สัตว์ป่า

ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

จากกรณีข่าวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ถูกเสือโคร่งทำร้ายจนเสียชีวิต หลายคนต่างเฝ้าติดตามข่าวด้วยความกังวล ล่าสุดกรมอุทยานฯ ได้ออกมาแถลงการณ์สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน” เพื่อคลายความสงสัยของสังคมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมสัตว์ป่าในธรรมชาติ

วิเคราะห์สาเหตุที่ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ที่เก็บข้อมูลมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี เจ้าหน้าที่สามารถระบุอัตลักษณ์เสือตัวดังกล่าวได้ว่าเป็น 1 ในลูกเสือเพศผู้ของ “แม่เสืออภิญญา” ซึ่งมีอายุประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยในช่วงวัยนี้เป็นช่วงวัยรุ่นที่กำลังซุกซนและเรียนรู้การล่าเหยื่อตามสัญชาตญาณ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นเหตุบังเอิญที่น่าเศร้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่อยู่ในท่านอนราบขนานกับพื้น ทำให้ลูกเสือเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นเหยื่อตามธรรมชาตินั่นเอง

เหตุผลที่ยืนยันว่าไม่เป็น “เสือกินคน”

  • ลูกเสือมีอายุเพียง 1 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงวัยกำลังเรียนรู้
  • ไม่มีพฤติกรรมทำร้ายมนุษย์ซ้ำซากหรือเลือกมนุษย์เป็นเหยื่อหลัก
  • ครอบครัวเสือยังคงหากินในอาณาเขตเดิม ไม่ได้ตื่นตระหนกและไม่เข้าใกล้เขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการวิเคราะห์จะระบุว่า ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน” แต่ทางกรมอุทยานฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสั่งปิดพื้นที่ท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังและศึกษาพฤติกรรมของลูกเสือตัวนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีกในอนาคต

การที่สัตว์ป่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง แต่การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้เราอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเข้าใจมากขึ้น เราควรสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และให้กำลังใจครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงเคารพกติกาในการเข้าเขตป่าอนุรักษ์เพื่อความปลอดภัยของทุกคนครับ

ที่มา – ชัดเจนแล้ว “เสือโคร่งเด็ก” ทำร้าย จนท.ห้วยขาแข้ง ชี้ไม่เข้าข่าย “เสือกินคน”

พบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกิตติศัพท์ความสวยงามของ “หินสามวาฬ” จังหวัดบึงกาฬกันมาบ้างแล้ว แต่รู้ไหมว่านอกจากวิวหลักล้านที่นั่นแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังมีความลับสุดมหัศจรรย์ซ่อนอยู่! ล่าสุดมีข่าวดีที่ทำเอาวงการนักวิจัยธรรมชาติวิทยาตื่นเต้นกันถ้วนหน้า เมื่อทีมนักวิจัยกรมป่าไม้ได้ยืนยันการค้นพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในบ้านเราเลยทีเดียว

เจาะลึกการค้นพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

การสำรวจในโครงการศึกษาความหลากหลายของสัตว์ป่าปี 2568 ณ ป่านันทนาการหินสามวาฬ นำมาซึ่งการค้นพบที่น่าประทับใจ เมื่อทีมวิจัยพบค้างคาวที่มีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนใคร หลังจากที่ได้ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศอย่าง รศ.ดร.รองลาภ สุขมาสรวง และ ดร.พิพัฒน์ สร้อยสุข มาช่วยตรวจสอบลักษณะทางกายภาพและเสียงร้อง จึงได้ข้อสรุปว่าเป็นชนิด Hipposideros rotalis หรือที่เรียกกันว่า Laotian Leaf-nosed Bat ครับ

ลักษณะเด่นของ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

เจ้าค้างคาวตัวจิ๋วชนิดนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก หากใครมีโอกาสได้เห็นใกล้ๆ (ซึ่งเป็นไปได้ยากในธรรมชาติ) ให้สังเกตจุดเหล่านี้ครับ:

