สหรัฐอเมริกา

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐฯ กันนะครับ เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม เป็นข่าวร้ายที่ทำให้หลายคนใจหายใจคว่ำ เพราะไม่ใช่แค่สูญเสียชีวิตคน แต่ยังก่อให้เกิดไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วอีกด้วย

เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเทือกเขาของรัฐนิวเม็กซิโก เมื่อเครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทางการแพทย์ ซึ่งให้บริการโดยบริษัท Trans Air Medevac ออกเดินทางจากสนามบิน Roswell Air Center มุ่งหน้าสู่ Sierra Blanca Regional Airport แต่แล้วก็ขาดการติดต่อจากเรดาร์และวิทยุสื่อสารกะทันหัน สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ FAA ยืนยันว่าเครื่องบินตกกลางหุบเขา ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 4 คนเสียชีวิตทั้งหมด

จุดตกของเครื่องบินอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงชัน เต็มไปด้วยโขดหินที่เข้าถึงยากมาก ทีมกู้ภัยต้องเดินเท้าเข้าไปเกือบครึ่งไมล์กว่าจะถึงซากเครื่อง ซึ่งพบช่วงเช้าตรู่ราว 08.00-09.00 น. นอกจากนี้ แรงกระแทกจากการตกยังจุดประกายไฟลุกท่วมทันที และลุกลามไปในป่าโดยรอบ จนกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่

ไฟป่าลุกลามรวดเร็วจากเครื่องบินแพทย์ตก

เจสัน เบิร์นส์ ผู้จัดการเขตลินคอล์น เปิดเผยว่า ไฟป่าที่เกิดจาก เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม ได้แผ่ขยายไปแล้วกว่า 35 เอเคอร์ หรือประมาณ 87 ไร่ ภายในช่วงเที่ยงวัน สภาพอากาศแห้งแล้งและลมแรงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยป่าไม้สหรัฐฯ กำลังเร่งควบคุม แต่ยังกังวลว่าอาจลุกลามกว้างขึ้น

ผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย เป็นลูกเรือและบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ขนส่งผู้ป่วย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ สาเหตุของอุบัติเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่พื้นที่หุบเขาคapitán ที่เต็มไปด้วยความชันและอันตรายน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ

สถิติอุบัติเหตุเครื่องบินแพทย์ในสหรัฐฯ

น่าเศร้าที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีอุบัติเหตุเครื่องบินแพทย์หลายครั้ง เช่น

  • เครื่องบินเจ็ตตกในย่านชุมชนฟิลาเดลเฟีย เดือนมกราคม 2025 เสียชีวิต 8 ราย
  • เครื่องบินตกในเขตนาวาโฮ เนชัน รัฐแอริโซนา เดือนสิงหาคม 2025 เสียชีวิต 4 ราย
  • เครื่องบินกองทัพเรือเม็กซิโกตกนอกชายฝั่งเท็กซัส เดือนธันวาคมที่แล้ว เสียชีวิต 8 ราย รวมเด็กป่วย

ผลการศึกษาย้อนหลัง 20 ปีจนถึง 2020 พบอุบัติเหตุอากาศยานทางการแพทย์ถึง 87 ครั้ง คร่าชีวิต 239 ราย ส่วนใหญ่เกิดจากเฮลิคอปเตอร์ โดยสาเหตุหลักคือความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น นักบินสูญเสียการรับรู้ทิศทาง การซ่อมบำรุงบกพร่อง ความเหนื่อยล้า หรือประเมินสภาพอากาศผิด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เครื่องบินลำเลียงผู้ป่วยทั่วไปไม่ได้เสี่ยงมากกว่าเที่ยวบินปกติ เพราะใช้สนามบินมาตรฐาน แต่เฮลิคอปเตอร์พยาบาลเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากต้องลงจอดในพื้นที่ชั่วคราวใกล้จุดเกิดเหตุเพื่อเร่งช่วยชีวิต

เหตุการณ์ เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม นี้เตือนใจเราถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการบินการแพทย์ แม้จะช่วยชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่ความเสี่ยงก็มีสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเป็นญาติเรา เราจะรับมือยังไง

สำหรับผมแล้ว คิดว่า当局ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบสภาพอากาศและฝึกอบรมนักบินให้เข้มงวดขึ้น คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วย!

