สถาบันพระปกเกล้า

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกระแสเรื่องการลดโลกร้อนกันมาสักพักใหญ่แล้วนะครับ แต่วันนี้มีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เพราะล่าสุด สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของหน่วยงานระดับประเทศในการหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังครับ

สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสององค์กรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดมาปรับใช้ภายในสถาบันฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ ในครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ในการเดินหน้าสู่สังคม Net Zero

เป้าหมายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงพิธีการเท่านั้น แต่มีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:

  • การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในการจัดการทรัพยากรภายในสถาบัน
  • การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรและเครือข่าย
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
  • การเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเรียนรู้เรื่องการจัดการคาร์บอนต่ำ

ความสำเร็จจากการที่ สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ จะช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจต่อโลกมากขึ้น ซึ่งการบูรณาการระหว่าง ‘ความรู้’ จากสถาบันพระปกเกล้า และ ‘เทคโนโลยี’ จาก ปตท. ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยั่งยืนครับ

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ หากทุกองค์กรหันมาเอาจริงเอาจังแบบนี้ เชื่อว่าอนาคตสีเขียวของประเทศไทยอยู่ไม่ไกลแน่นอนครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า จับมือ ปตท. ยกระดับเป็นองค์กรต้นแบบคาร์บอนต่ำ

พระปกเกล้าโพลเผยคนไทยกว่าครึ่งมอง ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยจริง

มุมมองประชาชนต่อโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้จริงไหม?

เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในช่วงนี้สำหรับผลสำรวจจากสถาบันพระปกเกล้า หรือ “พระปกเกล้าโพล” ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยต่อโครงการรัฐบาลอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าโครงการนี้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน โดยผลสำรวจระบุว่าคนไทยเกินครึ่งมองว่าโครงการนี้ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้จริง โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ที่แสดงความพึงพอใจสูง

เสียงสะท้อนจากประชาชนต่อการดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส

จากการสำรวจตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศกว่า 2,000 คน พบประเด็นที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับสัดส่วนการร่วมจ่าย 60/40 โดยประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าความเหมาะสมในระดับนี้ถือว่ารับได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงสะท้อนจากพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคอีสานที่มองว่าความช่วยเหลือนั้นอาจจะยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในพื้นที่ของตน นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า:

  • ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 51.4% เชื่อมั่นว่าโครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้
  • การใช้สิทธิต่าง ๆ กว่า 95.5% ถูกนำไปใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
  • ผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่าครึ่งใช้วงเงินหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าค่าครองชีพในยุคปัจจุบันมีความกดดันสูง

ความน่าสนใจของ ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของตัวเลขสัดส่วนการจ่าย แต่ยังรวมไปถึงความแตกต่างในการเข้าถึงสิทธิแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทางภาครัฐควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมในอนาคต

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ผลจากพระปกเกล้าโพลครั้งนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่ดีว่าโครงการรัฐควรมีการยืดหยุ่น ยิ่งเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ใช้วงเงินหมดอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอกย้ำว่าภาระค่าครองชีพนั้นไม่เคยรอใคร การที่รัฐหันมาฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจังแบบนี้ จะช่วยให้การออกแบบนโยบายในอนาคตแม่นยำและโดนใจคนไทยมากขึ้นครับ

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าโครงการนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นจริงหรือไม่ หรืออยากให้รัฐปรับเปลี่ยนส่วนไหนเพิ่มเติม มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ เพื่อให้เสียงของพวกเราทุกคนส่งไปถึงผู้กำหนดนโยบายให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

ที่มา – “พระปกเกล้าโพล” เผยผลสำรวจคนไทยเกินครึ่งมอง “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้

พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับการเลือกตั้งที่หลายคนจับตามอง ล่าสุดสถาบันพระปกเกล้าได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 25 ซึ่งถือเป็นข้อมูลสำคัญก่อนถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยผลสำรวจนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะมีประเด็นเรื่อง พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ ในการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ และ สก. ได้อย่างชัดเจน

