สถานีบริการน้ํามัน

กรมการค้าภายในมอบป้ายสีทอง การันตีหัวจ่ายน้ำมันมาตรฐาน เติมเต็มลิตร

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้รถใช้ถนนเป็นประจำ หลายคนคงเคยมีความกังวลใจเวลาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มว่าเราจะได้น้ำมันครบตามจำนวนเงินที่จ่ายไปหรือเปล่า? ล่าสุดมีข่าวดีมาฝากครับ เพราะทางกรมการค้าภายในเขาเดินหน้าลุยโครงการ กรมการค้าภายในมอบป้ายสีทอง การันตีหัวจ่ายน้ำมันมาตรฐาน เติมเต็มลิตร เพื่อให้เรามั่นใจได้เลยว่าทุกครั้งที่หัวจ่ายแตะถังน้ำมัน จะได้รับปริมาณที่แม่นยำและเป็นธรรมที่สุด

กรมการค้าภายในมอบป้ายสีทอง การันตีหัวจ่ายน้ำมันมาตรฐาน เติมเต็มลิตร

โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันครั้งใหญ่ โดยกรมการค้าภายในได้มอบป้ายสัญลักษณ์ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน (Fuel Dispenser Verified)” ระดับสีทอง ให้กับปั๊มที่ผ่านเกณฑ์สุดเข้มข้นครับ สำหรับป้ายสีทองนั้นเปรียบเสมือนเครื่องหมายการันตีคุณภาพระดับสูงสุด ที่บอกให้ผู้บริโภคอย่างเราอุ่นใจได้ว่าปั๊มแห่งนี้มีการตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายอย่างสม่ำเสมอ

เกณฑ์สุดโหดกว่าจะได้ป้ายสีทองมาครอง

การที่ปั๊มไหนจะคว้าป้ายสีทองมาติดได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะครับ เพราะสถานีบริการจะต้อง:

  • ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกรมการค้าภายในอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องถึง 2 ปี
  • มีระบบทดสอบหัวจ่ายน้ำมันที่ได้มาตรฐานด้วยตนเองสม่ำเสมอ
  • ต้องมีถังตวง 5 ลิตรที่ผ่านการสอบเทียบตามรอบเวลา
  • พนักงานต้องผ่านการอบรมการทดสอบน้ำมันจากเจ้าหน้าที่โดยตรง

หากปั๊มไหนหย่อนยานหรือไม่ทำตามเงื่อนไข บอกเลยว่าโดนถอดสิทธิ์ทันที ดังนั้นเราจึงมั่นใจได้ว่าโครงการ กรมการค้าภายในมอบป้ายสีทอง การันตีหัวจ่ายน้ำมันมาตรฐาน เติมเต็มลิตร นี้ทำมาเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ใช้รถจริงๆ ครับ

ปัจจุบันมีปั๊มน้ำมันแบรนด์ชั้นนำมากมายเข้าร่วมโครงการกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งแบ่งระดับป้ายตามความพร้อม ตั้งแต่สีน้ำเงิน สีเงิน ไปจนถึงระดับสูงสุดคือสีทอง ซึ่งในอนาคตทางกรมการค้าภายในมีแผนจะขยายจำนวนปั๊มป้ายสีทองให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2570 เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานของประชาชนให้มากที่สุด

ในมุมมองของผู้บริโภค การที่มีภาครัฐเข้ามาตรวจสอบและมีสัญลักษณ์ชัดเจนแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดีมาก เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการโกงปริมาณน้ำมันแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันยกระดับบริการที่ดีขึ้น ครั้งหน้าเวลาขับรถผ่านปั๊ม ลองสังเกตป้ายสัญลักษณ์สีทองที่หัวจ่ายดูนะครับ จะได้สบายใจเวลาเติมน้ำมันทุกครั้ง! แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ เคยสังเกตป้ายพวกนี้เวลาเข้าปั๊มกันบ้างไหม? อย่าลืมแชร์บอกต่อเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้กับเพื่อนร่วมทางคนอื่นด้วยนะครับ

ที่มา – กรมการค้าภายในมอบป้ายสีทอง การันตีหัวจ่ายน้ำมันมาตรฐาน เติมเต็มลิตร

พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย สีทอง การันตีเติมเต็มลิตร

พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย สีทอง การันตีเติมเต็มลิตร สร้างความเชื่อมั่น

วันนี้ขอพาทุกคนไปอัปเดตเรื่องใกล้ตัวคนใช้รถครับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กำลังลุยโครงการใหญ่เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้พวกเราทุกคน นั่นคือโครงการ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเราเลี้ยวเข้าปั๊มน้ํามัน เราจะได้น้ำมันครบถ้วนตามจำนวนเงินที่จ่ายไปอย่างแน่นอน

ทำไมต้องป้ายสีทอง? ความเชื่อมั่นที่มากกว่าเดิม

รู้หรือไม่ครับว่าการที่ปั๊มน้ำมันจะได้ป้ายสีทองมาครองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะนี่คือระดับสูงสุดที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้น โดยสถานีบริการต้องรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่องนานถึง 2 ปี ต้องมีการทดสอบหัวจ่ายสม่ำเสมอ และที่สำคัญคือพนักงานต้องผ่านการอบรมจากกรมการค้าภายในมาแล้ว การที่ กรมการค้าภายใน หรือ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น แบบนี้ ช่วยให้เราเลือกใช้บริการได้อย่างมั่นใจมากขึ้นครับ

สำหรับเกณฑ์การพิจารณาเบื้องต้นที่สถานีบริการต้องมี ได้แก่:

  • มีการบำรุงรักษาและทดสอบหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนด
  • มีถังตวงมาตรฐานขนาด 5 ลิตร สำหรับใช้ตรวจสอบความแม่นยำ
  • มีทีมงานหรือพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมจากกรมการค้าภายในมาเป็นพิเศษ
  • ไม่มีประวัติการทำผิดกฎหมายว่าด้วยการชั่งตวงวัดในรอบระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ

ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่กว่า 12 บริษัททั่วประเทศเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานธุรกิจน้ำมันในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับใครที่กังวลเรื่องน้ำมันขาดเกิน ต่อไปนี้แค่สังเกตป้ายสัญลักษณ์ที่หน้าสถานีบริการ ก็ช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

เป้าหมายเพื่อผู้บริโภคในอนาคต

ทางกรมการค้าภายในตั้งเป้าว่าภายในปี 2569 จะมีปั๊มที่ได้รับป้ายสีทองเพิ่มขึ้นถึง 700 แห่ง และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย เพื่อให้ พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น เป็นมาตรฐานสากลที่ประชาชนทุกคนสามารถสัมผัสได้จริง

สำหรับผมมองว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะความมั่นใจของผู้บริโภคคือหัวใจของธุรกิจ หากเราได้รับบริการที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เราก็พร้อมที่จะสนับสนุน สถานีบริการที่ได้รับป้ายสีทองจึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับคนเดินทางครับ ครั้งต่อไปตอนแวะเติมน้ำมัน อย่าลืมสังเกตป้ายสีทองกันดูนะครับ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการเติมน้ำมันแต่ละครั้งมีความคุ้มค่ามากกว่าที่เคย

ที่มา – พาณิชย์ยกระดับหัวจ่ายน้ำมัน มอบป้าย “สีทอง” การันตีเติมเต็มลิตรสร้างความเชื่อมั่น

พีทีที สเตชั่น เปิดตลาดเติมสุข หนุนรายได้ท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนเวลาเดินทางไกล แวะพักที่ปั๊มน้ำมันไม่ใช่แค่การเติมพลังให้รถเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการหาของอร่อยหรือของฝากติดไม้ติดมือ วันนี้มีข่าวดีมาฝากครับ เพราะล่าสุด พีทีที สเตชั่น เปิดตลาดเติมสุข หวังลดภาระค่าครองชีพ หนุนรายได้ผู้ประกอบการท้องถิ่น อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็กๆ ได้มีพื้นที่ขายของโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าที่

พีทีที สเตชั่น เปิดตลาดเติมสุข หวังลดภาระค่าครองชีพ หนุนรายได้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ โดยทางกระทรวงพลังงานร่วมกับ OR ได้เปิดกิจกรรมตลาดเติมสุขขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่กลางให้ผู้ประกอบการในชุมชนนำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร และของดีประจำจังหวัดมาวางจำหน่ายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ซึ่งไม่ได้มีแค่ในที่เดียว แต่กำลังขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อให้เราได้เห็นว่าการเป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมันคือการเป็นศูนย์กลางของทุกคนในสังคมจริงๆ ครับ

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญกับชุมชน?