ที่มา – เครื่องบินแพทย์ตกกลางหุบเขานิวเม็กซิโก ดับยกลำ 4 ศพ จุดไฟป่าลุกลาม

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจในการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวในงานเลี้ยงรับรองที่กรุงปักกิ่งว่าการพูดคุยกับสี จิ้นผิง เป็นไปในเชิงบวกมาก โดยทั้งสองฝ่ายมองหาความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคง ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

ทรัมป์เน้นย้ำว่า “เรามีการสนทนาที่มีประสิทธิภาพและเป็นบวกอย่างยิ่งกับคณะจีนในช่วงเช้า” พร้อมเชิญสี จิ้นผิง เยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายนนี้ ด้านสี จิ้นผิง กล่าวในสุนทรพจน์ว่า หวังให้ความก้าวหน้าของจีนสอดประสานกับนโยบาย “Make America Great Again” (MAGA) ของทรัมป์ เพื่อประโยชน์ของโลกทั้งใบ

รายละเอียดการหารือครั้งสำคัญ

การประชุมสุดยอดเริ่มต้นด้วยบรรยากาศชื่นมื่น ทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่งวันพุธ และเริ่มหารือวันพฤหัสบดี โดยบอกว่าทั้งสองประเทศมี “อนาคตที่ยอดเยี่ยมร่วมกัน” สี จิ้นผิง ระบุว่าทั้งสองควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ครั้งนี้ กลบความขัดแย้งเก่าๆ เช่น สงครามการค้าปี 2568 และประเด็นไต้หวัน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่คือสงครามอิหร่าน ซึ่งทรัมป์เลื่อนการเยือนจากมีนาคมมาเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ยืนยันว่าจะหารือยาวๆ แต่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากจีนเรื่องอิหร่านที่ขายน้ำมันให้จีน อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ หวังให้จีนเกลี้ยกล่อมอิหร่านให้ถอนตัวจากอ่าวเปอร์เซีย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน ส่งสัญญาณบวกต่อตลาดโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและการค้าที่เคยปั่นป่วนจากสงครามการค้า หากทั้งสองฝ่ายคลี่คลายได้ จะช่วยลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น เรื่องไต้หวันและทะเลจีนใต้ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน

  • การเชิญเยือนทำเนียบขาว: สร้างโอกาสเจรจาต่อเนื่อง
  • คำกล่าวของสี จิ้นผิง: สนับสนุน MAGA และฟื้นฟูจีนควบคู่กัน
  • ประเด็นอิหร่าน: จีนอาจมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย
  • สงครามการค้า: หวังลดภาษีและเพิ่มการลงทุน

นับตั้งแต่ทรัมป์เยือนครั้งล่าสุดปี 2560 ความสัมพันธ์สองมหาอำนาจนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การประชุมครั้งนี้แสดงถึงความพยายามสร้างสะพานเชื่อม หากสำเร็จ จะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การที่ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความคืบหน้าจริงๆ ในเดือนหน้า

คุณคิดอย่างไรกับการเจรจาครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์โว เจรจากับจีนเป็นบวกอย่างยิ่ง สี จิ้นผิงหวังสัมพันธ์ยั่งยืน

ระทึกมือปืนกราดยิงรถไม่เลือกหน้าในสหรัฐ เจ็บ 2

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกที่ทำให้ชาวเมืองตื่นตระหนก เมื่อ ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด บริเวณถนนสายหลักใกล้แม่น้ำชาร์ลส์ ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สถานที่ซึ่งเป็นย่านที่มีชื่อเสียงและพลุกพล่านไปด้วยนักศึกษาและประชาชน

ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงบ่ายวันจันทร์ โดยชายวัย 46 ปีชื่อไทเลอร์ บราวน์ จากบอสตัน ได้ใช้อาวุธปืนไรเฟิลบุกกราดยิงใส่รถยนต์ที่ขับสัญจรไปมาแบบไม่เลือกหน้า สร้างความโกลาหลวุ่นวายทันที เสียงปืนดังสนั่นทั่วบริเวณ ทำให้คนขับรถหลายคันต้องรีบหลบหนี ทิ้งรถ หรือหมอบหลบใต้ท้องรถเพื่อเอาชีวิตรอด

จากรายงานของเจ้าหน้าที่ กระสุนปืนพุ่งเข้าใส่รถยนต์อย่างน้อย 12 คัน รวมถึงรถสายตรวจของตำรวจรัฐด้วย โดยผู้ก่อเหตุยิงกระสุนออกไปมากกว่า 60 นัดในเวลาอันสั้น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต แต่สถานการณ์ตึงเครียดมากเพราะเป็นถนนที่มีการจราจรหนาแน่น