วิเคราะห์เจาะลึก พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค

จากการสำรวจประชาชนกว่า 1,600 ตัวอย่างทั่วกรุงเทพฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนกรุงเกือบครึ่งมีการศึกษาข้อมูลนโยบายอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือก แสดงให้เห็นว่านโยบายเริ่มมีความสำคัญมากกว่ากระแสเพียงอย่างเดียว โดยผลสรุปที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค นั้นชี้ให้เห็นว่า คะแนนเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ ไม่ได้ยึดติดอยู่กับสังกัดพรรคการเมืองเหมือนในอดีต แต่ตัวบุคคลและนโยบายเป็นปัจจัยหลักที่คนเลือก

สนามผู้ว่าฯ กับคะแนนนิยมส่วนบุคคล

สำหรับสนามผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงได้รับความนิยมสูงในหลายกลุ่มการเมือง ในขณะที่สนาม สก. นั้น พรรคประชาชนดูเหมือนจะมีคะแนนนำ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เพราะผู้สมัครอิสระและกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจยังมีจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ยืนยันได้จากประเด็นที่ว่า พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบชัชชาตินำข้ามฐานพรรค ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้สมัครต้องขยันลงพื้นที่และนำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง

  • คนเลือก สก. เน้นนโยบายมากกว่าพรรคถึง 34.9%
  • สนาม สก. ยังมีความผันผวนสูงเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 38.3% ยังเปิดใจรับฟังนโยบายใหม่ๆ
  • การเลือกตั้งครั้งนี้วัดกันที่ความสามารถในการแปลงกระแสความนิยมให้กลายเป็นคะแนนจริงที่คูหา

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนจากผลสำรวจเท่านั้น ความจริงที่จะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา หากผู้สมัครแต่ละท่านสามารถสื่อสารสิ่งที่ประชาชนต้องการได้อย่างโดนใจและตรงประเด็น ดังนั้น ช่วงโค้งสุดท้ายนี้จึงเป็นโอกาสทองสำหรับทุกทีมที่จะต้องเร่งแสดงวิสัยทัศน์เพื่อคว้าใจคนกรุงให้ได้มากที่สุดครับ

ที่มา – พระปกเกล้าโพลเผยผลสำรวจก่อนโค้งสุดท้าย พบ“ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค

KPI Poll เผย ชัชชาติ ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง

เชื่อว่าวินาทีนี้คอการเมืองไทยคงจับตามองสถานการณ์สนามกทม. กันอย่างใกล้ชิด ล่าสุดสถาบันพระปกเกล้าได้ปล่อยข้อมูลชุดใหม่ผ่าน KPI Poll ครั้งที่ 23 ที่ทำเอาหลายคนต้องหันมามองตัวเลขกันอีกรอบ กับหัวข้อที่ว่า “KPI Poll” เผย “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้ ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความน่าสนใจของทิศทางเมืองหลวงในปี 2569 นี้

“KPI Poll” เผย “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,600 คนทั่วกรุงเทพฯ พบข้อมูลที่น่าสนใจอย่างมากว่าคนกทม. ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 61.8 มีแนวโน้มจะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองมากกว่า สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าชาวเมืองหลวงต้องการผู้บริหารที่มีความเป็นกลาง มีความคล่องตัว และพร้อมแก้ปัญหามากกว่าการยึดติดกับเกมการเมืองระดับพรรค

เจาะลึกความน่าจะเป็นจากผลสำรวจ

แม้ว่าในภาพรวมผลสำรวจระบุชัดเจนว่า “KPI Poll” เผย “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้ เพราะหากเราเจาะไปที่รายเขตพื้นที่ จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจดังนี้:

  • เขตชั้นใน: มีคะแนนความไม่แน่ใจหรือยังไม่ตัดสินใจสูงที่สุดถึง 26.8%
  • เขตชั้นกลาง: มีแนวโน้มเทใจให้ผู้สมัครอิสระมากถึง 29.3%
  • เขตชั้นนอก: คะแนนเริ่มเอนเอียงไปทางพรรคฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ยังวิเคราะห์ได้ยากคือกลุ่มคนที่ยัง “ไม่ตัดสินใจ” ซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูงในทุกเขตพื้นที่ ทำให้ผู้สมัครแต่ละคนยังมีโอกาสช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานคะแนนนิยมเดิมเพียงอย่างเดียว