เมื่อ พีทีที สเตชั่น เปิดตลาดเติมสุข หวังลดภาระค่าครองชีพ หนุนรายได้ผู้ประกอบการท้องถิ่น กิจกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการแบ่งปันพื้นที่เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรใหญ่ นี่คือข้อดีที่น่าสนใจครับ:

  • ไม่มีค่าใช้จ่าย: ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ค้ารายย่อยได้มหาศาล
  • ทำเลทอง: การขายในปั๊มน้ำมันเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงสินค้าได้ง่ายและมากขึ้น
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: เป็นการส่งเสริมแนวคิด “ไทยช่วยไทย” ที่ยั่งยืน
  • สินค้าดีราคาถูก: ลูกค้าที่แวะมาได้ซื้อของดีในราคาประหยัด ช่วยลดค่าครองชีพไปในตัว

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับแนวคิด OR เติมโอกาส และวิสัยทัศน์ Living Community ที่อยากให้สถานีบริการฯ เป็นพื้นที่ของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงคนในพื้นที่กับผู้เดินทางเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่เติมพลังงานให้รถ แต่คือการเติมรอยยิ้มและรายได้ให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมไทยเราด้วย หากใครเดินทางผ่านสถานีบริการที่มีกิจกรรมนี้ ลองแวะอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นกันดูนะครับ เพราะนอกจากจะได้ของดีแล้ว ยังเป็นการสร้างความสุขให้พ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่อีกด้วย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบสนับสนุนสินค้าชุมชน หรือมองหาสถานที่เที่ยวเล็กๆ ระหว่างทาง อย่าลืมแวะชมตลาดเติมสุขที่ พีทีที สเตชั่น นะครับ เชื่อว่าคุณจะได้พบกับเสน่ห์ของสินค้าประจำจังหวัดที่หาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน

ที่มา – พีทีที สเตชั่น เปิดตลาดเติมสุข หวังลดภาระค่าครองชีพ หนุนรายได้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

มั่นใจน้ำมันเพียงพอสงกรานต์ นายกฯ ขอใช้พลังงานรู้คุณค่า

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ทุกคนเฝ้ารอคอย การเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นกิจกรรมสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่หลายคนกังวลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ ล่าสุด มั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ นายกฯ ขอประชาชนใช้พลังงานรู้คุณค่า โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ

มั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ นายกฯ ขอประชาชนใช้พลังงานรู้คุณค่า

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังจังหวัดสุโขทัย เพื่อตรวจสอบสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วง peak ของการเดินทาง โดยได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง ตรวจสต็อก พูดคุยกับผู้ประกอบการและประชาชน

ผลการตรวจสอบพบว่าสต็อกน้ำมันในพื้นที่สุโขทัยอยู่ในระดับดีเยี่ยม สามารถรองรับความต้องการได้เต็มที่ ไม่มีปัญหาคิวยาวหรือขาดแคลน นายกฯ กล่าวว่า “ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอทั้งขาไปและขากลับ สามารถเดินทางได้อย่างสบายใจ”

มาตรการรัฐบาลรองรับมั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์

รัฐบาลได้เตรียมการมาอย่างดีท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลก โดยมีมาตรการหลักดังนี้

  • จัดหาน้ำมันสำรองจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อป้องกันการขาดแคลน
  • บริหารจัดการสต็อกเชื้อเพลิงให้สมดุลทั่วประเทศ
  • กำกับดูแลโครงสร้างราคา ไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน
  • เฝ้าระวังพฤติกรรมกักตุนหรือชะลอขนส่งอย่างเข้มงวด
  • อำนวยความสะดวกโลจิสติกส์ เร่งกระจายน้ำมันสู่ทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ เพื่อรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ มั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ อย่างแท้จริง

ขอความร่วมมือใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า

แม้น้ำมันจะเพียงพอ แต่ นายกฯ ขอประชาชนใช้พลังงานรู้คุณค่า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงพลังงานระยะยาว นี่คือเคล็ดลับประหยัดน้ำมันที่ทุกคนทำได้

  • ตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง เช่น ลมยาง น้ำมันเครื่อง
  • ขับด้วยความเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบี่ยงบ่อย
  • ปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่จำเป็น ใช้พัดลมแทน
  • วางแผนเส้นทาง ลดการจราจรติดขัด
  • ใช้รถร่วมกันหรือขนส่งสาธารณะหากเป็นไปได้

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของไทยอีกด้วย

สรุปแล้ว ประชาชนสามารถเพลิดเพลินกับสงกรานต์ได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมัน แต่สิ่งสำคัญคือการช่วยกันอนุรักษ์พลังงาน มั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ นายกฯ ขอประชาชนใช้พลังงานรู้คุณค่า เป็นข้อความที่ทุกคนควรตระหนัก

คุณพร้อมเดินทางสงกรานต์อย่างประหยัดแล้วหรือยัง? ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ แล้วแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้ไอเดียกันต่อไป สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ!

ที่มา – มั่นใจน้ำมันเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ นายกฯ ขอประชาชนใช้พลังงานรู้คุณค่า

“อนุทิน” เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม ขอทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน

ในวันที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงยังคงตึงตัว “อนุทิน” เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม ขอทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน ได้กลายเป็นข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนหลายคน นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองและใกล้ชิดประชาชน โดยการเช่ารถยนต์ขับด้วยตัวเองลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแบบไม่แจ้งล่วงหน้า

“อนุทิน” เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม ขอทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 11.40 น. ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายกรัฐมนตรีได้สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมัน โดยพูดคุยกับเจ้าของปั๊มและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง ท่านบอกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นแล้ว แต่ยังต้องใช้พลังงานอย่างประหยัดและช่วยกันรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนัก

สถานการณ์น้ำมันในจังหวัดนครพนมปัจจุบัน

จังหวัดนครพนมมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงรวมกว่า 333 แห่ง โดยแบ่งเป็นปั๊มขนาดใหญ่ 72 แห่ง ในอำเภอธาตุพนมเองมีปั๊มขนาดใหญ่ 10 แห่ง สถานการณ์ดีขึ้นมาก น้ำมันดีเซลเริ่มกระจายปกติไปทุกอำเภอ ไม่มีการต่อคิวเหมือนช่วงก่อนหน้า น้ำมันชนิดอื่นๆ ก็บริการได้ตามปกติ นี่เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ เริ่มเห็นผล

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้จังหวัดนครพนมเพิ่มการประชาสัมพันธ์เรื่องการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่การเดินทางจะคึกคัก ต้องติดตามปริมาณน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

อนุทิน เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม
นายกฯ อนุทิน ลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน
สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมัน ธาตุพนม
อนุทิน พูดคุยกับเจ้าของปั๊ม
รณรงค์ประหยัดพลังงาน นครพนม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยตรวจสอบสถานการณ์จริง แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และประชาชน นอกจากนี้ “อนุทิน” เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม ขอทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน ยังกระตุ้นให้เราทุกคนคิดถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

เคล็ดลับประหยัดพลังงานจากนายกรัฐมนตรี

  • ขับรถด้วยความเร็วคงที่เพื่อลดการสิ้นเปลืองน้ำมัน
  • ตรวจเช็กระบบรถยนต์สม่ำเสมอ เช่น ลมยางและน้ำมันเครื่อง
  • ใช้รถสาธารณะหรือรวมเที่ยวเมื่อเป็นไปได้
  • ปิดเครื่องยนต์เมื่อจอดนานเกิน 1 นาที
  • รณรงค์ให้ครอบครัวและเพื่อนบ้านช่วยกัน

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการนำโดยการทำ เป็นผู้นำที่ไม่ยอมให้พิธีรีตองมาขวางกั้นการทำงานเพื่อประชาชน สถานการณ์น้ำมันที่ดีขึ้นในนครพนมเป็นผลจากความร่วมมือของทุกฝ่าย หากเราทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน อนาคตของประเทศจะยั่งยืนยิ่งขึ้น

