สงครามอิสราเอล

สายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด! กระทบ Azure

บริการคลาวด์ “อาซัวร์” ของบริษัท ไมโครซอฟต์ขัดข้อง หลังจากสายเคเบิลใต้ทะเลแดงถูกตัดขาด ทำให้การรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตขัดข้องในบางพื้นที่ เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมากที่พึ่งพาบริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 ก.ย. 2568 ว่า บริษัท ไมโครซอฟต์ หนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำของโลกระบุ ผู้ใช้งานบริการคลาวด์ “อาซัวร์” (Azure) บางคนอาจเผชิญกับความล่าช้า เนื่องจากปัญหาด้านการรับส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่วิ่งผ่านภูมิภาคตะวันออกกลาง อันสืบเนื่องมาจาก สายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด

ไมโครซอฟต์ไม่ได้อธิบายว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้สายเคเบิลใต้ทะเลเกิดความเสียหายดังกล่าว แต่เสริมว่า พวกเขาสามารถเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตไปยังเส้นทางอื่นได้แล้ว และย้ำว่า การรับส่งข้อมูล (traffic) ที่ไม่ได้ผ่านตะวันออกกลางจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา องค์กร “เน็ตบล็อกส์” (NetBlocks) ผู้สังเกตการณ์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระบุว่า เหตุสายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด บริเวณทะเลแดงส่งผลกระทบต่อบริการอินเทอร์เน็ตในหลายประเทศรวมถึงอินเดียและปากีสถาน

บริษัทโทรคมนาคมแห่งปากีสถาน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า จุดที่สายเคเบิลขาดอยู่ใกล้เมืองเจดดาห์ ของซาอุดีอาระเบีย และเตือนว่า บริการอินเทอร์เน็ตอาจได้รับผลกระทบในช่วงพีกของวัน

ทั้งนี้ สายเคเบิลใต้ทะเลถูกเรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของอินเทอร์เน็ต โดยมันสามารถได้รับความเสียหายจากหลายสาเหตุ เช่น สมอจากเรือลงไปเกี่ยวโดน หรืออาจเป็นการจงใจโจมตีซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ไม่กี่เดือนหลังสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้น สายเคเบิลสื่อสารหลายสายในทะเลแดงจู่ๆ ก็ถูกตัดขาด ส่งผลกระทบต่อการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนตกเป็นผู้ต้องสงสัย แต่พวกเขาปฏิเสธ

สายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด

เหตุการณ์ สายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด ครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่เราพึ่งพาในชีวิตประจำวัน ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานบริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับภูมิภาคอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสายเคเบิลใต้ทะเลขาด

ผลกระทบจากเหตุการณ์เช่นนี้อาจมีหลายด้าน ดังนี้:

  • ความล่าช้าในการเข้าถึงบริการออนไลน์ต่างๆ
  • ปัญหาในการทำธุรกรรมออนไลน์
  • การหยุดชะงักของระบบสื่อสาร
  • ความเสียหายต่อธุรกิจที่พึ่งพาบริการคลาวด์

การที่ไมโครซอฟท์สามารถแก้ไขปัญหาโดยการเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลได้เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ องค์กรและธุรกิจต่างๆ ควรพิจารณาแผนสำรองสำหรับกรณีที่เกิดปัญหาในการเข้าถึงบริการคลาวด์ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสายเคเบิลใต้น้ำที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเชื่อมต่อโลกอินเทอร์เน็ต การขาดหายไปหรือความเสียหายของสายเคเบิลเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและการสื่อสารระหว่างประเทศ การป้องกันและบำรุงรักษาสายเคเบิลเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความเสถียรของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก

จากเหตุการณ์นี้ เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการมีแผนสำรองและการกระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาบริการคลาวด์เพียงผู้ให้บริการเดียว การเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการหลายราย หรือการมีระบบสำรองข้อมูลภายในองค์กร อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ที่มา – สายเคเบิลใต้ทะเลแดงขาด ทำบริการ “คลาวด์” ของไมโครซอฟต์ขัดข้อง