หากเรามองไปที่ฐานเสียงของส.ก.เดิม จะเห็นภาพที่น่าสนใจว่าแม้ “KPI Poll” เผย “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้ ในหลายพื้นที่ แต่หากดูในกลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล ผู้สมัครอย่าง ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร กลับได้รับความสนใจมากกว่า สิ่งนี้ตอกย้ำว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในยุคปัจจุบัน คือการเลือกที่ตัวบุคคลและความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่าการพึ่งพาเพียงแค่กระแสพรรคการเมือง

บทสรุปที่ได้จากโพลครั้งนี้เตือนใจนักการเมืองทุกคนว่า “เสียงลังเล” คือสมรภูมิสำคัญ ผู้สมัครคนไหนสามารถออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่ของแต่ละเขตชั้นได้ดีกว่า และแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนจากคะแนนที่ยังไม่ตัดสินใจให้กลายเป็นคะแนนสนับสนุนได้สำเร็จ ความนิ่งนอนใจในคะแนนนำในขณะนี้ อาจไม่ใช่เครื่องการันตีชัยชนะที่แท้จริง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ที่มา – “KPI Poll” เผย “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้

ไทยรัฐจับมือสถาบันพระปกเกล้า เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวกรุงเทพฯ หลายคนกำลังเฝ้ารอวันสำคัญที่จะถึงนี้ กับการตัดสินใจเลือกผู้นำเมืองหลวงคนใหม่ ล่าสุดไทยรัฐ และสถาบันพระปกเกล้า ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้สนุกและน่าติดตามยิ่งกว่าที่เคย

ร่วมขับเคลื่อนการเลือกตั้งผ่านแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

การจับมือกันระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐกับหน่วยงานวิชาการอย่างสถาบันพระปกเกล้า ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอข่าวสารทั่วไป แต่เป็นการนำข้อมูลเชิงลึกผ่าน KPI Poll มาตีแผ่ให้คนเมืองหลวงได้เข้าถึงง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด “ช้อยส์ที่ใช่ ข้อมูลที่ชัวร์” เพื่อนๆ จะได้พบกับการนำเสนอถึง 5 แกนคอนเซปต์หลักที่เปลี่ยนเรื่องนโยบายที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว

ทำความรู้จักกับ 5 หัวใจสำคัญของแคมเปญ เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง

แคมเปญนี้ได้เตรียมเนื้อหาที่เข้มข้นจัดจ้านผ่านหน้าจอไทยรัฐทีวี ช่อง 32 และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • รายการเกมคุมเมือง: พลิกโฉมเวทีดีเบตให้เป็นควิซโชว์สุดสนุก ช่วยให้เราเข้าใจวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตแต่ละคนได้แบบย่อยง่าย
  • Data-Driven Social Pulse: เจาะลึกดัชนีชี้วัดความพึงพอใจด้วย Big Data เพื่อตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังที่คนกรุงพบเจอทุกวัน
  • Deep Investigative Analysis: วิเคราะห์ลึกถึงกึ๋นทุกสมรภูมิการเมืองจากมุมมองวิชาการ
  • Systemic Policy Debate: พื้นที่ระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร
  • Real-time Election Night: อัปเดตผลคะแนนสดๆ แบบวินาทีต่อวินาทีในวันเลือกตั้ง

ร้อยเอก ดร. จารุพล เรืองสุวรรณ ได้กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การเลือกตั้งมีความหมายและยั่งยืน โดยลดความวุ่นวายจากวาทกรรมเลือกข้าง แล้วหันมาโฟกัสที่การตัดสินใจด้วยข้อมูลและนโยบายที่จับต้องได้จริง ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองหลวงของเรา ในขณะที่ทางฝั่งไทยรัฐเองก็ได้เตรียมความพร้อมจัดเต็ม ทั้งการนำเสนอนโยบายจากแคนดิเดต และการเปิดเผย Exit Poll เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพรวมก่อนปิดหีบ

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่คนกรุงเทพฯ จะได้แสดงพลังอำนาจอธิปไตยอย่างสร้างสรรค์ อย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารจากแคมเปญนี้กันนะครับ เพราะทุกคะแนนเสียงของคุณมีความหมายต่อทิศทางของกรุงเทพฯ ในอีกหลายปีข้างหน้า ขอให้ทุกคนมาร่วมใช้สิทธิ์ใช้เสียงเพื่อกำหนดอนาคตเมืองที่คุณรักไปด้วยกันครับ

