สหัสวัต คุ้มคง

“สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น

“สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.1 ที่จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น สร้างความวิตกกังวลให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวของแรงงานไทยที่ไปทำงานอยู่ที่นั่น ล่าสุด นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน โดยย้ำว่า “สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น ให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินชดเชย การจัดหาที่พักชั่วคราว ไปจนถึงการเร่งแก้ปัญหาเอกสารสำคัญสูญหาย เพื่อให้มั่นใจว่าพี่น้องชาวไทยทุกคนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มาตรการที่รัฐต้องเร่งดำเนินการเพื่อแรงงาน

นายสหัสวัตมองว่า แม้รายงานเบื้องต้นจะระบุว่าแรงงานไทยทุกคนปลอดภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ แต่การดูแลไม่ควรจบลงเพียงแค่รู้ว่า “ปลอดภัย” ดังนั้น “สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น โดยกระทรวงแรงงานต้องเข้ามาประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการในประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบสถานะแรงงานเป็นรายบุคคล: ต้องทำฐานข้อมูลว่าใครได้รับผลกระทบในด้านใดบ้าง เช่น ประสบปัญหาที่พักพิงหรือเอกสารสูญหาย
  • ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย: จัดทำประกาศสิทธิแรงงานตามกฎหมายญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย เพื่อให้แรงงานเข้าใจสิทธิของตนเองในการรับค่าชดเชยและการกลับเข้าทำงาน
  • จัดช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน: เตรียมช่องทางพิเศษให้แรงงานเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันที แม้ในกรณีที่ระบบอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายโทรศัพท์ท้องถิ่นจะได้รับความเสียหาย

การดำเนินงานเหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรรอให้แรงงานที่เป็นผู้ประสบภัยต้องเดินเรื่องด้วยตนเองเพียงลำพัง ภาครัฐไทยมีหน้าที่เป็นที่พึ่งพาในฐานะหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อสวัสดิการของแรงงานในต่างแดน

บทสรุปและความคาดหวังต่อกระทรวงแรงงาน

ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ความรู้สึกโดดเดี่ยวคือสิ่งที่แรงงานไทยกังวลมากที่สุด การที่ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยในต่างแดนได้เป็นอย่างมาก “สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น ไม่ใช่เพียงคำเรียกร้องทางการเมือง แต่เป็นเสียงสะท้อนความต้องการพื้นฐานเพื่อให้พี่น้องแรงงานสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กระทรวงแรงงานจะยกระดับมาตรการช่วยเหลือให้เท่าทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจได้ว่า ทุกก้าวของชีวิตในต่างแดนจะมีภาครัฐพร้อมดูแลและเคียงข้างเสมอแม้ในเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน

ที่มา – “สหัสวัต” จี้ แรงงานเร่งดูแลแรงงานไทยในญี่ปุ่น ทั้งเงินชดเชย ที่พักและเอกสารหาย

จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติ แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจสีเทาหรือที่เรียกติดปากกันว่า “จีนเทา” กันบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างการบริหารจัดการของภาครัฐไทยได้อย่างชัดเจน ล่าสุด นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ ซึ่งเป็นการชี้จุดบอดที่สำคัญของการแก้ปัญหาในปัจจุบัน

จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติ แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ

การที่รัฐบาลมีนโยบายปรับลดวันพำนักจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เพื่อหวังจะสกัดกั้นกลุ่มทุนจีนสีเทานั้น ดูเหมือนจะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาไม่ได้เริ่มต้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง แต่จุดกำเนิดของ จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ ทั้งในแง่ของกลไกการกำกับดูแลทะเบียนบริษัท โครงสร้างผู้ถือหุ้น และการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ไม่เข้มงวดพอ

