สหรัฐ

ยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์”

กองกำลังทหารจากหลายชาติยุโรปเริ่มเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่กรีนแลนด์แล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและฝึกซ้อม หลังการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่กรุงวอชิงตันดีซี เผชิญทางตัน โดยทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันอยู่มาก

กองทัพจากฝรั่งเศส สวีเดน เยอรมนี และนอร์เวย์ ได้ประกาศการส่งกำลังพลเข้าสู่เมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เพื่อปฏิบัติภารกิจสอดแนมและฝึกซ้อมรบ ซึ่งถือเป็นการแสดงสัญลักษณ์เพื่อปกป้องบูรณภาพเหนือดินแดนของเดนมาร์ก การตัดสินใจของชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” ครั้งนี้ สร้างความสนใจไปทั่วโลก

นายมูเต เอเกเด รองนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ แถลงยืนยันว่าทหารจากกลุ่มประเทศนาโต จะปรากฏตัวในกรีนแลนด์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของเที่ยวบินทหารและเรือรบ ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ระบุว่าทหารฝรั่งเศสชุดแรกกำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์แล้ว ด้านกระทรวงกลาโหมเยอรมนีระบุว่า ได้ส่งทีมลาดตระเวนของ “บุนเดิสแวร์” หรือกองกำลังป้องกันสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจำนวน 13 นาย ไปยังเมืองนุกตามคำเชิญของเดนมาร์ก

ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์”

ภารกิจทางทหารของยุโรปเกิดขึ้นหลังจาก นายลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก และคณะผู้แทนจากกรีนแลนด์ ได้เข้าพบรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว แต่ผลการหารือไม่สามารถเปลี่ยนใจรัฐบาลทรัมป์ได้

รัสมุสเซนกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของอเมริกาได้ และเป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีความปรารถนาที่จะครอบครองกรีนแลนด์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ตกลงกันว่าจะยอมรับความเห็นที่แตกต่างนี้

แม้ทรัมป์จะไม่ได้เข้าร่วมการหารือโดยตรง แต่เขาก็ได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย โดยระบุว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าหากรัสเซียหรือจีนคิดจะยึดครองกรีนแลนด์ เดนมาร์กย่อมไม่มีกำลังเพียงพอที่จะป้องกันได้ และมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ทำได้

นักวิเคราะห์มองว่า ทรัมป์มีความมั่นใจในการใช้นโยบายแข็งกร้าวมากขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งสั่งการโจมตีในเวเนซุเอลาจนนำไปสู่การโค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ส่งผลให้การตัดสินใจเรื่อง ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” มีนัยยะสำคัญมากยิ่งขึ้น

ทำไมยุโรปถึงส่งทหารไปกรีนแลนด์?

บนท้องถนนในเมืองนุก ประชาชนพากันประดับธงชาติกรีนแลนด์สีแดง-ขาวตามหน้าต่างร้านค้า ระเบียงอพาร์ตเมนต์ และบนรถเมล์ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวเมืองที่พบว่าตนเองกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลก

เวรา สติดเซน ประชาชนในกรุงนุกกล่าวว่า มันน่ากลัวมากเพราะนี่คือเรื่องใหญ่ระดับโลก และหวังว่าในอนาคต พวกเขาจะยังคงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเหมือนเดิม โดยไม่ถูกรบกวนจากมหาอำนาจ

  • การเคลื่อนไหวนี้เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของยุโรป
  • สะท้อนความกังวลต่อการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก
  • เน้นย้ำความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลอำนาจในโลก การที่ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ที่มา – ชาติยุโรปส่งทหารปฏิบัติภารกิจใน “กรีนแลนด์” หลังเดนมาร์ก-สหรัฐฯ เจรจาล้มเหลว

ICE ยิงชายเวเนฯ ในมินนิอาโพลิส: เกิดอะไรขึ้น?

