สันติ พร้อมพัฒน์

ประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ รมว.สาธารณสุข

ประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ชื่อของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ยังคงติดอันดับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เดิม ทำให้หลายคนอยากรู้จักประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ มากขึ้น

ประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ หรือที่รู้จักในฐานะทายาทนักธุรกิจชื่อดัง เป็นบุตรชายคนเล็กของนายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยและนางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ มีพี่ชายชื่อนายพานิช พร้อมพัฒน์ ปัจจุบันนายพัฒนาดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัท วอเตอร์เกทพาวิลเลียน จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ

หนึ่งในผลงานเด่นคือการซื้ออาคาร I.C.E. Tower ในปี 2560 ซึ่งเป็นตึกขนาดใหญ่แต่ทรุดโทรมและร้าง สู่การปรับปรุงและขายต่อในปี 2562 มูลค่า 2,000 ล้านบาท โดยโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นเดือนสิงหาคม 2562 ต่อมามีประเด็นดราม่าเมื่อกองทุนประกันสังคมเข้าซื้ออาคาร SKYY9 Centre (เดิม I.C.E. Tower) ในราคากว่า 7,000 ล้านบาท นายพัฒนายืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้จะมีสส.บางคนอย่าง น.ส.รักชนก ศรีนอก และนายสวัสวัต คุ้มคง ออกมาแฉเรื่องความไม่โปร่งใส

เส้นทางสู่การเมืองและตำแหน่งรัฐมนตรี

ประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ ไม่ได้จำกัดแค่ธุรกิจ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1753/2568 แต่งตั้งนายพัฒนาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง

เข้าสู่การเมืองเต็มตัวในครม.อนุทิน 1 โดยสืบทอดเก้าอี้จากบิดา หลังนายสันติ ซึ่งมีประวัติเป็นเลขาฯพรรคพลังประชารัฐ อดีต รมว.คมนาคม รมว.พม. รมช.สาธารณสุข และ รมช.คลัง ไม่ผ่านการตรวจประวัติฯ นายพัฒนาจึงได้โปรดเกล้าฯ เป็น รมว.สาธารณสุขแทน เก้าอี้ที่เรียกว่า “เหนียวแน่น” นี้

ล่าสุด วันที่ 30 กันยายน 2568 นายสันติและนายพัฒนา สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ พร้อมหอบก๊วนเพชรบูรณ์ย้ายตาม ในเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 สส.กลุ่มนี้ชนะแบบยกจังหวัดเพชรบูรณ์ ผลงานที่ทำให้โผครม.อนุทิน 2 คาดว่านายพัฒนาจะนั่งเก้าอี้เดิมต่อ

บทบาทในพรรคภูมิใจไทยและอนาคตการเมือง

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของตระกูลพร้อมพัฒน์ สะท้อนถึงการปรับตัวในเวทีการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน กำลังขยายฐานในภาคอีสานและเหนือ โดยเพชรบูรณ์กลายเป็นฐานที่มั่นคง ผลจากการเลือกตั้งล่าสุดแสดงให้เห็นพลังของกลุ่มนี้

นอกจากนี้ ประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ ยังถูกจับตาในแง่การบริหารกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบเรื่องสุขภาพประชาชนหลังโควิด-19 หลายคนตั้งคำถามว่าประสบการณ์ธุรกิจอสังหาจะช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขได้หรือไม่ แต่จากตำแหน่งที่ยึดเหนี่ยวได้ แสดงถึงความไว้วางใจจากพรรค

  • ธุรกิจหลัก: วอเตอร์เกทพาวิลเลียน
  • ดีลดัง: ซื้อ-ขาย I.C.E. Tower / SKYY9 Centre
  • ตำแหน่งการเมือง: กรรมการ มหาดไทย, รมว.สาธารณสุข
  • พรรคปัจจุบัน: ภูมิใจไทย

การสืบทอดตำแหน่งในตระกูลนักการเมืองไทยเป็นเรื่องปกติ แต่ในยุคนี้ที่ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้น อนาคตของนายพัฒนาจะเป็นบททดสอบสำคัญ คุณคิดว่าประวัติ พัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชาย สันติ จะนำพาสาธารณสุขไทยไปในทิศทางไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ประวัติ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ลูกชาย “สันติ” เก้าอี้เหนียว นั่ง รมว.สาธารณสุข ที่เดิม

