สถานการณ์ไทย กัมพูชา

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ อนุทิน” เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ จากเหตุปะทะชายแดน พร้อมพิจารณาระเบียบบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต ให้เข้าทำงานราชการได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริงพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง โดยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่ประชาชนยังคงต้องอพยพและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และงบประมาณในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย

นายสิริงพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าจะสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน

นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

ทำไมการเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตถึงสำคัญ

การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • บรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน: การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเยียวยาจะเป็นส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร และค่ารักษาพยาบาล
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับเงินเยียวยาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและสังคมไม่ได้ทอดทิ้งครอบครัวของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่
  • แสดงความรับผิดชอบของรัฐ: รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การจ่ายเงินเยียวยาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
  • ส่งเสริมความยุติธรรม: การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม เงินเยียวยาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

นอกจากนี้ การพิจารณาบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตเข้าทำงานราชการยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ทายาทได้มีงานทำที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและความขอบคุณต่อความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกด้วย

รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุปะทะชายแดน

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

“บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เกี่ยวกับการรับมือกลุ่มโดรนไม่ทราบฝ่ายที่บินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมสั่งการให้กองทัพอากาศเข้าตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญในการประชุม สมช. ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีการตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ส่วนหลังตอนใน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ สืบเนื่องจากรายงานการพบเห็นวัตถุส่องแสงไฟลักษณะคล้ายโดรนจำนวนมากบินเป็นกลุ่มบริเวณใกล้เคียง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่าได้มอบหมายให้กองทัพอากาศดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมแล้ว โดยย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ในส่วนของการเจรจาที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฯ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าเป็นเรื่องของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะดำเนินการพูดคุย ซึ่งต้องรอฟังผลการหารือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

ประเด็นเรื่องโดรนที่บินใกล้สนามบินสุวรรณภูมินั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน และความมั่นคงของประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้กองทัพอากาศตรวจสอบอย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

การรับมือกับสถานการณ์โดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความปลอดภัยในการบิน: โดรนที่บินในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินอาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินที่กำลังขึ้นหรือลงจอด การชนกันอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงและการสูญเสียชีวิต
  • ความมั่นคง: โดรนสามารถใช้ในการสอดแนมหรือก่อวินาศกรรม หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ภาพลักษณ์: เหตุการณ์โดรนบินใกล้สนามบินอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสนามบินและประเทศโดยรวม

ดังนั้น การมีมาตรการรับมือที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากโดรนและรักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป

การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากำลังมีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะยังคงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เผยประชุม สมช. รับมือโดรนบินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สั่งกองทัพอากาศตรวจสอบ

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ: จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สโดยอ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เรื่องราวดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความกังวลให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษจริงหรือ?

นายกุน ยง ทหารกัมพูชาที่อ้างว่าได้รับผลกระทบ ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สขณะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด ภายหลังการปฏิบัติการบินของไทย ทหารและตำรวจหลายรายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเดียวกันก็อ้างว่าประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจหลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ ทำให้เกิดคำถามว่า ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ เป็นความจริงหรือไม่

กัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่ากองทัพไทยใช้แก๊สพิษในการสู้รบ โดยระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในพื้นที่ที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าการใช้แก๊สถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุชนิดของแก๊ส ไม่ได้นำเสนอหลักฐาน และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่

ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ เนื่องจากโฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่ากองทัพอากาศไทยไม่เคยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมที่มุ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์กล่าวว่า “หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่อาจเสียชีวิตไปแล้ว”

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การกล่าวอ้างเรื่อง ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ จึงยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งนี้

ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

การกล่าวอ้างเรื่องการใช้อาวุธเคมีเป็นประเด็นที่ร้ายแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากมีการใช้อาวุธเคมีจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ

  • บทบาทของสื่อ: สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน
  • ความสำคัญของการเจรจา: การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ข้อควรระวัง: โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าข้อกล่าวหา ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ที่มา – ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิง 2 ครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเกิดประเด็นร้อน เมื่อกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก ตามแนวชายแดน พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ยิงเข้ามาในอาณาเขตของตนถึงสองครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้รายงานจากกองทัพไทยที่ระบุว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ต่างๆ มายังบริเวณชายแดน

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 ของไทยเผยแพร่นั้นเป็น “ข้อมูลเท็จ” และ “ขัดแย้งกับความจริงอย่างชัดเจน” เธอยังกล่าวเสริมว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำโดยสื่อไทยบางสำนัก โดยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมของการกล่าวหา