สถานที่เกิดเหตุใกล้ฮาร์วาร์ดและ MIT

พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่เลียบแม่น้ำชาร์ลส์ ซึ่งเป็นย่านสำคัญของเมืองเคมบริดจ์ ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สถานที่เหล่านี้ดึงดูดนักเรียน นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน และชาวบ้านจำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้เหตุการณ์นี้เสี่ยงอันตรายสูงหากผู้ก่อเหตุไม่ถูกหยุดยั้งทันเวลา

วิดีโอจากกล้องวงจรปิดและพยานผู้เห็นเหตุการณ์ บันทึกภาพผู้ก่อเหตุเดินยิงอย่างบ้าคลั่งกลางถนน สร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว โดยตำรวจรัฐแมสซาชูเซตส์และอดีตนาวิกโยธินที่บังเอิญอยู่ในพื้นที่ ได้เข้าแทรกแซงด้วยการยิงตอบโต้ ส่งผลให้บราวน์ถูกยิงบาดเจ็บที่แขนและขาหลายนัด จนล้มลงและถูกจับกุม

ข้อหากรณีร้ายแรงรออยู่

เบื้องต้น อัยการตั้งข้อหาบราวน์หลายกระทบรุนแรง รวมถึงข้อหาพยายามฆ่าด้วยการใช้อาวุธปืน 2 กระทง และความผิดอื่นๆ เกี่ยวกับอาวุธปืน อย่างไรก็ตาม ศาลแขวงเคมบริดจ์แจ้งว่า ผู้ต้องหายังมีอาการบาดเจ็บหนัก ไม่สามารถขึ้นศาลเพื่อไต่สวนเบื้องต้นได้ หน่วยงานกฎหมายของรัฐได้รับมอบหมายให้เป็นทนายจำเลย และยังไม่แสดงท่าทีใดๆ

  • ยิงกระสุนกว่า 60 นัดใส่รถ 12 คัน
  • ผู้บาดเจ็บ 2 ราย โชคดีไม่มีเสียชีวิต
  • ผู้ก่อเหตุถูกยิงสกัดโดยตำรวจและอดีตทหาร
  • เกิดในย่านฮาร์วาร์ด-MIT ที่พลุกพล่าน
  • ข้อหาพยายามฆ่าและใช้อาวุธผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด นี้ สะท้อนปัญหาความรุนแรงจากปืนที่ยังคงเป็นจุดอ่อนของสังคมอเมริกัน แม้จะมีกฎควบคุมอาวุธที่เข้มงวดในบางรัฐ แต่เหตุกราดยิงแบบสุ่มยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สถิติจากองค์กรอย่าง Gun Violence Archive ระบุว่า ในปีนี้สหรัฐฯ มีเหตุกราดยิงกว่า 300 ครั้งแล้ว สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองเคมบริดจ์ที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาโลก ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต้องระแวงมากขึ้น การตอบสนองที่รวดเร็วของตำรวจครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการป้องกันภัย แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าปัญหาต้นตออย่างการเข้าถึงอาวุธปืนง่ายเกินไป ยังต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะไทยที่เคยมีปัญหาคล้ายกัน ควรเสริมสร้างระบบตรวจสอบอาวุธและการฝึกอบรมประชาชนในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและประเด็นความปลอดภัย สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – ระทึกมือปืนกราดยิงใส่รถไม่เลือกหน้าในสหรัฐฯ เจ็บ 2 ราย ก่อนถูกตำรวจยิงสกัด

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานอิหร่านยังอยู่ดี ชี้เสมือนกบฏ

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ” เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการข่าวสารโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตีสื่อมวลชนอย่างดุเดือด หลังจากมีรายงานข่าวที่บอกว่ากองทัพอิหร่านยังคงเข้มแข็งแม้เผชิญสงครามกับสหรัฐ

ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 หรือ 2026 ตามปฏิทินสากล ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ของตัวเอง โดยตรงเป้าไปที่สื่อ “ข่าวปลอม” ที่รายงานว่าอิหร่านกำลัง “ไปได้สวย” ในด้านการทหารระหว่างทำสงครามกับสหรัฐ เขาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “virtual TREASON” หรือพฤติกรรมเสมือนกบฏ ซึ่งเป็นคำที่หนักหน่วงและสะท้อนถึงความไม่พอใจอย่างสุดขีด

ข้อความดุเดือดจากทรัมป์บน Truth Social

“เมื่อพวกข่าวปลอมบอกว่าศัตรูอย่างอิหร่านกำลังไปได้สวยในทางทหารในการสู้กับเรา มันคือพฤติกรรมเสมือนกบฏ (virtual TREASON) เพราะมันเป็นคำกล่าวที่เท็จและไร้สาระสิ้นดี พวกเขากำลังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนศัตรู! สิ่งที่ทำลงไปมีแต่จะทำให้อิหร่านมีความหวังลมๆ แล้งๆ ในเวลาที่ไม่ควรจะมีความหวังเลยด้วยซ้ำ”

“มีเพียงพวกขี้แพ้ พวกเนรคุณ และพวกโง่เขลาเท่านั้นที่กล้าสร้างเรื่องโจมตีอเมริกา!”