  • รูปร่างขนาดเล็ก: น้ำหนักตัวประมาณ 11 กรัม ท่อนแขนยาวเพียง 45-49 มิลลิเมตร
  • ใบจมูกที่เป็นเอกลักษณ์: นี่คือหัวใจสำคัญของการจำแนกชนิด โดยมีใบจมูกด้านหลังแบ่งเป็น 4 ช่องอย่างชัดเจน
  • สีขน: ขนด้านหลังสีน้ำตาล ส่วนท้องสีอ่อนกว่า โดยเส้นขนมีการไล่สีแบบพิเศษจากโคนสีขาว ตรงกลางสีน้ำตาล และปลายสีอ่อน

ในมุมมองของนักอนุรักษ์ การพบ ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ ยืนยันให้เราเห็นถึงความสำคัญของผืนป่าไทยที่มีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวอย่างแนบแน่น ป่าหินสามวาฬไม่ได้เป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่รักษาชีวิตพันธุ์หายากเอาไว้มากมาย

ถึงแม้ตอนนี้เราจะยังมีข้อมูลทางชีววิทยาของค้างคาวชนิดนี้ไม่มากนัก แต่การค้นพบครั้งนี้ก็เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติได้มากขึ้น ใครจะไปรู้ว่าท่ามกลางป่าอันเงียบสงบ ยังมีสิ่งมีชีวิตน่าทึ่งรอให้เราเข้าไปศึกษาอยู่เสมอ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหินสามวาฬ อย่าลืมส่งกำลังใจและช่วยกันดูแลผืนป่าแห่งนี้ให้คงความสมบูรณ์ เพื่อให้เจ้าค้างคาวน้อยของเราเติบโตต่อไปในธรรมชาติอย่างปลอดภัยนะครับ

ที่มา – ทีมนักวิจัยกรมป่าไม้พบ “ค้างคาวฮิปโปไซเดอรอส โรทาลิส” ครั้งแรกของไทยที่หินสามวาฬ

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุระหว่างคนกับสัตว์ป่ากันมาบ้างแล้ว แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ประเทศยูกันดา เมื่อเกิดเหตุสลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในอุทยานแห่งชาติเมอร์ชิสัน ฟอลส์ (Murchison Falls) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

รายงานข่าวระบุว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถของเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรยูกันดา (URA) ที่กำลังเดินทางจากเมืองอารัวเพื่อกลับเข้าสู่กรุงกัมปาลา ในระหว่างทางที่ผ่านเขตอุทยานฯ ได้เกิดการพุ่งชนเข้ากับช้างป่าตัวหนึ่งอย่างจัง ส่งผลให้ผู้โดยสารในรถเสียชีวิตทันที 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงกัมปาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าช้างป่าคู่กรณีมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง

บทเรียนจากเหตุ สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศยูกันดา เนื่องจากปัจจุบันการขยายตัวของชุมชนเมืองเริ่มรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่ามากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่มนุษย์กับสัตว์ป่าจะเผชิญหน้ากันบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทางองค์การบริหารจัดการสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) จึงได้ออกมาเตือนผู้ขับขี่ทุกคนให้เพิ่มความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยเฉพาะการเดินทางผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ดังนี้:

  • ลดความเร็วรถให้ต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนด
  • สังเกตป้ายเตือนสัตว์ป่าข้ามถนนอย่างเคร่งครัด
  • ระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงโพล้เพล้หรือกลางคืน
  • ไม่ควรเปิดไฟสูงใส่สัตว์ป่าเพราะอาจทำให้พวกมันตกใจและพุ่งเข้าโจมตีรถได้

จากข่าวสลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้กับนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรทั่วไปว่า ธรรมชาติคือพื้นที่ของสัตว์ป่า การเคารพกฎและเพิ่มความรอบคอบในการขับขี่ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ชีวิตของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ให้คงอยู่สืบไป หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้เราตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทางในพื้นที่ธรรมชาติให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เศร้าใจ “ค่างแว่นถิ่นใต้” โดนไฟช็อตอัมพาต

เศร้าใจสุดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับค่างแว่นถิ่นใต้ตัวเต็มวัยเพศผู้ ซึ่งพลัดตกจากแนวสายไฟฟ้าแรงสูง หลังจากถูกไฟช็อตจนเป็นอัมพาตครึ่งท่อนช่วงขาหลัง ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ เรื่องนี้ถูกพบโดยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เมื่อเช้าวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 พร้อมกับเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิดดังสนั่น