ฮามาสเผยคลิปตัวประกัน กดดันเจรจา

ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ด้านเนทันยาฮู ลั่นเป็นวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ ไม่อาจสั่นคลอนรัฐบาล อ้างสงครามจบได้ทันทีหากฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

เมื่อวันที่ 5 กันยายน กลุ่มฮามาสได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงภาพตัวประกันชาวอิสราเอล 2 ราย ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากงานเทศกาลดนตรีโนวา ตั้งแต่การโจมตีข้ามพรมแดนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยในคลิปดังกล่าวปรากฏภาพของ กาย กิลบัว-ดาลาล และ อลอน โอเฮล ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในฉนวนกาซา

ในคลิปวิดีโอซึ่งระบุวันที่ 28 สิงหาคม นายกิลบัว ดาลาล ถูกบันทึกภาพขณะอยู่ในรถยนต์ที่ระบุว่าเป็นในกาซาซิตี เขาได้ขอร้องให้มีการปล่อยตัว และยืนยันว่ายังมีผู้ถูกกักขังอยู่ด้วยกันอีก 8 คน ขณะที่นายโอเฮลปรากฏตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกลักพาตัวไปเมื่อ 700 วันก่อน

ครอบครัวของผู้ถูกจับกุมและกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ออกมาโจมตีวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อที่ตอกย้ำถึงสถานการณ์อันยืดเยื้อ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีชาวอิสราเอล 48 คนที่ยังคงตกเป็นตัวประกันในกาซา โดยเชื่อกันว่ามีประมาณ 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และหากรัฐบาลต้องการที่จะนำตัวประกันทั้งหมดกลับบ้านจริง จะต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด และใช้โอกาสจากข้อเสนอของคนกลางเพื่อเดินหน้าข้อตกลงแลกเปลี่ยน

ด้านนายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสายขวาจัดของอิสราเอล ได้เรียกร้องให้มีการยึดครองกาซาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อปลดปล่อยตัวประกันทั้งหมด

ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ได้พูดคุยกับครอบครัวของตัวประกันทั้งสอง และย้ำว่าสงครามจะยุติลงทันทีหากฮามาสยอมรับเงื่อนไขการปล่อยตัวประกันทั้งหมด พร้อมประกาศว่าไม่มีวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อใดที่จะทำให้อิสราเอลล้มเลิกเป้าหมายนี้ได้

ทั้งนี้ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขกาซาเผยว่า นับตั้งแต่การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 64,300 คน ขณะที่ 376 คนเสียชีวิตจากความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งรวมถึง 3 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ทำให้เกิดแรงกดดันจากครอบครัวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาลอิสราเอลให้เร่งเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

ทำไมการเจรจาจึงสำคัญหลังฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา?

การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากกลุ่มฮามาสถึงสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดและยากลำบากสำหรับตัวประกันที่ถูกคุมขัง การเจรจาจึงเป็นทางออกเดียวที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันและการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

ครอบครัวของตัวประกันต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเจรจาโดยเร็วที่สุด โดยมองว่าการปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปจะยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของคนที่พวกเขารัก

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังได้ออกมาประณามการกระทำของฮามาสที่ใช้ตัวประกันเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและให้ความคุ้มครองแก่พลเรือน

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกอย่างสันติและนำความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค

การที่ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตอย่างเร่งด่วน การเจรจาอาจเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก แต่เป็นเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือตัวประกันและความหวังในการยุติความขัดแย้ง

อนาคตของตัวประกันและความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ขณะที่ครอบครัวกดดันรัฐบาลเจรจา

UN เผย สงครามกาซา ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

คณะกรรมการสหประชาชาติเผยว่า สงครามในฉนวนกาซาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี ทำให้เด็กกว่า 21,000 คน ต้องกลายเป็นผู้พิการ ในขณะที่ความช่วยเหลือที่ถูกส่งเข้าไปก็ไม่เพียงพอ สถานการณ์ในกาซายังคงน่าเป็นห่วงและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (UNCRPD) เปิดเผยว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 และยังดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เด็กๆ ราว 40,500 คน ได้รับบาดเจ็บ และกว่า 21,000 คนต้องกลายเป็นผู้พิการ ภาวะที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กเหล่านี้อย่างร้ายแรง

