สมชัย ศรีสุทธิยากร

จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ภาคประชาชนชวนร่วมตรวจสอบ

จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับปัญหาชีวิตของประชาชนมากที่สุด ล่าสุด ภาคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทุกคน โดยมี รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน เช่น We Watch, iLaw และ Vote62 ร่วมมือกันตรวจสอบในทุกขั้นตอน

รศ.ปริญญา เน้นย้ำว่า ประชาชนทุกคนคือเจ้าของเสียงที่สำคัญ การที่ภาคประชาชนต้องออกมารวมตัวกัน จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา ในปีนี้ ก็เพื่อป้องกันข้อสงสัยและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เหมือนกับการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะความกังวลเรื่องบัตรเขย่งหรือการนับคะแนนที่ไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชนในคูหา

ความโปร่งใสที่ประชาชนต้องร่วมมือกัน

นอกจากนี้ รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมในการเลือกตั้ง โดยมองว่า กกต. ควรใช้โอกาสนี้ในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้การจัดการเลือกตั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าหลายส่วนต้องให้ภาคประชาชนเข้ามาดำเนินการเอง ดังนั้น การ จับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องการเห็นการจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ช่องทางในการร่วมสังเกตการณ์ของประชาชนมีมากมาย ได้แก่:

  • การถ่ายภาพและบันทึกคลิปวิดีโอหน้าหน่วยเลือกตั้ง
  • การใช้แอปพลิเคชันหรือเครื่องมือ AI ช่วยตรวจสอบผลการนับคะแนน
  • การทักท้วงเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบเห็นความไม่ชอบมาพากลในขั้นตอนการนับคะแนน
  • การเปิดเผยผลคะแนนในระดับหน่วยเพื่อให้ตรวจสอบได้จากหลายช่องทาง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ การเลือกตั้งเป็นสิทธิที่ทรงพลังที่สุดที่คุณมี อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านสูญเปล่าเพราะความไม่โปร่งใส การออกไปใช้สิทธิ์คือจุดเริ่มต้น แต่การร่วมกันตรวจสอบจะทำให้นโยบายที่ท่านเลือกสะท้อนถึงการพัฒนาเมืองที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง พลังของประชาชนทุกคนเปรียบเสมือนดวงตาแห่งความยุติธรรมที่จะร่วมกันรักษาเจตจำนงของบ้านเมืองไว้

ที่มา – ภาคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้ง กทม.-เมืองพัทยา “ปริญญา” ขอทุกคนร่วมกันสังเกตการณ์

“สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69

ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทย เมื่อ “สมชัย” หรือนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” เดินทางบุกไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อทวงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งปี 2569 ที่ติดตั้งบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนที่ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด

“สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69

เหตุการณ์ “สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69 นี้ เกิดจากข้อสงสัยเรื่องการใส่บาร์โค้ด (Barcode) และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจถูกนำไปสืบค้นข้อมูลผู้ลงคะแนนได้ สร้างความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหลักการเลือกตั้งลับ นายสมชัยได้ยื่นหนังสือขอข้อมูลรวม 20 รายการ เช่น มติ กกต. ที่สั่งให้ใส่รหัสเหล่านี้ ระเบียบ คำสั่ง และเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ที่เกี่ยวข้อง หากไม่พบข้อกำหนดในเอกสารเหล่านี้ จะตั้งคำถามถึงอำนาจที่ กกต. ใช้ออกคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบัตรเลือกตั้งต้องปกป้องความลับของผู้ลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ หากบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังบุคคลได้ จะกระทบต่อเสรีภาพในการเลือกตั้ง นายสมชัยยินดีมอบข้อมูลนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญนำไปพิจารณาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อความโปร่งใส

ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69 ส่อโยงสิทธิส่วนบุคคล

การใส่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 69 ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก เนื่องจากอาจใช้ติดตามการลงคะแนนของแต่ละคน ซึ่งขัดกับหลักการเลือกตั้งลับตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังอาจละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่เพิ่งบังคับใช้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเลือกตั้งชี้ว่า หากพิสูจน์ได้ว่า กกต. ใช้อำนาจนอกเหนือมติ จะนำไปสู่การฟ้องร้องได้