เจ้าหน้าที่รีบประสานงานกับสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าโตนงาช้าง เพื่อนำตัวค่างแว่นถิ่นใต้ไปดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่พบเห็นและคนรักสัตว์ป่า เพราะค่างแว่นถิ่นใต้เป็นสัตว์หายากที่พบเห็นได้ยากในธรรมชาติแล้ว

ค่างแว่นถิ่นใต้ คือสัตว์ชนิดอะไร

ค่างแว่นถิ่นใต้ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Trachypithecus obscurus จัดอยู่ในวงศ์ค่าง (Cercopithecidae) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ พบได้ในป่าเขตร้อนชื้นของภาคใต้ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา และบางส่วนของมาเลเซีย

ลักษณะเด่นของค่างแว่นถิ่นใต้

จุดเด่นที่ทำให้ค่างแว่นถิ่นใต้มีชื่อเรียกนี้ก็คือ วงกลมสีขาวรอบดวงตาที่ดูคล้ายกับสวมแว่นตา ขนของตัวเต็มวัยมีสีเทาเข้ม ขนาดตัวยาวประมาณ 52-69 เซนติเมตร หางยาว 80-98 เซนติเมตร น้ำหนักตัวผู้ 7.8-9.5 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียเล็กกว่า ลูกค่างที่เพิ่งเกิดจะมีขนสีส้มหรือเหลืองทองสดใส ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเทาเมื่อโตขึ้น

พฤติกรรมการอยู่อาศัย

คางแว่นถิ่นใต้ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาด 10-50 ตัว นำโดยตัวเมียอาวุโส อาหารหลักคือใบไม้ ยอดอ่อน ผลไม้ และดอกไม้ มักอาศัยตามยอดไม้สูง จึงค่อนข้างระวังตัวและหลบภัยเก่ง แต่ในบางพื้นที่ที่ใกล้นักท่องเที่ยว ก็เริ่มคุ้นเคยกับมนุษย์มากขึ้น

บทบาทสำคัญของค่างแว่นถิ่นใต้ในระบบนิเวศ

นอกจากความน่ารักแล้ว ค่างแว่นถิ่นใต้ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์พืช โดยกินผลไม้แล้วขับถ่ายเมล็ดออกมา ทำให้ป่าฟื้นตัวและสมบูรณ์แบบธรรมชาติ หากไม่มีสัตว์อย่างค่าง ป่าอาจเสื่อมโทรมได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม สถานะของค่างแว่นถิ่นใต้ถูกจัดโดย IUCN ให้อยู่ในข่ายเสี่ยงสูญพันธุ์ (Vulnerable) เนื่องจากภัยคุกคามหลายประการ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การล่าเพื่อเอาเนื้อและขน การค้าสัตว์ป่า และอุบัติเหตุจากโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์อย่างเสาไฟฟ้าและสายส่งไฟแรงสูง

สาเหตุและแนวทางป้องกันอุบัติเหตุไฟช็อตในสัตว์ป่า

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากค่างแว่นถิ่นใต้ที่กระโดดข้ามแนวสายไฟฟ้า แต่ถูกไฟช็อตจากแรงดันสูง ส่งผลให้หม้อแปลงระเบิดและตัวสัตว์บาดเจ็บสาหัส ปัญหานี้พบได้บ่อยในสัตว์เลื้อยคลานและนกด้วย

  • ติดตั้งฉนวนหุ้มสายไฟในพื้นที่ป่า
  • ฝังสายไฟฟ้าใต้ดินในบางจุด
  • สร้างทางเดินสำหรับสัตว์ป่า (wildlife corridors) เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางมนุษย์
  • รณรงค์ให้การไฟฟ้าตรวจสอบและปรับปรุงโครงสร้าง

การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าต้องอาศัยความรับผิดชอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐและเอกชนที่วางโครงสร้างพื้นฐาน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาของมนุษย์ไม่ควรถอยหลังให้สัตว์ป่า แต่ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยความยั่งยืน ลองคิดดูสิว่าถ้าค่างแว่นถิ่นใต้ตัวนี้หายดี มันจะกลับไปช่วยป่าต่อได้ไหม? มาช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์สัตว์ป่า สนับสนุนโครงการเพาะเลี้ยงและปล่อยคืนธรรมชาติ โดยแชร์โพสต์นี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้นนะครับ!