ข้อความเหล่านี้ไม่เพียงแต่ตำหนิสื่อเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการกล่าวหาว่าสื่อกำลังช่วยเหลือศัตรูโดยตรง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมอเมริกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้คำว่า “กบฏ” ในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่ครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะ

บริบทสงครามสหรัฐ-อิหร่านและบทบาทของสื่อ

เพื่อให้เข้าใจประเด็น ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ” มากขึ้น เราต้องย้อนดูสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่กำลังตึงเครียด สงครามนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเรื่องนิวเคลียร์และการโจมตีทางอ้อมผ่านกลุ่มตัวแทน สหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางทหารหลายครั้ง สื่อหลายแห่งรายงานว่าอิหร่านยังคงมีกำลังทหารที่แข็งแกร่ง โดยอาศัยยุทธวิธีกองโจรและพันธมิตรในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มองว่ารายงานเหล่านี้เป็นการบิดเบือนความจริงที่ทำให้อเมริกันรู้สึกอ่อนแอ และสร้างความหวังให้อิหร่าน ซึ่งอาจยืดเยื้อสงคราม นอกจากนี้ สำนักข่าว CNN ยังเปิดเผยว่า ทรัมป์ผลักดันให้กระทรวงยุติธรรมออกหมายเรียกผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวสงครามอิหร่าน เพื่อบังคับให้เปิดเผยแหล่งข่าว

  • เจ้าหน้าที่เผยว่า ทรัมป์เขียนคำว่า “Treason” ด้วยปากกา Sharpie บนกระดาษโน้ต
  • วางไว้บนปึกบทความพิมพ์ ส่งให้ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการอัยการสูงสุด
  • ระหว่างประชุมที่ทำเนียบขาว

การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการกดดันสื่ออย่างรุนแรง ซึ่งอาจกระทบต่อเสรีภาพสื่อในสหรัฐ

ผลกระทบและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหลายคนวิเคราะห์ว่า การที่ทรัมป์จวกสื่อแบบนี้เป็นกลยุทธ์เพื่อรวมใจฐานเสียงที่เชื่อมั่นในนโยบายแข็งกร้าวต่ออิหร่าน สื่อกระแสหลักอย่าง CNN, Fox News ต่างรายงานมุมมองที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งเห็นด้วยกับทรัมป์ว่าสื่อควรระมัดระวังไม่ให้ข่าวปลอมแพร่กระจาย ในขณะที่อีกฝั่งปกป้องสิทธิ์ในการรายงานข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีสื่อครั้งนี้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ภายในประเทศสหรัฐ ที่ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามยืดเยื้อและปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่: สื่อควรรายงานอย่างไรในยามสงคราม?

ในมุมมองของเรา การรายงานข่าวต้องสมดุลระหว่างความจริงและผลกระทบต่อชาติ แต่การเรียก “เสมือนกบฏ” อาจเกินเลยและจุดชนวนความแตกแยกยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ” นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์จวกสื่อ รายงานว่าอิหร่าน “ยังอยู่ดี” ชี้เป็นพฤติกรรม “เสมือนกบฏ”

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองท้องถิ่นสหรัฐฯ เมื่อไอลีน หวัง วัย 58 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอาร์คาเดีย ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ต้องยื่นหนังสือลาออกทันที หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเธอในฐานะตัวแทนของรัฐบาลจีนอย่างผิดกฎหมาย

นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 (ค.ศ. 2024) โดยนางไอลีน หวังตกลงรับสารภาพในข้อหากระทำผิดร้ายแรง สภาเมืองอาร์คาเดียยืนยันการลาออกของเธอในวันจันทร์ที่ผ่านมา หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง เธออาจต้องติดคุกนานถึง 10 ปี ทนายความของเธออย่างเจสัน เหลียง และไบรอัน ซุน ออกแถลงการณ์ว่า “นางหวังขออภัยและเสียใจกับความผิดพลาดในชีวิตส่วนตัวของเธอ”