คุณล่ะ มีวิธีประหยัดน้ำมันแบบไหนบ้าง? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยกันรณรงค์เพื่อชาติที่ประหยัดพลังงานนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” เช่ารถ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน จ.นครพนม ขอทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในระบบมีเพียงพอ ไม่มีการกักตุนหรือหายไปไหน โดยใช้ตัวเลขจริงจากแดชบอร์ดติดตามการรับ-ส่งน้ำมัน ตั้งแต่โรงกลั่น คลังสินค้า จนถึงปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

“นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

วันที่ 28 มี.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยย้ำว่ารัฐบาลมั่นใจเต็มที่ในปริมาณน้ำมันที่ให้บริการประชาชน เพราะมีระบบติดตามที่ชัดเจน ผ่านแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปคลัง จากคลังไปจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่ง) และจากจ๊อบเบอร์ไปยังปั๊มน้ำมันกว่า 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าไม่มีใครกักตุนน้ำมันแน่นอน

สถานการณ์น้ำมันดีขึ้น ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดรายงาน

นายกรัฐมนตรีเผยว่าจากการประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวานนี้ สถานการณ์โดยรวมดีขึ้นมาก มีน้ำมันบริการประชาชนเพียงพอ และได้สั่งการให้ผู้ว่าฯ ดูแลสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด แม้บางจังหวัดอาจยังมีปัญหาเล็กน้อย แต่ตัวเลขรับ-ส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังผู้รับทั่วประเทศใกล้เคียงกัน สูญเสียเพียงส่วนน้อยจากการขนส่งเท่านั้น ดังนั้น น้ำมันไม่หาย อย่างที่หลายคนกังวล

สำหรับคำถามเรื่องการขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 6 บาท นายกฯ ชี้แจงว่าราคาต้องอ้างอิงตลาดโลก รัฐบาลไม่ได้ขึ้นเพื่อให้ผู้ประกอบการกำไรมหาศาล แต่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันน้ำมันช่วยพยุงราคา หากลดราคาต่ำเกินไป จะเกิดปัญหาน้ำมันไหลออกนอกประเทศ เช่น รถขนส่งจากมาเลเซียแห่มาฉีดน้ำมันไทยเพราะราคาถูกกว่า ส่งผลให้คนไทยเข้าถึงยากขึ้น

  • ราคาน้ำมันไทยถูกกว่ามาเลเซีย ทำให้รถต่างชาติมาฉีดเต็มถัง
  • รัฐบาลปรับราคาให้สมดุล เพื่อป้องกันการไหลออก
  • กองทุนน้ำมันลดภาระจาก 24 บาทเหลือ 16 บาทต่อลิตร

กองทุนน้ำมันช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่น

ปัจจุบันรัฐบาลตรึงพยุงราคาที่ 16 บาทต่อลิตร จากเดิม 24 บาท โดยไทยใช้น้ำมันวันละ 60 ล้านลิตร ทำให้กองทุนได้เงินเข้าอุ้มราว 1,500 ล้านบาทต่อวัน จากการประหยัดของประชาชน เงินส่วนนี้จะนำไปช่วยเหลือกลุ่มขนส่ง ประมง เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม แทนการอุ้มราคาน้ำมันอย่างเดียว ซึ่งไม่ยั่งยืนในระยะยาว

นายกฯ ยังย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ค้ากำไรให้เอกชน แต่เน้นสมดุลราคาให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ทุกฝ่ายต้องร่วมมือประหยัดน้ำมัน เช่น ลดการใช้รถส่วนตัว ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เพื่อรับมือวิกฤตโลกที่ไม่แน่นอน

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องต่อคิวเติมน้ำมัน เพราะระบบติดตามเข้มข้น และน้ำมันจะเข้าถึงปั๊มกว่า 1 หมื่นแห่งภายในสิ้นสัปดาห์นี้ตามคำสั่งนายกฯ

สรุปแล้ว การชี้แจงของนายกรัฐมนตรีช่วยคลายกังวลได้มาก “นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของรัฐบาล หากคุณมีประสบการณ์เติมน้ำมันช่วงนี้ แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันเพื่อวางแผนการใช้รถให้ดี!