ที่มา – เศร้าใจ “ค่างแว่นถิ่นใต้” ตกจากแนวสายไฟฟ้า หลังโดนไฟช็อตเป็นอัมพาตครึ่งท่อน

ศุลกากรรวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ นี่เอง! กรมศุลกากรบ้านเรานี่แหละ ทำงานเจ๋งมาก ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับกุมชายชาวอินเดียที่พยายามลักลอบขนสัตว์ป่าออกไปได้สำเร็จ มูลค่าของกลางกว่า 2 แสนบาทเลยทีเดียว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ)

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านโยบายของรัฐบาลไทยเข้มงวดเรื่องนี้จริงๆ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้เร่งรัดสกัดกั้นการลักลอบค้าสัตว์ป่าทุกเส้นทางเลย ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง บูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ส่วนดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ก็มอบนโยบายให้กรมศุลกากรทำงานร่วมกับหน่วยอื่นๆ เพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้า-ส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้โลกเห็นว่าไทยจริงจังกับเรื่องนี้

ตามนโยบายนั้น อธิบดีกรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ และที่ปรึกษา นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ สั่งให้ตรวจเข้มทุกทาง โดยเฉพาะที่สนามบิน ซุกในกระเป๋าผู้โดยสารนี่แหละอันตรายสุด

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ ผู้ต้องหา

รายละเอียดการจับกุมศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการศุลกากรตรวจผู้โดยสารสุวรรณภูมิ เล่าว่า ผู้ต้องหาคือชายสัญชาติอินเดีย กำลังจะบินไปโกลกาตา พวกเจ้าหน้าที่บุกตรวจ ก็เจอของกลางเพียบ! นี่คือรายการสัตว์ที่ถูกซุกซ่อนมา:

  • ชะนีมีชีวิต 1 ตัว
  • ซากชะนี 1 ตัว
  • กิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีชีวิต 20 ตัว
  • เต่าญี่ปุ่นมีชีวิต 18 ตัว

มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท สัตว์พวกนี้อยู่ในบัญชีคุ้มครองตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 นะครับ ชะนีเป็นสัตว์ป่าประเภทที่หายาก กิ้งก่าคาเมเลี่ยนก็เป็นสัตว์แปลกที่นิยมค้าขายในตลาดมืด เต่าญี่ปุ่นก็เช่นกัน พวกนี้ถูกห้ามค้าขายเพราะเสี่ยงสูญพันธุ์และอาจนำโรคระบาดมาด้วย

ของกลางสัตว์ป่าจากการลอบขน

กฎหมายที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ

การกระทำแบบนี้ผิดกฎหมายหลายฉบับเลยนะครับ เช่น

  • พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
  • พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558
  • พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558
  • พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
  • และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โทษหนักแน่นอน ปรับ จับ ต้องคืนสัตว์ให้ธรรมชาติด้วย

ทำไมต้องปราบปรามการลอบขนสัตว์ป่า?

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ สัตว์ป่าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ถ้าค้าขายกันแบบนี้ สัตว์จะสูญพันธุ์ ผลกระทบต่อธรรมชาติยาวๆ เช่น ป่าที่เสียสมดุล โรคระบาดแพร่จากสัตว์สู่คน (แบบโควิดนี่ไง) ไทยยังเป็นสมาชิก CITES ต้องรักษาภาพลักษณ์ด้วย การจับกุมแบบ ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไทยไม่ยอมแพ้แน่นอน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นข่าวที่ทำให้ภูมิใจในเจ้าหน้าที่มากๆ ถ้าทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะาสงสัย ก็จะลดปัญหาได้เยอะ มาช่วยกันปกป้องสัตว์ป่าบ้านเรากันเถอะครับ!

เรียกร้องให้คุณ: ถ้าพบเห็นการลักลอบ แจ้งสายด่วนกรมอุทยาน 1302 หรือศุลกากรทันที สร้างความแตกต่างได้ตั้งแต่วันนี้!