สถานการณ์ตึงเครียดในมินนิอาโพลิส: เกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชายคนดังกล่าวขณะพยายามจับกุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยหลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเมื่อสัปดาห์ก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยไบรอัน โอฮารา ผู้บัญชาการตำรวจเมืองมินนิอาโพลิส แถลงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นทางเหนือของเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางพยายามควบคุมตัวชายคนหนึ่งจนเกิดการปะทะกันบริเวณหน้าบ้านพัก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงไปที่ขาของชายคนดังกล่าว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายชาวเวเนซุเอลา อาการของเขาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ได้ออกมาชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ได้มีบุคคล 2 คนวิ่งออกมาจากอพาร์ตเมนต์ใกล้เคียงและรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วย “พลั่วตักหิมะและด้ามไม้กวาด” ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยิงเพื่อป้องกันตนเอง

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่งยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส ทำให้สถานการณ์ในเมืองทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือกรณีของ เรเน นิโคล กู๊ด หญิงชาวอเมริกันวัย 37 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 มกราคม ซึ่งจุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ประชาชนจึงรวมตัวกันประท้วงในจุดเกิดเหตุและมีการขว้างปาพลุไฟใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปฏิกิริยาจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อเหตุการณ์ ICE ยิงชายเวเนซุเอลา

นายกเทศมนตรี เจคอบ เฟรย์ และนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง เฟรย์กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ ICE และสายตรวจชายแดนกำลังสร้างความโกลาหลไปทั่วเมืองและรัฐของเรา เราขอเรียกร้องให้ ICE ออกไปจากเมืองและรัฐนี้ทันที” วอลซ์กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลกลางว่าเป็นเหมือน “ฝนที่ตกลงมาสร้างความบอบช้ำให้ชุมชน” และกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ ICE ที่สวมหน้ากากพกอาวุธครบมือ แต่ “ขาดการฝึกฝนที่เพียงพอ” กำลังเดินเคาะประตูบ้านสอบสวนประชาชนจนสร้างความตื่นตระหนก

เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ลึกซึ้งระหว่างการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและการบริหารงานของท้องถิ่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางประเด็นถกเถียงเรื่องนโยบายคนเข้าเมือง

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับวิธีการที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและสิทธิของผู้เข้าเมือง การใช้กำลังเกินความจำเป็นโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเป็นสิ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามกฎหมายและเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในประเทศอย่างถูกต้อง

ความไม่พอใจของประชาชนและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการนโยบายคนเข้าเมืองในสหรัฐอเมริกา การหาทางออกที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ยิงชายเวเนซุเอลาบาดเจ็บในมินนิอาโพลิส

“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้ หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง

สถานการณ์ในอิหร่านยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาขู่ที่จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรง หากอิหร่านตัดสินใจสั่งประหารผู้ประท้วงที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ท่าทีดังกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปราบปรามผู้ประท้วง โดยมีรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงถึง 2,400 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กจำนวนมาก ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่าน

“ทรัมป์” ขู่ตอบโต้ หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง

องค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านได้จับกุมผู้ประท้วงไปจำนวนมาก และมีการตัดสินโทษประหารชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยแทบไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม สิ่งนี้ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจและความโกรธแค้นในหมู่ประชาชน

ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาต่างๆ และอ้างว่ากลุ่มก่อการร้ายอยู่เบื้องหลังความรุนแรงและการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และถูกมองว่าเป็นการพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ

ผลกระทบของการขู่ตอบโต้ หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง

คำขู่ของทรัมป์ที่จะตอบโต้หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง สร้างความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาค หากสหรัฐฯ ดำเนินการทางทหารหรือใช้มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงต่ออิหร่าน อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน หากสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น อาจทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

การประท้วงในอิหร่านเริ่มต้นจากความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นและการทุจริต แต่ได้ขยายตัวเป็นการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแท้จริง ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในระบอบการปกครอง และต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น