ที่มา – ไทยรัฐ-สถาบันพระปกเกล้า จับมือทำแคมเปญ “เลือก ผู้ว่าฯ กทม. อีกสักตั้ง”

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

เรียกได้ว่าเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่น่าประทับใจยิ่ง เมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้ผนึกกำลังกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง SIRIVANNAVARI จัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติสุดพิเศษภายใต้ชื่อ “A Legacy in Bloom: Designing Royal Heritage Across Generations” ซึ่งถือเป็นการนำเสนอความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านงานออกแบบที่ร่วมสมัยและทรงคุณค่า

ภายในงาน สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทย โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้ออกแบบและถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์

รายละเอียดความวิจิตรบรรจงในแต่ละชิ้นงาน

สำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • เนคไทสำหรับนักศึกษาชาย: ใช้สีเขียวประจำสถาบันพระปกเกล้า โดดเด่นด้วยลายดอกไอริสสีเหลืองสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI
  • เนคไทสำหรับผู้บริหาร: มาในโทนสีดำสุดสง่างามและน่าเชื่อถือ
  • ผ้าพันคอสำหรับนักศึกษาหญิง: งดงามด้วยลายวาด “ต้นประดู่” พรรณไม้ประจำรัชกาลที่ 7 ที่ดูละมุนและมีเอกลักษณ์

การที่ สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการผลิตของที่ระลึกธรรมดา แต่คือการบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์การศึกษาและวัฒนธรรมไทยที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00-16.00 นาฬิกา (หยุดวันจันทร์) มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานมรดกอันล้ำค่าและสัมผัสงานศิลปะไทยไปพร้อมกับเรา เพราะงานนี้คุ้มค่าแก่การเข้าชมจริงๆ ครับ

ที่มา – สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI จัดงานเทิดพระเกียรติ เผยโฉมผ้าพันคอและเนคไทรุ่นพิเศษ

KPI โพล ชี้คนกทม.เลือกผู้ว่าฯซื่อสัตย์ตรวจสอบได้

จากผลสำรวจล่าสุด KPI โพล ชี้ คนกทม. จะเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ ที่ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่กำลังมองหาผู้ว่าฯคนใหม่ สถาบันพระปกเกล้าได้ทำโพลเสียงประชาชนในพื้นที่กทม. จำนวน 1,600 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป ระหว่าง 8-11 พ.ค. 2567 เพื่อดูว่าเราอยากเห็นผู้ว่าฯแบบไหน และปัญหาเมืองหลวงที่อยากให้แก้ไขมากที่สุด

KPI โพล ชี้ คนกทม. จะเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ ที่ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้

ผลโพลชัดเจนเลยนะครับ เมื่อถามว่าคุณลักษณะสำคัญที่สุดในการเลือกผู้ว่าฯ ร้อยละ 28.2% บอกว่าต้อง ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ สูงสุดเลย รองลงมาใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.0% อยากได้คนที่มีนโยบายชัดเจนและทำได้จริง ส่วนอันดับอื่นๆ ได้แก่:

  • เข้าใจปัญหาคนกรุงเทพฯ (16.7%)
  • มีผลงานเป็นรูปธรรม (8.9%)
  • มีประสบการณ์บริหารงาน (4.0%)
  • มีความคิดใหม่ๆ ทันสมัย (3.6%)
  • ทำงานร่วมกับหลายฝ่ายได้ (3.0%)
  • สังกัดพรรคที่น่าเชื่อถือ (1.7%)
  • อื่นๆ (5.9%)

เห็นได้ชัดว่าคนกทม. ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสสูงสุด เพราะปัญหาคอร์รัปชันในอดีตทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจแล้ว

ปัญหาหนักใจอันดับต้นๆ ของคนกรุง

ส่วนปัญหาสำคัญ 3 อันดับแรกที่คนกทม. มองว่าสำคัญมาก ได้แก่:

  • น้ำท่วมขังและการระบายน้ำ (74.3%)
  • ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน (73.3%)
  • ฝุ่น PM2.5 และมลภาวะอากาศ (73.2%)