บิล เอสไซลี ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ อันดับหนึ่ง เน้นย้ำว่า “ข้อตกลงรับสารภาพนี้เป็นชัยชนะล่าสุดในการปกป้องมาตุภูมิจากความพยายามของจีนที่บ่อนทำลายสถาบันของเรา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “บุคคลที่แอบทำตามคำสั่งรัฐบาลต่างชาติกำลังทำลายประชาธิปไตยของเรา”

รายละเอียดข้อกล่าวหาต่อนายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

ตามเอกสารจากกระทรวงยุติธรรม นางหวังถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่จีน โดยเฉพาะการแบ่งปันบทความที่สร้างภาพลักษณ์ดีให้รัฐบาลปักกิ่ง โดยไม่แจ้งรัฐบาลสหรัฐฯ ตามกฎหมายกำหนด เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเมืองอาร์คาเดียในเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นสภา 5 คนที่หมุนเวียนตำแหน่งนายกเทศมนตรี

นอกจากนี้ นางหวังยังร่วมมือกับนายซุน เหยาหนิง หรือไมค์ วัย 65 ปี ในการบริหารเว็บไซต์ “US News Center” ซึ่งอ้างว่าเป็นสื่อสำหรับชาวอเมริกันเชื้อสายจีนในอาร์คาเดีย เว็บไซต์นี้ถูกใช้เผยแพร่บทความเข้าข้างจีน เช่น ปฏิเสธข้อกล่าวหาการบังคับใช้แรงงานและละเมิดสิทธิในซินเจียง

โดมินิก ลาซซาเร็ตโต ผู้บริหารเมืองอาร์คาเดีย กล่าวผ่านเว็บไซต์เมืองว่า “ข้อกล่าวหานี้เกี่ยวกับรัฐบาลต่างชาติที่พยายามแทรกแซงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นเรื่องน่ากังวลยิ่ง และเราจริงจังกับเรื่องนี้”

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีนี้

กรณี นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในประเด็นการแทรกแซงทางการเมือง โดยเฉพาะในชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่กระจายตัวในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรเอเชียหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเข้มงวดกับกิจกรรมที่อาจเป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากต่างชาติ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายกันเกิดขึ้นในอดีต เช่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอื่นๆ ที่ถูกจับตาจาก FBI ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานจีน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสของนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายจากประเทศคู่แข่ง

  • กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพิ่มการตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายจีนเรียกร้องความยุติธรรมและไม่เหมารวม
  • เมืองอาร์คาเดียต้องเลือกนายกเทศมนตรีคนใหม่ทันที

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติชี้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามแบบไฮบริดจากจีน ที่ใช้ทั้งสื่อและบุคคลท้องถิ่นในการสร้างอิทธิพล โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติและกิจกรรมของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือหลักในการเผยแพร่ข้อมูล หากเราปล่อยให้อิทธิพลต่างชาติแทรกซึม อาจกระทบต่อความมั่นคงของประชาธิปไตยได้

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – นายกเล็กเมืองในแคลิฟอร์เนีย ลาออกหลังถูกตั้งข้อหาเป็นสายลับจีน

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังคงแสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยม โดยยืนยันว่าอิหร่านจะหยุดโครงการนิวเคลียร์นี้อย่างแน่นอน

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ Sid and Friends in the Morning ของสถานีวิทยุ WABC ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “พวกเขาจะหยุดแน่นอน 100%” เมื่อถูกถามถึงความเชื่อมั่นในการขัดขวางไม่ให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพัฒนาขีปนาวุธ ทรัมป์ยังเผยว่าตนเองได้เจรจาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน โดยใช้คำว่า “ฝุ่นนิวเคลียร์” เพื่ออธิบายถึงผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ จะได้รับ

บริบทการเจรจาที่ตึงเครียด

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากทรัมป์ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก” หลังจากเตหะรานตอบกลับข้อเสนอใหม่ของวอชิงตัน ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นคำตอบที่ไม่อาจยอมรับได้ การเจรจาครั้งนี้มีรากฐานมาจากนโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ของทรัมป์ที่เคยถอนตัวจาก JCPOA หรือข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ทำให้อิหร่านกลับมาเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัดเดิม

ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในการทำข้อตกลง เพราะมีมาตรการปิดกั้นทางทะเลอยู่แล้ว ซึ่งช่วยจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของทรัมป์ที่ผสมผสานระหว่างการเจรจาและการกดดันทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

