สงครามอิสราเอล

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง สร้างความหวังให้ตลาดพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันทะยานสูง

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

จากบทสัมภาษณ์ของนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับสำนักข่าว Fox Business เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั่วโลกกำลังอยู่ในระดับที่สูงลิ่ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียอย่างประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก การตัดสินใจดังกล่าวคาดว่าจะปล่อยน้ำมันประมาณ 140 ล้านบาร์เรลที่กำลังขนส่งทางเรือ ซึ่งเทียบเท่ากับการบริโภคทั่วโลกประมาณ 1.4 วัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคน้ำมันโลกอยู่ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สาเหตุที่นำไปสู่การพิจารณาผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน

ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง เนื่องจากโรงกลั่นและแหล่งผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้อุปทานขาดแคลน สหรัฐฯ จึงมีแผนเพิ่มอุปทานหลายด้าน เช่น การระงับคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย การระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล และการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านแล่นผ่านแม้ในช่วงขัดแย้ง

  • เพิ่มอุปทานทันที: น้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล จะไหลเข้าตลาดยุโรปและเอเชียอย่างรวดเร็ว
  • ลดราคาพลังงาน: คาดว่าราคาจะปรับตัวลงภายใน 10-14 วัน
  • ผลกระทบต่อไทย: ราคาน้ำมันในประเทศอาจลดลง ส่งผลดีต่อการขนส่งและผู้บริโภค

การผ่อนคลายนี้จะอนุญาตให้ขายน้ำมันดิบอิหร่านที่ถูกจำกัดไว้ สู่ตลาดโลก ซึ่งช่วยบรรเทาความกดดันจากราคาที่พุ่งสูง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

มุมมองของขุนคลังสหรัฐฯ ต่อข้อกังวลเรื่องการสนับสนุนศัตรู

เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่ามาตรการนี้คือการให้เงินสนับสนุนอิหร่านซึ่งเป็นศัตรู นายเบสเซนต์ตอบอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ จะใช้น้ำมันของอิหร่านเพื่อจัดการกับอิหร่านเอง” โดยมุ่งกดราคาพลังงานให้ต่ำลง เพื่อลดอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอิหร่านในที่สุด

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีประวัติการใช้เครื่องมือเหล่านี้ในอดีต เช่น การปล่อยน้ำมัน SPR ในปีก่อนๆ เพื่อควบคุมราคา ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสำเร็จในการลดความผันผวนของตลาด

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสในการลดต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของความต้องการ ส่งผลดีต่อ GDP และอัตราเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันลดลง 10% คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณประชาชนหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

ติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทยได้ที่ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการรักษาเสถียรภาพพลังงานโลก แนะนำให้นักลงทุนติดตามการเคลื่อนไหวของ OPEC+ และข้อมูล EIA รายสัปดาห์เพื่อประเมินแนวโน้มต่อไป

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันในไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับข่าวสำคัญ!

ที่มา – ขุนคลังสหรัฐฯ เผย อาจผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน หลังราคาพุ่ง

แรงงานไทย เสียชีวิตจากระเบิดในอิสราเอล สิทธิประโยชน์เร่งประสาน

เหตุการณ์สุดเศร้าที่แรงงานไทย เสียชีวิตจากระเบิดในอิสราเอลกำลังเป็นข่าวใหญ่ ทำให้หลายคนห่วงใยความปลอดภัยของพี่น้องแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้รับรายงานจากฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ และยืนยันว่ามีแรงงานไทยเสียชีวิตจริง ชื่อนายชัยวัฒน์ แววนิล อายุ 30 ปี จากจังหวัดชัยภูมิ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 23.45 น. จากระเบิดลูกปราย