ที่มา – ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ มูลค่ากว่า 2 แสนบาท

ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ รวบลูกเสือดำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่ทำให้เราต้องตื่นตัวกันอีกแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติได้สำเร็จ รวบตัวผู้ต้องหาชาวเมียนมา 2 คนพร้อมลูกเสือดำตัวน้อยที่น่าสงสาร เตรียมส่งข้ามชายแดนไปยังชเวโก๊กโก้ ข่าวนี้เกิดขึ้นที่แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 แต่ปรับตามจริง) ทำให้เราต้องมาคุยกันถึงปัญหาการค้าสัตว์ป่าที่ไม่เคยหยุดยั้ง

ลูกเสือดำที่ถูกจับกุม

ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ

ปฏิบัติการสุดเข้มข้นนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน หลังจากได้รับเบาะแสว่ามีการขนส่งสัตว์ป่าผ่านบริษัทขนส่งเอกชนในกรุงเทพฯ โดยปลอมว่าเป็น “แมว” แต่พอตรวจสอบจริงๆ เจอ ลูกเสือดำ อายุแค่ 7 เดือน สัตว์คุ้มครองหายาก! เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.), DSI, กรมอุทยานฯ นำโดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ จึงวางแผนใช้เทคนิค Control Delivery หรือการสืบสวนแบบควบคุมการส่ง เพื่อขยายผลไปยังตัวการใหญ่

นัดส่งของที่ลานจอดรถห้างดังใน อ.แม่สอด เมื่อ 8 เมษายน เวลา 10.00 น. มีรถทะเบียนต่างชาติมารับ นายซอ และนางขิน ชาวเมียนมา ลงมารับกรงลูกเสือดำ เจ้าหน้าที่บุกชาร์จจับกุมทันที ยึดรถและโทรศัพท์เป็นของกลาง ค่าจ้างที่ตกลงกันคือ 25,000 บาท แต่ทั้งคู่ให้การว่า “นึกว่าเป็นแมวดำ” เอ๊ะ! ใครจะเชื่อล่ะครับ พฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นเครือข่ายใหญ่

ผู้ต้องหาชาวเมียนมา

ขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติทำงานยังไง

จากการขยายผล พบว่าเครือข่ายนี้ใหญ่โต มีผู้บงการกระจายในเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา ติดต่อผ่าน Facebook หาคนรับส่งจากชายแดนกัมพูชา ผ่านไทย ไปชเวโก๊กโก้ คาดเชื่อมโยงกลุ่มทุน “จีนเทา” ที่ลักลอบค้าสัตว์ป่าหายาก ขบวนการทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการตัดวงจร

ของกลางลูกเสือดำ

ทำไมเสือดำถึงมีค่าขนาดนั้น? เสือดำหรือเสือดาวแอฟริกาเมลานิสติก เป็นผู้ล่าสุดยอดที่ช่วยคุมสมดุลระบบนิเวศในป่า 1 ตัวมีมูลค่าทางระบบนิเวศถึง 4 ล้านบาท! แต่ตัวนี้เชื่องมากเพราะถูกเลี้ยงตั้งแต่เล็ก ส่งไปสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง จ.ราชบุรี ตลอดชีวิต น่าเสียดายที่ไม่สามารถคืนธรรมชาติได้

  • วันที่ 6 เม.ย.: ได้เบาะแสขนส่งจาก กทม.
  • 8 เม.ย.: นัดส่งที่แม่สอด จับกุมได้
  • 9 เม.ย.: ข่าวแพร่สะพัด
  • ผู้ต้องหาโดนข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของกลาง

ในมุมมองผม การทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติแบบนี้ต้องทำต่อเนื่อง เพราะสัตว์ป่าถูกทำลายจนสูญพันธุ์ ลำดับอาหารในป่ารวน ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วย ถ้าเราไม่ช่วยกันปกป้อง อนาคตป่าของเราจะเหลืออะไร? ฝากทุกคนช่วยเป็นหูเป็นตา รายงานเบาะแสการค้าสัตว์ป่าได้ที่กรมอุทยานฯ หรือ 1911 ครับ แชร์ข่าวนี้เพื่อกระจายข้อมูล สร้างความตระหนักให้สังคม!

