สอบสวนกลาง

คุมตัว โทน บางแค เข้า บช.ก. ยันยิ่งถูกตรวจสอบยิ่งสง่างาม

คุมตัว โทน บางแค เข้า บช.ก. ยันยิ่งถูกตรวจสอบยิ่งสง่างาม

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในวงการเซียนพระ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เข้าดำเนินการคุมตัวนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดังเข้าสู่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบปากคำตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากมีการนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักและบริษัทพระเครื่องในย่านบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

บรรยากาศการคุมตัว โทน บางแค เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา บรรยากาศที่อาคารพิทักษ์สันติเป็นไปอย่างตึงเครียด โดย คุมตัว โทน บางแค เข้า บช.ก. ยันยิ่งถูกตรวจสอบยิ่งสง่างาม ซึ่งตัวเขาเองได้สวมแว่นดำและมีเฝือกที่แขนซ้าย พร้อมกับฝืนยิ้มให้กับสื่อมวลชนที่รอทำข่าว โดยเจ้าตัวได้ยืนยันหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้หลบหนีไปไหน และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทุกประการ

โทน บางแค ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยท่าทีที่ดูมั่นใจว่า “ยิ่งถูกตรวจสอบก็ยิ่งสง่างาม” พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างชัดเจน โดยมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติที่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ และเขาไม่ได้มีความกังวลใจในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

  • มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง
  • พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอน
  • ไม่เคยคิดหลบหนีคดีความตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สังคมและสื่อมวลชนยังคงสงสัยและพยายามสอบถามเพิ่มเติมคือ กรณีเกี่ยวกับ คุมตัว โทน บางแค เข้า บช.ก. ยันยิ่งถูกตรวจสอบยิ่งสง่างาม ซึ่งรวมไปถึงคำถามเรื่องราคาของ “กล้องส่องพระ” ที่มีราคาสูงกว่าปกติในท้องตลาด จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันหรือมีที่มาอย่างไร แต่ในประเด็นนี้ โทน บางแค กลับไม่ได้ให้คำตอบใดๆ กับผู้สื่อข่าว โดยเลือกที่จะนิ่งเงียบในประเด็นดังกล่าว

ในตอนนี้ทางพนักงานสอบสวนกำลังเร่งดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพิ่มเติมตลอดทั้งคืน ก่อนที่จะมีการนำตัวส่งฝากขังที่ศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีที่สร้างความสนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารในแวดวงพระเครื่องเป็นอย่างมาก

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้อาจเตือนใจให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือบุคคลในวงการใด หากเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว ความจริงย่อมเป็นสิ่งที่จะปรากฏให้เห็นในที่สุด เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และการตรวจสอบจะนำไปสู่ความกระจ่างในประเด็นกล้องส่องพระที่หลายคนสงสัยหรือไม่

ที่มา – คุมตัว “โทน บางแค” เข้า บช.ก. ลั่น ยิ่งถูกตรวจสอบก็ยิ่งสง่างาม ไม่ตอบคำถาม ทำไมกล้องแพง

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวกรณีการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เมื่อล่าสุดคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายปมปัญหาที่ว่าทำไมคะแนนถึงไม่ตรงกันระหว่างไฟล์ต้นฉบับกับรายชื่อที่ประกาศออกมาครับ

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

การประชุมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญเมื่อ กมธ. ป.ป.ช. ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ เข้าชี้แจง โดยประเด็นหลักคือรายชื่อผู้ผ่านการสอบกว่า 15,000 รายชื่อ ซึ่งพบความผิดปกติว่ามีการแก้ไขคะแนนในแฟลชไดรฟ์ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทบต่อนักสอบนับแสนรายที่สู้ชีวิตมาอย่างสุจริต

เปิดปมร้อน: ทำไมแฟลชไดรฟ์ถึงถูกแก้ไขข้อมูล?

จากการชี้แจงพบว่า ข้อมูลที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ผู้รับจ้าง) ตรวจสอบนั้นถูกต้อง แต่พอมาอยู่ที่ฝ่ายผู้ว่าจ้างกลับพบร่องรอยการแก้ไข นี่คือสิ่งที่ กมธ. ป.ป.ช. กำลังเร่งหาคำตอบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้ กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเปลี่ยนคะแนนที่น่าสงสัย โดยเฉพาะประเด็นการเก็บข้อมูลไว้ในแฟลชไดรฟ์ที่ไม่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยใดๆ

  • ลำดับการส่งมอบแฟลชไดรฟ์จาก มศว ไปยัง สถ.
  • การติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอให้ประทับตรามหาวิทยาลัยย้อนหลัง
  • ร่องรอยการเข้าถึงตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดี
  • ความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ

ในสัปดาห์หน้าทาง กมธ. จะเชิญทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. รวมไปถึงกองบังคับการปราบปรามมาร่วมโต๊ะประชุม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลากตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม เพราะการโกงสอบถือเป็นการทำลายระบบราชการและทำลายใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะรับใช้ชาติอย่างแท้จริง ครับ/ค่ะ

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบต่อกรณีอื้อฉาวครั้งนี้ นี่คือบทเรียนสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการสอบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่อย่างนั้นความเชื่อมั่นของระบบราชการไทยอาจสั่นคลอนไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับเซียนพระ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการพระเครื่องที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ มาดามเก่ง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มเซียนพระชื่อดัง จนกระทั่งล่าสุดทางผู้บังคับบัญชาต้องลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

เมื่อไม่นานมานี้เองครับ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ อย่างเป็นทางการ เนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะมีหน่วยงานเดียวทำหน้าที่ ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดการแต่งตั้งและแนวทางการทำคดี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เล็งเห็นถึงความซับซ้อนของคดีที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ จึงสั่งรวมสำนวนคดีจากเดิมที่แยกกันทำ ให้มาอยู่ในคณะทำงานชุดเดียวกันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีการสั่งรวมคดีที่เกี่ยวข้องกับเซียนพระเข้าเป็นคณะทำงานชุดใหญ่
  • เหตุผลหลักที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ เพราะต้องการความเป็นระเบียบและลดความสับสนในการสรุปสำนวน
  • ในขณะนี้ผู้เสียหายหลักที่แจ้งความยังคงมีเพียงรายเดียวคือมาดามเก่ง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกมากนัก เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนที่สำคัญ ทางทีมตำรวจเกรงว่าการให้ข่าวในช่วงนี้อาจทำให้เกิดความสับสนหรือส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้ ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และแวดวงพระเครื่องจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากการตรวจสอบครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้วงการพระเครื่องต้องตื่นตัวเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ย่อมถูกตรวจสอบจากกระบวนการยุติธรรมได้เสมอครับ

ที่มา – ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

เตรียมออกหมายเรียก “อาจารย์แก้กรรม” เจ้าตัวครวญเสื่อมชื่อ

จากกรณีร้อนแรงที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อ เตรียมออกหมายเรียก “อาจารย์แก้กรรม” เจ้าตัวครวญเรื่องนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หลังจากตำรวจกองปราบปรามบุกเข้าค้นบ้านพักและสถานปฏิบัติธรรมของอาจารย์ชื่อดังในพื้นที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน พบพยานหลักฐานสำคัญหลายชิ้น เช่น ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าที่เกี่ยวข้องกับการกระทำอนาจาร สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทยที่กำลังจับตามองคดีนี้อย่างใกล้ชิด

เตรียมออกหมายเรียก “อาจารย์แก้กรรม” เจ้าตัวครวญเรื่องนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ความคืบหน้าของคดีนี้เริ่มต้นจากนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด ที่นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับกองกำกับการ 4 บก.ป. หลังถูกอาจารย์แก้กรรมรายนี้ทำพิธีกรรมนอกรีต โดยอ้างว่าแก้ปวดหัวเรื้อรัง แต่กลับมีการอนาจาร อมอวัยวะเพศ และมีพฤติกรรมวิกลจริตกับสุนัข ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจและน่าสะอิดสะเอียนสำหรับผู้ที่หลงเชื่อและไปขอพรแก้กรรม

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ในวันดังกล่าวมีผู้เสียหายรายที่ 2 เดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติม พฤติกรรมของผู้ต้องหามีลักษณะคล้ายกัน คือ ล่อลวงไปทำพิธีแล้วลงมืออนาจาร ตำรวจจึงไม่รอช้า รีบปฏิบัติการเข้าค้นบ้านพักที่ทำเป็นสถานปฏิบัติธรรมในจังหวัดลำพูน และจุดเชื่อมโยงอื่นๆ อีก 2-3 แห่ง

พบหลักฐานสำคัญในการเข้าค้นบ้านอาจารย์แก้กรรม

จากการเข้าค้น ผู้ต้องหาให้ความร่วมมือดี แต่ปฏิเสธที่จะพูดถึงสาระสำคัญของคดี เพียงแต่บ่นครวญกับเจ้าหน้าที่ว่า เรื่องนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง อย่างหนัก ตำรวจเก็บพยานหลักฐานตามที่ผู้เสียหายเบิกความไว้ได้หลายรายการ ประกอบด้วย ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า และหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่สั่งยึดทั้งหมด แม้ยังไม่พบหนังสืออนาจารหรือเอกสารเกี่ยวกับสุนัขในเชิงอนาจาร แต่หลักฐานที่ได้มาก็เพียงพอต่อการดำเนินคดีแล้ว

  • ผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าที่อาจมีร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์
  • หนังสือและวัตถุอื่นๆ ในสถานปฏิบัติธรรม
  • จุดค้นอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่าย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยังย้ำว่าปัจจุบันมีผู้เสียหายอย่างน้อย 2 ราย แต่เชื่อว่าอาจมีอีกหลายคนที่ยังเงียบ ปฏิบัติการเข้าค้นครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเกรงว่าหลักฐานจะถูกทำลาย และยืนยันว่าไม่กลัวการแทรกแซงจากลูกศิษย์ผู้ศรัทธาในอาจารย์คนนี้

กรณี “โน๊ต อุดม” กับพฤติกรรมคล้ายคลึง

ที่น่าสนใจคือ มีกรณีของ “โน๊ต อุดม” นักแสดงชื่อดังที่เคยเล่าประสบการณ์คล้ายกันผ่านเวทีเดี่ยวไมค์โครโฟน โดยถูกหลอกทำพิธีแก้กรรมแล้วถูกลวนลาม ตำรวจเตรียมตรวจสอบว่าคือบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพื่อขยายคดีให้ครอบคลุมมากขึ้น คดีอนาจารแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การอ้างชื่อ “แก้กรรม” ทำให้ผู้เสียหายจำนวนมากตกเป็นเหยื่อเพราะความเชื่อโชคลาง

สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกัน ไม่ว่าจะปวดหัวเรื้อรังหรือเรื่องกรรมเก่า อย่าหลงเชื่อพิธีกรรมแปลกๆ ที่ดูนอกรีต แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้แทน สังคมไทยควรตื่นตัวกับมิจฉาชีพที่ใช้ศาสนาและความเชื่อมาหากินแบบนี้

สุดท้ายนี้ หากคุณหรือคนใกล้ตัวเคยถูก “อาจารย์แก้กรรม” คนนี้ หรือบุคคลคล้ายกันกระทำอนาจาร สามารถแจ้งความได้ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยตรง เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะนี้ให้สิ้นซาก อย่าให้ความเสื่อมเสียชื่อเสียงของผู้บริสุทธิ์ถูกกลบเกลื่อนด้วยมิจฉาชีพ!

ที่มา – เตรียมออกหมายเรียก “อาจารย์แก้กรรม” เจ้าตัวครวญเรื่องนี้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง

บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นวันสำคัญสำหรับวงการตำรวจไทย เมื่อ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิ๊กต่อ” เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) คนใหม่ โดยก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่ท่านได้นำคณะผู้บังคับบัญชาที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ในสังกัด ร่วมประกอบพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสนี้

บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง

พิธีกรรมครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความเคารพตามประเพณีไทย โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ และคณะ ได้จุดธูปเทียนบูชาและถวายเครื่องบูชาต่อพระพุทธพิทักษ์ธรรมนำชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำกองบัญชาการ นอกจากนี้ยังได้สักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่เป็นที่เคารพยึดเหนี่ยวจิตใจของข้าราชการตำรวจมาอย่างยาวนาน การเลือกถือฤกษ์ดีในวันดังกล่าว สะท้อนถึงความเชื่อในพลังแห่งความศรัทธาที่จะนำพาความสำเร็จมาสู่การปฏิบัติงาน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย มีประวัติการทำงานที่โดดเด่นในวงการตำรวจ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง เช่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และมีบทบาทในการสืบสวนคดีใหญ่ๆ ที่สร้างผลงานให้กับองค์กร การเข้ารับตำแหน่งผบช.ก.ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ท่านจะนำพาการทำงานของกองทุนตรสอบสวนกลางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและคดีคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย

ความสำคัญของพิธีสักการะในวันเข้ารับตำแหน่ง

ในวัฒนธรรมไทย พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเริ่มงานใหม่เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมา เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ สำหรับ “บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง” ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อสาธารณชนที่คาดหวังให้ตำรวจสอบสวนกลางทำงานได้อย่างเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

นอกจากพิธีหลักแล้ว คณะผู้บังคับบัญชายังได้ร่วมกันถ่ายภาพหมู่เพื่อบันทึกความทรงจำ และแลกเปลี่ยนความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในยุคที่อาชญากรรมทางไซเบอร์และการทุจริตเพิ่มสูงขึ้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้กล่าวในโอกาสนี้ว่าการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนยึดมั่นในหลักธรรมและความยุติธรรม

  • พระพุทธพิทักษ์ธรรมนำชัย: สัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและนำชัยชนะในการสอบสวน
  • ศาลพระภูมิ: ขอพรให้สถานที่ทำงานมั่นคงและปลอดภัย
  • ศาลตายาย: เคารพบรรพชนผู้บุกเบิกองค์กรตำรวจ
  • สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ: รวมถึงศาลหลักเมืองที่เสริมพลังด้านความมั่นคง

การจัดพิธีในครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน และเป็นตัวอย่างที่ดีในการผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิมกับหน้าที่ราชการสมัยใหม่ ในอนาคต คาดว่าภายใต้การนำของบิ๊กต่อ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางจะมีผลงานเด่นในการแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พิธีกรรมเช่นนี้มักนำมาซึ่งความสำเร็จ โดยเฉพาะในองค์กรรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานความมั่นคงที่ให้ความสำคัญกับจิตใจและศรัทธา หากพิจารณาจากผลงานของผบช.ก.คนก่อนๆ ก็พบว่าการเริ่มต้นด้วยความเป็นสิริมงคลช่วยให้ทีมงานมีพลังในการสู้ศึกกับอาชญากรได้ดีขึ้น

สำหรับประชาชนทั่วไป การติดตามข่าวสารเช่น “บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง” จะช่วยให้เข้าใจบทบาทของตำรวจสอบสวนกลางมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจในการรักษาประเพณีไทยให้คงอยู่ท่ามกลางโลกสมัยใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน พิธีครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่สังคมไทยต้องการ โดยเฉพาะในด้านการบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจข่าวสารตำรวจและประเพณีไทย ลองติดตามบทความอื่นๆ ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – บิ๊กต่อ ผบช.ก.คนใหม่ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือฤกษ์ดีเข้ารับตำแหน่ง

ปคบ. จับลอตใหญ่ **แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้** ยึด 5 หมื่นชิ้น!

ตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. บุกทลาย**แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้**รายใหญ่ ยึดของกลางอื้อซ่ากว่า 50,000 ชิ้น มูลค่าทะลุ 10 ล้านบาท! งานนี้ลักลอบขนมาจากทางภาคใต้ เตรียมส่งต่อให้พ่อค้ารายใหญ่รายย่อยทั่วประเทศ จับผู้ต้องหาได้ 1 ราย

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. สั่งการให้ พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.ไกรวิศท์ แสนทวีสุข ผกก.1 บก.ปคบ., พ.ต.ท.ไพรัช พรมวงศ์ รอง ผกก.1 บก.ปคบ., พ.ต.ท.วิศรุต บางน้ำเค็ม สว.กก.1 บก.ปคบ. นำกำลังเข้าปฏิบัติการ

ผลการปฏิบัติการนำไปสู่การจับกุมนายพันธวงศ์ ลายกระ อายุ 24 ปี ในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซื้อ รับจำนำ หรือรับเอาไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้” พร้อมของกลางจำนวนมหาศาล ประกอบด้วย:

  • บุหรี่ไฟฟ้าชนิดสูบแล้วทิ้ง: 19,725 ชิ้น
  • น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าชนิดเติม: 12,842 ชิ้น
  • คอยล์ (อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า): 2,130 ชิ้น
  • น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าชนิดเปลี่ยนหัว: 13,229 ชิ้น
  • เครื่องบุหรี่ไฟฟ้า: 930 ชิ้น

รวมของกลางทั้งหมดประมาณ 5 หมื่นชิ้น มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท! จับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่งในซอยกาญจนาภิเษก 3 หมู่บ้านชื่นสุข แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสืบสวนของตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. ซึ่งได้รับข้อมูลว่าจะมีการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าจากทางภาคใต้มาเก็บพักไว้ในพื้นที่เขตบางแค กรุงเทพฯ ก่อนที่จะกระจายสินค้าไปยังพ่อค้ารายใหญ่และรายย่อยทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายค้นจากศาลอาญาธนบุรีและเข้าทำการตรวจค้นจนพบของกลางจำนวนมาก

นายพันธวงศ์ให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่จัดส่งบุหรี่ไฟฟ้าให้กับผู้ค้ารายย่อยในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยรับบุหรี่ไฟฟ้ามาจากจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปคบ. จับแหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้ ลอตใหญ่!

ความสำคัญของการจับกุมแหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้

การทลาย**แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้**ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการตัดวงจรการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะเยาวชน นอกจากนี้ ยังเป็นการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

รู้หรือไม่? บุหรี่ไฟฟ้าที่ลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายมักไม่มีการควบคุมคุณภาพ อาจมีสารอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงได้ ดังนั้น การซื้อบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การจับกุม**แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้**ครั้งนี้เป็นผลงานที่น่าชื่นชมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายและปกป้องผู้บริโภค

และที่สำคัญ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับ**แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้**หรือการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรม

ที่มา – ปคบ.จับลอตใหญ่ แหล่งบุหรี่ไฟฟ้าสายใต้ ยึดของกลาง 5 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

Scroll to top