ขณะที่เมื่อนับรวมทั้งหมด สงครามที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปีนี้ ทำให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 157,114 คน และมากกว่า 25% ในจำนวนนี้มีความเสี่ยงทุพพลภาพตลอดชีวิต ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและผลกระทบที่ยั่งยืนของสงครามต่อประชากรในกาซา

รายงานของ UNCRPD ระบุว่า คำสั่งอพยพของอิสราเอลระหว่างปฏิบัติการโจมตีในฉนวนกาซา มักเข้าไม่ถึงผู้ที่มีความทุพพลภาพทางการได้ยินหรือการมองเห็น ทำให้การอพยพเป็นไปไม่ได้ ผู้พิการยังถูกบังคับให้หลบหนีในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยและไร้ซึ่งศักดิ์ศรี เช่นต้องหมอบคลานผ่านทรายและดินโคลนโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว การเข้าถึงข้อมูลและการช่วยเหลือที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้พิการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการระบุด้วยว่า การจำกัดการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา ส่งผลกระทบต่อผู้ทุพพลภาพอย่างไม่สมส่วน ผู้มีความทุพพลภาพเผชิญการตัดขาดจากความช่วยเหลืออย่างรุนแรง ทำให้หลายคนไม่มีอาหาร น้ำสะอาด หรือสุขอนามัย และต้องพึ่งคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องได้รับการจัดส่งอย่างต่อเนื่องและไม่เลือกปฏิบัติเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความช่วยเหลือที่จำเป็น

UNCRPD เตือนด้วยว่า ปัจจุบัน มูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดศูนย์กระจายความช่วยเหลือเพียง 4 จุดทั่วฉนวนกาซา ในขณะที่ระบบของสหประชาชาติที่ถูก GHF มาแทนที่ เคยมีศูนย์ถึง 400 แห่ง การลดจำนวนศูนย์กระจายความช่วยเหลือส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

อุปสรรคทางกายภาพเช่นซากปรักหักพังจากสงคราม และการสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่ที่อยู่ใต้ซากปรักหักพัง ยังขัดขวางไม่ให้ผู้คนเข้าถึงจุดกระจายความช่วยเหลือยิ่งขึ้นไปอีก การเคลียร์พื้นที่และจัดหาอุปกรณ์ช่วยเคลื่อนที่เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยเหลือผู้พิการ

ผู้ทุพพลภาพกว่า 83% ในกาซายังสูญเสียอุปกรณ์ช่วยเหลือของตัวเอง และส่วนใหญ่ไม่สามารถหาอุปกรณ์มาทดแทนได้ ในขณะที่ รถเข็น, อุปกรณ์ช่วยเดิน, ไม้เท้า, เฝือกดาม และแขนขาเทียม ถูกอิสราเอลกำหนดเป็นสิ่งของที่ใช้ได้ 2 ทาง จึงไม่ถูกส่งมาพร้อมกับสิ่งของช่วยเหลืออื่นๆ การจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พิการเพื่อให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ

UNCRPD เรียกร้องให้มีการส่งสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากเข้าสู่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และย้ำว่าทุกฝ่ายต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ทุพพลภาพและป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง, การทำร้าย, การเสียชีวิต และการพรากซึ่งสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นอีก ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้พิการต้องได้รับการปกป้อง

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

จากรายงานล่าสุดของ UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน และยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ที่น่ากังวล: สงครามกาซาทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความพิการอันเนื่องมาจากสงครามที่ยืดเยื้อ UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามที่มีต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานถึงความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้พิการที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือและบริการทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน การจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือทำให้สถานการณ์ของพวกเขาเลวร้ายลงไปอีก และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อเด็กและผู้พิการในฉนวนกาซ่า ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงอาหาร ที่พักพิง และบริการทางการแพทย์ การสนับสนุนและความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามและสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซายังคงรุนแรงและต้องการความสนใจจากทั่วโลก

สถานการณ์ในกาซาเป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและผู้พิการ เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ที่มา – UN เผย สงครามกาซาเกือบ 2 ปี ทำเด็กพิการกว่า 21,000 คน

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน: เกิดอะไรขึ้น?