ที่มา – “นายกฯ” ระบุ น้ำมันไม่หาย ตัวเลขรับ-ส่งใกล้เคียงกัน มั่นใจมีเพียงพอ

“อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ สกัดน้ำมันเถื่อน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในวงการพลังงานกันบ้างนะครับ เรื่อง “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน นี่เอง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือท่านนายกฯ ของเราที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงภายใน สั่งการด่วนให้ กอ.รมน. เข้มงวดทุกภาคส่วน เพื่อหยุดยั้งปัญหาการลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนที่กำลังทำให้ราคาน้ำมันในประเทศพุ่งปรี๊ดและประชาชนเดือดร้อนหนักเลยทีเดียว

“อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ท่านนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. ออกคำสั่งให้ทุกหน่วยงานบูรณาการกัน ตรวจสอบระบบน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศแบบเข้มข้น ป้องกันการกักตุนและลักลอบขนย้ายออกนอกประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันผันผวนหนัก พวก “ไอ้โม่ง” หรือพวกลักลอบพวกนี้เอาเปรียบประชาชน หากินกับส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างในและต่างประเทศน่ะครับ

มาตรการนี้ครอบคลุม 3 ระยะ ชัดเจน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จรดปลายน้ำ ทำให้ระบบทั้งห่วงโซ่โปร่งใสและมั่นคงมากขึ้น มาดูรายละเอียดกันเลย

ขั้นตอนการขันน็อต 3 ระยะตามคำสั่ง “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน.

  • ต้นทาง: โรงกลั่น – มอบหมายให้ ศปป.4 กอ.รมน. ติดตามการผลิตและจัดการน้ำมันจากโรงกลั่นทุกแห่งให้ถูกกฎหมาย ตรวจสอบไม่ให้มีการผลิตเกินหรือกักตุนแบบผิดปกติ
  • กลางทาง: ขนส่งและด่านชายแดน – กอ.รมน. จังหวัดและภาคสั่ง ปูพรมตรวจเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอ่อนไหว สกัดขบวนการลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อนที่มักใช้รถบรรทุกหรือช่องทางลับ
  • ปลายทาง: สถานีบริการน้ำมัน – ส่งชุดตรวจสอบร่วมจากหน่วยงานต่างๆ สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ป้องกันการกักตุนและขายผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังกำชับให้รายงานผลปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการได้ผลจริง ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ นะครับ พวกเราที่เติมน้ำมันทุกวัน คงโล่งใจถ้าวงจรไอ้โม่งพวกนี้ถูกตัดขาด เพราะตอนนี้ราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน ผันผวนจากปัจจัยโลก แต่ถ้ามีการลักลอบออกนอก สต็อกในประเทศก็ขาด ส่งผลให้ราคาขึ้นอีก!

ปัญหาน้ำมันเถื่อนนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ มานานแล้ว โดยเฉพาะด่านชายแดนที่มีช่องโหว่ พวกขบวนการใหญ่ลักลอบส่งไปประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาถูกกว่า แล้วนำส่วนต่างมากำไรมหาศาล ประชาชนอย่างเราก็ต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทางทุกอย่าง มาตรการนี้จึงสำคัญมาก ช่วยรักษาเสถียรภาพระบบพลังงาน สร้างความโปร่งใส และป้องกันการเอาเปรียบ

ในมุมมองผมนะครับ มาตรการ “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถ้าทำต่อเนื่องและลงโทษหนัก พวกโม่งคงถอยกรูด ช่วยให้ราคาน้ำมันนิ่งขึ้น ประชาชนประหยัดเงินได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับมาตรการนี้ล่ะครับ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังบ่นเรื่องน้ำมันแพง ช่วยกันติดตามผลการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ด้วยนะครับ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงจริง!