“จูรี” ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส.ครั้งแรก

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะแฟนๆ พรรคประชาธิปัตย์และชาวสงขลา ที่เฝ้าติดตามมาตั้งแต่เลือกตั้ง

“จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

นายจูรี นุ่มแก้ว สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปรับหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คุณจูรีบอกว่ามันเหมือนกับการนำเสียงกว่า 30,000 คะแนนจากพี่น้องประชาชนในหาดใหญ่และตำบลคลองอู่ตะเภา มาด้วยตัวเองเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่สร้างประวัติศาสตร์การเมืองสุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

จูรี ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส. ครั้งแรก

การเลือกตั้งในเขต 2 สงขลา ดุเดือดมากครับ ผู้สมัครแต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น ทำให้ประชาชนมีตัวเลือกดีๆ เยอะ สุดท้ายชาวบ้านก็เลือกคุณจูรีให้มาเป็นตัวแทน แม้พรรคจะเป็นฝ่ายค้าน แต่คุณจูรีมั่นใจว่าจะทำงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันปัญหาชาวบ้าน

ปัญหาเร่งด่วน: น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ สส.จูรีพร้อมแก้

ประเด็นหลักที่ประชาชนฝากไว้คือ น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาครอนิกของพื้นที่ แม้ยังไม่เป็น สส.อย่างเป็นทางการ คุณจูรีก็ช่วยผลักดันเยียวยาผู้ประสบภัยไปแล้ว กกต.อนุมัติแล้ว ตอนนี้รอเงินซ่อมบ้านที่กำลังตรวจสอบ ชาวบ้านยังหวังมาตรการป้องกันน้ำท่วมก่อนปลายปีนี้ด้วย สส.คนใหม่คนนี้สัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงให้เต็มที่

หัวหน้าพรรคก็ให้กำลังใจ สส.รุ่นใหม่คนนี้ คาดว่าจะหารืองานเพิ่มตอนไปรายงานตัวที่รัฐสภา

บรรยากาศรับหนังสือรับรอง สส. พรรคต่างๆ
ทีม สส.พรรคภูมิใจไทย รอรับหนังสือ

ส่วนพรรคอื่นๆ ก็คึกคัก เช่น พรรคกล้าธรรม ส่งตัวแทนมารับแทนร้อยเอกธรรมนัส และนางนฤมล พรรคภูมิใจไทย มีแกนนำหลายคนมารับด้วยตัวเอง รอนายอนุทินมากันใหญ่ แล้วขึ้นบัสไปสภา

ที่เด็ดสุดคือ พรรคประชาชน ส่งทีมกฎหมาย 3 คน พร้อมกล่องกระดาษ 3 ใบ มารับหนังสือรับรองแทนทั้ง 120 สส. (เขต 88 + บัญชีรายชื่อ 32) แสดงถึงระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

ทีมกฎหมายพรรคประชาชน รับหนังสือ สส. 120 คน

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งที่หลากหลาย พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำงานเพื่อประชาชน ขณะที่พรรครัฐบาลเร่งเครื่องเต็มสูบ

มาดูประเด็นน่าสนใจในรูปแบบรายการกัน:

  • ตื่นเต้นครั้งแรก: สส.จูรีนำเสียง 30,000 คะแนนมาด้วยหัวใจ
  • ปัญหาน้ำท่วม: เยียวยา + ป้องกัน ก่อนปลายปี
  • ฝ่ายค้านทำงานได้: ตรวจสอบ + ผลักดันงบแก้ปัญหา
  • พรรคอื่นๆ: ภูมิใจไทยคึกคัก ประชาชนใช้ทีมกฎหมายโปร

ในมุมมองผม การมี สส.หน้าใหม่แบบคุณจูรีที่พร้อมลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงๆ เป็นสัญญาณดีของสภาไทยชุดนี้ แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่รัฐบาลต้องฟังเสียงชาวบ้านนะครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

สันติ กั๊ก! ชื่อหลุดโผ ครม.อนุทิน จริงหรือ?