แรงงานไทย เสียชีวิตจากระเบิดในอิสราเอล รายละเอียดเหตุการณ์

ผู้เสียชีวิตเดินทางไปทำงานผ่านกรมการจัดหางาน เมื่อ 27 พฤษภาคม 2568 ทำงานภาคเกษตรที่ Ozer farm ในชุมชน Adanim ห่างจากเมือง Herzliya ราว 12 กม. กระทรวงแรงงานสั่งการทูตแรงงานในอิสราเอลดูแลพี่น้องแรงงานไทยให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และเร่งประสานสิทธิประโยชน์ รวมถึงเตรียมส่งร่างกลับไทย ทางการอิสราเอลจะชันสูตรศพและส่งร่างคืนภายใน 3-5 วัน

นอกจากนี้ แรงงานจังหวัดชัยภูมิและหน่วยงานกระทรวงแรงงานในพื้นที่ ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว แจ้งสิทธิประโยชน์ และช่วยเรื่องหนังสือมอบอำนาจเพื่อรับร่างกลับ ขณะที่พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยสิทธิที่ทายาทจะได้รับ

สิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานไทย เสียชีวิตจากระเบิดในอิสราเอล

  • จากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปต่างประเทศ: สงเคราะห์ 40,000 บาท และค่าจัดการศพไม่เกิน 40,000 บาท
  • ประกันสังคม: เงินบำเหน็จชราภาพ 71,459.14 บาท (ยังไม่รวมผลประโยชน์อื่น)
  • จากสถาบันประกันภัยอิสราเอล: ค่าชดเชยไว้ทุกข์ ค่าฝังศพ ชดเชยรายเดือน/ประจำปี ค่าเล่าเรียนบุตร ช่วยเหลือจิตวิทยา (ขึ้นกับการพิจารณาและอัตราแลกเปลี่ยน)

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้แรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอลและพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลกว่า 30,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานเกษตร กระทรวงแรงงานย้ำให้ทุกคนติดตามข่าวสารจากสถานทูตและปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง ซื้อประกันที่ครอบคลุม และแจ้งข้อมูลติดต่อครอบครัวเสมอ

สำหรับผู้ที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลดีๆ ผ่านกรมการจัดหางาน เพื่อป้องกันปัญหาและรู้สิทธิประโยชน์ชัดเจน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการช่วยเหลือแรงงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้เคลมสิทธิเต็มที่

จากสถิติ แรงงานไทยเสียชีวิตต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงเพราะมาตรการดูแลดีขึ้น แต่ความเสี่ยงยังมี โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวและติดตามสถานการณ์โลก เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

คำแนะนำ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นแรงงานไทยในต่างประเทศ อย่าลืมลงทะเบียนกับสถานทูตและซื้อประกันชีวิตเพิ่มเติม สนใจข้อมูลเพิ่มเติม คลิกตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่เว็บกระทรวงแรงงานได้เลย

ที่มา – “แรงงานไทย” เสียชีวิตจากระเบิดในอิสราเอล เร่งประสานสิทธิประโยชน์ ส่งร่างกลับไทย

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศในขณะนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในชื่อเพนตากอน ได้ยื่นขอรับงบประมาณมหาศาลถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.56 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง

“เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

ตามรายงานจากวอชิงตันโพสต์ เพนตากอนยื่นคำขอนี้ไปยังทำเนียบขาวเพื่อให้สภาคองเกรสอนุมัติ โดยงบประมาณจำนวนนี้จะใช้เร่งขยายการผลิตอาวุธที่กำลังขาดแคลน หลังจากสงครามปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ในสัปดาห์แรกเพียงสัปดาห์เดียว สหรัฐฯ ใช้ไปแล้วกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเสนอเพิ่มงบกลาโหมปี 2027 เป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน

แผนส่งทหารภาคพื้นดินบุกยึดเกาะคาร์ก

นอกเหนือจากงบประมาณ “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน แล้ว รัฐบาลทรัมป์ยังพิจารณาส่งกองทัพทหารราบหลายพันนายไปตะวันออกกลาง เพื่อยึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมัน 90% ของอิหร่าน แทนการทำลาย แผนนี้รวมถึงการคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ การส่งทหารประจำชายฝั่งอิหร่านเพื่อปกป้องเรือบรรทุกน้ำมัน และภารกิจหน่วยรบพิเศษบุกควบคุมคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของเตหะราน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก

แม้ทรัมป์จะหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามใหม่ในตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้การส่งทหารบกกลายเป็นทางเลือกหลัก แม้คะแนนนิยมสงครามอิหร่านของชาวอเมริกันจะต่ำ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ยังไม่ตัดสินใจอย่างเป็นทางการ แต่ทรัมป์ “เก็บทุกทางเลือกไว้บนโต๊ะ” เพื่อบรรลุเป้าหมายปฏิบัติการ Epic Fury ได้แก่:

  • ทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน
  • กวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านให้สิ้นซาก
  • กำจัดกลุ่มตัวแทนที่ก่อความไม่มั่นคงในภูมิภาค
  • การันตีว่าอิหร่านไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์ “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน สะท้อนถึงความซับซ้อนของ geopolitics ในปัจจุบัน งบมหาศาลนี้ไม่เพียงกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ยังส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าหากส่งทหารบกจริง อาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อคล้ายอิรักหรืออัฟกานิสถาน

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากสหรัฐฯ สำเร็จในการยึดเกาะคาร์ก จะควบคุมน้ำมันอิหร่านได้ แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนวิกฤตใหญ่ คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรทำอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตอิหร่าน หลังโจมตีราส ลัฟฟาน

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน ออกจากประเทศทันที หลังเกิดเหตุอิหร่านยิงมิสไซล์โจมตีนิคมอุตสาหกรรมสำคัญ “ราส ลัฟฟาน” สถานการณ์ตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียยกระดับสูงสุด สร้างความกังวลให้ตลาดพลังงานโลก

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 รัฐบาลกาตาร์ประกาศอย่างเป็นทางการให้ทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” หรือ Persona non grata พร้อมสั่งให้ออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง คำสั่งนี้มาหลังจากอิหร่านละเมิดน่านอากาศและยิงขีปนาวุธโจมตีกาตาร์อย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในนั้นตกลงบริเวณนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นิคมราส ลัฟฟานถือเป็นหัวใจเศรษฐกิจของกาตาร์ ผลิตก๊าซส่งออกกว่า 77 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 25% ของการส่งออกก๊าซโลก การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทัน และโชคดีไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บรุนแรง

รายละเอียดกาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน

กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้ส่งหนังสือไปยังสถานทูตอิหร่านในโดฮา แจ้งให้ทูตทหาร ทูตความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกจากประเทศทันที มาตรการนี้เป็นการตอบโต้การรุกรานอธิปไตยของกาตาร์อย่างชัดเจน กาตาร์เตือนอิหร่านให้หยุด “แนวทางที่ไม่เป็นมิตร” มิเช่นนั้นจะมีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ

สาเหตุเบื้องหลังการโจมตีนิคมราส ลัฟฟาน

เหตุการณ์นี้เชื่อมโยงกับความขัดแย้งใหญ่ในภูมิภาค โดยรัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่าโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านก่อนหน้านี้ อิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย กาตาร์ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แต่มีความสัมพันธ์ทางการค้าดีกับอิหร่าน จึงตกอยู่ในจุดกลางของความขัดแย้ง

ราส ลัฟฟานไม่ใช่เป้าหมายสุ่ม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งกาตาร์ ประกอบด้วยโรงงานก๊าซยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น North Field project ร่วมกับบริษัทน้ำมันชั้นนำโลก การโจมตีอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและก๊าซทั่วโลกทันที

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

  • เศรษฐกิจกาตาร์: การผลิตอาจหยุดชะงัก ส่งผลให้ GDP ลดลงชั่วคราว
  • ตลาดโลก: ราคา LNG พุ่งสูง กระทบประเทศนำเข้าในยุโรปและเอเชีย
  • ความมั่นคงภูมิภาค: อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ เกี่ยวข้องซาอุฯ UAE และชาติอื่นๆ
  • การทูต: ชาติอาหรับอื่นๆ อาจตามกาตาร์ขับทูตอิหร่าน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการกระทำของอิหร่านอาจเป็นกลยุทธ์กดดันทางทหาร เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรจากตะวันตก แต่กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง กาตาร์ซึ่งเคยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในภูมิภาค คราวนี้เลือกยืนหยัดปกป้องตนเองอย่างเด็ดขาด