  • มติ กกต. เกี่ยวกับการใส่บาร์โค้ดและ QR Code
  • เอกสาร TOR จัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
  • รายละเอียดสัญญากับผู้รับจ้าง
  • รายงานการทดสอบระบบบัตร
  • เอกสารอื่นๆ รวม 20 รายการที่นายสมชัยร้องขอ

นอกจากนี้ นายสมชัยยังอัปเดตความคืบหน้าคดีที่ กกต. ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทพวกเขา ผ่านไป 3 เดือนแล้วแต่ยังไม่มีการออกหมายเรียกจากกองปราบปราม แต่รายชื่อผู้ถูกฟ้องหลุดออกสู่สาธารณะ สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ พวกเขาจึงเตรียมฟ้องกลับ กกต. และบุคคล 10 คน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาความโปร่งใสของ กกต. ในอดีตที่มีข้อครหามากมาย เช่น การเลือกตั้ง 2566 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ตรวจสอบใหม่ การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น เรียกร้องระบบเลือกตั้งที่เชื่อถือได้

จากมุมมองของผู้เขียน การบุกทวงเอกสารของสมชัยเป็นก้าวสำคัญสู่การตรวจสอบอำนาจรัฐ หาก กกต. ปฏิเสธเปิดเผย จะยิ่งเพิ่มข้อสงสัย ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิเลือกตั้งของทุกคน

คำแนะนำ: หากคุณสนใจประเด็นการเลือกตั้งไทย ติดตามข่าวสารล่าสุดและแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกัน!

ที่มา – “สมชัย” บุก กกต. ทวงเอกสารพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 69 จี้เผยปมใส่บาร์โค้ดส่อโยงสิทธิส่วนบุคคล

อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล

ประเด็นร้อนทางการเมืองและเทคโนโลยีล่าสุดที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง คือ อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการแถลงข่าวกล่าวหาว่าข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านรายชื่อรั่วไหลจากกรมการปกครองและถูกขายในตลาดมืด สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดเหตุการณ์นี้ให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมข้อมูลครบถ้วนเพื่อให้คุณเข้าใจบริบททั้งหมด

อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้มอบอำนาจให้นายจีราวัฒน์ พรหมเหมา เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจบางพลัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยกล่าวหานายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน

ข้อกล่าวหาหลัก ได้แก่ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา บอกเล่าความเท็จที่ทำให้ประชาชนตื่นตกใจ รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ 2560 และความผิดทางอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนรับแจ้งความและดำเนินการต่อไปแล้ว

สาเหตุที่นำไปสู่การแจ้งความ

ทุกอย่างเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ซึ่งมีเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่งเผยแพร่หัวข้อ “สมชัย – 2 ผู้เชี่ยวชาญไอที แฉ ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกขายในตลาดมืด” โดยอ้างว่าข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง รั่วไหลมานานกว่า 3 สัปดาห์ หลังจากระบบถูกแฮกเกอร์เจาะ และกรมแก้ไขช่องโหว่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปขายในตลาดมืด ทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองยืนยันว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นเท็จและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง การเผยแพร่เช่นนี้นำความเสียหายมาสู่องค์กร ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจจากประชาชน และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร์และการเลือกตั้ง

ผู้ถูกแจ้งความและบทบาทของแต่ละคน

  • นายสมชัย ศรีสุทธิยากร: อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ผู้มีชื่อเสียงจากประเด็นตรวจสอบการเลือกตั้งในอดีต มักออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองและเลือกตั้ง
  • นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์: ผู้อำนวยการดีโหวต สังกัดมหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งดิจิทัล
  • นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์: CEO Domecloud บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ชำนาญด้านความปลอดภัยข้อมูล

ข้อกล่าวหาโดยละเอียด

  • หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-328
  • นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14
  • ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

กรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้อมูลรั่วไหลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนเผยแพร่ โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอมหรือข้อมูลเท็จแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่าย กรมการปกครองซึ่งรับผิดชอบทะเบียนบ้านและผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 50 ล้านราย ต้องรักษาความลับและความถูกต้องของข้อมูลให้ได้ เพื่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในหน่วยงานรัฐ หากระบบถูกเจาะจริงจะกระทบรุนแรงต่อความมั่นคง แต่ในครั้งนี้กรมยืนยันว่าไม่มีเรื่องรั่วไหลจริง และได้แก้ไขระบบล่วงหน้าแล้ว ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่าการตรวจสอบข้อมูลรั่วไหลต้องใช้หลักฐานทางเทคนิค เช่น IP log หรือ forensic analysis ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง

จากมุมมองของเรา กรณี อธิบดีปกครองแจ้งความ อ.สมชัย ปมข้อมูลเลือกตั้งรั่วไหล นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญสำหรับทุกคนที่เผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะเรื่อง sensitive อย่างข้อมูลส่วนบุคคล ควรตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างรอบคอบ มิเช่นนั้นอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายได้

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้? คิดว่าการอ้างข้อมูลรั่วไหลแบบนี้สมควรถูกดำเนินคดีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ข้อมูลเชิงลึก: ในประเทศไทย ปัญหาข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น กรณีข้อมูลประชาชนรั่วจากหน่วยงานรัฐหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนที่ผู้ถูกแจ้งความเชี่ยวชาญ อาจช่วยป้องกันได้ในอนาคต แต่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

“สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล

ในเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ “สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้นำหลักฐานสำคัญมาประกาศต่อสาธารณะ สร้างคำถามใหญ่ต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นประเด็นที่กระทบต่อความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53 ล้านคน

“สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญไอทีสองท่าน ได้แก่ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี blockchain ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พวกเขาเดินทางมายื่นหลักฐานใหม่ในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนำไปเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังแจ้งให้ กกต. ตรวจสอบข้อมูลรั่วไหลที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

ที่มาของหลักฐานการรั่วไหล

นายสมชัย กล่าวด้วยความตกใจว่า ข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับตรวจสอบการลงคะแนน ได้รั่วไหลออกมา กกต. เคยยืนยันว่าข้อมูลทั้งสามส่วนหลัก ได้แก่

  • บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว
  • ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง
  • บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ถูกแยกเก็บอย่างมิดชิด ไม่มีทางรวมกันได้ แต่ตอนนี้บัญชีรายชื่อจากกรมการปกครองรั่วไหลแล้ว ทำให้การเลือกตั้งอาจไม่เป็นความลับอีกต่อไป

นายธนารัตน์ เผยว่า การรั่วไหลเกิดตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการเจาะระบบกรมการปกครอง ข้อมูล 52.9 ล้านรายชื่อถูกนำไปขายในตลาดมืดพร้อมโค้ดเจาะระบบ ในราคาเพียง 200 บาท หลักฐานชัดเจนมาก พวกเขาจึงยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อใช้ในคดีบาร์โค้ด ข้อมูลนี้เข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป แต่ตอนนี้ใครๆ ก็ซื้อได้ และรั่วไหลมานานกว่า 3 สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะแก้ไขเมื่อ 14 กุมภาพันธ์

การเชื่อมโยงข้อมูลที่อันตราย

นายธรรม์ธีร์ ยืนยันว่าข้อมูลนี้ถูกใช้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งจนจบ เมื่อรวมกับ QR code และบาร์โค้ดบนบัตรที่สื่อถ่ายไว้ รวมถึงกระดาษจดลำดับเลขผู้มีสิทธิที่กรรมการหน่วยเลือกตั้งแจก (เปรียบเสมือนต้นขั้ว) หากมิจฉาชีพจับคู่ข้อมูลทั้งหมด จะรู้ได้ทันทีว่าผู้ใดเลือกใคร

ตามระเบียบ กกต. กระดาษจดลำดับและเหล็กเสียบถือเป็นวัสดุทั่วไป ไม่ได้เก็บอย่างเข้มงวด จึงเสี่ยงถูกขโมยไปใช้ประโยชน์ สร้างความเสียหายให้ประชาชน 53 ล้านคน พวกเขาจึงเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบว่าวัสดุเหล่านี้อยู่ครบหรือไม่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคดีบาร์โค้ดที่ยังรอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน หากข้อมูลรวมกันจริง อาจพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและไม่เป็นความลับตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ

การรั่วไหลครั้งนี้เปิดโปงช่องโหว่ด้าน cybersecurity ของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะข้อมูล sensitive อย่างรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งควรปกป้องสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ blockchain เพิ่มความมั่นคงในอนาคต เพื่อป้องกันการโจมตีแบบนี้

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับจะทำลายความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย ประชาชนควรติดตามคดีนี้ใกล้ชิด และเรียกร้องให้หน่วยงานปรับปรุงระบบโดยด่วน หากคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็อย่าลืมตรวจสอบสิทธิตัวเองและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลให้ดี!