ตามด้วยการจราจร-ขนส่งสาธารณะ (66.1%) และจัดการขยะ-ความสะอาด (65.8%) ถ้าดูตามพื้นที่ เขตชั้นนอกหนักสุด เช่น น้ำท่วม 89.6%, จราจร 87.8%, ฝุ่น 85.9% เขตชั้นกลางก็คล้ายกัน น้ำท่วม 86.3%, ฝุ่น 75.3% แต่เขตชั้นในเบากว่า จราจรแค่ 47.2%, น้ำท่วม 54.4% แต่ฝุ่นกับความปลอดภัยยังสูง

ที่น่าตกใจคือ ถ้าเลือกแค่ปัญหาเดียวที่อยากให้ผู้ว่าฯเร่งแก้ที่สุด อันดับ 1 คือ การจราจรและระบบขนส่งสาธารณะ (17.8%) รองลงมา ฝุ่น PM2.5 (13.8%), ความปลอดภัย (12.9%), คนไร้บ้าน/ผู้เปราะบาง (12.3%), น้ำท่วม (12.1%)

ข้อมูลนี้สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้นำที่ไม่ใช่แค่พูดเก่ง แต่ต้องซื่อสัตย์และแก้ปัญหาจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานอย่างน้ำ จราจร และสิ่งแวดล้อม หากผู้สมัครคนไหนโฟกัสตรงนี้ น่าจะได้คะแนนจากโพลนี้แน่นอน

คุณคิดยังไงกับผลโพลนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวเลือกตั้งกทม. เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ อย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์เลือกผู้ว่าฯที่ตรงใจนะครับ!

ที่มา – KPI โพล ชี้ คนกทม. จะเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ ที่ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลักสูตรใหม่นี้จากสถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่แค่การอบรมธรรมดา แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ โดยคัดเลือกบุคคลรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาพัฒนาทักษะทุกด้าน

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

วันที่ 25 เมษายน 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์ข้อความชี้แจงอย่างละเอียดถึงปมดราม่าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์เกี่ยวกับหลักสูตร TopForm 001 ซึ่งถูกวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยยืนยันว่าหลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองไทย แทนที่จะเป็นการพัฒนาผู้นำที่มีตำแหน่งอยู่แล้วแบบเดิมๆ ที่มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลง

หลักสูตรนี้คัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 63 คน ที่มีศักยภาพสูง โดยฝึกอบรมตั้งแต่ความรู้กฎหมายเลือกตั้ง ธรรมเนียมพิธีการรัฐ ไปจนถึงทักษะการสื่อสารและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สังคมไทยมีตัวเลือกผู้นำที่มีคุณภาพ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้ แต่การขัดเกลาบางส่วนให้เข้าสู่ตำแหน่งจริงก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญในคำชี้แจงของเลขาฯ พระปกเกล้า

  • การเปลี่ยนแนวคิดหลักสูตร: จากการอบรมคนที่มีตำแหน่งแล้ว มาสู่การปั้นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้าสู่การเมืองจริง
  • การคัดเลือกที่หลากหลาย: กรรมการไม่ใช่แค่นักวิชาการ แต่รวมสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร เพื่อสะท้อนทุกขั้วอำนาจในสังคมไทย
  • ความสวยงามของประชาธิปไตย: เน้นกรรมการที่ “สะท้อนทุกฝ่าย” ไม่ใช่ “ถูกใจทุกฝ่าย” เพราะการเมืองต้องอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นต่าง

นายอิสระย้ำว่า เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของหลักสูตรนี้ TopForm 001 อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างผู้นำที่เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย

ทำไม TopForm 001 ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย

สถาบันพระปกเกล้าซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้นำมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคปัจจุบันที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้งและปัญหาโครงสร้าง การมีผู้นำรุ่นใหม่ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะทักษะที่ไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิชาการ แต่รวมถึงการสื่อสารที่ทรงพลังและความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเข้าสู่อำนาจในโลกจริง

ดราม่าที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังสูงของสังคมต่อสถาบันนี้ และคำชี้แจงของเลขาฯ พระปกเกล้าก็ช่วยคลายข้อสงสัยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องกรรมการคัดเลือกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังครอบคลุมการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เช่น การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การจัดการวิกฤต และจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเป็นผู้นำที่ไม่เพียงเก่ง แต่ยังมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