  • ด้านนิวเคลียร์: หากอิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจริง จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง
  • ด้านเศรษฐกิจ: การคลาย санкции ของสหรัฐฯ อาจช่วยให้อิหร่านฟื้นตัว แต่ทรัมป์ยืนกรานว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมี “ฝุ่นนิวเคลียร์”
  • ด้านการเมือง: ความมั่นใจของทรัมป์อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงชัยชนะทางการทูตก่อนการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังวิเคราะห์ว่าคำพูดของทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งของเกมจิตวิทยาในการเจรจา เพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอย ขณะที่อิหร่านเองก็เผชิญแรงกดดันภายในจากปัญหาเศรษฐกิจและการประท้วงประชาชน

ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาคได้อย่างมาก แต่ก็ยังต้องติดตามพัฒนาการต่อไป เนื่องจากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการเจรจากับอิหร่านมักเต็มไปด้วยอุปสรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ความมั่นใจแบบนี้ของทรัมป์สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เด็ดขาด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงที่ดีกว่าสำหรับสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์มั่นใจ 100% อิหร่านจะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ เป็นข่าวที่หลายคนในวงการส่งออกไทยให้ความสนใจมากเลยนะครับ เพราะเกี่ยวข้องกับโอกาสลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ โดยตรง

เมื่อเวลา 08:45 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยแบบเป็นกันเอง หลังจากเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อพบปะหารือกับนายเจมิสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) และนายริก สไวต์เซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART (Agreement on Reciprocal Trade) ให้แล้วเสร็จไวๆ ลดความเสี่ยงที่จะโดนภาษีจากสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ที่เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

ตอนนี้ทีมเจรจาของไทยยังประจำการอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเลยครับ เพื่อคุยรายละเอียดทางเทคนิคใน 2 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ Asset Capacity หรือขีดความสามารถด้านมูลค่าสินทรัพย์ และ Forced Labour หรือแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ กังวลมาตลอด ส่วนตัวนางศุภจีเองก็ได้ไปชี้แจงท่าทีของไทยแบบชัดเจน หลังจากที่ไทยส่งคำตอบอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาติดขัดอะไรเลย

ทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมกัน

สิ่งสำคัญคือ ทั้งไทยและสหรัฐฯ ต่างยืนยันตรงกันว่าต้องการให้การค้าระหว่างสองประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกันและกัน ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ยังเร่งเจรจาเรื่อง ART ที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อนหน้า ให้เสร็จก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้การค้าที่มองว่าไม่เป็นธรรม เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หรือการอุดหนุนอุตสาหกรรมเกินควร

ชี้แจงประเด็นเกินดุลการค้า

อีกเรื่องที่คุยกันคือสินค้าที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งปีที่แล้วเพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบชัดเจน แต่ศุภจีชี้แจงข้อมูลเชิงลึกเลยครับ ว่าสินค้าที่เกินดุลเพิ่มอย่างน้อย 30% เป็นสินค้าของบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในไทย เช่น ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหรือยานยนต์ ส่วนอีกกว่า 20% เป็นสินค้าของบริษัทไทยแท้ๆ ดังนั้นเรื่องกังวลการสวมสิทธิ์จากจีนหรือประเทศอื่น ไทยมีเอกสารหลักฐานพร้อมชี้แจงทุกประเด็น ไม่ต้องห่วง

  • ประเด็น Asset Capacity: เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจไทยให้โปร่งใส
  • Forced Labour: ไทยยืนยันไม่มีแรงงานบังคับ ยึดหลักสิทธิมนุษยชนเต็มที่
  • เกินดุลการค้า: ชี้แจงที่มาสินค้า ลดข้อสงสัยสวมสิทธิ์
  • ART: ความตกลงที่ช่วยลดอุปสรรคการค้าทั้งสองทาง

“ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีล ART ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ แบบนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยเลยครับ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อาหารทะเล และเครื่องจักรที่ส่งไปสหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่ ถ้าปิดดีลได้ จะช่วยลดความเสี่ยงภาษีเพิ่ม และรักษายอดส่งออกที่โตต่อเนื่อง ไทยเกินดุลสหรัฐฯ กว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เป็นการเกินดุลที่ win-win เพราะสหรัฐฯ ได้ลงทุนในไทยเยอะ

สำหรับมาตรา 301 นี่แหละครับที่หลายคนกลัว เพราะสหรัฐฯ เคยใช้กับจีนแล้วโดนภาษีหนัก ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก การที่ไทย proactive ชี้แจงล่วงหน้าแบบนี้ เป็นกลยุทธ์ดีมาก ช่วยเสริมภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ

สรุปแล้ว การเจรจาครั้งนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาสมดุลการค้า ลดความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันของสหรัฐฯ หากสำเร็จ ART จะเป็นใบเบิกทางให้การส่งออกไทยเติบโตยั่งยืนยิ่งขึ้น คุณคิดว่าประเทศไทยจะปิดดีลนี้ได้เมื่อไหร่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการค้าอื่นๆ ที่นี่!

