สหรัฐฯ

เปิดคลิป! จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างป้องกันตัว

เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นการป้องกันตัว กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และเจ้าหน้าที่ในรัฐมินนิโซตา ได้ให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง นายอเล็กซ์ เพรตติ วัย 37 ปี จนเสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัวนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

เกือบจะทันทีหลังจากมีรายงานเหตุยิงกันออกมาครั้งแรก เจ้าหน้าที่ DHS รายหนึ่งระบุว่า เหยื่อ “มีอาวุธปืนพร้อมซองกระสุน 2 ซอง” หลังจากนั้นไม่นาน ทางกระทรวงฯ แถลงว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางยิงนายเพรตติเพื่อป้องกันตัว อ้างว่า ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนความพยายามปลดอาวุธของเจ้าหน้าที่อย่างรุนแรง

DHS ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการจับกุมผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารรายหนึ่งซึ่ง “เป็นที่ต้องการตัวในคดีทำร้ายร่างกายโดยใช้ความรุนแรง” ในขณะนั้นได้มี “บุคคลหนึ่งเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ พร้อมปืนพกกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม.”

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “เจ้าหน้าที่พยายามปลดอาวุธผู้ต้องสงสัย แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีอาวุธได้ขัดขืนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงตัดสินใจยิงเพื่อป้องกันตัวเนื่องจากเกรงว่าชีวิตของตนและเพื่อนร่วมงานจะไม่ปลอดภัย ทีมแพทย์ในที่เกิดเหตุเข้าปฐมพยาบาลผู้ถูกยิงทันที แต่เขาได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ”

ทางด้าน นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ระบุว่า การลำดับเหตุการณ์ที่ทาง DHS บอกนั้น “ไร้สาระ” และ “โกหก” โดยระบุว่าเขาได้ดูคลิปวิดีโอเหตุการณ์ยิงกันดังกล่าวแล้ว

“สิ่งที่ผมเห็นกับตา และสิ่งที่พวกคุณกำลังจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทำให้เรื่องที่พวกเขาอ้างนั้นเชื่อได้ยากมาก” นายวอลซ์กล่าว “ผมได้ดูวิดีโอจากหลายมุมกล้องแล้ว และมันน่าสะอิดสะเอียนมาก”

ขณะที่นาย เจคอบ เฟรย์ นายกเทศมนตรีเมืองมินนีแอโพลิส ระบุเช่นกันว่าเขาได้ดูวิดีโอเหตุการณ์แล้ว โดยบรรยายภาพที่เห็นว่า “เจ้าหน้าที่สวมหน้ากากมากกว่า 6 คน กำลังรุมซ้อมประชาชนของเราคนหนึ่งและยิงเขาจนเสียชีวิต”

ด้าน CNN ระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นภาพที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง หยิบปืนออกมาจากตัวนายเพรตติ เพียงครู่เดียวก่อนจะระดมยิงเขาจนเสียชีวิต นอกจากนี้ พยานในที่เกิดเหตุยังให้การว่า นายเพรตติไม่ได้ขัดขืนหรือพยายามจะหยิบปืนแต่อย่างใด

เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

รายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมในเมืองมินนีแอโพลิส ผู้คนต่างออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ และตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการใช้กำลังถึงชีวิต การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้ประชาชนสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่ข้อสงสัยในการแถลงการณ์ของ DHS

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง:

  • ความขัดแย้งในข้อมูลระหว่าง DHS และผู้เห็นเหตุการณ์
  • การตรวจสอบคลิปวิดีโอเหตุการณ์
  • การเรียกร้องความเป็นธรรมจากประชาชน
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่

การเปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และความโปร่งใสในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คืออะไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความรับผิดชอบ และความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังต้องเป็นไปตามหลักการ และกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – เปิดคลิปเหตุการณ์ จนท.ยิงดับรายที่ 2 ในมินนิโซตา อ้างเพื่อป้องกันตัว

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้เริ่มดำเนินการสหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี โดยลดจำนวนบุคลากรในฐานทัพอากาศอัล-อูเดด (Al-Udeid) ในกาตาร์ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ที่จะโจมตีอิหร่าน และเตหะรานก็ออกมาเตือนว่าจะตอบโต้หากถูกโจมตีก่อน

สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

รายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า การลดกำลังพลครั้งนี้เป็น “มาตรการป้องกันไว้ก่อน” ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาค เจ้าหน้าที่จากทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรยืนยันว่าการถอนกำลังพลบางส่วนได้เริ่มขึ้นแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนทหารที่ถูกถอนออกไปอย่างชัดเจน

ฐานทัพอากาศอัล-อูเดด ถือเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง มีทหารอเมริกันประจำการอยู่ประมาณ 10,000 นาย รวมถึงทหารอังกฤษอีกประมาณ 100 นาย การลดกำลังพลในครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค

ทำไมถึงต้อง สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

สาเหตุหลักของการตัดสินใจลดกำลังพลในครั้งนี้ มาจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ทรัมป์ได้ออกมาขู่ว่าจะใช้ “มาตรการที่รุนแรงมาก” ต่ออิหร่าน หากทางการประหารชีวิตผู้ประท้วง

นอกจากนี้ อิหร่านยังได้เตือนประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ว่าอาจโจมตีฐานทัพเหล่านั้น หากวอชิงตันโจมตีอิหร่านก่อน คำเตือนนี้ยิ่งสร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ และพันธมิตร ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

รัฐบาลกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการต่างๆ ที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่นั้น เป็นไปเพื่อ “ตอบสนองต่อความตึงเครียดในภูมิภาคที่เกิดขึ้นในขณะนี้”

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การสหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี เป็นเพียงหนึ่งในมาตรการที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลของสหรัฐฯ และพันธมิตรเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

ผลกระทบจากการลดกำลังพลในครั้งนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางได้

การลดกำลังพลในกาตาร์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์ในตะวันออกกกลางยังคงเปราะบางและพร้อมที่จะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ ประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจึงควรใช้ความระมัดระวังและพยายามแก้ไขปัญหาผ่านทางการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

ที่มา – สหรัฐฯ-UK ลดทหารในฐานทัพกาตาร์ หวั่นอิหร่านโจมตี

อิหร่าน: ยอดดับทะลุ 500 ศพในการประท้วง!

สถานการณ์ในอิหร่านยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาเปิดเผยว่ายอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพแล้ว ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับนานาชาติ และจุดประเด็นให้กลับมาพิจารณาถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศอีกครั้ง

ตามรายงานของกลุ่ม HRANA ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ โดยเป็นผู้ประท้วง 490 ราย และเจ้าหน้าที่ความมั่นคง 48 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมอีกกว่า 10,600 คนในช่วงสองสัปดาห์ของการประท้วงที่ผ่านมา ตัวเลขนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอิหร่าน

ประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ

การประท้วงเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้วจากความไม่พอใจในเรื่องค่าเงินที่ตกต่ำ ก่อนจะลุกลามบานปลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาขู่ที่จะโจมตีอิหร่าน หากมีการใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วง และยังโพสต์ข้อความสนับสนุนผู้ประท้วงชาวอิหร่านอีกด้วย

สถานการณ์ล่าสุดและท่าทีของนานาชาติ

ล่าสุดมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมประชุมกับที่ปรึกษาเพื่อพิจารณาทางเลือกต่างๆ ที่จะใช้กับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางทหาร การใช้อาวุธไซเบอร์ การขยายมาตรการคว่ำบาตร และการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล

ทางด้านประธานรัฐสภาอิหร่านได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ไม่ให้ “คาดการณ์ผิดพลาด” และขู่ว่าหากมีการโจมตีอิหร่าน ดินแดนที่ถูกยึดครอง (อิสราเอล) รวมถึงฐานทัพและเรือทหารทั้งหมดของสหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมาย

รัฐบาลอิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วง และเรียกผู้ประท้วงบางส่วนว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”

สถานการณ์ในอิหร่านยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และนานาชาติกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดถึงท่าทีของรัฐบาลอิหร่านและการตอบสนองของสหรัฐฯ

การประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก รัฐบาลอิหร่านควรเปิดโอกาสให้มีการเจรจาอย่างสันติกับผู้ประท้วง และแก้ไขปัญหาที่นำไปสู่การประท้วง