สถานการณ์ในเยเมนยังคงน่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเกิดเหตุการณ์ กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน ส่งผลกระทบต่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและตอกย้ำถึงความไร้เสถียรภาพในภูมิภาค

รายงานล่าสุดระบุว่า กลุ่มกบฏฮูตีได้ทำการบุกเข้าไปในสำนักงานขององค์กรสหประชาชาติ (UN) ในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน และจับตัวเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีรายงานว่าอิสราเอลได้ทำการโจมตีสังหารนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกบฏฮูตี

โฆษกของโครงการอาหารโลก (WFP) และกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ได้ยืนยันว่า สำนักงานของพวกเขาในกรุงซานาถูกบุกรุกโดยกองกำลังความมั่นคงท้องถิ่น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสององค์กรถูกควบคุมตัว เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ UN ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน: เหตุการณ์ที่น่ากังวล

ฮานส์ กรุนเบิร์ก ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำเยเมน ได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง และยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ UN จำนวน 11 คนถูกควบคุมตัว เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพสถานะและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ UN ที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนในเยเมน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน

การบุกสำนักงาน UN และจับตัวเจ้าหน้าที่ย่อมส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมในเยเมน องค์กร UN เป็นหน่วยงานหลักที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งจำเป็นอื่นๆ แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง การที่เจ้าหน้าที่ถูกควบคุมตัวและสำนักงานถูกบุกรุก ทำให้การช่วยเหลือเหล่านี้เป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในเยเมน หาก UN ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสถานะพิเศษยังถูกโจมตีได้ องค์กรอื่นๆ ก็อาจตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการบุกสำนักงาน UN มีความเชื่อมโยงกับการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มกบฏฮูตีเคยมีประวัติในการมุ่งเป้าโจมตีองค์กร UN และหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ มาก่อน

ในขณะเดียวกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ประกาศว่าการโจมตีที่สังหารนายอาเหม็ด อัล-ราฮาวี นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลฮูตี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการต่อต้านกบฏฮูตี

สถานการณ์ในเยเมนมีความซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ที่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานาในปี 2559 พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับปกครองภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากและความทุกข์ทรมาน

กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมนเป็นเครื่องเตือนใจว่าวิกฤตการณ์ในเยเมนยังคงดำรงอยู่ และต้องการความสนใจและความพยายามจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเจรจาทางการเมือง และการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อยุติความขัดแย้งและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเยเมน

เห็นได้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการบ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในเยเมน

ที่มา – กบฏฮูตีบุกสำนักงาน UN ในเยเมน หลังนายกรัฐมนตรีถูกสังหาร

อิสราเอลสังหาร โฆษกกลุ่มฮามาส ในกาซา

อิสราเอลยืนยันว่า โฆษกกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นผู้แถลงการณ์หลักของกลุ่มมาหลายปี ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศในเมืองกาซาซิตี

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 รัฐบาลอิสราเอลได้ประกาศการเสียชีวิตของนายอาบู โอเบดา โฆษกกลุ่มฮามาส โดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความยินดีกับกองทัพและหน่วยข่าวกรอง “ชินเบต” สำหรับความสำเร็จของปฏิบัติการนี้

ถึงแม้ว่านายคัตซ์จะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการนั้น แต่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้รายงานว่าเครื่องบินรบของพวกเขาได้โจมตีผู้ก่อการร้ายคนสำคัญในย่านอัล-รีมาลของเมืองกาซาซิตีเมื่อวันเสาร์ ทำให้สื่ออิสราเอลคาดการณ์ว่านายโอเบดาเป็นเป้าหมายของการโจมตี