รัฐบาลอิหร่านเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการรับมือกับการประท้วงและการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง หากรัฐบาลใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ประท้วง จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ประชาคมระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการกดดันให้อิหร่านเคารพสิทธิมนุษยชนและยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องสนับสนุนให้มีการเจรจาและการประนีประนอมเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนสำหรับวิกฤตในอิหร่าน

สถานการณ์ในอิหร่านยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การที่ทรัมป์ออกมาขู่ตอบโต้ หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

การประท้วงที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวอิหร่านต้องการการเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังเสียงของพวกเขา การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างจริงจังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างเสถียรภาพและความสงบสุขในประเทศ

เราหวังว่าสถานการณ์ในอิหร่านจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทุกฝ่ายจะสามารถหาทางออกที่สันติและยั่งยืนได้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่านและภูมิภาคโดยรวม

ที่มา – “ทรัมป์” ขู่ตอบโต้รุนแรง หากอิหร่านสั่งประหารผู้ประท้วง หลังยอดตายพุ่ง 2,400 ศพ

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ลั่น กรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ และ ณ วินาทีนี้ พวกเขาเลือกอยู่ข้างเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ม.ค. 2569 ว่า นาย เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีของกรีนแลนด์ ดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ออกมากล่าวว่า ประชาชนของเขาจะเลือกเดนมาร์กมากกว่าสหรัฐฯ หากพวกเขาถูกขอให้ตัดสินใจ “ในวินาทีนี้”

ถ้อยแถลงของ นายนีลเซน ในการแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ถือเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวที่สุดจากฝ่ายปกครองของกรีนแลนด์ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รื้อฟื้นแผนการที่จะผนวกดินแดนแห่งนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

นายทรัมป์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้อง “เป็นเจ้าของ” กรีนแลนด์เพื่อป้องกันการรุกรานจากรัสเซียและจีน โดยทำเนียบขาวได้เสนอแนะเรื่องการขอซื้อเกาะแห่งนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารในการเข้าผนวกดินแดน

ทางด้านนายกรัฐมนตรี เมตเต เฟรเดอริกเซน แห่งเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มนาโต (NATO) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ประณาม “แรงกดดันที่ไม่สามารถยอมรับได้โดยสิ้นเชิงจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา” และเตือนว่า มีข้อบ่งชี้หลายอย่างที่บ่งบอกว่า “ส่วนที่ท้าทายที่สุดยังรอเราอยู่ข้างหน้า”

ขณะที่นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์กล่าวว่าพวกเขากำลัง “เผชิญกับวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์” แต่จุดยืนของเกาะแห่งนี้ชัดเจนคือ “หากเราต้องเลือกระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์ก ณ วินาทีนี้ เราเลือกเดนมาร์ก”

“สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องชัดเจนคือ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกถือครองโดยสหรัฐฯ กรีนแลนด์ไม่ต้องการถูกปกครองโดยสหรัฐฯ และกรีนแลนด์ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ” นายนีลเซนกล่าว

ทั้งนี้ กรีนแลนด์เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 2.17 ล้านตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 4 เท่า แต่มีประชากรเบาบางราว 57,000 คนเท่านั้น แต่กรีนแลนด์ตั้งอยู่ระหว่างอเมริกาเหนือและอาร์กติก ทำให้ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับระบบเตือนภัยล่วงหน้าในกรณีที่เกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และสำหรับการเฝ้าติดตามเรือต่าง ๆ ในภูมิภาค

นายทรัมป์กล่าวย้ำหลายครั้งว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยอ้างโดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าว “เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีนอยู่ทุกหนทุกแห่ง”