ที่มา – ทลายขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ รวบ 2 ชาวเมียนมา พร้อมลูกเสือดำ เตรียมส่งชเวโก๊กโก่

ชาวบ้านผวา วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง”

ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังตกตะลึงและหวาดผวากับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่เกิดขึ้นล่าสุด เมื่อ วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง” ซึ่งเป็นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่ไม่ค่อยพบเห็นในบริเวณนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ป่าท้ายหมู่บ้านแม่ป่าก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านที่เลี้ยงวัวในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

รายงานเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบวัวที่เลี้ยงไว้ถูกสัตว์ป่าคล้ายเสือโคร่งบุกกัดจนตาย โดยซากวัวแต่ละตัวมีรอยกัดที่ลำคอเป็นแผลเหวอะหวะ ลักษณะการทำร้ายที่โหดร้ายนี้ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นฝีมือของเสือโคร่งตัวใหญ่ ขนาดลำตัวยาวเกือบ 3 เมตร ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่สำหรับชุมชนท้องถิ่น

วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง”

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบร่องรอยอุ้งตีนสัตว์ขนาดกว้าง 6-7 เซนติเมตร หลายรอยรอบบริเวณที่เกิดเหตุ ซากวัวทั้ง 3 ตัวกระจายห่างกันประมาณ 50 เมตร แสดงให้เห็นว่าสัตว์นักล่าตัวนี้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและดุร้าย นอกจากนี้ ชาวบ้านยังยืนยันว่าพบเห็นเงาดำขนาดใหญ่คล้ายเสือโคร่งในยามค่ำคืน ซึ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสมมติฐานเรื่อง วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง”

ร่องรอยและหลักฐานที่เจ้าหน้าที่พบ

  • อุ้งตีนสัตว์ขนาดใหญ่ กว้าง 6-7 เซนติเมตร
  • รอยกัดที่ลำคอของวัว เป็นแผลฉีกขาดลึก
  • ซากวัว 3 ตัว ห่างกัน 50 เมตร
  • ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แสดงถึงการโจมตีแบบสายฟ้าแลบ

เพื่อยืนยันชนิดสัตว์ เจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ในพื้นที่ทันที และขอให้ชาวบ้านงดเข้าใกล้บริเวณดังกล่าวชั่วคราว จนกว่าจะคลี่คลายสถานการณ์

ฟาร์มเลี้ยงเสือใกล้เคียง ไม่มีเสือหลุด

นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงเสือในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ที่อำเภอดอยหล่อ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 30 กิโลเมตร พบเสือโคร่ง 7 ตัวอยู่ในกรงครบถ้วน ไม่มีหลุดรอด นอกจากนี้ ในเชียงใหม่และลำพูน มีผู้ครอบครองเสือแจ้งเพียง 2 รายเท่านั้น และอีกแห่งอยู่ที่อำเภอแม่แตง ซึ่งก็ปกติเช่นกัน

ที่น่าสนใจคือ พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ไม่เคยมีรายงานการพบเสือโคร่งในธรรมชาติมาก่อน เนื่องจากเป็นป่าดิบเขาที่เหมาะกับสัตว์ชนิดอื่นมากกว่า นักวิชาการบางส่วนจึงสงสัยว่าอาจเป็นสัตว์อื่น เช่น เสือดาว หรือแม้แต่หมาป่าที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่รอยอุ้งตีนขนาดใหญ่ชี้ไปที่เสือโคร่งมากที่สุด

เสือโคร่ง (Panthera tigris) ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับสูงในประเทศไทย ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 200 ตัวในป่า สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ เหตุการณ์แบบนี้สะท้อนปัญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเขตป่าชายเลนและภูเขาทางภาคเหนือ ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวในพื้นที่เสี่ยงจึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง เช่น สร้างรั้วไฟฟ้า หรือย้ายวัวเข้าคอกในเวลากลางคืน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง” นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารักษาสมดุลระหว่างการอยู่อาศัยกับธรรมชาติ การอนุรักษ์สัตว์ป่าต้องไปควบคู่กับการปกป้องทรัพย์สินของชาวบ้าน หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากพบร่องรอยผิดปกติ และติดตามการอัปเดตจากกล้องดักถ่ายภาพในเร็วๆ นี้

คุณเคยเจอเหตุการณ์สัตว์ป่าบุกเล้าไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ นะครับ!

ที่มา – ชาวบ้านผวา วัวถูกกัดตาย 3 ตัว คาดฝีมือ “เสือโคร่ง” ฟาร์มใกล้เคียง ไม่มีเสือหลุด

กรมทางหลวงเผยอุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 ใช้งานจริง สัตว์เพิ่ม 16 ชนิด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวรักธรรมชาติทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสุดยอดจากกรมทางหลวง (ทล.) ที่จะทำให้เรายิ้มกว้างได้เลย นั่นคือ อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 ใช้งานได้จริงแบบ 100% และที่เจ๋งกว่านั้นคือ สัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 16 ชนิด! ลองนึกภาพตามนะครับ ถนนใหญ่ที่เคยตัดขาดป่ามรดกโลก ตอนนี้กลายเป็นสะพานเชื่อมชีวิตสัตว์ป่าได้อย่างลงตัว มันคือตัวอย่างของการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจริงๆ ครับ

อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 คืออะไรกันแน่?

อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 304 จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ผ่ากลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน พื้นที่ป่ามรดกโลกโด่งดังของไทย กรมทางหลวงออกแบบให้เป็นอุโมงค์ใต้ถนน โดยด้านบนเป็นพื้นดินปกติ สัตว์ป่าจึงเดินข้ามได้ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงเจอรถยนต์ โครงการนี้เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างกรมทางหลวง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอนุรักษ์ต่างๆ เพื่อให้การสร้างถนนไม่ทำลายระบบนิเวศ

ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีอุโมงค์นี้ สัตว์ป่าต้องข้ามถนนใหญ่ที่รถวิ่งพลุกพล่าน เสี่ยงตายสูงมาก แต่ตอนนี้พวกมันมีทางเดินส่วนตัวแล้ว! นอกจากนี้ยังลดอุบัติเหตุรถชนสัตว์ได้ด้วย ผู้ขับขี่ปลอดภัยขึ้น สัตว์ป่าก็รอดชีวิต นี่แหละครับการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

ผลการติดตามที่พิสูจน์ชัดเจน

หลังเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 2562 กรมทางหลวงติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผลออกมาว่าอุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 ถูกสัตว์ป่าใช้งานจริงจังมาก มีทั้งเสือ นก ลิง กระรอก และสัตว์อื่นๆ หลากหลายกลุ่ม จากข้อมูล EIA เดิมที่มีสัตว์ป่า 156 ชนิด ตอนนี้พุ่งไป 172 ชนิด เพิ่มขึ้น 16 ชนิดเลย! นี่คือหลักฐานว่าการเชื่อมต่อถิ่นที่อยู่อาศัยช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง

ไม่ใช่แค่ตัวเลขนะครับ แต่เป็นการลดการแบ่งแยกป่า ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และรักษาสมดุลระบบนิเวศในระยะยาว กรมทางหลวงยังนำผลนี้ไปต่อยอดโครงการอื่นๆ ด้วย

โครงการอื่นๆ ที่กำลังมาแรงในพื้นที่ใกล้เคียง

  • โครงการสำรวจออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร ทล.3486 ช่วงบ้านกุดเตย – บ้านใหม่ไทยถาวร
  • ทางหลวง ทล.348 ช่วงอำเภอตาพระยา – อำเภอโนนดินแดง
  • ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ทล.61 (MR2) ช่วงปราจีนบุรี – นครราชสีมา

ทั้งหมดนี้กำลังผ่านกระบวนการ EIA เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กรมทางหลวงมุ่งสู่ “ทางหลวงคาร์บอนต่ำ” และแนวคิด “ถนนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ” ทั่วประเทศเลยครับ

อนาคตของโครงสร้างพื้นฐานไทย

จากที่เห็น อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304 เป็นต้นแบบที่เจ๋งมาก ถ้าทำแบบนี้ทุกโครงการ เราจะมีถนนดีๆ ที่ไม่ทำร้ายป่าได้แน่นอน มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อมจริงจัง สมดุลระหว่างพัฒนาเศรษฐกิจกับรักษาธรรมชาติ

ส่วนตัวผมคิดว่า โครงการแบบนี้ควรขยายไปทุกพื้นที่ป่าที่มีถนนตัดผ่าน เช่น ในภาคเหนือหรือใต้ด้วย จะช่วยอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยได้มหาศาล คุณล่ะครับคิดยังไง? ถ้าชอบข่าวดีแบบนี้ อย่าลืมแชร์ต่อให้เพื่อนๆ และติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวอัปเดตสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานนะครับ! มาร่วมกันผลักดันประเทศไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – กรมทางหลวงเผย “อุโมงค์เชื่อมผืนป่า ทล.304” ใช้งานได้จริง สัตว์ป่าเพิ่มขึ้น 16 ชนิด