เปิดทางออก: ทำไมรัฐไทยต้องจริงจังมากกว่าแค่เรื่องวีซ่า

สส.สหัสวัต ได้เสนอแนวทาง 8 ข้อเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติจริง เพื่อพิสูจน์ว่า จีนเทาไม่ได้เกิดจากต่างชาติเข้ามา แต่เกิดจากรัฐไทยอ่อนแอ โดยมีหัวข้อสำคัญดังนี้:

  • เปิดเผยรายงานติดตามโครงการ BOI หลังได้รับการส่งเสริมอย่างโปร่งใส
  • ตรวจสอบการถือครองที่ดินของกิจการต่างชาติที่อาจใช้นอมินี
  • ปราบปรามนอมินีในพื้นที่ EEC อย่างเป็นระบบ
  • สร้างฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน
  • แยกนโยบายตรวจคนเข้าเมืองออกจากการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

ปัญหาที่แท้จริงคือช่องว่างระหว่าง “การส่งเสริมการลงทุน” กับ “การกำกับดูแลหลังได้รับสิทธิ” หากรัฐไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มทุนผิดกฎหมายเหล่านี้ก็จะยังคงหยั่งรากลึกอยู่ในประเทศไทยต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ในมุมมองของผม การจะแก้ปัญหาเรื่องจีนเทาได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างระบบกฎหมายที่บังคับใช้ได้อย่างเสมอภาค ความเกรงกลัวต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตหรือช่องโหว่ทางกฎหมายต่างหากที่ทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การมุ่งเน้นไปที่การลดวันพำนักของนักท่องเที่ยวอาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด แต่ไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือทุนสีเทารู้สึกสะท้านสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

สุดท้ายแล้ว รัฐบาลควรเลิกโทษปัจจัยภายนอกและหันกลับมาทบทวนการทำงานของหน่วยงานภายใน ให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้ หากเรายังปล่อยให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอแบบนี้ ไม่ว่าจะมีนโยบายวีซ่ารูปแบบไหน ก็ยากที่จะกำจัดปัญหาจีนเทาให้หมดไปจากประเทศไทยได้

ที่มา – “สหัสวัต” ชี้จีนเทาไม่ได้เกิดจาก “ต่างชาติเข้ามา” แต่เกิดจาก “รัฐไทยอ่อนแอ”

ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในอิสราเอลและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องแรงงานไทยนับพันคนที่กำลังทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดย ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล ให้ได้รับการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ขีปนาวุธถูกยิงใส่กันอย่างต่อเนื่อง แรงงานไทยจำนวนมากติดค้างกับนายจ้าง ไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศได้ทันท่วงที พรรคประชาชนซึ่งติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี เขต 7 ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการทันที ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 พรรคได้โพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยต่อคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะแรงงานที่กำลังเผชิญอันตราย

ข้อเสนอสำคัญจากปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

พรรคประชาชนสนับสนุนการจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานร่วมมือกัน ข้อเสนอหลักมีดังนี้

  • 1. ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนด่วน: แจ้งคนไทยในพื้นที่เสี่ยงให้อพยพออกทันที หากสายการบินยังบินได้ หรือไปยังที่หลบภัย (Shelter) เพื่อป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธ สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไป ก็ขอให้หลีกเลี่ยงและติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สถานทูตไทย เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต
  • 2. จัดตั้ง War Room ร่วมมือข้ามหน่วยงาน: รวมสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด เตรียมแผนอพยพทางบกหากน่านฟ้าปิด เช่น ไปจอร์แดนหรือตุรกี ทำให้สามารถช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลและอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. กระทรวงแรงงาน-กต. ร่วมติดตามช่วยเหลือ: ประสานกับนายจ้างและทางการอิสราเอล เพื่อให้แรงงานไทยอพยพเข้าพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ควรเปิดตลาดแรงงานใหม่ๆ ในประเทศที่ปลอดภัย เพื่อให้แรงงานไทยมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงในพื้นที่ขัดแย้ง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระยะยาว เช่น การฝึกอบรมแรงงานก่อนไปทำงานต่างประเทศ การทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม และการกระจายส่งออกแรงงานไปยังประเทศที่มั่นคงมากขึ้น ในอดีต แรงงานไทยในตะวันออกกลางเคยประสบปัญหาคล้ายกันหลายครั้ง แต่ครั้งนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าด้วยเทคโนโลยีอาวุธที่ทันสมัย ทำให้ต้องเร่งรัดการช่วยเหลือ

พรรคประชาชนขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องแรงงานไทยและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กำลังทำงานอย่างสุดความสามารถ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรุณาติดต่อขอความช่วยเหลือทันที สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน (+98) 912 159 8699, (+98) 912 500 7933 หรือสายด่วนกรมการกงสุล 02-572-8422 ตลอด 24 ชั่วโมง การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความสูญเสียได้มาก

สุดท้าย พรรคประชาชนเชื่อว่านโยบายที่ชัดเจนและการประสานงานที่ดี จะทำให้ประเทศไทยสามารถปกป้องพลเมืองของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์วิกฤตนี้

ที่มา – ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้าง สปส.ครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์”

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนทั่วประเทศ เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาค้างคาให้การบริการรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ล่าสุดมีการประชุมครั้งสำคัญ โดยปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน และมีข้อเสนอชูชื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก และสหัสวัต คุ้มคง เข้ามานั่งตำแหน่งที่ปรึกษา ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ให้สำเร็จ

ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์” นั่งที่ปรึกษา

สำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. ถือเป็นองค์กรสวัสดิการสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดูแลผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน มีกองทุนประกันสังคมสะสมหลายแสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมามักถูกวิจารณ์เรื่องระบบราชการที่ล่าช้า การเข้าถึงข้อมูลยาก และการบริหารที่ไม่ยืดหยุ่นพอต่อความต้องการของประชาชน ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม จ.นนทบุรี พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้เป็นประธานการประชุมที่ปรึกษาและคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูป สปส. ครั้งแรก หลังจากมีคำสั่งแต่งตั้งผู้แทนจากทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน เพื่อร่างโรดแมปให้เสร็จภายใน 60 วัน

การประชุมใช้เวลานานเกือบ 4 ชั่วโมง บรรยากาศเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ทุกภาคส่วนได้ระบายปัญหาจากประสบการณ์จริง และเสนอแนวทางแก้ไข โดยสรุปเห็นตรงกันว่าต้องเร่งปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ระบบความเป็นราชการที่ติดกรอบระเบียบจนล่าช้า ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัลและอนาคต

3 ประเด็นหลักที่ต้องแก้ไขในการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่

  • ระบบความเป็นราชการ: ระเบียบยุ่งเหยิงทำให้การอนุมัติสิทธิประโยชน์ เช่น ทุพพลภาพ ชราภาพ หรือเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ล่าช้าจนผู้ประกันตนเดือดร้อน
  • ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: ข้อมูลกองทุนต้องเปิดเผยให้สมาชิกตรวจสอบได้ทุกเวลา ลดข้อครหาความไม่โปร่งใส
  • รูปแบบการบริหาร: อาจปรับให้คล่องตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้รูปแบบรัฐวิสาหกิจ เอกชนเข้ามาบริหารบางส่วน หรือโมเดลใหม่ๆ ที่ทันสมัย

ปลัดแรงงานย้ำว่า จะให้ทุกฝ่ายรวบรวมข้อมูลเสนอประชุมครั้งหน้า และเชิญชวนสถาบัน องค์กรผู้เชี่ยวชาญเสนอตัวศึกษารูปแบบการบริหารใหม่ โดยไม่ต้องรอคำเชิญ เน้นการมีส่วนร่วมเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุด ไม่ตีกรอบว่าจะเป็นเอกชน 100% หรือรัฐ 100% แต่ให้เหมาะสมที่สุด