ที่มา – “สมชัย” ยื่นหลักฐานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล อ้างเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ

“สมชัย” คาดศาลรธน.ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดติดอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยคะแนน 6:3 และให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ความเห็นในรายการไทยรัฐนิวส์รูม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 ว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้จะไม่น่าจะตื่นเต้นใน 15 วันแรก เพราะต้องรอเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการขอขยายเวลา ศาลน่าจะใช้เวลาไต่สวนอีก 7 วัน และวินิจฉัยอีก 7 วัน ทำให้ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายอนุทิน แสดงศักยภาพการบริหารงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้

รศ.สมชัย ยังย้ำว่า กกต.ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการและองค์กร ต้องรับผิดชอบเต็มตัว แม้จะอ้างว่าเป็นข้อเสนอจากโรงพิมพ์ แต่ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากกกต.อยู่ดี

มุมมองจากนายจตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่าทุกขั้นตอนต้องไม่เกิน 1 เดือน โดยกกต.น่าจะขอขยายเวลา 15 วัน และศาลอาจอนุญาต ทำให้รวมเวลาเป็น 1 เดือน จากนั้นศาลจะตัดสินว่าสส.ทั้ง 499 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แม้เหตุการณ์ดูเหมือนชัดเจน แต่ศาลอาจไม่ตัดสินแบบเบ็ดเสร็จ นายจตุพร ชี้ให้เห็นความเห็นที่แตกต่างจากนักกฎหมายชื่อดังอย่างศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่บอกว่าไม่โมฆะ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่าโมฆะ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานปัจจุบัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เห็นผล หากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.จะกระทบหนัก

กลยุทธ์ดึงเกมการเมือง

รศ.สมชัย วิเคราะห์เกมการเมืองว่า อาจมีกระบวนการดึงเวลาให้ยาวที่สุด โดยแต่ละฝ่ายจะเสนอพยานจำนวนมาก เช่น 30-40 ปาก เพื่อยืดไต่สวน ศาลอาจขยายเวลาเป็น 1-1.5 เดือน ดังนั้น รัฐบาล สภา ข้าราชการ ต้องเร่งทำงานเต็มที่ อย่าเกียร์ว่าง เพราะประเทศไทยรอไม่ได้ หากกกต.เสนอพยานเต็มที่ ศาลอาจรับแค่ 0-2 คนเท่านั้น

  • ไทม์ไลน์คาดการณ์: 15 วันชี้แจง + 7 วันไต่สวน + 7 วันวินิจฉัย = 1 เดือน
  • ความเสี่ยง: หากขยายเวลา อาจถึง 1.5 เดือน ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • คำแนะนำ: รัฐบาลแสดงผลงานการบริหาร ประชาชนจับตากระบวนการยุติธรรม

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง หากบัตรมีคิวอาร์โค้ดจริง อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สร้างความไม่แน่นอนให้การเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นบททดสอบระบบเลือกตั้งไทย หากศาลตัดสินเร็วตามที่ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด จะช่วยให้การเมืองเดินหน้าต่อได้เร็ว คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนักหลายกระทง

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามที่ กกต. มอบอำนาจ การให้ปากคำครั้งนี้เป็นการเติมเต็มเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วนจากการแจ้งความครั้งแรก โดยทั้งสองท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมากนัก นายครรชิตเดินเข้าพบเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ บอกสั้นๆ ว่า “มากับทนายครับ”

พื้นหลังของเหตุการณ์แจ้งจับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคล 6 คนถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง กกต. จึงแจ้งข้อหาต่างๆ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), และมาตรา 322 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือว่าน้ำหนักหนัก สะท้อนถึงความจริงจังของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหา เพราะพนักงานสอบสวนกำลังรอสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนก่อน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ไม่นิ่งนอนใจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ถูกระบุชื่อ จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และยืนยันข้อเท็จจริง ว่าสอดคล้องกับที่ กกต. ระบุหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งในกระบวนการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การเมืองท้องถิ่นร้อนระอุ การเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาวเกิดจากปัญหาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของหน่วยงานรัฐ กกต. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากนักกฎหมายและนักการเมืองที่วิเคราะห์ว่า ข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักถูกใช้ในกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบเสรีภาพการแสดงออก หากคดีนี้เดินหน้า อาจกลายเป็น précédent สำคัญสำหรับคดีการเมืองในอนาคต