ที่มา – “ศุภจี” เผย พบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งดีลความตกลงการค้าต่างตอบแทน ลดเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ

สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ตัดเส้นทางน้ำมันอิหร่านไปจีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ตัดเส้นทางน้ำมันอิหร่านไปจีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการพลังงานโลกและความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเพิ่มแรงกดดันอย่างหนักต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายขนส่งน้ำมันไปยังจีน ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของเตหะราน

สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ตัดเส้นทางน้ำมันอิหร่านไปจีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นบัญชีคว่ำบาตรบุคคล 3 ราย และบริษัท 9 แห่งที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายน้ำมันอิหร่าน โดยบริษัทเหล่านี้กระจายอยู่ในฮ่องกง 4 แห่ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 แห่ง และโอมาน 1 แห่ง ทางการวอชิงตันกล่าวหาว่าพวกเขาช่วยเหลือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งสหรัฐฯ จัดเป็นองค์กรก่อการร้าย ในการขายและขนส่งน้ำมันผ่านบริษัทบังหน้าและธุรกรรมซับซ้อน

รายละเอียดบุคคลและบริษัทที่ถูกคว่ำบาตร

  • บุคคล 3 ราย: เชื่อมโยงกับหน่วยงานน้ำมันชาฮิด ปูร์จาฟารี ของ IRGC รับผิดชอบการชำระเงิน
  • บริษัทในฮ่องกง 4 แห่ง: ทำหน้าที่เป็นนอมินีในการรับเงิน
  • บริษัทใน UAE 4 แห่งและโอมาน 1 แห่ง: จัดการโลจิสติกส์ขนส่งน้ำมัน

มาตรการนี้ต่อยอดจากการคว่ำบาตรเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ตีเป้าบริษัทโกลเด้น โกลบ ซึ่งช่วย IRGC ขายน้ำมันมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลทรัมป์จะไม่หยุดกดดันเตหะราน เพื่อตัดแหล่งเงินที่อาจเอาไปพัฒนาอาวุธ นิวเคลียร์ หรือสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในตะวันออกกลาง

บริบทการเมืองระหว่างสหรัฐฯ จีน และอิหร่าน

การคว่ำบาตรเกิดขึ้นก่อนที่ทรัมป์จะพบสี จิ้นผิง เพียงไม่กี่วัน โดยคาดว่าประเด็นน้ำมันอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นหัวข้อสำคัญ จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ แม้จะถูกกดดันจากสหรัฐฯ แต่ก็ยังคงซื้อต่อเนื่อง สหรัฐฯ หวังใช้การพบปะนี้ผลักดันให้ปักกิ่งช่วยคลี่คลายวิกฤต โดยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเกมการเมืองที่เชื่อมโยงพลังงานโลกเข้ากับความตึงเครียดตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ใช้ OFAC (สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ) ติดตามเครือข่ายซ่อนเร้นของ IRGC อย่างเข้มข้น ทำให้การค้าของอิหร่านลำบากยิ่งขึ้น

ผลกระทบอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน จีนอาจหันไปหาแหล่งอื่น เช่น รัสเซีย ขณะที่อิหร่านเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหนักขึ้น สหรัฐฯ ชี้ว่ามาตรการนี้ช่วยรักษาความมั่นคงโลก โดยป้องกันไม่ให้เงินน้ำมันไหลไปสู่กิจกรรมก่อการร้าย

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การกระทำของทรัมป์สะท้อนยุทธศาสตร์ “แรงกดดันสูงสุด” ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยแรก เพื่อบังคับให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจานิวเคลียร์ หากจีนไม่ช่วย สหรัฐฯ อาจมีมาตรการเพิ่มเติมต่อปักกิ่ง

สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ตัดเส้นทางน้ำมันอิหร่านไปจีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง เป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งยังรุนแรง คุณคิดว่าการพบปะครั้งนี้จะคลี่คลายสถานการณ์ได้หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบใหม่ ตัดเส้นทางน้ำมันอิหร่านไปจีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมาก จนต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก นี่คือสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจตึงเครียดยิ่งขึ้น

ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 หรือ ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ตอบคำถามนักข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ทำเนียบขาว โดยยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเตหะรานยังมีผลบังคับใช้ แต่สถานะของมันอ่อนแอสุดๆ “ผมบอกได้เลยว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอย่างหนัก” ทรัมป์กล่าวอย่างชัดเจน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านมีการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซหลายครั้ง ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เคยดูมั่นคงเริ่มสั่นคลอน ทรัมป์ยังกล่าวหาอิหร่านว่าทำผิดสัญญา โดยเฉพาะเรื่องการอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้าขนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากพื้นที่

อิหร่านเปลี่ยนใจบ่อยครั้ง สาเหตุหลักของปัญหา

ทรัมป์เล่าว่า ในระหว่างการเจรจา อิหร่านเคยตกลงยอมสละยูเรเนียม แต่ต้องให้สหรัฐฯ เป็นฝ่ายขนย้ายเอง “พวกเขาบอกผมว่า อย่างแรกเลยคือคุณจะได้มันไป แต่คุณต้องเข้ามาเอาออกไปเอง” เขากล่าวถึงยูเรเนียมที่ฝังอยู่ใต้ฐานนิวเคลียร์ซึ่งสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดเมื่อปีที่แล้ว พื้นที่นั้นถูกทำลายหนักจนแทบไม่มีใครเข้าไปได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาส่งเอกสาร อิหร่านกลับไม่รวมเงื่อนไขนี้ไว้ “พวกเขาไปไม่ถึงจุดนั้นเสียที พวกเขาตกลงกับเราแล้ว จากนั้นพวกเขาก็ถอนคำพูด” ทรัมป์กล่าวหาว่าผู้นำอิหร่านชอบ “เปลี่ยนใจ” อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ใกล้บรรลุข้อตกลง

  • อิหร่านตกลงเรื่องยูเรเนียม แต่ไม่ใส่ในเอกสาร
  • ผู้นำอิหร่านแบ่งเป็นกลุ่มสายกลางและกลุ่มหัวรุนแรง
  • กลุ่มสายกลางอยากทำข้อตกลง แต่กลัวกลุ่มหัวรุนแรง

ทรัมป์เปรียบเทียบว่าจากประสบการณ์ในวงการธุรกิจ เขาเคยเจอคู่ค้าที่เปลี่ยนใจแบบนี้หลายครั้ง “ฟังนะ ผมต้องรับมือกับพวกเขามา 4-5 ครั้งแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนใจตลอด … กลุ่มผู้นำพวกนี้เป็นคนที่ไม่มีเกียรติเอาเสียเลย” เขากล่าวอีกว่า เอกสารที่ควรมาถึงใน 20 นาที กลับล่าช้าถึง 5 วัน

แผนยุติสงครามของทรัมป์: เรียบง่ายแต่ชัดเจน

ทรัมป์ยืนยันว่าเขามี “แผนที่ดีที่สุด” เพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเรียบง่ายมาก “นั่นคือพวกเขาจะต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์” แต่คำตอบล่าสุดจากอิหร่านไม่รวมประเด็นนี้ ทำให้ข้อเสนอของสหรัฐฯ ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ผู้นำสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่าอิหร่านมีสองกลุ่มหลัก คือกลุ่มสายกลางที่อยากทำข้อตกลงใจจะขาด และกลุ่มคนบ้าที่อยากสู้จนตาย “กลุ่มสายกลางนั้นได้รับการยอมรับมากกว่า และพวกเขาก็กลัวกลุ่มคนบ้าอยู่บ้าง” ทรัมป์กล่าว

สถานการณ์ ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ นี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนของการเจรจาระหว่างมหาอำนาจกับชาติที่ถูกคว่ำบาตร ในยุคที่ตะวันออกกลางเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การปะทะในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดเสี่ยงที่อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นในสงคราม “คุณต้องมีความยืดหยุ่น คุณอาจจะมีแผนการมากมาย แต่คุณก็ต้องใช้แผนที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน” แม้แผนของเขาจะยอดเยี่ยม แต่การขาดความไว้วางใจจากอิหร่านทำให้ทุกอย่างยังค้างเติ่ง

สำหรับผู้สนใจข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้值得จับตา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงในภูมิภาค ผู้ติดตามควรอัปเดตข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

Scroll to top