ที่มา – กลุ่มสิทธิอ้าง ประท้วงอิหร่านดับทะลุ 500 ศพ ทรัมป์จ่อประชุมทางเลือกโจมตี

สหรัฐฯ เผย ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

สหรัฐฯ เผย ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ทางการสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารชุดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับคดีของนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของนายเอปสตีนถึง 8 เที่ยวบิน เรื่องราวดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์และสื่อต่างๆ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมอีกหลายพันฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ การเปิดเผยเอกสารในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลที่ล่าช้า

เอกสารชุดล่าสุดที่ถูกเผยแพร่ออกมามีจำนวนมากถึง 11,000 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวิดีโอและบันทึกเสียงหลายร้อยรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจากกล้องวงจรปิดในเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายเอปสตีนถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องขังระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณี

เอกสารที่เผยแพร่ออกมายังมีอีเมลในปี 2544 ที่ส่งโดยบุคคลที่ใช้อักษรย่อ “A” จาก “บัลมอรัล” ถึง กิสเลน แมกซ์เวลล์ คนสนิทของนายเอปสตีน โดยส่งจากที่อยู่อีเมลที่ใช้ชื่อว่า “The Invisible Man” โดยเนื้อหาในอีเมลสอบถามแมกซ์เวลล์ว่า “คุณหาเพื่อนใหม่ที่ไม่เหมาะสมให้ฉันได้บ้างไหม?”

ทำไมเรื่อง ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว ถึงเป็นที่สนใจ?

เรื่องราวที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว เป็นที่สนใจเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเอปสตีนที่ถูกเชื่อมโยงกับคดีอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศและการค้ามนุษย์ การเปิดเผยข้อมูลนี้ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของทรัมป์ในเรื่องนี้

นอกจากนี้ ยังมีการโต้ตอบทางอีเมลอีกฉบับที่พูดถึง “เด็กผู้หญิง” ในทริปเดินทางไปประเทศเปรู ซึ่งทาง BBC ได้พยายามติดต่อทีมงานของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ เพื่อขอคำชี้แจง แต่ยังไม่มีการตอบรับ

เอกสารชุดล่าสุดยังรวมถึงวิดีโอปลอมที่อ้างว่าแสดงภาพ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ภายในห้องขังที่นิวยอร์กในวันที่เขาเสียชีวิต และอีเมลที่ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของเอปสตีนจำนวน 8 เที่ยว ระหว่างปี 2536 ถึง 2539 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

กฎหมายความโปร่งใสในแฟ้มข้อมูลเอปสตีน (EFTA) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสและลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดให้มีการเปิดเผยแฟ้มข้อมูลเอปสตีนทั้งหมดภายในวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อน

นายทอดด์ บลานช์ รองอัยการสูงสุดอ้างว่าความล่าช้าเกิดจากความจำเป็นในการเซ็นเซอร์ตัวตนของเหยื่อของนายเอปสตีนมากกว่า 1,000 ราย ออกจากเอกสารและรูปภาพจำนวนมาก และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปกปิดข้อมูลเพื่อปกป้องโดนัลด์ ทรัมป์

การเซ็นเซอร์ข้อมูลอย่างกว้างขวางในเอกสารหลายฉบับและการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลอย่างเข้มงวดโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ได้กระตุ้นให้เกิดความสงสัยว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้จะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการปกปิดข้อมูลในระดับสูงได้จริงหรือไม่

ชุดเอกสารที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ประกอบด้วยรูปภาพของอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ซึ่งต่างอยู่ในวงสังคมของเอปสตีน

เรื่องราวที่ สหรัฐฯ เผยว่าทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมจะช่วยไขข้อสงสัยและนำไปสู่ความกระจ่างในคดีนี้

ที่มา – สหรัฐฯ เผยเอกสารชุดใหม่ ชี้ทรัมป์เคยนั่งเครื่องบิน “เอปสตีน” 8 เที่ยว

ฝรั่งเศสสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทน “ชาร์ล เดอ โกล”

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสยืนยัน เตรียมสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ ชาร์ล เดอ โกล ที่ใช้มานานกว่า 20 ปี คาดใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านยูโร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2568 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศว่า ประเทศของเขาจะสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและทันสมัยกว่าเดิม เพื่อทดแทนเรือชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) ที่เก่าลง ถือเป็นการยืนยันแผนงานที่วางไว้มาอย่างยาวนานเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของประเทศ

โครงการนี้มีชื่อว่า Porte-Avions Nouvelle Génération (PANG) หรือเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นใหม่ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.025 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.77 แสนล้านบาท) โดยรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่าเรือลำดังกล่าวจะเข้าประจำการในปี 2038 (พ.ศ. 2581) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือชาร์ล เดอ โกล มีกำหนดจะปลดประจำการ

เจ้าหน้าที่ของฝรั่งเศสนายหนึ่งเปิดเผยว่า งานด้านส่วนประกอบระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่คำสั่งซื้อสำหรับการก่อสร้างขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการบรรจุลงในงบประมาณปี 2568 และเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เรือลำนี้จะกลายเป็นเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเท่าที่เคยมีการสร้างมา

มาครงยืนยันการตัดสินใจดังกล่าวในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ต่อกองทัพฝรั่งเศสที่ประจำการ ณ ฐานทัพทหารในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

“การตัดสินใจเริ่มโครงการอันยิ่งใหญ่นี้มีขึ้นในสัปดาห์นี้” มาครงกล่าว พร้อมเสริมว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมฐานอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตด้านการป้องกันประเทศ

ด้านนาง แคเทอรีน โวแตร็ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพ ได้โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชัน X ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้จะมาแทนที่เรือชาร์ล เดอ โกล ซึ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากผ่านกระบวนการวางแผนและก่อสร้างยาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ

ทั้งนี้ โครงการ PANG ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และการผลักดันของยุโรปเพื่อให้มีอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบริบทของสงครามรัสเซียกับยูเครน และความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจลดความมุ่งมั่นที่มีต่อความมั่นคงของยุโรปลง

ฝรั่งเศสในฐานะรัฐเดียวในสหภาพยุโรปที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปเพียงไม่กี่ประเทศที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการ ร่วมกับอังกฤษ อิตาลี และสเปน ถึงกระนั้น ขีดความสามารถด้านเรือบรรทุกเครื่องบินของยุโรปยังคงจำกัดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินถึง 11 ลำ และจีนที่มี 3 ลำ

พลเอก ฟาเบียน มางดง (Fabien Mandon) เสนาธิการทหารกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภาก่อนหน้านี้ว่า ฝรั่งเศสจะจัดซื้อระบบดีดตัวเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Catapult) จากสหรัฐฯ สำหรับใช้ในเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ โดยอ้างถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณและระยะเวลาที่ทำให้ไม่สามารถผลิตเองภายในประเทศได้

แม้สมาชิกรัฐสภาบางส่วนจากฝ่ายสายกลางและฝ่ายกลางซ้ายจะรบเร้าให้รัฐบาลพิจารณาชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน เนื่องจากแรงกดดันด้านการคลังสาธารณะ แต่ถ้อยแถลงของมาครงเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

การตัดสินใจของฝรั่งเศสในการสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” ถือเป็นการลงทุนครั้งสำคัญในศักยภาพทางทหารของประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาบทบาทนำในเวทีโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น

ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่นี้ไม่ใช่แค่การทดแทนเรือเก่า แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของฝรั่งเศสให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ:

  • การป้องปรามนิวเคลียร์: โครงการ PANG เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การป้องปรามนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส
  • ความเป็นอิสระด้านการป้องกันประเทศ: เป็นการผลักดันให้ยุโรปมีความเป็นอิสระในการป้องกันประเทศมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ
  • การส่งเสริมอุตสาหกรรม: สนับสนุนอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของฝรั่งเศส โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

ทำไมฝรั่งเศสถึงตัดสินใจสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”?

เหตุผลหลักๆ ที่ฝรั่งเศสตัดสินใจลงทุนในโครงการนี้ ได้แก่ ความจำเป็นในการรักษาอำนาจทางทะเล, การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ เรือ “ชาร์ล เดอ โกล” ใช้งานมานานและถึงเวลาที่ต้องมีเรือที่ทันสมัยกว่ามาทดแทน การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ การมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยยังช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถ:

  • รักษาผลประโยชน์ของชาติ: ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
  • ตอบโต้ภัยคุกคาม: ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • เสริมสร้างความร่วมมือ: กับพันธมิตรในด้านความมั่นคง

การสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเรือลำใหม่ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตและความมั่นคงของฝรั่งเศสและยุโรป