“สันติ” กั๊ก ชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน 1” บอกยังแค่ข่าวลือ ขอรอลุ้นผลตรวจสอบคุณสมบัติก่อน รับจากปมการศึกษา 30-40 ปี สอบจริยธรรมเข้ม ไม่ปฏิเสธส่งชื่อ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” ลูกชายประกบเสียบแทน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 10 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีมีกระแสว่ามีชื่อหลุดออกจากโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 1 ว่า ตอนนี้ยังเป็นข่าวลืออยู่ เพราะตนเพิ่งส่งประวัติไปเมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 กันยายน 2568 แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีปัญหา ซึ่งตนยังไม่ได้รับแจ้งอะไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คิดว่าชื่อไม่ขัดคุณสมบัติอะไรใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า “อาจจะมีปัญหาในเรื่อง 30-40 ปี ที่แล้ว ที่มีเหตุการณ์อะไรบ้าง แต่ก็เป็นตอนเด็กๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความผิดไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มันมีเรื่องของจริยธรรม ที่มันกว้างใหญ่กว่าทะเล ฉะนั้น ก็ต้องไปดูว่าเขาตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งตัวผมก็เคยเป็นรัฐมนตรีมาไม่รู้กี่กระทรวงแล้ว เป็นสิบปี แต่เดี๋ยวนี้จากกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ก็มีเรื่องจริยธรรม ต้องไปไกลมาก ต้องไปดูว่าผู้ที่ตรวจสอบเขาจะพิจารณาอย่างไร และข่าวที่ออกมาตอนนี้ก็เป็นข่าวลือ”

ทางด้านคำถามว่าเรื่อง 30 ปีที่แล้วจะสุ่มเสี่ยงจนทำให้ขาดคุณสมบัติหรือไม่ นายสันติ ตอบว่า “ก็ไม่รู้ไง ครั้งที่แล้วผมก็เป็น รมช.สาธารณสุข ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ช่วงก่อนหน้านั้น ก็ รมช.คลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นมาแล้ว”

เมื่อถามย้ำว่ามีปัญหาเรื่องของการศึกษาใช่หรือไม่ นายสันติ เผยว่า เป็นเรื่องของการศึกษาสมัยก่อน แต่ที่จริงเราก็ไม่ได้ผิดอะไร เดี๋ยวให้เขาส่งกลับมาก่อน ค่อยเล่าให้ฟัง มันไม่ยากหรอก เพราะเราไม่เคยทำอะไรผิดอยู่แล้ว ส่วนคำถามว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่าน มีแผนรองรับอย่างไรบ้าง นายสันติ ระบุว่า ถ้าไม่ผ่านก็ไปช่วยเขา ไม่มีอะไร

ขณะที่ประเด็นคำถามจะส่ง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย มานั่งรัฐมนตรีแทนหรือไม่ นายสันติ บอกว่า ลูกชายตนก็อายุ 40 กว่าแล้ว จบจากต่างประเทศ จบมาเยอะแยะ ทำงานมามากมาย เขาเก่งกว่าตนอีก ประสบการณ์การเมืองเขาก็ทำได้ ไม่มีอะไร

เมื่อถามย้ำว่าหากคุณสมบัติไม่ผ่านจะผลักดันลูกชายมาทำหน้าที่ใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งไปคิดเลย ให้การตรวจสอบคุณสมบัติออกมาก่อน ผู้สื่อข่าวถามต่อแสดงว่าได้ส่งประวัติของนายพัฒนา ให้ตรวจสอบด้วยใช่หรือไม่ นายสันติ ระบุว่า เขาก็อยากจะมาฝึกอยู่แล้ว อาจจะมาเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่ ฉะนั้นเขาก็ต้องเช็กประวัติตัวเองก่อน.

“สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

จากกรณีที่ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกระแสข่าวลือเรื่องชื่อของตนเองหลุดออกจากโผ“ครม.อนุทิน” นั้น ได้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงความเป็นไปได้และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ความเป็นไปได้ของข่าวลือ “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน”

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมากล่าวว่าเป็นเพียงข่าวลือ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องคุณสมบัติที่อาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นอกจากนี้ การที่นายสันติเปิดเผยว่าได้มีการส่งประวัติของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ บุตรชาย ไปให้ตรวจสอบด้วยนั้น ยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า อาจมีการเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่นายสันติไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจริง

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ การที่นายสันติยอมรับว่าเรื่องคุณสมบัติอาจมีปัญหาจากเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงเรื่องจริยธรรมที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าผลการตรวจสอบจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หรือไม่

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การที่นายสันติออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะกั๊กๆ ทำให้สถานการณ์มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร

หากมองในภาพรวม การที่เกิดข่าวลือเรื่อง “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนทางการเมือง การพิจารณาคุณสมบัติและจริยธรรมของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศมีความเหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างถูกต้องและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจว่าจะแต่งตั้งใครเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก

ที่มา – “สันติ” กั๊กชื่อหลุดโผ “ครม.อนุทิน” ยังแค่ข่าวลือ ไม่ปฏิเสธส่งชื่อลูกชายประกบ

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

“นายกฯ อนุทิน” ยันตรวจคุณสมบัติใครไม่ผ่านก็ไม่ได้ ลือหึ่ง “สันติ” ไม่พร้อมแล้ว หลังขาดคุณสมบัตินั่งรัฐมนตรี ดัน “พัฒนา” ลูกชาย นั่ง รมว.สาธารณสุขแทน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าวที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่าน พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี นายอนุทิน ถึงกับร้องหึ้ย ตนยังไม่ทราบ ท่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะแจ้งมา หากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ และชัดเจนว่าหากใครมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ก็จะนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้ ไม่ต้องกังวล เพราะนี่คือเหตุผลที่เสนอรายชื่อไปเกิน 36 รายชื่อ เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าว นายวรภัค ธันยาวงษ์ ที่ถูกวางตัวให้เป็นรมว.คลัง ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาจะมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติว่า เราส่งรายชื่อทุกคนที่จะได้รับการแต่งตั้งไปตรวจสอบ เราต้องเชื่อการตรวจสอบ เราด่วนสรุปก่อนหรือไปฟังหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้

อนุทินอึ้ง! สันติคุณสมบัติไม่ผ่าน ส่งลูกชายแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะลงตัวแล้ว แต่ล่าสุดรายงานว่า ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ ติดอยู่ในโผ แต่จากการตรวจสอบประวัติ นายสันติ พบว่าสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายสันติ จะส่งนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ลูกชายมานั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแทน นี่คือประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการการเมือง

เกิดอะไรขึ้นกับคุณสมบัติของสันติ?

การที่นายสันติ คุณสมบัติไม่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นนั้น สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย คำถามคืออะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งมีความเหมาะสม โปร่งใส และมีความซื่อสัตย์

แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ปัญหาอาจเกิดจากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีความในอดีต หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคุณสมบัติของนายสันติไม่ผ่านจริง การเสนอชื่อลูกชาย คือนายพัฒนามารับตำแหน่งแทน ก็อาจเป็นทางออกเพื่อรักษาเก้าอี้ของพรรค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในนาทีสุดท้ายเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณสมบัติเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสันติเป็นเครื่องเตือนใจว่า การตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็น และควรมีกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมารับใช้ประเทศชาติ

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายสันติที่จะส่งลูกชายเข้ามารับตำแหน่งแทน สร้างความสนใจและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการทำงานของรัฐบาลอย่างไร

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ การเปลี่ยนแปลงในโผ ครม. ครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนจริงๆ ต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศนั้นเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและโปร่งใสอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ พวกเราต้องร่วมกันจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของการเมืองไทย และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหึ้ย หลังได้ยิน “สันติ” คุณสมบัติไม่ผ่าน- เจ้าตัวส่ง “พัฒนา” ลูกชายนั่งแทน

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะ 4 รมต. สาธารณสุข-แรงงาน

“สันติ” เผย มติ กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต. ส่ง “นายกฯ อนุทิน” คอนเฟิร์มได้ รมว.สาธารณสุข-รมว.แรงงาน กับ 2 รมช. อารมณ์ดีนั่ง 4 เดือน เพื่อต่อยอด 4 ปี