ปัจจุบันสหรัฐฯ มีบุคลากรทางทหารประจำการถาวรในกรีนแลนด์ประมาณ 100 นาย ที่ฐานทัพพิทุฟฟิก (Pituffik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเกาะ โดยเป็นฐานทัพที่เปิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และภายใต้ข้อตกลงที่มีอยู่กับเดนมาร์ก สหรัฐฯ มีอำนาจในการส่งทหารเข้าไปยังกรีนแลนด์ได้มากเท่าที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ข้อตกลงเช่าพื้นที่นั้นยังไม่ดีพอ สหรัฐฯ “จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ” และ “นาโตต้องเข้าใจในเรื่องนี้”

นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างกรีนแลนด์ สหรัฐอเมริกา และเดนมาร์ก ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเด็นหลักอยู่ที่ความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ เนื่องจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญและทรัพยากรที่มีอยู่มากมาย ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นจุดสนใจทางยุทธศาสตร์

ทำไมนายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า กรีนแลนด์ต้องการที่จะคงความสัมพันธ์กับเดนมาร์กต่อไป แม้ว่าสหรัฐฯ จะพยายามผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจที่กรีนแลนด์มีต่อเดนมาร์กนั้นแข็งแกร่งและหยั่งรากลึก การเปลี่ยนแปลงสถานะอาจนำมาซึ่งความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่กรีนแลนด์ไม่ต้องการเผชิญในขณะนี้

ผลกระทบต่อกรีนแลนด์

การที่ นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ ในแถบอาร์กติกได้ สหรัฐฯ อาจต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงทรัพยากรและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของกรีนแลนด์ ในขณะที่เดนมาร์กจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลกรีนแลนด์ต่อไป

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในแถบอาร์กติกอาจเปลี่ยนแปลง
  • สหรัฐฯ อาจต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่
  • เดนมาร์กยังคงมีบทบาทสำคัญในการดูแลกรีนแลนด์

อนาคตของกรีนแลนด์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ จะมีผลต่ออนาคตของเกาะแห่งนี้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่าการซื้อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ความต้องการของสหรัฐอเมริกาในการมีอำนาจควบคุมพื้นที่ทางยุทธศาสตร์นี้อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – นายกฯ กรีนแลนด์ลั่น เลือกอยู่ข้างเดนมาร์ก มากกว่าสหรัฐฯ

“มาดูโร” ถูกคุมขัง! ทรัมป์บริหารเวเนฯ

“มาดูโร” ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์กแล้ว หลังถูกหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวออกจากประเทศ หลังจากการโจมตีกรุงการากัสครั้งใหญ่ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเวเนซุเอลาจะอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ม.ค.) ซึ่งหน่วยคอมมานโดจับกุม“มาดูโร”และนางซิเลีย ฟลอเรซ ภรรยาของเขา ขณะที่การโจมตีทางอากาศถล่มหลายจุดในและรอบๆ กรุงการากัส

นาย“มาดูโร” และภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือ และต่อด้วยเครื่องบิน ซึ่งได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศแห่งชาติสจวร์ตในรัฐนิวยอร์ก ห่างจากแมนฮัตตันไปทางเหนือประมาณ 97 กิโลเมตร ก่อนถูกนำตัวไปยังศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ซึ่งเป็นสถานที่กักกันของรัฐบาลกลางในย่านบรูคลิน ซึ่งทั้งคู่จะถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ

ทำเนียบขาวโพสต์วิดีโอใน X แสดงภาพมาดูโรถูกใส่กุญแจมือและสวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางผ่านสถานที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก โดยนายยมาดูโรวัย 63 ปีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “ราตรีสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่”

แม้ว่าการบุกโจมตีที่เสี่ยงอันตรายจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นยังไม่แน่นอนอย่างยิ่ง ทรัมป์กล่าวว่าเขา “กำลังแต่งตั้งบุคคล” จากคณะรัฐมนตรีของเขาให้รับผิดชอบในเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ในอีกเรื่องที่น่าประหลาดใจ ทรัมป์ระบุว่าอาจมีการส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไป โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ “ไม่กลัวที่จะส่งทหารลงพื้นที่” แต่ดูเหมือนเขาจะปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาจะยึดอำนาจ และกล่าวว่าเขาอาจจะทำงานร่วมกับเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาแทน

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือความสนใจของทรัมป์ในแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไป ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก” “เราจะขายน้ำมันในปริมาณมาก”

มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” เธอเรียกร้องให้เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านในปี 2024 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี “ทันที”

แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีเย็นชาอย่างน่าประหลาดใจต่อความคาดหวังที่ว่ามาชาโดจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่าเธอไม่ได้รับ “การสนับสนุนหรือความเคารพ” ที่นั่น ในทางกลับกัน เขาชื่นชมโรดริเกซ โดยกล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นเพื่อให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ด้านโรดริเกซเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรและให้คำมั่นว่าจะ “ปกป้อง” ประเทศ

เมื่อคืนวันเสาร์ ศาลฎีกาของเวเนซุเอลาสั่งให้โรดริเกซเข้ารับอำนาจประธานาธิบดี “ในฐานะรักษาการ” สะท้อนให้เห็นถึงความสับสน ทรัมป์ระบุว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ น่าจะดำเนินต่อไปในระยะยาว เธอกล่าวว่า “เราจะอยู่ต่อไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้”

จีน พันธมิตรของเวเนซุเอลา กล่าวว่า “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ฝรั่งเศสเตือนว่า “ไม่สามารถกำหนดทางออกได้จากนอกประเทศ” ด้านนายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เขา “กังวลอย่างยิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ”

ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจากโซมาเลียแจ้งกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ชาวเวเนซุเอลาเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตี เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ใช้เวลาหลายเดือนในการระดมพลนอกชายฝั่ง ชาวกรุงการากัสเผชิญเสียงระเบิดและเสียงเฮลิคอปเตอร์ทหาร เมื่อเวลาประมาณ 2:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ การโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพหลักและฐานทัพอากาศ รวมถึงสถานที่อื่นๆ เป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง

พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าวว่าปฏิบัติการที่ชื่อว่า “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ต้องใช้เวลาวางแผนและซ้อมจริงนานหลายเดือน โดยกองกำลังต่าง ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการต่างรอสภาพอากาศที่เหมาะสม เครื่องบิน 150 ลำเข้าร่วมปฏิบัติการ โดยสนับสนุนกองกำลังที่ลงจอดด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อจับกุมมาดูโร ด้วยความช่วยเหลือจากข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมมาหลายเดือนเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเขา ตั้งแต่ “สิ่งที่เขากิน” ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยง เขากล่าวว่า มาดูโรและภรรยา “ยอมจำนน” โดยไม่มีการต่อสู้ และ “ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต”

ทางการเวเนซุเอลายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่ทรัมป์บอกกับนิวยอร์กโพสต์ว่า ชาวคิวบา “จำนวนมาก” ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของมาดูโรเสียชีวิต

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปฏิบัติการ กรุงการากัสก็เงียบสงัด มีตำรวจประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสาธารณะ และกลิ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วท้องถนน

สหรัฐฯ และรัฐบาลยุโรปหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโร โดยกล่าวว่าเขาโกงการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024 นายมาดูโร ซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2013 หลังจากรับช่วงต่อจากฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้าย ได้กล่าวหาทรัมป์มานานแล้วว่าพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ได้ให้เหตุผลหลายประการสำหรับนโยบายที่ก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา โดยบางครั้งเน้นย้ำเรื่องการอพยพผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และน้ำมัน แต่ก่อนหน้านี้เขาหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเปิดเผย

สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการนี้อย่างรวดเร็ว แต่ไมค์ จอห์นสัน พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ และผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่ามัน “สมเหตุสมผล”.

“มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

อนาคตของเวเนซุเอลาหลัง “มาดูโร” ถูกคุมขัง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงผันผวนและไม่แน่นอน การที่ “มาดูโร” ถูกคุมขังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อประเทศและประชาชนชาวเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไรนั้น ยังต้องติดตามดูกันต่อไป

สิ่งสำคัญคือต้องจับตาดูการตัดสินใจของสหรัฐฯ และท่าทีของนานาชาติต่อวิกฤตการณ์นี้ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในเวเนซุเอลาเอง เพราะทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน

ประชาชนชาวเวเนซุเอลาหวังว่าสถานการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และประเทศจะกลับคืนสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรืองได้ในที่สุด

ที่มา – “มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก: เที่ยวบินดีเลย์อื้อ!

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนักในช่วงหลังเทศกาลคริสต์มาส เที่ยวบินหลายพันเที่ยวบินต้องดีเลย์และถูกยกเลิก ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องเผชิญกับความวุ่นวายในการเดินทางกลับบ้านหรือไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ

พายุฤดูหนาว Devin แผลงฤทธิ์พัดถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ทำให้เกิดหิมะและน้ำแข็งสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในนครนิวยอร์กที่ทำสถิติหิมะตกหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องตัดสินใจยกเลิกและปรับเปลี่ยนตารางการบินกว่า 9,000 เที่ยวบิน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นในช่วงเวลาอันตรายนี้

สถานีโทรทัศน์และสำนักข่าวต่างๆ รายงานสถานการณ์พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำถึงความรุนแรงของพายุและความยากลำบากในการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าว หลายพื้นที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดเนื่องจากหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้าและอันตราย

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก มีปริมาณหิมะสะสมสูงถึง 11 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 นอกจากนี้ พื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวยอร์ก รวมถึงรัฐคอนเนตทิคัต ก็เผชิญกับหิมะที่ตกลงมาอย่างหนาแน่น โดยวัดปริมาณได้ระหว่าง 15-25 เซนติเมตร

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของการพายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ต่อการเดินทางทางอากาศ โดยมีเที่ยวบินภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหรือล่าช้าสะสมกว่า 9,000 เที่ยวบิน โดยเฉพาะสนามบินหลัก 3 แห่งในนิวยอร์ก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ท่าอากาศยานลากวาร์เดีย และท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี ประสบปัญหาเที่ยวบินดีเลย์และยกเลิกเป็นจำนวนมาก

สายการบินช่วยเหลือผู้โดยสาร

แม้ว่าสถานการณ์จะดูเลวร้าย แต่สายการบินหลักอย่าง American Airlines, United Airlines และ JetBlue ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงตั๋ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเลวร้ายนี้ มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระให้กับผู้โดยสารที่ต้องปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางเนื่องจากพายุหิมะ

นางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กว่าครึ่งรัฐ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก โดยขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดตลอดช่วงที่พายุกำลังพัดกระหน่ำ เช่นเดียวกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งจำกัดการใช้รถบรรทุกเชิงพาณิชย์บนทางหลวงสายหลักหลายเส้นทาง เนื่องจากสภาพถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและเป็นอันตราย

ถึงแม้ว่าในช่วงบ่ายวันเสาร์ พายุจะเริ่มอ่อนกำลังลงและเหลือเพียงหิมะโปรยปรายเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนให้ประชาชนระวังเรื่องอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้หิมะที่ละลายกลายเป็น “Black Ice” หรือแผ่นน้ำแข็งใสที่มองไม่เห็นบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่

การเดินทางในช่วงฤดูหนาวมักมาพร้อมกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า การตรวจสอบพยากรณ์อากาศ และการเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น หากจำเป็นต้องขับรถในสภาพอากาศที่มีหิมะหรือน้ำแข็ง ควรขับด้วยความระมัดระวัง ลดความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้น