ในภาพรวม การตัดสินใจของฝรั่งเศสในการเดินหน้าโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการรักษาสถานะความเป็นผู้นำในด้านการทหารและเทคโนโลยี การมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยจะช่วยให้ฝรั่งเศสสามารถเผชิญกับความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ฝรั่งเศสคอนเฟิร์ม แผนสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ แทนที่ “ชาร์ล เดอ โกล”

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลายังคงดำเนินต่อไป เมื่อหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้ทำการสกัดกั้นและยึดเรืออีกลำในน่านน้ำสากล บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ในทะเลแคริบเบียน การยึดเรืออีกลำครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงปฏิบัติการยึดเรืออีกลำดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเธอระบุว่าปฏิบัติการนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เข้ามาเทียบท่าที่ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อไม่นานมานี้

“สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าติดตามการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคนี้” ข้อความของโนเอมระบุไว้อย่างชัดเจน “เราจะตามหาคุณให้เจอ และเราจะหยุดยั้งคุณ”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยึดเรืออีกลำที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ทีมปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “The Skipper” และทำการยึดเรือดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือนี้ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตรที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันจากทางสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ทางด้านมาดูโรได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าเวเนซุเอลาจะยังคงเดินหน้าทำการค้าขายน้ำมันต่อไป และกล่าวว่า “เจตนา” ของทรัมป์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง “สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน ไม่มีวัน ไม่มีวัน — เวเนซุเอลาจะไม่มีวันตกเป็นอาณานิคมของอะไรหรือของใครทั้งนั้น ไม่มีวัน” เขากล่าว

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก การถูกยึดเรืออีกลำย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดเรืออีกลำ

  • การขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจรุนแรงขึ้น
  • ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจมีการผันผวน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยึดเรืออีกลำในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เรื่องแผนยุติสงครามยูเครน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง โดยประธานาธิบดียูเครนยืนยันว่าพร้อมพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแผนสันติภาพฉบับใหม่ที่มีข่าวลือว่าสหรัฐฯ กำลังร่างร่วมกับรัสเซีย เซเลนสกีเน้นย้ำว่ายินดีสนับสนุนข้อตกลงใด ๆ ที่นำไปสู่การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้กล่าวภายหลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐฯ ว่า เขาเตรียมที่จะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้นำเสนอร่างแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนให้ยูเครนพิจารณาแล้ว

ข่าวการหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายคิริลล์ ดีมิทริเยฟ ทูตของรัสเซีย โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผน

สำนักงานประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าร่างแผนนี้สามารถช่วยฟื้นฟูทางการทูตได้ ซึ่งยูเครนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของแผนในลักษณะที่จะนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนยังคงเป็นความลับ

“ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมดที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้” นายเซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนต้องการ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” จะต้องได้รับการเคารพ

ถึงแม้ว่ายูเครนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แหล่งข่าวจาก Axios, Financial Times และ Reuters รายงานว่า แผนนี้รวมถึงการที่เคียฟจะต้องยอมสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงถูกควบคุมอยู่ ลดขนาดกองทัพลง และสละอาวุธจำนวนมาก

หากข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นความจริง จะถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนปฏิเสธมาโดยตลอด การยอมสละดินแดนและลดขนาดกองทัพเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

ชาติยุโรปหลายประเทศได้ออกมาแสดงการต่อต้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรปไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนใหม่นี้ นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เพื่อให้แผนใด ๆ สามารถใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมียูเครนและยุโรปเข้าร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อของสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าแผนสันติภาพใหม่เรียกร้องให้ยูเครนต้องยอมถอยครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า นายวิตคอฟฟ์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อกับทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศจะให้คำมั่นในเรื่องใดบ้าง

“มันเป็นแผนที่ดีสำหรับทั้งรัสเซียและยูเครน” น.ส.ลีวิตต์กล่าวในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “เราเชื่อว่ามันควรเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุผล”

ทางด้านรัสเซียได้ออกมาลดทอนความสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งข่าวลือระบุว่ามีทั้งหมด 28 ข้อ โดยนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐมนตรีเครมลินกล่าวว่า แม้ว่าจะมีการ “ติดต่อ” กับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่สามารถเรียกว่า “การปรึกษาหารือ” ได้