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แสดงถึงจุดสิ้นสุดของความอดทนต่อการรุกราน อนาคตอาจเห็นการเจรจาระดับสูงหรือมาตรการเข้มข้นยิ่งขึ้นจากชาติพันธมิตร

สถานการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของภูมิภาคตะวันออกกลางที่พึ่งพาพลังงาน หากไม่มีการคลี่คลาย อาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจโลก คุณคิดว่ากาตาร์ควรตอบโต้อย่างไรต่อไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วตลาดพลังงานโลกแล้วครับ สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบที่ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนหลายคนเริ่มกังวลว่าความขัดแย้งนี้อาจทำให้ราคายังคงพุ่งต่อเนื่อง

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงสุด แตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย การโจมตีครั้งนี้ทำให้อุปทานน้ำมันสะดุดชะงัก สร้างความกังวลให้กับตลาดทั่วโลก แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามบรรเทาสถานการณ์ด้วยการยกเว้นกฎหมายโจนส์ (Jones Act) ชั่วคราว แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งการพุ่งขึ้นของราคาได้

รายละเอียดราคาน้ำมันและการโจมตี

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานของน้ำมันโลก พุ่งไปถึง 110.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 99.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สื่ออิหร่านรายงานว่า โรงงานน้ำมันในเมืองอัสซาลูเยห์และแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์ พาร์ส ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก ถูกโจมตี นอกจากนี้ยังมีรายงานนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟานในกาตาร์ถูกโจมตีด้วย

  • โรงงานน้ำมันอัสซาลูเยห์ ในอิหร่าน: ส่งผลให้การกลั่นน้ำมันหยุดชะงัก
  • แหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส: แหล่งก๊าซใหญ่สุดโลก กระทบการส่งออกก๊าซธรรมชาติ
  • นิคมราส ลัฟฟาน ในกาตาร์: โครงสร้างพลังงานหลักในอ่าวเปอร์เซีย
  • โครงสร้างอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย: เพิ่มความเสี่ยง supply disruption

การโจมตีเหล่านี้ขยายตัวจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งทำให้ตลาดน้ำมันตอบสนองทันทีด้วยการ bid ราคาสูงขึ้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับขึ้นตาม ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งและต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น นายร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสจาก Tortoise Capital วิเคราะห์ว่า “หากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเสียหาย การฟื้นฟูอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี ตลาดจึงตอบโต้ด้วยการปรับราคาขึ้นทันที”

แม้ทำเนียบขาวจะอนุญาตให้เรือต่างชาติขนส่งสินค้าพลังงานในสหรัฐฯ ชั่วคราว 60 วัน แต่ตลาดยังไม่เชื่อมั่น สถานการณ์ geopolitics ในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอลที่ทรัมป์มีส่วน

ผลกระทบต่อประเทศไทยและคำแนะนำ

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าเกือบทั้งหมด ราคาน้ำมันโลกพุ่งจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพและเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลอาจต้องใช้เงินสำรองน้ำมันหรือเจรจากับ OPEC เพื่อบรรเทา นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

  • เพิ่มสต็อกน้ำมันสำรอง
  • เร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น ไฟฟ้า EV
  • ปรับโครงสร้างราคาให้โปร่งใส
  • ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าความมั่นคงพลังงานสำคัญมาก ราคาน้ำมันอาจยังสูงต่อไปอีกหลายเดือน หากความขัดแย้งไม่คลี่คลาย แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือด้วยการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ ราส ลัฟฟาน ขู่ตอบโต้