ที่มา – “อนุทิน” สั่ง กอ.รมน. ขันน็อต 3 ระยะ บี้โรงกลั่น-ด่านชายแดน สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเถื่อน

เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง สถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบหนักต่อราคาพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า รัฐสภาของเยอรมนีจึงเร่งผ่านร่างกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมราคาน้ำมันที่พุ่งปรี๊ด เพื่อปกป้องประชาชนจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2569 สภาผู้แทนราษฎรเยอรมนีได้อนุมัติร่างมาตรการเบื้องต้นในชุดนโยบายเชื้อเพลิง เพื่อสกัดกั้นราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมาตรการหลักคือ จำกัดให้ปั๊มน้ำมันปรับราคาได้วันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น นโยบายนี้เสนอโดยพรรค CDU และ SPD ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้กับน้ำมันเบนซินและดีเซลทุกประเภท หากผ่านสภาอย่างเป็นทางการ

รายละเอียดมาตรการคุมราคาน้ำมันของเยอรมนี

มาตรการนี้กำหนดชัดเจนว่าสถานีบริการน้ำมันจะปรับราคาขึ้นได้เพียงครั้งเดียวต่อวัน เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการปรับราคาแบบย่อยความถี่สูงที่ทำให้ผู้บริโภคตามไม่ทัน รัฐสภาออกแถลงการณ์ยืนยันว่ามาตรการจะช่วยลดความผันผวนของราคา และบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าที่พุ่งสูงเนื่องจากสงครามอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เยอรมนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดในยุโรป กำลังเผชิญปัญหาค่าใช้จ่ายพลังงานที่บานปลาย ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง นโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่คุมราคา แต่ยังช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ตามรอยออสเตรีย: แบบอย่างมาตรการคุมราคาน้ำมัน

เยอรมนีเลียนแบบออสเตรียที่ใช้มาตรการคล้ายกันมาตั้งแต่ปี 2554 โดยออสเตรียจำกัดการปรับราคาในเวลาเที่ยงวัน ล่าสุดเดือนนี้ ออสเตรียยกระดับคุมเข้มขึ้น อนุญาตปรับราคาได้เพียง 3 วันต่อสัปดาห์ คือ จันทร์ พุธ ศุกร์ เพื่อรับมือสถานการณ์สงครามอิหร่านโดยตรง ผลลัพธ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันในออสเตรียผันผวนน้อยลง ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ชัดเจน

  • ปรับราคาได้วันละครั้ง เวลา 12.00 น.
  • ใช้กับน้ำมันทุกประเภท
  • เลียนแบบออสเตรียที่ประสบความสำเร็จ

มาตรการเยียวยาจากประเทศยุโรปอื่นๆ

ไม่ใช่เยอรมนีประเทศเดียวที่เดือดร้อน สเปนประกาศแพ็กเกจพลังงาน 5 พันล้านยูโร โดยนายกฯ เปโดร ซานเชซ เพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันที่ขาดแคลน ขณะที่กรีซภายใต้นายกฯ คิเรียกอส มิตโซทากิส ให้เงินอุดหนุนน้ำมัน ปุ๋ย และลดค่าตั๋วเฟอร์รี่ ประเทศยุโรปหลายแห่งกำลังเร่งหาทางออก เพื่อลดแรงกดดันต่อประชาชนและธุรกิจ

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามอิหร่านไม่เพียงกระทบภูมิภาคนั้น แต่ลามถึงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรปที่นำเข้าน้ำมันกว่า 90% ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาน้ำมันจะยังสูงต่อเนื่อง จนกว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย

ในมุมมองของผู้เขียน เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง ถือเป็นก้าวสำคัญที่สมดุลระหว่างการควบคุมราคาและกลไกตลาดเสรี ช่วยให้ประชาชนไม่เดือดร้อนมากเกินไป แนะนำให้ติดตามพัฒนาการเพิ่มเติม เพราะอาจมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันในไทยด้วย หากคุณมีประสบการณ์เรื่องราคาน้ำมันพุ่ง แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – เยอรมนีเดินหน้ามาตรการคุมราคาน้ำมัน หลังสงครามทำต้นทุนพุ่งสูง

“กรมธุรกิจพลังงาน” จับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี สร้างความฮือฮาในแวดวงพลังงาน เมื่อกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บุกจับคอกน้ำมันเถื่อน 3 แห่งในจังหวัดสระบุรี พบการกักตุนน้ำมันดีเซลและเบนซินจำนวนมาก รวมกว่า 31,299 ลิตร ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง กรมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภคและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาด

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี: แดชบอร์ดติดตามปริมาณน้ำมันดิบ