นายเปสคอฟเตือนด้วยว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องจัดการกับ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นวลีที่มอสโกใช้เป็นคำย่อสำหรับข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการมากที่สุดหลายข้อ ซึ่งสำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว มันเท่ากับเป็นการยอมจำนน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข้อถกเถียงมากมาย การที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนตั้งแต่แรกสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป

ท่าทีของยูเครนต่อแผนการยุติสงคราม

ถึงแม้ว่าเซเลนสกีจะยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยและพิจารณาแผนสันติภาพ แต่เขาก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และการเคารพ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

อนาคตของ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในยูเครนในอนาคตอันใกล้นี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของความขัดแย้งในยูเครน การแสวงหาทางออกอย่างสันติเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเท่าเทียม เพื่อให้สันติภาพที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

มิสซิสซิปปีช็อก! มือปืนกราดยิงหลังแข่งบอลดับ 4 ศพ

มิสซิสซิปปีช็อก! เกิดเหตุมือปืนกราดยิงผู้คนที่มาร่วมงานฉลองวันคืนสู่เหย้าในเมืองเล็กๆ ของรัฐมิสซิสซิปปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบราย สร้างความสะเทือนขวัญให้กับผู้คนในพื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า เหตุกราดยิงเกิดขึ้นที่เมืองลีแลนด์ รัฐมิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ในช่วงกลางดึกของคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 12 ราย โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บนั้น มี 4 รายที่อาการสาหัส

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนสายหลัก ซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวของผู้คนหลังจากการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลคืนสู่เหย้าของโรงเรียนมัธยมลีแลนด์ ซึ่งถือเป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นายจอห์น ลี นายกเทศมนตรีเมืองลีแลนด์ เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บ 4 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยเฮลิคอปเตอร์ ในขณะที่ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย

นายกเทศมนตรีลียืนยันว่า เหตุกราดยิงไม่ได้เกิดขึ้นภายในบริเวณโรงเรียนมัธยมลีแลนด์แต่อย่างใด

“กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เราจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน” นายลีกล่าวกับสำนักข่าวบีบีซี “เมืองของเราเป็นเมืองที่อาชญากรรมต่ำ มีประชากรเพียงประมาณ 3,700 คน เราเข้ากันได้ดี และทุกคนรู้จักกัน ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงถือเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับเราอย่างยิ่ง”

กรมตำรวจลีแลนด์กำลังดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์อย่างละเอียด และแจ้งว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในขณะนี้ รวมถึงจำนวนกระสุนที่ถูกยิง และชนิดของอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ สำนักงานสืบสวนรัฐมิสซิสซิปปีได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการสืบสวนคดีนี้แล้ว

ในคืนเดียวกัน มีรายงานเหตุกราดยิงเกิดขึ้นอีกที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปีเช่นกัน โดยอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองลีแลนด์ ห่างกันประมาณ 200 ไมล์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์วันคืนสู่เหย้าประจำเมืองเช่นกัน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์ที่ไฮเดลเบิร์กและที่ลีแลนด์มีความเชื่อมโยงกัน

มิสซิสซิปปีช็อก!

เหตุการณ์ มิสซิสซิปปีช็อก ครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในงานรื่นเริง และมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงต่างๆ ที่ควรจะมี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต การสูญเสียชีวิตผู้คน innocent เช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ มิสซิสซิปปีช็อก

เหตุการณ์ มิสซิสซิปปีช็อก ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนในชุมชนโดยรวม ความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในความปลอดภัยกลายเป็นสิ่งที่ฝังรากลึก และอาจต้องใช้เวลาในการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจนี้

  • ความเศร้าโศกและความสูญเสียของครอบครัว
  • ความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในความปลอดภัย
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น
  • ความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย

การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทางการและชุมชนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

เหตุการณ์ มิสซิสซิปปีช็อก ในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ และเราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและสงบสุขเป็นหน้าที่ของทุกคน

การเยียวยาจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การให้ความช่วยเหลือทางจิตใจและการสนับสนุนทางสังคมสามารถช่วยให้ผู้คนฟื้นตัวจากความสูญเสียและความหวาดกลัวได้

เหตุการณ์ มิสซิสซิปปีช็อก เป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคม การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – มิสซิสซิปปีช็อก มือปืนกราดยิงหลังแข่งฟุตบอลดับ 4 ศพ เจ็บนับสิบราย

Scroll to top