  • กกต. กำลังให้ความร่วมมือเต็มที่กับตำรวจ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมโต้แย้งข้อเท็จจริง
  • ประชาชนรอผลสอบสวนที่โปร่งใส

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้ประชาชนหมดศรัทธา

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งไทย

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

สมชัย เตรียมเปิดตัว กองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย นั่นคือ กองทุนสู้ กกต. ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังจะเปิดตัว เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถูก กกต. ฟ้องร้องคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใหม่และกิจกรรมทางการเมือง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาหนักๆ ที่ออกมาในสื่อ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนจากหน่วยงาน

กองทุนสู้ กกต. คืออะไร และช่วยเหลืออย่างไร

กองทุนสู้ กกต. เป็นโครงการระดมทุนจากประชาชนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อการดำเนินคดีจาก กกต. โดยเฉพาะคดีอาญาที่อาจทำให้เสียเวลา เสียรายได้ และค่าใช้จ่ายมหาศาลในการสู้คดี นายสมชัยย้ำชัดว่า กองทุนนี้ไม่ใช่ของตัวเขาเอง แต่บริหารโดยกรรมการ 5 คนที่มีชื่อเสียงในสังคมภาคประชาชน และจะทำงานยาวนานถึง 10 ปี เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่กองทุนจะช่วยได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายทนายความในการสู้คดีอาญา
  • เงินประกันตัว หากถูกจับกุม
  • สนับสนุนผู้ที่ขาดรายได้ระหว่างสู้คดี ซึ่งอาจยืดเยื้อหลายปี
  • หากพบการกระทำมิชอบของ กกต. จะช่วยฟ้องกลับด้วย

นายสมชัยชี้แจงว่า เงินทุกบาทจะโปร่งใส ไม่แตะต้องโดยเขาเอง และกองทุนช่วยเฉพาะคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งต้องจัดการเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นเรื่องประชาชนช่วยประชาชนล้วนๆ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีรายละเอียดชัดเจน

วัตถุประสงค์หลักของ กองทุนสู้ กกต.

เป้าหมายใหญ่คือลดต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาชนที่อาจถูกกลั่นแกล้งจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ กกต. ถูกมองว่ามีแนวโน้มฟ้องร้องเพิ่ม เช่น คดีชลบุรีและคันนายาว นี่คือการรวมพลังประชาชนเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์สู้คดีอย่างเท่าเทียม

สมชัยยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค. ขอข้อมูลข้อกล่าวหา

ก่อนเปิดตัวกองทุน นายสมชัยเตรียมยกทีมประชาชนที่ถูกกล่าวหาไปพบเจ้าหน้าที่กองปราบปรามปราม ในวันที่ 12 มีนาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในข่าวต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เช่น ข้อกล่าวหาอะไร ใครเป็นผู้แจ้ง และเป็นจริงหรือไม่ เพราะข่าวที่ออกมารุนแรงมาก เช่น ขัดขวางการเลือกตั้ง ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ผิด ม.116 หรือแม้กระทั่งอั้งยี่ซ่องโจร แต่ กกต. ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ

หากไม่ได้รับข้อมูลชัดเจน จะเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งตัวเขาและประชาชนที่เกี่ยวข้อง สมชัยตั้งคำถามตรงๆ ว่า ข่าวเหล่านี้มาจากไหน และหวังว่ากองปราบจะให้ข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยให้สังคม

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการใช้คดีเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง ในอดีตสมชัยเองเคยเป็น กกต. มาก่อน จึงรู้ระบบดี และมองว่านี่คือต้นทุนที่ไม่ยุติธรรมหากปล่อยให้ประชาชนสู้ลำพัง

บริบทการเลือกตั้งและบทบาท กกต.