กรมอุทยานฯ ประกาศคุมเข้ม 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด ก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ชื่นชอบสัตว์ป่าและธรรมชาติวันนี้มีข่าวใหญ่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่กำลังมาแรงในโซเชียล นั่นคือกรมอุทยานฯ ประกาศคุมเข้ม 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด กเพื่อยกระดับมาตรการดูแลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เน้นทั้งสวัสดิภาพของสัตว์และความปลอดภัยของคนในสังคม ไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบในข่าวที่เห็นบ่อยๆ อีกต่อไป

ประกาศนี้เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่ามาตรการใหม่นี้จะช่วยสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ทำให้การพิจารณาอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ป่าควบคุมชนิด กที่ดุร้ายและอันตรายสูง

กรมอุทยานฯ ประกาศคุมเข้ม 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด ก

มาตรการกรมอุทยานฯ ประกาศคุมเข้ม 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด กนี้ครอบคลุมสัตว์ดุร้าย 10 ชนิดที่อาจคุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ง่าย เช่น สัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ ลิงยักษ์ และงูยักษ์ใหญ่ เป้าหมายหลักคือให้สัตว์ได้อยู่อย่างมีสวัสดิภาพตามธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้หลุดรอดออกมาทำร้ายคน

รายชื่อ 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด ก ที่ถูกคุมเข้ม

  • เสือชีต้า (Cheetah) – สัตว์เร็วที่สุดในโลกแต่ดุร้าย
  • สิงโต (Lion) – ราชาแห่งสัตว์ป่า
  • เสือจากัวร์ (Jaguar) – เสืออเมริกาที่แข็งแกร่ง
  • ลิงกอริลล่าภูเขา (Mountain Gorilla)
  • ลิงกอริลล่า (Gorilla)
  • ลิงชิมแพนซี (Chimpanzee)
  • ลิงโบโนโบ้ (Bonobo)
  • ลิงอุรังอุตังสุมาตรา (Sumatran Orangutan)
  • ลิงอุรังอุตังบอร์เนียว (Bornean Orangutan)
  • งูอนาคอนดาเขียว (Green Anaconda) – งูยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด

ส่วนสัตว์ป่าควบคุมชนิด ข ที่ดุร้ายน้อยกว่า ยังใช้ระเบียบเดิมปี 2565 จำนวน 57 ชนิด

มาตรการเข้มงวดใหม่ที่ผู้ครอบครองต้องรู้

การตรวจสอบสถานที่ครอบครองจะละเอียดยิบ ทั้งขนาดกรงที่เหมาะกับพฤติกรรมสัตว์ สภาพแวดล้อมที่เลียนแบบธรรมชาติ การตรวจสุขภาพโดยสัตวทย์专家สัตว์ดุร้าย นอกจากนี้ต้องได้ความยินยอมจากเพื่อนบ้านและชุมชนรอบข้าง ระบบป้องกันหลบหนีต้องแข็งแกร่ง มีแผนฉุกเฉิน ระบบเตือนภัย และอุปกรณ์ช่วยชีวิตครบครัน

สถานที่ต้องสอดคล้องกฎหมายอื่นๆ เช่น ผังเมือง สาธารณสุข ข้อบัญญัติท้องถิ่น ถ้าไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่สั่งแก้ไข ถ้าฝ่าฝืนอาจถูกยึดสัตว์ทันที ผู้ถือใบแจ้งครอบครองแล้วแต่ละเลยสวัสดิภาพ โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าสัตว์หลุดต้องแจ้งภายใน 24 ชม.

มาตรการนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากสัตว์ป่าดุร้ายที่เลี้ยงในเมือง เช่น กรณีลิงหรือเสือหลุด bite คนที่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในต่างประเทศก็มีตัวอย่างสัตว์ใหญ่หลุดทำร้ายคนตาย สุดท้ายช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์ให้อยู่รอดยั่งยืนด้วย

เห็นด้วยไหมครับว่ามาตรการนี้จำเป็นมากในยุคที่คนอยากเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ถ้าคุณกำลังคิดจะครอบครองสัตว์ป่าเหล่านี้ ศึกษากฎหมายและปรึกษาพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนนะครับ จะได้ไม่พลาด!

ที่มา – กรมอุทยานแห่งชาติฯ ประกาศยกระดับคุมเข้มการครอบครอง 10 สัตว์ป่าควบคุมชนิด ก

Scroll to top