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอมติส่งรายชื่อรัฐมนตรี ในโควตา 4 เก้าอี้ 2 รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมแต่อย่างใด แต่มอบหมายให้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ นายสันติ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานการประชุมแทน ซึ่งตนไม่ทราบถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ไม่เดินทางมาประชุมในวันนี้ เมื่อถามว่าที่ประชุมจะเคาะรายชื่อรัฐมนตรีในส่วนพรรคพลังประชารัฐเลยหรือไม่ รวมไปถึงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ที่นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ยิ้มก่อนกล่าวว่า ขอคุยกันก่อนแล้วเดี๋ยวจะลงมา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นเพราะน้อยใจอะไรหรือไม่ นายสันติ ระบุว่า ตนยังไม่เห็น ส่วนคำถามว่า พล.อ.ประวิตร จะวางมือทางการเมืองใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่หรอก ผู้สื่อข่าวถามต่อ สัดส่วนของ รมว.กลาโหม ยังเป็นของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ ตอบว่า ตนไม่รู้ ต้องพูดคุยกันก่อน ซึ่งในช่วงท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามกระเซ้าว่า แต่ตำแหน่งของนายสันตินิ่งแล้วใช่หรือไม่ในส่วนของ รมว.สาธารณสุข นายสันติ ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนขึ้นห้องประชุม

ต่อมาภายหลังการประชุม นายสันติ แถลงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคพลังประชารัฐ 4 ตำแหน่ง คือ 2 รมว. 2 รมช. โดย 2 รมว. ที่ได้รับแจ้งมาคือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ส่วน รมช. 2 ตำแหน่ง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคมีมติมอบให้ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะมอบให้บุคลากรของพรรคที่เป็น สส. หรือผู้ที่มีความเหมาะสมเข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐ

ทางด้านคำถามว่าจากโผ ครม.อนุทิน 1 ก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชารัฐได้ 2 รมว. คือ รมว.สาธารณสุข และรมว.แรงงาน เคาะแล้วใช่หรือไม่ นายสันติ ย้ำว่า ที่ประชุมมอบให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้ดูว่าใครเหมาะสมและให้ดำเนินการตามนั้น ส่วนจะมีการควบรองนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ส่วนจะต้องส่งรายชื่อในวันนี้หรือไม่ หัวหน้าพรรคกำลังเร่งพิจารณา โดยกำลังจะไปคุยกับหัวหน้าพรรคเพื่อให้อนุมัติรายชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ในส่วนของกระทรวงกลาโหมยังเป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐใช่หรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า ไม่อยากจะพูดถึง เพราะเป็นกระทรวงความมั่นคง เป็นกระทรวงที่ขณะนี้บ้านเมืองกำลังต้องการศักยภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นรัฐบาลคงจะพิจารณา เมื่อถามย้ำว่าเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ว่าจะส่งใคร นายสันติ กล่าวว่า ไม่รู้ๆๆ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแทรกขึ้นว่า พูดคำว่าไม่รู้เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร นายสันติ ตอบว่า เราไม่รู้จริงๆ ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มาเป็นผู้ดู เราจะไปพูดแทนเขามันก็คงจะลำบาก

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสันติ กล่าวว่า เขาแจ้งมาแล้ว ส่วน รมช.อีก 2 ตำแหน่ง อยู่ที่หัวหน้าพรรค ซึ่งคงต้องคุยกัน เพราะ ครม. ถ้าเป็นหลายพรรคมาเป็นรัฐบาล ใครจะกำหนดมันก็ทับซ้อนกันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลชุดนี้มีแค่ 146 เสียง ตำแหน่งเหลือเยอะ ไม่น่ามีปัญหา นายสันติ ตอบว่า หัวใจทุกคนก็เป็นตัวของตัวเองทั้งนั้น ใครๆ ก็อยากจะทำให้พรรคตัวเองมีพลัง ส่วนคำถามย้ำว่าเป็นพลัง 4 เดือน เพื่อจะไปต่ออีก 4 ปีข้างหน้าใช่หรือไม่ นายสันติ ไม่ตอบแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี.

พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

จากสถานการณ์ทางการเมืองล่าสุด พรรคพลังประชารัฐได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องของการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรคในอนาคตอันใกล้

ความสำคัญของการตัดสินใจเรื่อง รมต.สาธารณสุข-แรงงาน

การตัดสินใจเกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศในด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม การเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลผสมในภาพรวมอีกด้วย การที่พรรคพลังประชารัฐสามารถจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีได้อย่างลงตัวและเป็นที่ยอมรับ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามัคคีภายในรัฐบาลได้

สำหรับประชาชน การตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน นี้มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในนโยบายด้านสาธารณสุขและการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาโดยตรง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ การที่พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ การพิจารณาและตัดสินใจของ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

การที่พรรคพลังประชารัฐมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้ดำเนินการตัดสินใจในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่พรรคมีต่อผู้นำของตน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจมีความท้าทายและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงต้องพิจารณาถึงบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การแสดงความคิดเห็น การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่เหมาะสม

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจในเรื่องการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงานเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคและประเทศในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น การพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

การวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมและการเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่งจะช่วยให้พรรคสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

ที่มา – มติ พปชร. มอบ “บิ๊กป้อม” เคาะชื่อ 4 รมต.ส่งนายกฯ คอนเฟิร์มได้สาธารณสุข-แรงงาน

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือ

สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ปัดข่าววางมือทางการเมือง

“สันติ” เผย “พล.อ.ประวิตร” ไม่เข้าประชุมพรรคพลังประชารัฐวันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง แจง ยังไม่ทราบรายละเอียดเก้าอี้

เมื่อเวลา 09.48 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าในวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เดินทางมาประชุมกับพรรคแต่อย่างใด โดยตนไม่ทราบเหตุผล เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรไม่ได้แจ้งล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ประวิตร ได้ประกาศเจตนารมณ์พร้อมจะสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หมายความว่าเตรียมวางมือทางการเมืองหรือไม่ นายสันติ ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง” และขณะนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งหรือการจัดเก้าอี้ต่างๆ ภายในพรรค ต้องรอผลการประชุมและการพิจารณาของพรรคก่อน.

จากกรณีข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หนึ่งในบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค ออกมายืนยันว่าข่าวการวางมือทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ไม่เป็นความจริง ทำให้หลายฝ่ายคลายความสงสัยไปได้บ้าง แต่ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ของ พล.อ.ประวิตร สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เนื่องจากโดยปกติแล้ว พล.อ.ประวิตร มักจะเข้าร่วมการประชุมพรรคอย่างสม่ำเสมอ การหายไปในวันนี้จึงเป็นที่น่าสังเกตและเกิดคำถามมากมาย

ทำไมลุงป้อมถึงไม่เข้าประชุมพรรค และเกี่ยวข้องกับการวางมือทางการเมืองหรือไม่?

ถึงแม้ว่านายสันติจะออกมาปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไม พล.อ.ประวิตรถึงไม่เข้าร่วมประชุมพรรค การที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้ายิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

หลายคนคาดการณ์ว่า การไม่เข้าร่วมประชุมพรรคในวันนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างภายในพรรค หรือการเจรจาต่อรองตำแหน่งต่างๆ ที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอการเปิดเผยจากทางพรรคพลังประชารัฐเอง

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศไทย

การที่ สันติ เผย ลุงป้อม ไม่เข้าประชุมพรรค ในวันนี้ และปฏิเสธข่าวการวางมือทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามมากมายที่รอคำตอบ การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวของนายสันติก็ยังไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายสบายใจเสียทีเดียว ต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.ประวิตรเอง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชัดเจนกว่านี้ เพื่อยืนยันว่า ลุงป้อม ยังคงอยู่ในสนามการเมืองต่อไป และไม่ได้มีเจตนา วางมือทางการเมือง อย่างที่เป็นข่าว

ที่มา – “สันติ” เผย “ลุงป้อม” ไม่เข้าประชุมพรรควันนี้ ปัดข่าววางมือทางการเมือง

7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน พร้อมประวัติย่อ

โผครม.อนุทินที่ใกล้ลงตัว และถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงนี้ จากการดูรายชื่อบุคคลที่ติดโผครม.อนุทิน ที่หลายคนคอนเฟิร์มแล้วนั้น มีข้อมูลน่าสนใจที่สามารถสรุปได้ ณ วันที่ 7 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย เป็น 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ ดังนี้