พายุหิมะที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบของสภาพอากาศที่รุนแรงต่อการดำเนินชีวิตของเรา การตระหนักถึงความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯพุ่ง โยนผิดไบเดนเรื่องค่าครองชีพ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ถึงชาวอเมริกัน ให้คำมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังมุ่งสู่การขยายตัวครั้งใหญ่ พร้อมกล่าวโทษนายโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูง พร้อมประกาศแจกเช็คโบนัส “Warrior Dividend” ให้ทหารคนละ 1,776 ดอลลาร์ ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ดิ่งเหวจากปัญหาสินค้าราคาแพง

ทรัมป์ วัย 79 ปี กล่าวจากทำเนียบขาวในโอกาสครบหนึ่งปีของการกลับมาดำรงตำแหน่งว่า เขา “รับช่วงปัญหามหาศาลมาแก้ไข” และยืนยันว่าราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนกังวลนั้น “กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว” แม้จะยอมรับว่ายังไม่จบสิ้น แต่ย้ำว่าความคืบหน้ามีให้เห็นชัดเจน

ท่ามกลางความประหลาดใจ ทรัมป์ประกาศมอบ “เงินปันผลนักรบ” ให้กำลังพลสหรัฐ 1.45 ล้านนาย คนละ 1,776 ดอลลาร์สหรัฐ  (ราว 55,909 บาท) ก่อนเทศกาลคริสต์มาส โดยใช้งบจากรายได้ภาษีศุลกากร พร้อมระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการยกย่องปี ค.ศ.1776 ซึ่งเป็นปีสถาปนาประเทศ และสหรัฐฯ จะฉลองครบรอบ 250 ปีในปีหน้า

ผู้นำสหรัฐยังย้ำว่า ปี 2026 สหรัฐจะเผชิญ “การเติบโตทางเศรษฐกิจที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน” ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่สหรัฐร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับแคนาดาและเม็กซิโก อย่างไรก็ดี แม้ทำเนียบขาวจะโปรโมตสุนทรพจน์นี้ว่าเป็นการวางทิศทางเศรษฐกิจตลอดวาระที่สอง แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงมุ่งโจมตีคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต และผู้อพยพ ที่ทรัมป์กล่าวหาว่าแย่งงานชาวอเมริกัน

ฝ่ายเดโมแครตตอบโต้ทันที โดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ ระบุว่า ทรัมป์ “อยู่ในโลกที่ตัดขาดจากความเป็นจริงของคนอเมริกัน” พร้อมชี้ว่าข้อเท็จจริงคือราคาสินค้ายังเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานสูงขึ้น และไม่เห็นสัญญาณยุติ

สุนทรพจน์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังปีที่ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การปราบปรามผู้อพยพ ไปจนถึงการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนว่า ประเด็นที่ชาวอเมริกันกังวลมากที่สุดคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีส่วนมาจากนโยบายภาษีศุลกากรต่อคู่ค้าทั่วโลกของทรัมป์ ผลโพล PBS News/NPR/Marist ที่เผยแพร่วันเดียวกัน ระบุว่าทรัมป์ได้คะแนนนิยมด้านการจัดการเศรษฐกิจต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 57% ไม่เห็นด้วย และกังวลค่าครองชีพ ขณะที่โพล YouGov ชี้ว่า 52% มองว่าเศรษฐกิจแย่ลงภายใต้การนำของเขา

ทรัมป์ยังเผชิญเสียงวิจารณ์จากฐานเสียง MAGA ว่าให้ความสำคัญกับการทูตต่างประเทศ เช่น ยูเครน กาซา และความตึงเครียดกับเวเนซุเอลา มากกว่าปัญหาในประเทศ แม้สุนทรพจน์ครั้งนี้จะไม่กล่าวถึงยูเครนหรือเวเนซุเอลา แต่เขาอ้างผลงานเรื่องการหยุดยิงในกาซา การโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการทำสงครามกับเครือข่ายค้ายาเสพติด

สัญญาณการปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเริ่มชัดขึ้น เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมปีหน้าใกล้เข้ามา หลังรีพับลิกันพ่ายแพ้หนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นสำคัญเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ทรัมป์เร่งเดินสายภายในประเทศเพื่อสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจ โดยสัปดาห์ก่อนเขาสัญญาที่เพนซิลเวเนียว่าจะ “ทำให้อเมริกามีค่าครองชีพที่เอื้อมถึงอีกครั้ง” และมีกำหนดจัดเวทีปราศรัยในนอร์ทแคโรไลนาในวันศุกร์นี้

ด้านรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ซึ่งถูกจับตาในฐานะผู้สืบทอดทางการเมืองในปี 2028 ก็ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนอดทนต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน.