ย้อนไปกรณีเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่ กกต. มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย แต่ถูกวิจารณ์ว่าละเอียดเกินไป จนนำไปสู่การแจ้งความจำนวนมาก ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ อาจไม่มีทรัพยากรสู้คดี ทำให้ กองทุนสู้ กกต. กลายเป็นความหวังใหม่ในการถ่วงดุลอำนาจ

จากประสบการณ์ของผมในฐานะนักติดตามข่าว การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้เกิดกองทุนช่วยเหลืออื่นๆ ในอนาคต ช่วยให้ประชาชนกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยไม่กลัวถูกฟ้อง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความโปร่งใสใน กกต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า กองทุนสู้ กกต. คือก้าวสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพ หากคุณหรือคนรู้จักเจอปัญหานี้ ลองติดตามอัปเดตจากนายสมชัย และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย ถ้าชอบเนื้อหา กดไลค์ ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวสารการเมืองแบบเจาะลึกต่อไปครับ!

ที่มา – อดีต กกต. “สมชัย” เตรียมเปิดตัวกองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชนถูกฟ้อง จ่อยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค.

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่จ่าย 70 ล้าน

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน เป็นข่าวดีที่สร้างความโล่งใจให้กับหน่วยงานรัฐและประชาชนผู้เสียภาษี หลังจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีที่นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงาน กกต. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมดอกเบี้ยกว่า 70 ล้านบาท จากกรณีแจกใบส้มและสั่งตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง 1 ปี ในเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้แสดงความยินดีกับ กกต. ชุดปัจจุบันและชุดที่แล้ว ในการแถลงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยชี้ว่าคำพิพากษานี้คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ กกต. ต้องทำงานรอบคอบมากขึ้นในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงคดีความยืดเยื้อที่เสียทั้งเวลาและเงินทอง โดยคดีนี้กินเวลากว่า 8 ปี

ที่มาของคดี “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน

ย้อนกลับไปในปี 2562 ระหว่างการเลือกตั้ง ส.ส. นายสุรพลถูก กกต. แจกใบส้มฐานละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ทำให้ถูกตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง 1 ปี สุรพลไม่ยอมและฟ้อง กกต. เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นละเมิด สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง ทำให้ กกต. รอดพ้นจากการจ่ายเงินหลวง 70 ล้านบาท

นายสมชัยมองว่าคำตัดสินนี้จะเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องของ กกต. ในอดีต และเพิ่มความมั่นใจให้ กกต. ชุดใหม่กล้าตัดสินใจแจกใบเหลือง ใบแดง หรือใบส้ม กับผู้ทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น โดยไม่กลัวถูกฟ้องร้อง สิ่งนี้สำคัญมากในระบบประชาธิปไตยไทย ที่การเลือกตั้งต้องโปร่งใสและปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด

บทเรียนจากคดีนี้สำหรับ กกต. และการเลือกตั้งไทย

  • ความรอบคอบในการพิจารณาคดี: กกต. ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนตัดสิน เพื่อลดความเสี่ยงถูกฟ้อง
  • เพิ่มความมั่นใจ: คำพิพากษาจะทำให้เจ้าหน้าที่กล้าปราบทุจริตมากขึ้น
  • ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน: เงิน 70 ล้านสามารถนำไปพัฒนาการเลือกตั้งได้
  • ป้องกันคดียืดเยื้อ: ลดภาระศาลและหน่วยงาน

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนปัญหาในระบบเลือกตั้งไทยที่ผู้สมัครบางรายพยายามใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงโทษ โดยในอนาคต กกต. ควรปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กำหนดเกณฑ์ใบส้มที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เพื่อป้องกันการถูกโต้แย้ง

การเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา กกต. ก็เผชิญคดีคล้ายๆ กันหลายครั้ง แต่คำตัดสินล่าสุดนี้ถือเป็นชัยชนะสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้สถาบันการเลือกตั้ง สมชัยยังย้ำว่า จากนี้ กกต. จะไม่ทำให้เกิดปัญหาแบบนี้อีก โดยจะพิจารณาทุกเคสอย่างละเอียดถี่ถ้วน

สำหรับประชาชน คำตัดสินนี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังคงปกป้องความถูกต้อง และเงินภาษีของเราจะไม่ถูกใช้จ่ายไปโดยพลการ ในยุคที่การทุจริตเลือกตั้งยังเป็นปัญหาใหญ่ การมี กกต. ที่เข้มแข็งจึงจำเป็นยิ่ง

