BIM และ AI เพื่อป้องกันซ้ำรอย

หลังเหตุการณ์ 1 ปี ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างเริ่มปรับตัว โดยมีกระทรวงคมนาคมและกรมโยธาธิการฯ เร่งรณรงค์ให้ผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการปฏิบัติตามกฎหมายเข้มงวดขึ้น รวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากตึก สตง.ถล่ม แต่คำถามยังค้างคา หาก ป.ป.ช. ชี้มูล สตง. จะนำไปสู่อะไร?

ในมุมมองผู้เขียน กรณี1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายต้องมาก่อนความรีบร้อน การตรวจสอบต้องโปร่งใสเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน หากปล่อยผ่านจะเกิดเหตุซ้ำได้ทุกเมื่อ บทเรียนนี้ควรขยายไปยังโครงการรัฐทุกแห่ง

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการยื่น ป.ป.ช. ครั้งนี้? มาร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – 1 ปี ตึก สตง.ถล่ม “ศุภณัฐ” ยื่น ป.ป.ช. ฟัน ม.157 สตง. สร้างตึกไม่ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

ปชช. ค้าน! ใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาท

พรรคประชาชน (ปชช.) นำโดย “สุรเชษฐ์-ศุภณัฐ” แถลงคัดค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ชี้เสี่ยงผิดวินัยการเงินการคลัง เสนอใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ (หลักสี่ จตุจักร บางเขน) ร่วมแถลงข่าวภายหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางรางจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.).

นายสุรเชษฐ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคยประกาศนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน แต่ได้เลื่อนเป็นภายใน 2 ปี โดยจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2568 และล่าสุดก็เลื่อนอีกครั้ง การพิจารณากฎหมายทั้ง 3 ฉบับของสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่ผ่านไปได้ด้วยดี และข้อเรียกร้องต่างๆ จากพรรคประชาชนก็ได้ถูกนำไปใส่ไว้ในร่างที่ผ่านสภา ซึ่งถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พรรคประชาชนสนับสนุนในภาพรวม เพราะเป็นสิ่งที่ดี และเป็นฉบับที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายเรือธงของรัฐบาล เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง โดยหลักการที่สำคัญคือ สามารถใช้บัตรใบเดียวได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องถือบัตรหลายใบ หรือลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนความแตกต่างที่สำคัญคือเรื่องของ “ค่าโดยสารร่วม” ซึ่งมีความเห็นต่างกันในเชิงนโยบาย รัฐบาลโฆษณารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือค่าโดยสารร่วม 20 บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า ในขณะที่พรรคประชาชนเสนอ “ค่าโดยสารร่วม 8-45 บาทตลอดทาง รถไฟฟ้าร่วมกับรถเมล์” ซึ่งโครงสร้างของ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมรองรับทั้งสองรูปแบบ

ส่วน พ.ร.บ.รฟม. เป็นร่างที่มีความเห็นต่างกัน โดยมาตรา 8 ถือเป็นประเด็นหลักที่รัฐบาลเข้าไปดึงเงินจาก รฟม. ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยและลงมติไม่เห็นชอบ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเสียงข้างมากจึงผ่านร่างทั้งสามฉบับ ดังนั้น ตอนนี้รัฐบาลมีเครื่องมือครบถ้วน ซึ่งที่จริงแล้วต้องการเพียงสองฉบับแรกเท่านั้น ส่วนฉบับที่สามเพียงแค่ระบุว่าจะเอาเงินมาจากไหน ซึ่งพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว เพราะเสี่ยงต่อการผิดวินัยการเงินการคลัง

นายสุรเชษฐ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ (1) นโยบายเรือธงของรัฐบาลจะเลื่อนไปถึงเมื่อไร และ (2) จะดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทั้งสามฉบับหรือไม่ เพราะถ้าดำเนินการตาม จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในการใช้บัตรใบเดียวแตะเพื่อเข้า-ออก พร้อมรับส่วนลดค่าโดยสารทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า

นายศุภณัฐกล่าวว่า ในฐานะ สส. กทม. ของพรรคประชาชน ยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการอุดหนุนค่าโดยสารให้กับประชาชน และเห็นด้วยกับการทำตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม ที่ผ่านมาหลายประเด็นในร่างตั๋วร่วมของ ครม. ที่เสนอมานั้นยังไม่ครบถ้วน จึงต้องอาศัยร่างของพรรคประชาชนเพื่อให้ครบถ้วนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการครอบคลุมรถเมล์

ประเด็นเดียวที่พรรคไม่เห็นด้วยคือ วิธีการหรือช่องทางในการใช้เงิน ซึ่งคือการใช้เงินของ รฟม. แต่ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากพรรคประชาชน เราเข้าร่วมประชุม กมธ. ทุกครั้งและพยายามให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ความล่าช้าเกิดจากการวางนโยบายของรัฐบาลที่ผิดพลาด เพราะ กมธ.ตั๋วร่วม ประชุมเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน แต่รัฐบาลเพิ่งจะมาประชุม พ.ร.บ.รฟม. ในเดือนพฤษภาคม หมายความว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลไม่ได้วางแผนว่าจะใช้เงินจากช่องทางไหน เพิ่งจะมาคิดได้หน้างาน จึงยื่นร่าง พ.ร.บ.รฟม. เข้ามา ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบาย สรุปแล้วรัฐบาลสะดุดขาตัวเอง ไม่ใช่ใครอื่น

ดังนั้น ความล่าช้าเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพรรคประชาชน แต่รัฐบาลคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายยกเลิกตั๋วเหมา ตั๋วรายเดือน ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เคยใช้บริการในราคาถูก ทั้งที่รัฐบาลควรจะคำนวณได้ว่าไทม์ไลน์ต่างๆ ควรจะเสร็จเมื่อใด รัฐบาลควรคำนวณได้เพราะเป็นเจ้าของเสียงข้างมาก ยืนยันว่าพรรคประชาชนพยายามผลักดันตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมมาโดยตลอด แต่คัดค้านช่องทางการใช้เงินที่มีปัญหา หลังจากนี้หวังว่ารัฐบาลจะยึดตามกลไกตั๋วร่วม ทำให้เกิดบัตรโดยสารใบเดียวที่ใช้ได้กับทุกผู้ประกอบการ ไม่ใช่สองใบอย่างที่เป็นอยู่ ดึงรถเมล์ รถโดยสารต่างๆ และเรือ เข้ามาอยู่ในระบบตั๋วร่วมด้วย

พรรคประชาชนค้าน รัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

ทำไมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงเป็นที่ถกเถียง

นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเป็นนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการอุดหนุน ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าการใช้เงินของ รฟม. อาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสม

ข้อกังวลหลักของพรรคประชาชนคืออะไร?

  • ความเสี่ยงต่อวินัยการเงินการคลัง: การดึงเงินจาก รฟม. อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินขององค์กร และอาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาว
  • ความยั่งยืนของนโยบาย: หากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจาก รฟม. อาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • ความเท่าเทียม: การอุดหนุนเฉพาะรถไฟฟ้า อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะประเภทอื่นๆ เช่น รถเมล์

พรรคประชาชนเสนอทางเลือกอะไร?

พรรคประชาชนสนับสนุนการใช้กลไกตั๋วร่วม บัตรโดยสารใบเดียวที่สามารถใช้ได้กับทุกระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และยังสามารถบริหารจัดการค่าโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าโดยสารที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานของระบบขนส่งสาธารณะแต่ละประเภท

การผลักดันนโยบายตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการเงิน และความเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ค้านรัฐบาลใช้เงิน รฟม. อุดหนุนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

Scroll to top