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้ เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการการเมืองตะวันออกกลาง เมื่อกาตาร์ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน หลังจากเกิดเหตุยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ประณามอิหร่านอย่างรุนแรง หลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของกาตาร์ เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติและเสถียรภาพของภูมิภาคทั้งหมด

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ระบุว่า “ฝ่ายอิหร่านยังคงยกระดับความรุนแรง ซึ่งกำลังผลักดันภูมิภาคสู่หายนะ และลากประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในความขัดแย้ง” กาตาร์ย้ำชัดเจนว่าจะ “สงวนสิทธิ์ในการตอบโต้” และ “ไม่ลังเลที่จะใช้มาตรการทุกอย่างเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน”

รายละเอียดเหตุการณ์กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

ก่อนหน้านี้ บริษัท QatarEnergy ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของกาตาร์ ได้แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า มีขีปนาวุธตกลงในเขตนิคม “ราส ลัฟฟาน” ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ในพื้นที่แปรรูปน้ำมันและก๊าซ โชคดีที่กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลา โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมกาตาร์เผยว่า ในวันดังกล่าวมีขีปนาวุธทั้งหมด 5 ลูกยิงมาจากอิหร่าน โดย 4 ลูกถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นได้สำเร็จ แต่ลูกที่ 5 ตกลงในนิคม สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ นิคม “ราส ลัฟฟาน” เป็นหัวใจเศรษฐกิจของกาตาร์ เนื่องจากเป็นฐานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งออกไปทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนรายได้หลักของประเทศ

  • ขีปนาวุธ 5 ลูกยิงจากอิหร่าน
  • 4 ลูกถูกสกัดกั้น
  • 1 ลูกตกนิคมราส ลัฟฟาน สร้างเพลิงไหม้
  • ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เสียหายวงกว้าง

ผลกระทบและบริบทความขัดแย้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น โดยกาตาร์และอิหร่านมีประวัติความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ แต่กาตาร์มักมีจุดยืนใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ขณะที่อิหร่านเผชิญ санкции จากชาติตะวันตก การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของสงครามตัวแทนที่กำลังลุกลาม

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากกาตาร์ตัดสินใจตอบโต้ อาจนำไปสู่ escalation ที่กระทบราคาน้ำมันโลก เนื่องจาก “ราส ลัฟฟาน” เป็นแหล่งผลิต LNG มากกว่า 25% ของตลาดโลก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ กาตาร์ยังเรียกร้องให้ประชาคมโลก รวมถึงสหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งการกระทำที่เป็นการก่อการรุกรานนี้ สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตของภูมิภาคที่เปราะบาง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์กาตาร์จวกอิหร่านครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของสงครามพลังงานที่อาจลุกลาม หากไม่มีการเจรจาทวิภาคีอย่างเร่งด่วน ประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ควรเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความตึงเครียดภายในรัฐบาลทรัมป์ท่ามกลางสงครามกับอิหร่านที่ลุกลามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) ได้เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา แต่เธอเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่าน

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ในที่ประชุม แกบบาร์ดปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามที่จวนตัว” ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีทางทหารเมื่อเดือนที่แล้ว เธอย้ำว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของประชาคมหน่วยข่าวกรอง (IC) ที่จะตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่จวนตัว นั่นเป็นอำนาจของประธานาธิบดี” คำตอบนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงรุนแรง โดยวุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่าเธอกำลังเลี่ยงคำถามเพื่อไม่ขัดแย้งกับทำเนียบขาว

แกบบาร์ดยังยืนยันในถ้อยแถลงที่เตรียมไว้ล่วงหน้าว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก “กวาดล้างจนสิ้นซาก” จากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อมิถุนายนปีก่อน และอิหร่านไม่ได้พยายามฟื้นฟูความสามารถดังกล่าวตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เธอหลีกเลี่ยงการประเมินระดับภัยคุกคามโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทรัมป์ใช้ในการสั่งการโจมตี

การปฏิเสธตอบคำถามเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ แกบบาร์ดยังไม่ยอมตอบว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยขอให้เธอบรรยายสรุปความเสี่ยงที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือไม่ เธอตอบว่า “ดิฉันจะไม่แสดงความคิดเห็นว่าประธานาธิบดีถามเรื่องใด” ในทางตรงกันข้าม นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ระบุว่าหน่วยข่าวกรองมีการวิเคราะห์เรื่องช่องแคบฮอร์มุซอย่างต่อเนื่อง และนำเสนอข้อมูลสำคัญให้ทำเนียบขาวโดยอัตโนมัติ

บริบทความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน

เพื่อเข้าใจเหตุการณ์ ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยืดเยื้อมานาน ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2561 การสังหารนายพลกาเซม สุไลมานีในปี 2563 และการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านในปี 2568 ล่าสุด สงครามเปิดเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หลังอิหร่านถูกกล่าวหาว่าขยายโครงการนิวเคลียร์และสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในตะวันออกกลาง

  • ทรัมป์อ้างอิหร่านใกล้มีอาวุธนิวเคลียร์
  • การโจมตีทำลายโครงสร้างนิวเคลียร์หลัก
  • กระแสคัดค้านในรีพับลิกันเพิ่มขึ้น
  • ผลกระทบเศรษฐกิจจากน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่อย่างแกบบาร์ด ซึ่งเคยคัดค้านการแทรกแซงทางทหารในอิหร่านสมัยก่อน อยู่ในตำแหน่งที่ลำบาก เธอต้องสมดุลระหว่างความภักดีต่อทรัมป์และความเป็นกลางของหน่วยข่าวกรอง

ผลกระทบทางการเมือง

การให้การครั้งนี้ตอกย้ำรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกัน โดยมีสัญญาณว่าสมาชิกบางส่วนเริ่มคัดค้านสงครามยืดเยื้อที่อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ วุฒิสมาชิกมาร์ก เคลลี จากแอริโซนาก็ตั้งคำถามถึงการเตรียมพร้อมทางข่าวกรอง นอกจากนี้ ยังมีคำถามถึงบทบาทของ CIA ที่แรตคลิฟฟ์ยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จากมุมมองนักวิเคราะห์ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์มากขึ้น โดยเฉพาะหากสงครามไม่บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว อิหร่านยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงโลก ผ่านโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของการตัดสินใจทางทหารที่ต้องอาศัยข้อมูลข่าวกรองที่ชัดเจน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณคิดว่าสหรัฐฯ ควรดำเนินนโยบายอย่างไรต่ออิหร่าน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่ฝีมือของตน แต่ชี้ไปที่อิสราเอลแทน ขณะที่รัฐบาลเตหะรานประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามที่ปะทุมาตั้งแต่ 28 ก.พ. ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างมาก

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิหร่านกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่าลอบโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางแห่ง โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ เซาท์ พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก นี่ถือเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ทำให้เกิดความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจมตีดังกล่าว แต่ปฏิบัติการนี้มาจากอิสราเอล ซึ่งแหล่งข่าวจากอิสราเอลยืนยันกับ CNN ว่ามีการโจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน แม้เจ้าหน้าที่อิสราเอลบางรายจะระบุว่ามีการประสานงานกับสหรัฐฯ แต่ทางการวอชิงตันก็ปฏิเสธทันที

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน

การปฏิเสธของสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้หลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการกระทำเดี่ยวของอิสราเอล ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การลดกำลังการผลิตพลังงานของอิหร่านเพื่อตอบโต้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวอิสราเอลบางแห่งชี้ว่ามีการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองระหว่างสองชาติพันธมิตรนี้

เตหะรานลั่นจะตอบโต้รุนแรง

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์เตือน “ศัตรู” ให้เตรียมรับการตอบโต้อย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าอิหร่านมีสิทธิ์ “ชอบธรรม” ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของประเทศผู้กระทำผิด เช่น โรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ IRGC ยังเรียกร้องให้ประชาชนและพนักงานในโรงงานเหล่านั้นอพยพออกทันที เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ

แถลงการณ์ของ IRGC ย้ำถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ที่เคยประกาศไว้ว่าจะแก้แค้นหากสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานหรือเศรษฐกิจถูกโจมตี นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเตหะรานในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูง: การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส ทำให้กำลังการผลิตก๊าซลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5% ในวันเดียว
  • ความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทาน: อิหร่านเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ การหยุดชะงักอาจกระทบประเทศนำเข้าในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย
  • ความเสี่ยงลุกลาม: หากอิหร่านตอบโต้จริง อาจจุดชนวนสงครามภูมิภาคที่ใหญ่ขึ้น สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเตรียมรับมือ

สถานการณ์ สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้ นี้ สะท้อนถึงความเปราะบางของภูมิภาคตะวันออกกลางที่พึ่งพาพลังงานเป็นหลัก นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาพลังงานอาจผันผวนต่อเนื่องหลายเดือน หากไม่มีการเจรจาสันติภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้โลกตระหนักถึงความจำเป็นในการกระจายแหล่งพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการวิเคราะห์เชิงลึก ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตล่าสุด และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น สื่ออิหร่านรายงานว่ามีการโจมตีแหล่งสำคัญอย่างเซาท์ พาร์ส ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลก

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีพื้นที่ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติหลายแห่ง รวมถึงแหล่งเซาท์ พาร์สที่ใหญ่ที่สุดในโลก เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านกำลังประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน

นอกจากเซาท์ พาร์สแล้ว เมืองอัสซาลูเยห์ซึ่งเป็นศูนย์กลางโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งก็ถูกโจมตีเช่นกัน สำนักข่าวฟารส์ ซึ่งใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานเสียงระเบิดรุนแรงจากโรงกลั่นหลายจุด แทงก์เก็บน้ำมันและพื้นที่ผลิตก๊าซถูกทำลาย

ผลกระทบจากการโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส

เซาท์ พาร์สเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน โดยเชื่อมโยงกับนอร์ท ฟิลด์ของกาตาร์ หากความเสียหายรุนแรง อาจกระทบอุปทานก๊าซทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นทันที เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ายพนักงานไปพื้นที่ปลอดภัยและเร่งดับไฟที่ลุกไหม้

  • โจมตีครั้งแรกที่แหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซโดยตรง
  • รวมเซาท์ พาร์สและอัสซาลูเยห์
  • สหรัฐฯ-อิสราเอลประสานงานกัน
  • อิหร่านขู่อย่างหนัก หลังข้าม “เส้นแดง”

แหล่งข่าวอิสราเอลยืนยันกับ CNN ว่ามีการโจมตีโรงงานในอัสซาลูเยห์ และเซาท์ พาร์สโดยร่วมมือกับสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล คัตซ์ ประกาศยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน

สื่ออิหร่านเตือนว่าการกระทำนี้ข้ามเส้นแดง และมอบ “ไพ่ตาย” คือการล้างแค้นให้อิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนให้ชาวอ่าวเปอร์เซียหลีกเลี่ยงแหล่งพลังงานของซาอุฯ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกาตาร์ มาเจด อัล-อันซารี เรียกการโจมตีเซาท์ พาร์สว่า “ย่างก้าวอันตรายและขาดความรับผิดชอบ” เพราะกระทบพื้นที่ร่วมกัน สถานการณ์นี้อาจลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ผันผวน

เหตุการณ์อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก เกิดหลังอิสราเอลโจมตีคลังเชื้อเพลิงสัปดาห์ก่อน แสดงถึงการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การตอบโต้จากกลุ่มพันธมิตรอิหร่าน เช่นฮูติหรือเฮซบอลเลาะห์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาดน้ำมันโลก ซึ่งไทยเองก็พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงสำคัญ

คุณคิดว่าการโจมตีนี้จะนำไปสู่อะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

Scroll to top