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

จากการปราศรัยล่าสุด ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน สร้างความฮือฮาให้กับชาวอเมริกันและนักวิเคราะห์ทั่วโลก หลายคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของคำกล่าวอ้างนี้ ในขณะที่บางส่วนมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเรียกคะแนนนิยมก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง

อนาคตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์

ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน สร้างความหวังให้กับผู้สนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา อนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์จะเป็นอย่างไร ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวเช่นนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างถึงสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันของสหรัฐฯ จริงๆแล้วภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างไรกันแน่ และนโยบายของใครกันแน่ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สัญญาของทรัมป์ที่ว่า ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวอเมริกันทุกคน

ที่มา – AFP

ที่มา – ทรัมป์โวเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังพุ่ง โยนความผิดค่าครองชีพสูงให้ไบเดน

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน มูลค่า 3.49 แสนล้าน

รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท อย่างเป็นทางการแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.49 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจความช่วยเหลือทางทหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยมีมา มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลและการกดดันทางทหารจากจีน

สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

กระทรวงกลาโหมไต้หวันได้ออกมาเปิดเผยว่า อาวุธสำคัญในรายการจัดซื้อครั้งนี้มีทั้งหมด 8 รายการหลัก โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพในการป้องปราม และการทำสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ซึ่งรวมถึงระบบจรวดหลายลำกล้อง HIMARS ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในสมรภูมิยูเครน นอกจากนี้ยังมีปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Javelin, โดรนกามิกาเซ่ รุ่น Altius รวมถึงอะไหล่และอุปกรณ์สนับสนุนอื่นๆ สำหรับยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่

ทางด้านเพนตากอนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท ครั้งนี้ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยจะช่วยให้ไต้หวันสามารถปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และสร้าง “ขีดความสามารถในการป้องกันตนเองที่น่าเชื่อถือ”

โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวันได้ออกมาแถลงขอบคุณสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่าไต้หวันจะเดินหน้าปฏิรูปกองทัพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมในการป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ได้เดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างลับๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน และสอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ที่เพิ่งประกาศงบประมาณป้องกันประเทศเพิ่มเติมสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่า “เรื่องความมั่นคงของชาติไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม”

ทำไมสหรัฐฯ ถึงอนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวันครั้งใหญ่?

แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีแผนเดินทางไปเยือนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในปีหน้า จนทำให้เกิดความกังวลว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวันอาจสั่นคลอน แต่การอนุมัติอาวุธล็อตใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ตั้งเป้าที่จะรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาค และกดดันให้พันธมิตรต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นตามนโยบายเดิมของเขา

ปัจจุบัน แผนการ สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท นี้ อยู่ในขั้นตอนการแจ้งต่อสภาคองเกรส ซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบได้อย่างราบรื่น เนื่องจากไต้หวันได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากทั้งสองพรรครัฐบาลในสหรัฐฯ

การอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการค้าอาวุธ แต่เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนไต้หวันและรักษาสมดุลอำนาจในภูมิภาค แม้จะมีความเสี่ยงที่จะกระทบความสัมพันธ์กับจีน แต่สหรัฐฯ มองว่าการสนับสนุนไต้หวันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตรในระยะยาว

ที่มา – สหรัฐฯ อนุมัติขายอาวุธให้ไต้หวัน ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่ากว่า 3.49 แสนล้านบาท

Scroll to top