ในมุมมองของผู้เขียน เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาการเมืองไทยอย่างยั่งยืน หากสังคมให้โอกาสและสนับสนุน หลักสูตรนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับโครงการอื่นๆ ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับหลักสูตร TopForm 001? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

“มงคล” โชว์วิชั่น IPU ตุรกี เชิญพระปกเกล้าแขกพิเศษ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเด่นในวงการการเมืองระหว่างประเทศกันเลยนะครับ! “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ เป็นหัวข้อที่กำลังฮือฮา เพราะแสดงให้เห็นถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา หรือ IPU ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) โดยคณะไทยเน้นเดินทางขนาดเล็กสุด เพื่อประหยัดงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล แต่ผลงานกลับอลังการมาก!

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

บรรยากาศในงานอบอุ่นสุดๆ นายมงคลได้พบปะประธาน IPU เลขาธิการ และประธานรัฐสภาภูฏาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ผ่าน “ทูตรัฐสภาเชิงรุก” ซึ่งเป็นแนวทางหลักของรัฐสภาไทย สิ่งที่พิเศษสุดคือ ครั้งนี้ IPU เชิญ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมในฐานะแขกพิเศษเป็นครั้งแรก! จัดที่นั่ง VIP ลำดับแรกเลย ก่อนผู้แทนประเทศอื่นๆ ตามตัวอักษร นับเป็นเกียรติยศสูงมากสำหรับประเทศไทย

“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ
ภาพบรรยากาศ “มงคล” ที่ IPU ตุรกี สถาบันพระปกเกล้า VIP

ไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุม PTI-IPU เดือนตุลาคม

นอกจากนี้ ที่ประชุม PTI IPU ยังตกลงเชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพประชุมสำนักงานเลขาธิการ PTI-IPU ครั้งที่ 1 ที่ไทยในเดือนตุลาคม 2567 เลขาธิการสถาบันตอบรับทันที และหลายประเทศขอเข้าร่วมแล้ว สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของไทย จะได้แสดงศักยภาพบนเวทีสากล

ถ้อยแถลงสุดปังของนายมงคลบนเวทีใหญ่

นายมงคลขึ้นกล่าวในห้องประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมความหวัง สร้างสันติภาพที่มั่นคง และอำนวยความยุติธรรมเพื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเน้นว่ารัฐสภาต้องสร้างความยุติธรรมครอบคลุม ท่ามกลางความท้าทายโลกอย่าง AI ที่ก้าวกระโดด ต้องปฏิรูปกฎหมาย สวัสดิการ ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มการศึกษาและทักษะให้เยาวชน

รัฐสภาไทยยังมีส่วนรับรองมติสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่

  • บทบาทรัฐสภาในการจัดการความขัดแย้งหลังสงคราม และฟื้นฟูสันติภาพยั่งยืน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เป็นธรรม ต่อต้านกีดกันการค้าและเลี่ยงภาษี
นายมงคล กล่าวสุนทรพจน์ IPU ตุรกี
“มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี

IPU หรือ Inter-Parliamentary Union เป็นองค์กรระหว่างรัฐสภาที่เก่าแก่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1889 มีสมาชิกกว่า 180 ประเทศ การที่ไทยและสถาบันพระปกเกล้าได้รับเกียรติแบบนี้ แสดงถึง soft power ของเราที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการทูตรัฐสภา นายมงคลทำหน้าที่ได้อย่างมืออาชีพ โชว์วิชั่นที่ตอบโจทย์ปัญหาโลกได้ตรงจุด

ในมุมมองผม การเข้าร่วม IPU ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปร่วมงาน แต่เป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากเครือข่ายทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความขัดแย้งเยอะแบบนี้ คิดดูสิ ถ้าเยาวชนไทยได้ทักษะ AI จากนโยบายที่นายมงคลผลักดัน ก็น่าจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลได้เยอะเลย

คุณคิดยังไงกับการโชว์วิชั่นของ “มงคล” บนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวดีของไทยบนเวทีโลกกันเถอะ!

ที่มา – “มงคล” โชว์วิชั่นบนเวที IPU ที่ตุรกี เชิญสถาบันพระปกเกล้าเป็นแขกพิเศษ

Scroll to top