กลุ่มฮามาสยังไม่ได้ยืนยันการเสียชีวิตของโฆษกกลุ่มฮามาส แต่ได้รายงานว่ามีพลเรือนอย่างน้อย 7 คนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่อาคารที่พักอาศัยในเขตอัล-รีมาล และมีผู้บาดเจ็บอีก 20 คน

รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลได้เตือนว่าปฏิบัติการในฉนวนกาซาจะเข้มข้นขึ้น และเพื่อนร่วมงานของนายโอเบดาอีกหลายคนจะตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งอาจหมายถึงปฏิบัติการยึดเมืองกาซาซิตีที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ

IDF และชิน เบต ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีเมื่อวันเสาร์ โดยระบุว่าปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นได้จากการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองล่วงหน้าโดยชิน เบต และกองอำนวยการข่าวกรองของ IDF ซึ่งระบุที่ซ่อนของเป้าหมาย

นายโอเบดาเป็นหนึ่งในสมาชิกอาวุโสเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตมาได้หลังจากการปะทุของสงครามในฉนวนกาซาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566

IDF และชิน เบต ระบุว่านายโอเบดาเป็น “หน้าตา” ของกลุ่มฮามาส และมีหน้าที่เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของกลุ่ม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายโอเบดาได้กล่าวโจมตีอิสราเอลอย่างรุนแรง และการที่เขาโพกผ้าพันคอปาเลสไตน์ปิดบังใบหน้าอยู่เสมอก็ทำให้เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้สนับสนุนฮามาสทั่วตะวันออกกลาง

โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

ใครคือโฆษกกลุ่มฮามาส ที่ถูกสังหาร?

นายอาบู โอเบดา เป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มฮามาส ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงหลักของกลุ่มมาเป็นเวลานาน เขาเป็นที่รู้จักจากการแถลงการณ์ที่แข็งกร้าวและการปรากฏตัวที่มักจะปกปิดใบหน้า ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนับสนุนกลุ่ม

การเสียชีวิตของเขาถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญสำหรับฮามาส และอาจส่งผลกระทบต่อการสื่อสารและโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มในอนาคต อย่างไรก็ตาม ฮามาสยังมีสมาชิกคนอื่น ๆ ที่สามารถทำหน้าที่แทนเขาได้ และกลุ่มอาจปรับกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อตอบสนองต่อการสูญเสียนี้

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด และการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลอาจนำไปสู่การตอบโต้จากฮามาสได้ การเสียชีวิตของนายโอเบดาอาจทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น และทำให้การเจรจาสันติภาพเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ผลที่ตามมาจากการเสียชีวิตของโฆษกกลุ่มฮามาส จะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่แน่นอน แต่เป็นที่แน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซาและอนาคตของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

การสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียของบุคคลหนึ่ง แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองและการทหารในภูมิภาคอีกด้วย การดำเนินต่อไปจากนี้จึงต้องอาศัยการไตร่ตรองและการวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันการบานปลายของความขัดแย้ง

ที่มา – โฆษกกลุ่มฮามาส ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกฯ รัฐบาลเยเมน

กลุ่มฮูตีเผย นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้านอิสราเอลระบุว่า โจมตีเพื่อตอบโต้ที่ฮูตีใช้มิสไซล์ชนิดใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.) สังหารนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี กับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาลฝ่ายกบฏของพวกเขา

“ศัตรูชาวอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการตามปกติ ซึ่งจัดโดยรัฐบาลเพื่อประเมินกิจกรรมและผลงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา” ประธานาธิบดีของรัฐบาลฮูตีระบุในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ที่กบฏฮูตีควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายอิสราเอลยังไม่ออกมายืนยันถ้อยแถลงของกบฏฮูตี แต่เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีผู้นำของกลุ่มฮูตี หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ยิงมิสไซล์ติดตั้งหัวรบลูกปรายชนิดใหม่เข้าใส่อิสราเอล

เหตุการณ์ล่าสุดที่กลุ่มฮูตีเผยว่า อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน นับเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกล่าวอ้างดังกล่าว ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากอิสราเอล สร้างความกังวลให้กับประชาคมโลกเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของเยเมนและภูมิภาคโดยรวม

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ความขัดแย้งในเยเมนเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การแทรกแซงจากภายนอก ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจนำไปสู่การขยายตัวของความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาค

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

  • การตอบโต้จากกลุ่มฮูตี: หากข้อกล่าวหาเป็นจริง กลุ่มฮูตีอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลหรือพันธมิตร ซึ่งจะนำไปสู่การปะทะกันโดยตรงระหว่างทั้งสองฝ่าย
  • การขยายตัวของสงคราม: ความขัดแย้งอาจขยายตัวไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของตะวันออกกลางโดยรวม
  • วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น: ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเยเมนเลวร้ายลง ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

นานาชาติต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในเยเมนอย่างสันติวิธี และป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ การเจรจาทางการเมืองเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในเยเมน

อย่างไรก็ตาม การที่ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน อาจทำให้กระบวนการสันติภาพมีความซับซ้อนและยากยิ่งขึ้น การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความรุนแรงไปได้

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งที่ยาวนานนี้ และเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตเพิ่มเติม การที่กลุ่มฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลและต้องได้รับการแก้ไขอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น

ที่มา – ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ล่าสุด สหประชาชาติออกมาเรียกร้อง ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ ถึงสองครั้ง สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างหนักให้กับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และสื่อมวลชนที่เข้าไปทำหน้าที่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยการโจมตีครั้งแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ที่กำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณโรงพยาบาล และตามมาด้วยการโจมตีซ้ำอีกครั้งในบริเวณเดิมในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ทั้งนักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายของการโจมตีคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ก็ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม แม้ว่านายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูจะระบุว่าเป็นเพียง “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ก็ยังไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลของการยิงซ้ำ และกำลังตรวจสอบขั้นตอนการอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบ

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ” การโจมตีโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานที่ที่ควรได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือดและความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จากการขาดแคลนอาหาร น้ำ ยา และสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากการโจมตีซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้าย

การโจมตีโรงพยาบาลซ้ำเติมสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น โรงพยาบาลคือสถานที่ที่ควรจะเป็นที่พักพิงและรักษาผู้ป่วย แต่กลับกลายเป็นเป้าโจมตีเสียเอง ทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะเข้ารับการรักษาพยาบาล และทำให้ระบบสาธารณสุขที่ล่มสลายอยู่แล้วยิ่งทรุดหนักลงไปอีก

ภายในอิสราเอลเอง ก็มีการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อกดดันให้รัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ครอบครัวของผู้ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออกโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยังมีตัวประกันอีกประมาณ 50 คนที่ยังอยู่ในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางในการเจรจาเปิดเผยว่ายังคงรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ขณะที่สหรัฐฯ เตรียมจัดการประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหารือแผนการฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

กระทรวงสาธารณสุขกาซารายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 สูงเกิน 62,800 คน ประชากรส่วนใหญ่ต้องพลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่โดยรอบกำลังเผชิญกับภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”

นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในฉนวนกาซาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ และต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและปกป้องพลเรือน

จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกทางการเมืองให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ เพื่อนำสันติภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ภูมิภาค และยุติความทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ที่มา – ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ

เดือด! องค์กรสื่อประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา

องค์กรสื่อ-นานาชาติประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา

องค์กรสื่อ-นานาชาติพากันโกรธแค้นอิสราเอลโจมตีรพ.กาซา สังหารนักข่าว บุคลากรแพทย์เพิ่ม ยูเอ็นประณามอย่างรุนแรง เรียกร้องสอบสวนอิสระ เผยตัวเลขนักข่าวสังเวยชีวิตในกาซาพุ่ง 192 ศพนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 บรรดาองค์กรสื่อผู้สื่อข่าว และองค์กรนานาชาติ ต่างออกมาแสดงความตกตะลึงและโกรธแค้นต่อเหตุโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งคร่าชีวิตนักข่าวและบุคลากรทางการแพทย์หลายราย จนถูกมองว่าเป็น “การสังหารหมู่” โดยตรงต่อสื่อมวลชน เรื่องนี้ทำให้หลายองค์กรสื่อ-นานาชาติออกมาแสดงความไม่พอใจ

โดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำอิสราเอลและปาเลสไตน์ แถลงว่า เหตุครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดต่อผู้สื่อข่าวที่ทำงานให้องค์กรสื่อนานาชาตินับตั้งแต่สงครามกาซาเริ่มต้นขึ้น พร้อมย้ำว่าอิสราเอลยังคงปิดกั้นสื่อมวลชนต่างชาติ ไม่ให้เข้าถึงพื้นที่อย่างอิสระ และเรียกร้องให้เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

ทางด้านนายฟิลิป ลาซซารินี หัวหน้าองค์การยูเอ็นอาร์ดับเบิลยูเอ (UNRWA) โพสต์ข้อความระบุว่า เหตุโจมตีครั้งนี้เปรียบเสมือนการปิดปากกระบอกเสียงสุดท้ายที่กำลังรายงานถึงสถานการณ์เด็ก ๆ ที่กำลังเสียชีวิตท่ามกลางความอดอยาก

ขณะเดียวกันนายอันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์ประณามการสังหารนักข่าวและบุคลากรแพทย์ โดยระบุว่า ยูเอ็นเรียกร้องให้พลเรือน บุคลากรแพทย์ และนักข่าว ต้องได้รับการคุ้มครองทุกเวลา และสามารถทำหน้าที่ได้โดยปราศจากการแทรกแซง คุกคาม หรือการทำร้าย พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระอย่างเป็นธรรม

ขณะที่สหภาพนักข่าวปาเลสไตน์ถึงขั้นใช้คำว่า “การสังหารหมู่โหดเหี้ยมที่กองทัพยิวก่อขึ้น” โดยมุ่งเป้าโจมตีทีมสื่อมวลชนโดยตรง เช่นเดียวกับองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ที่ออกมาประณามการโจมตีใส่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวที่ยังคงทำงานได้บางส่วนในภาคใต้ของกาซา โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่ MSF ต้องหลบภัยในห้องแล็บ ขณะที่อาคารถูกโจมตีซ้ำเป็นครั้งที่สอง

นอกจากองค์กรสื่อ-นานาชาติและสิทธิมนุษยชนแล้ว หลายประเทศ เช่น แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต ต่างร่วมกันประณามการโจมตีครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (Committee to Protect Journalists – CPJ) เปิดเผยว่า จนถึงก่อนเหตุการณ์ล่าสุด มีนักข่าวถูกกองทัพอิสราเอลสังหารไปแล้ว 192 ศพ ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุขึ้น โดยโจดี้ กินส์เบิร์ก ประธาน CPJ กล่าวว่า อิสราเอลจงใจเล็งเป้ากล้องของรอยเตอร์ส พร้อมเสริมว่าผู้สื่อข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าไปช่วยเหลือก็ถูกสังหารซ้ำในการโจมตีระลอกที่สอง ซึ่งละเมิดกฎหมายและเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม.

ทำไมองค์กรสื่อ-นานาชาติถึงออกมาประณาม?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือนและสื่อมวลชนอย่างชัดเจน การโจมตีโรงพยาบาลและการสังหารนักข่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักการด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการคุ้มครองนักข่าวและบุคลากรทางการแพทย์ในสถานการณ์ความขัดแย้ง พวกเขาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่รายงานความจริงและช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การโจมตีพวกเขาจึงเป็นการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

การที่องค์กรสื่อ-นานาชาติออกมาประณามอย่างแข็งกร้าวแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และความมุ่งมั่นที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง การสอบสวนอิสระและการลงโทษผู้กระทำผิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – องค์กรสื่อ-นานาชาติเดือด ประณามอิสราเอลถล่มรพ.ในกาซา สังหารนักข่าว บุคคลากรแพทย์เพิ่มอีก