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ จังหวัดพระวิหาร โดยอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีอีกครั้งในช่วงค่ำของวันเดียวกัน โดยใช้อาวุธขนาดเล็กและปืนครก โจมตีบริเวณด้านหน้าแนวรบของกัมพูชาในพื้นที่ “โอพกา สแนะห์” และพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงแสดงเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมา มักจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ การ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนักในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และกล่าวหาไทยยิงเข้ามานั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

กัมพูชาปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ผิดข้อตกลง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวการเคลื่อนย้ายรถถัง ยืนยันว่าจะไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีต่อประเทศไทย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่ากัมพูชาได้ทำการเคลื่อนย้ายรถถังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่าไม่มีการเคลื่อนย้ายรถถังใดๆ และกัมพูชายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกับประเทศไทย

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และบางสำนักข่าวของไทยที่กล่าวหาว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายรถถังนั้นไม่เป็นความจริง ทางกระทรวงฯ ขอยืนยันว่ากองทัพกัมพูชาไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา กล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับประเทศไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาค

ทำไมข่าวกลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถึงสำคัญ?

ข่าวการปฏิเสธการเคลื่อนย้ายรถถังครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นได้

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของภูมิภาค การรักษาความเข้าใจและความร่วมมือจึงเป็นสิ่งจำเป็น

การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
  • การรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค
  • ความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นทางการ

การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอาจนำไปสู่:

  • ความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • ความตึงเครียดทางการเมือง
  • ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนชายแดน

ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลและรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำว่า จะยังคงทำงานร่วมกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การที่กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วของกระทรวงกลาโหมกัมพูชาช่วยลดความเข้าใจผิดและป้องกันการบานปลายของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ

ในอนาคต การสร้างกลไกการสื่อสารและความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

ที่มา – กลาโหมกัมพูชา ปัดข่าวเคลื่อนย้ายรถถัง ลั่นไม่ทำผิดข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

ฮุน เซน ชี้ ทหารสละชีพเพื่อชาติ ไม่แลกดินแดน

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

จากกรณีที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทหารทั้ง 18 นายที่ถูกจับกุม ได้ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว และรัฐบาลกัมพูชาจะไม่ใช้ดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ทำไมฮุน เซน ถึงกล่าวว่าทหารสละชีพเพื่อชาติ ไปแล้ว?

การที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของทหารที่ถูกจับกุม รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า กัมพูชาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อการต่อรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ เป็นการยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงครอบครัวของทหารที่ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ฮุน เซน ยืนยันว่าจะไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า กัมพูชาจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ที่มา – ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

อันวาร์คุยทรัมป์! ไทย-กัมพูชา พร้อม**เจรจาแก้ปัญหาชายแดน**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ ล่าสุด นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่าทั้งไทยและกัมพูชายังคงพร้อมที่จะใช้การเจรจาและการทูตเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะประธานหมุนเวียนของอาเซียน ได้มีการพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดในบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา โดยนายอันวาร์ได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางการเจรจา

อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ในข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว นายอันวาร์ระบุว่า เขาได้แสดงออกถึงความพร้อมของทั้งกัมพูชาและไทยที่จะยังคงเลือกใช้ช่องทางการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน และความพยายามทางการทูตเป็นเส้นทางสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ เขายังได้ยืนยันว่าทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ได้ตกลงกันไว้ภายใต้กรอบปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังได้แสดงความยินดีกับบทบาทที่กระตือรือร้นของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ติดต่อกับนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย เพื่อให้มั่นใจว่าความแตกต่างใด ๆ จะได้รับการจัดการอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรับประกันเสถียรภาพและความปรองดองในภูมิภาค

ประเด็นสำคัญที่นายอันวาร์เน้นย้ำคือ การที่ทั้งไทยและกัมพูชาเลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

ความสำคัญของการเจรจาแก้ปัญหาชายแดนนั้นอยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกัน ลดความตึงเครียด และป้องกันความขัดแย้งที่อาจบานปลาย การเจรจาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความยืดหยุ่นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ภาคประชาสังคม และประชาชนทั้งสองประเทศ การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ

แนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ
  • การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่านการเจรจาและการทูต
  • การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ

การเจรจาแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและยาวนาน การที่ทั้งสองประเทศยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการทูตเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการเจรจาคืบหน้าไปได้ด้วยดี

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเจรจาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสันติวิธีและยั่งยืน

ในอนาคต หวังว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา – อันวาร์คุย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำไทย-กัมพูชา พร้อมเจรจาแก้ปัญหาชายแดน

Scroll to top