ก่อนหน้าการจับกุมดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ชี้แจงเกี่ยวกับแดชบอร์ดระบบติดตามปริมาณน้ำมันดิบที่เข้าสู่โรงกลั่นในประเทศไทย ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และโรงกลั่นต้องรายงานข้อมูลทุกวัน ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม พบว่าน้ำมันดิบนำเข้าจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

  • ตะวันออกกลาง 53%
  • ตะวันออกไกล 11%
  • ผลิตในประเทศ 9%
  • สหรัฐอเมริกาและอเมริกาตะวันออก รวม 27%

น้ำมันดิบเหล่านี้เข้าสู่โรงกลั่น สามารถกลั่นเป็นดีเซลพื้นฐาน (B0) ได้ 65.12 ล้านลิตร โดยยังไม่ได้ผสมไบโอดีเซล ปัจจุบันสต็อกดีเซลพื้นฐานทั่วประเทศอยู่ที่ 868 ล้านลิตร และเบนซินพื้นฐาน 408 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของตลาด

การกระจายน้ำมันดีเซลจากถังเก็บ

น้ำมันดีเซลพื้นฐานจากถังเก็บแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ส่วนที่ 1: จำหน่ายให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว ประมาณ 3.024 ล้านลิตร
  • ส่วนที่ 2: ขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 สำหรับอุตสาหกรรม เช่น ไฟฟ้าและก่อสร้าง 2.04 ล้านลิตร
  • ส่วนที่ 3: ผลิตไบโอดีเซล B7 และ B100 รวม 90.7 ล้านลิตร สต็อกรวม 43 ล้านลิตร

จากนั้นน้ำมันพร้อมจำหน่ายถูกส่งไปยังสถานีบริการน้ำมัน ภาคอุตสาหกรรม และราชการ โดยใช้รถบรรทุก รถไฟ และเรือ ส่งไปคลังภูมิภาคและจ๊อบเบอร์ 7.28 ล้านลิตร ผู้ค้ามาตรา 7 ส่งสถานีบริการ 78.964 ล้านลิตร แสดงให้เห็นว่าการกระจายน้ำมันมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาขาดแคลน

รายละเอียดการจับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก

กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี เกิดขึ้นหลังได้รับเบาะแส โดยร่วมกับดีเอสไอ ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 บุกตรวจคอกน้ำมันเถื่อนในตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี หมู่ 7, 10 และ 11 พบดังนี้

ปริมาณน้ำมันในแต่ละคอก

  • คอกที่ 1: น้ำมันดีเซล 7,840 ลิตร
  • คอกที่ 2: น้ำมันดีเซล 3,859 ลิตร + 600 ลิตร
  • คอกที่ 3: น้ำมันดีเซล 8,000 ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 7,000 ลิตร, E20 2,000 ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 91 2,000 ลิตร

รวมทั้งหมด 31,299 ลิตร ซึ่งเป็นการกักตุนและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ผิดกฎหมายพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน จะดำเนินการตรวจสอบและฟ้องร้องผู้กระทำผิดให้ถึงที่สุด

ความสำคัญของการปราบปรามการกักตุนน้ำมัน

การกักตุนน้ำมันเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาด ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน การที่กรมธุรกิจพลังงาน จับคอกน้ำมัน สระบุรี แสดงถึงความเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการรักษาความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน สต็อกน้ำมันที่มีมากพอช่วยยืนยันว่าไม่มีวิกฤตขาดแคลน แต่ต้องปราบปรามผู้ไม่หวังดี

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การใช้แดชบอร์ดดิจิทัลช่วยเพิ่ม transparency ทำให้ติดตาม supply chain ได้แบบเรียลไทม์ ลดช่องโหว่การทุจริต หากประชาชนพบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น คอกน้ำมันเถื่อนหรือราคาผิดปกติ ควรแจ้งเบาะแสทันทีที่กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อช่วยกันรักษาเสถียรภาพ

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารพลังงานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และประหยัดน้ำมันด้วยการใช้วิธีขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสต็อกน้ำมันหรือกฎหมายพลังงาน สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์กรมธุรกิจพลังงานได้เลย

ที่มา – “กรมธุรกิจพลังงาน” เผย ร่วมมือดีเอสไอ จับคอกน้ำมัน สระบุรี 3 คอก กักตุนดีเซล – เบนซิน

Scroll to top