อิสราเอลโจมตีกาซาอีก! ดับ 20 ศพ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด เมื่ออิสราเอลได้ทำการอิสราเอลโจมตีกาซาอีกครั้ง โดยเป้าหมายคราวนี้คือโรงพยาบาลนาสเซอร์ (Nasser Hospital) ในเมืองข่านยูนิส (Khan Yunis) ทางตอนใต้ของกาซา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย ซึ่งรวมถึงนักข่าวที่กำลังรายงานข่าวอยู่ในพื้นที่ถึง 5 ราย

อิสราเอลโจมตีกาซาอีก

โฆษกสำนักงานป้องกันพลเรือน นายมาห์มูด บาสซาล กล่าวว่า การโจมตีเริ่มต้นด้วยโดรนติดระเบิดของอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังอาคารของโรงพยาบาลนาสเซอร์ จากนั้นตามมาด้วยการโจมตีทางอากาศซ้ำเติมสถานการณ์ ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งอพยพผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นเป็น 20 ราย ในจำนวนนี้มีนักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์, เอพี และอัลจาซีรา รวมอยู่ด้วย 5 ราย นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนเสียชีวิตอีก 1 ราย

กองทัพอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่า เมื่อวันจันทร์ กองทัพได้ทำการโจมตีทางอากาศในบริเวณโรงพยาบาลนาสเซอร์ จริง และประธานคณะเสนาธิการทหารได้สั่งให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายงานการเสียชีวิตดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

กองทัพอิสราเอลยังเสริมอีกว่า พวกเขาเสียใจต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง และยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะมุ่งเป้าโจมตีนักข่าว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความโกรธแค้นและความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

ผลกระทบจากเหตุการณ์ อิสราเอลโจมตีกาซาอีก ครั้งนี้

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีกาซาอีกครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนนักข่าวและความเชื่อมั่นของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักข่าวถูกสังหารในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของสื่อมวลชนในพื้นที่ความขัดแย้ง และความรับผิดชอบของกองทัพอิสราเอลในการปกป้องพลเรือน

สถานีโทรทัศน์อัลจาซีราได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกองทัพอิสราเอล โดยระบุว่า นายโมอัมหมัด ซาลามา นักข่าวและช่างภาพของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีครั้งนี้ และกล่าวหาว่ากองทัพอิสราเอล จงใจมุ่งเป้าโจมตีและลอบสังหารนักข่าว เพื่อปกปิดความจริงที่เกิดขึ้น

สำนักข่าวเอพีก็ได้แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ น.ส. มาเรียม ดักกา ผู้สื่อข่าวฟรีแลนซ์ที่ทำงานร่วมกับพวกเขาตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566

สำนักข่าวรอยเตอร์สก็ยืนยันว่านายฮุสซาม อัล-มาสรี นักข่าวของพวกเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีนักข่าวสัญญาจ้างอีกคน คือนายฮาเตม คาลีด ได้รับบาดเจ็บ

สมาคมสื่อของปาเลสไตน์รายงานเพิ่มเติมว่า นักข่าวที่เสียชีวิตอีก 2 คนคือนายโมอาซ อาบู ทาฮา และนายอาหมัด อาบู อาซิซ โดยนายอาบู ทาฮา เคยทำงานกับสื่อหลายแห่งทั้งในปาเลสไตน์และต่างประเทศ

การสูญเสียชีวิตของนักข่าวเหล่านี้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับวงการสื่อมวลชน และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่นักข่าวต้องเผชิญในการรายงานข่าวจากพื้นที่ความขัดแย้ง

เหตุการณ์อิสราเอลโจมตีกาซาอีกในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกอย่างสันติให้กับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและปกป้องพลเรือน

สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเจรจาและแสวงหาทางออกทางการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การโจมตีโรงพยาบาลและคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ รวมถึงนักข่าวที่พยายามทำหน้าที่ของตนเอง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และนานาชาติต้องร่วมมือกันกดดันให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ที่มา – อิสราเอลโจมตีกาซาอีก โดนโรงพยาบาลดับ 20 ศพ รวมนักข่าวด้วย 5 ราย

Scroll to top