สุดท้ายแล้ว คำพิพากษานี้ไม่เพียงทำให้ “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ระบบการเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดว่าคำตัดสินนี้จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของ กกต. อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันนะครับ

ที่มา – “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน ชี้ เป็นบทเรียนให้ทำงานรอบคอบมากขึ้น

“เจษฎ์” ตอบรับคำเชิญ ร่วมสังเกตการณ์จำลองเลือกตั้งกับ “สมชัย” พรุ่งนี้

“เจษฎ์” ตอบรับคำเชิญ ร่วมสังเกตการณ์จำลองเลือกตั้งกับ “สมชัย” พรุ่งนี้ เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมืองไทย โดยนายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรครักชาติ (รช.) ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ เพื่อช่วยหาข้อบกพร่องในระบบเลือกตั้ง

“เจษฎ์” ตอบรับคำเชิญ ร่วมสังเกตการณ์จำลองเลือกตั้งกับ “สมชัย” พรุ่งนี้

วันที่ 3 มีนาคม 2567 นายเจษฎ์ โทณะวนิก ได้รับเชิญจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ร่วมสังเกตการณ์การจำลองการทดสอบระบบเลือกตั้งที่อาคารสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ แม้ว่าการทดลองนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งจริงไปแล้ว ซึ่งตามหลักควรทำก่อนเพื่อป้องกันปัญหา

นายเจษฎ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในเมื่อได้รับเชิญมาก็อยากจะไปดู” เขาชี้ให้เห็นว่ากระบวนการทดสอบควรเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งจริง เพื่อตรวจสอบปัญหา ข้อบกพร่อง และจุดที่ต้องปรับปรุง แต่ครั้งนี้กลับมาทีหลัง ทำให้ดูเหมือนผิดไทม์ไลน์การทำงาน

เหตุผลที่ “เจษฎ์” ยอมรับคำเชิญแม้ไทม์ไลน์ผิดเพี้ยน

แม้จะมีความเห็นต่างเรื่องเวลา แต่เจษฎ์ก็พร้อมเข้าร่วม เพราะมีข้อติงจากสังคมเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมา เช่น การเลือกตั้งลับหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือเปล่า นอกจากนี้ สมชัยที่เคยเป็นกกต. และสว.ที่มีเจตนาดี จะช่วยให้ได้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขระบบ

  • ตรวจสอบระบบการลงคะแนนลับ
  • หาข้อบกพร่องในกระบวนการนับคะแนน
  • ปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องมือเลือกตั้ง
  • รับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาที่ผ่านมา แต่ยังเป็นบทเรียนสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในระบบมากขึ้น

ความสำคัญของการจำลองเลือกตั้งในบริบทการเมืองไทย

การเลือกตั้งไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต การแทรกแซง หรือระบบที่ไม่สมบูรณ์ การที่ “เจษฎ์” ตอบรับคำเชิญ ร่วมสังเกตการณ์จำลองเลือกตั้งกับ “สมชัย” พรุ่งนี้ จึงเป็นสัญญาณบวก แสดงถึงความร่วมมือระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่กับผู้เชี่ยวชาญเก่า

พรรครักชาติ (รช.) ภายใต้การนำของเจษฎ์ มุ่งเน้นนโยบายชาตินิยมและแก้ปัญหาความไม่โปร่งใสทางการเมือง การเข้าร่วมครั้งนี้จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้พรรค และอาจนำไปสู่ข้อเสนอปฏิรูปกกต. ในอนาคต

นอกจากนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร มีประสบการณ์ยาวนานในวงการเลือกตั้ง เคยชี้ปัญหาหลายครั้ง ทำให้การสังเกตการณ์ครั้งนี้มีน้ำหนัก หากพบข้อบกพร่องจริง จะผลักดันให้แก้ไขได้ทันท่วงที

ในมุมมองของผู้เขียน การจำลองเลือกตั้งหลังเหตุการณ์จริงอาจช้าไป แต่ก็ดีกว่าไม่ทำเลย มันแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน สุดท้ายแล้ว ระบบเลือกตั้งที่สุจริตจะนำไปสู่รัฐบาลที่เข้มแข็ง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขึ้น ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “เจษฎ์” ตอบรับคำเชิญ ร่วมสังเกตการณ์จำลองเลือกตั้งกับ “สมชัย” พรุ่งนี้

Scroll to top