ข้อเสนอเด่น: ชง “ไอซ์” รักชนก และสหัสวัต นั่งที่ปรึกษา

ฝ่ายผู้ประกันตน โดยนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม เสนอชื่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” นายสหัสวัต คุ้มคง และตัวแทน ILO (องค์การแรงงานระหว่างประเทศ) เข้ามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติม ขณะที่ฝ่ายนายจ้างเสนอชื่อนายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ นอกจากนี้ ยังเสนอเรื่องเร่งด่วน เช่น เปิดรับฟังความเห็นงบประมาณปี 70 ถ่ายทอดสดประชุมบอร์ดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า บรรยากาศประชุมสมานฉันท์ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกระบวนการจัดจ้างทีมศึกษาที่จะเปิดรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การปฏิรูปยั่งยืน

การปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองที่ตอบโจทย์กระแสเรียกร้องจากผู้ประกันตน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์การเมืองและปัญหาที่สะสมมานาน หากสำเร็จจะช่วยยกระดับบริการ ลดช่องโหว่ และเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นหลักประกันชีวิตของแรงงานไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การปฏิรูปนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโครงสร้าง แต่คือการเปลี่ยน mindset สู่การบริการประชาชนตัวจริง หากมีที่ปรึกษาคนรุ่นใหม่อย่าง “ไอซ์” ที่เข้าใจปัญหาผู้ประกันตน จะช่วยให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แอปพลิเคชันดิจิทัลเต็มรูปแบบ หรือ AI ช่วยอนุมัติสิทธิ

คุณคิดอย่างไรกับการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่? มีข้อเสนออะไรเพิ่มเติมไหม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกันตนรับรู้ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง!

ที่มา – ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมครั้งใหญ่ ชง “ไอซ์” นั่งที่ปรึกษา

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบ 3 พ.ย.

ศาลอาญาได้รับฟ้องคดีที่ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 โดยชี้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ต้องมีขอบเขต นัดสอบคำให้การในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฟ้องร้องนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี จากพรรคประชาชน เช่นกัน โดยเรียกค่าเสียหายรายละ 50 ล้านบาทในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ทั้งสองคนได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการซื้อตึก SKYY9 โดยมีการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา

รักชนก-สหัสวัต

ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ส่งทนายความเป็นตัวแทนในการเข้ารับฟังคำสั่ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 30 นาที นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ ทนายความของนายสุชาติ เปิดเผยว่า ศาลได้มีคำสั่งว่าคดีดังกล่าวมีมูลความผิดครบองค์ประกอบตามที่โจทก์ได้นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล โดยเหตุผลที่ศาลพิจารณาคือ แม้นายสุชาติจะเป็นบุคคลสาธารณะก็จริง แต่การวิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องมีขอบเขต และในกรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการใส่ความที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม จำเลยยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่เมื่อคดีมีมูลก็จะต้องมีการต่อสู้คดีกันต่อไป

ศาลนัดสอบคำให้การ “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9

ทั้งนี้ ศาลได้นัดหมายให้มีการสอบคำให้การในครั้งต่อไป โดยทางจำเลยจะต้องดำเนินการประกันตัวในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 09.00 น. เกี่ยวกับกรณี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการไกล่เกลี่ย นายเฉลิมชัยระบุว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้และให้สอบถามจากนายสุชาติโดยตรง พร้อมทั้งกล่าวว่า นายสุชาติได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว และมีท่าทีที่เป็นปกติในการปกป้องสิทธิของตนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้ นายสุชาติไม่ได้เดินทางมาด้วยตนเองเนื่องจากมีภารกิจในการเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

สุชาติ ชมกลิ่น

คดี “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของขอบเขตในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นสิทธิที่ประชาชนพึงมี แต่การแสดงความคิดเห็นก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการและขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทย

ที่มา – ศาลรับฟ้อง “รักชนก-สหัสวัต” หมิ่น “สุชาติ” ซื้อตึก SKYY9 นัดสอบคำให้การ 3 พ.ย.

Scroll to top