1. รัฐมนตรีในโผครม.อนุทิน ที่อยู่ในวงการการเมืองนานที่สุด

ในโผครม.อนุทิน ผู้ที่เล่นการเมืองนานที่สุด คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อายุ 73 ปี ที่มีโผ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยนายสันติอยู่ในสนามการเมืองตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันปี 2568 รวมแล้วถึง 31 ปี

ส่วคนที่อยู่ในสนามการเมืองนานเป็นอันดับ 2 คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อายุ 59 ปี นายกรัฐมนตรี ที่เริ่มต้นเส้นทางการเมือง เมื่อปี 2539 รวมอยู่ในเส้นทางการเมือง 29 ปี

2. รัฐมนตรีที่เคยได้ตำแหน่งรมต.บ่อยที่สุด

นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่อยู่ในสนามการเมืองมานานที่สุดตั้งแต่ปี 2537 เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้วประมาณ 8 ครั้ง ในคณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายรัฐบาล ดังนี้

สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สันติ พร้อมพัฒน์ ติดโผเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • กระทรวงการคลัง 3 ครั้ง : ช่วงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 10 กรกฎาคม 2562 – 1 กันยายน 2566 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2 ครั้งคือ 21 กรกฎาคม 2563 – 4 สิงหาคม 2563 , 1 กันยายน 2563 – 30 กันยายน 2563
  • กระทรวงสาธารณสุข 1 ครั้ง : รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน 1 กันยายน 2566 – 3 กันยายน 2567 หากในครม.อนุทินไม่พลิกโผ นายสันติ ก็จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอีกครั้ง
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงแรก 9 สิงหาคม 2554 – 30 มิถุนายน 2556 และ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557
  • กระทรวงคมนาคม 1 ครั้ง : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ช่วง 6 กุมภาพันธ์ 2551 – 2 ธันวาคม 2551
  • สำนักนายกรัฐมนตรี 1 ครั้ง : รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 – 7 พฤษภาคม 2557

4. รัฐมนตรีที่อายุมากที่สุดในโผครม.อนุทิน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ นอกจากเคยเป็นรัฐมนตรีมาบ่อยที่สุดในโผครม.อนุทินแล้ว ยังนับเป็นนักการเมืองที่อายุมากที่สุด ด้วยวัย 73 ปี โดยนายสันติ เกิดเมื่อ 1 มกราคม 2495 อาชีพเดิม เป็นนักธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และลงเล่นการเมืองครั้งแรกเมื่อปี 2537 และเป็นสส.สมัยแรกปี 2538 ในสังกัดพรรคความหวังใหม่ ที่ก่อตั้งโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

5. นักการเมืองอายุน้อยที่สุด ติดโผเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

นายไชยชนก ชิดชอบ อายุ 36 ปี ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวนักการเมืองโดยแท้ ในตระกูล ชิดชอบ คือเป็นหลานของปู่ชัย และลูกชายคนโตของพ่อเนวิน – กรุณา ชิดชอบ

ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ไชยชนก ชิดชอบ ติดโผเป็นรัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็น รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด และ ผู้ก่อตั้งทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ตส์
  • นายไชยชนก ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. บุรีรัมย์ เขต 2 สังกัดพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
  • นายไชยชนกแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ว่า มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 161,625,029 บาท และหนี้สิน 19,934 บาท

6. รัฐมนตรีที่ร่ำรวยสุด จากการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.

โผครม.อนุทินที่มีทรัพย์สินความมั่งคั่งที่สุด ก็คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ล่าสุดเมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 นายอนุทิน แจ้งว่ามีทรัพย์สิน 4,372.17 ล้านบาท โดยรวมทรัพย์สินหลายรายการ เช่นเงินสดกว่า 1 พันล้านบาท ที่ดินกว่า 34 ล้านบาท ส่วนหนี้สินมีประมาณ 14.59 ล้านบาท ส่วน น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา มี 39.48 ล้านบาท หนี้สิน 518,143 บาท

7. ที่สุดของรัฐมนตรี 3 คนนอกกับการเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก

โผครม.อนุทิน ได้ดึงคนนอกที่เป็นข้าราชการยังไม่เกษียณ และนักธุรกิจมืออาชีพบริหารองค์กรเอกชนมาร่วมวงครม. โดยทั้ง 3 คนนี้ ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน แม้จะเคยมีโผในครม.มาแล้วบ้าง เพื่อเข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อายุ 54 ปี เป็นข้าราชการที่โดดเด่นของกระทรวงการคลังถูกจับวางให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนได้รับการทาบทามร่วมครม.อนุทิน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และก่อนหน้านี้เป็นอธิบดีกรมสรรพากร และอธิบดีกรมสรรพสามิต
  2. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อายุ 60 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรพลังงานระดับประเทศอย่างปตท. มานานกว่า 3 ทศวรรษ โดยดำรงตำแหน่งซีอีโอ ปตท. ในช่วงปี 2563-2567
  3. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อายุ 67 ปี เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในครม.อนุทินนี้ โดยนายสีหศักดิ์ เป็นลูกหม้อทำงานกระทรวงการต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2522 ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อปี 2554 และในปี 2566-2567 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ

สรุป 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน

การมีรัฐมนตรีหลากหลายประสบการณ์และวัย จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศอย่างแน่นอน การผสมผสานคนรุ่นใหม่ คนที่มีประสบการณ์ และคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐมนตรีทุกคนทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – 7 เรื่องที่สุดในโผครม.อนุทิน และสรุปประวัติโดยย่อ

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

“ชัยวุฒิ-สันติ” ลั่น พร้อมโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว ย้ำ “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ ปัดตอบ “พล.อ.ประวิตร” จ่อคุมความมั่นคง-กลาโหม บอกยังไม่ถึงเวลานั้น

เมื่อเวลา 16.48 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า “เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว”

ส่วนคำถามว่าวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ” สำหรับประเด็นคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรา คนละพรรคกัน พร้อมยืนยันว่าร่วมงานได้ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน แต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน “ยืนยันว่าพลัข้าวหน้าไก่จะโหวตให้นายอนุทินทั้งพรรค”

ขณะที่กระแสข่าวที่มีการจองกระทรวงกันแล้วจริงหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามอีกว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ นายชัยวุฒิ ระบุว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำจะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า “ยังไม่ได้คุยกันเลย”

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

การเมืองไทยยังคงร้อนแรงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของพรรคพลังประชารัฐในการผลักดันให้นายอนุทิน ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี โดยระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องนี้

พลังประชารัฐพร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯคนที่ 32

การยืนยันจากนายชัยวุฒิในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนายอนุทิน อย่างเต็มที่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ แต่ทางพรรคก็ยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนนายอนุทิน โดยไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังได้กล่าวถึงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าจะเข้าร่วมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการโหวตครั้งนี้ และความมุ่งมั่นของพรรคในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจรจาต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และการรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การยืนยันจากพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่การยืนยันของนายชัยวุฒิในเรื่อง “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคพลังประชารัฐในการสนับสนุนนายอนุทิน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ และจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การจับตาดูความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การเมืองไม่ใช่แค่เกม แต่คืออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ “ชัยวุฒิ” ลั่นพลังข้าวหน้าไก่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

พปชร. เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ สลับ “ไพบูลย์”

พรรคพลังประชารัฐ ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2 เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้าพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไม่น้อย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐมีการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม ได้แก่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ นายบุรินทร์ สุขพิศาล พล.ท.กิตติพล สมจิต และพล.ต.ยศวัจน์ นิมิตภานนท์

ประเด็นหลักของการประชุมอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในพรรค ที่ประชุมมีมติเลือก นายสันติ พร้อมพัฒน์ จากรองหัวหน้าพรรค ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทนนายไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งสลับไปดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคพลังประชารัฐ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการปรับปรุงและพัฒนาพรรคให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความสามารถของบุคลากรภายในพรรค การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

ทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงเลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”?

คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคพลังประชารัฐจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ การที่นายสันติ พร้อมพัฒน์ ขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรค อาจเป็นเพราะความสามารถในการบริหารจัดการและประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานของเขา ในขณะที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อาจมีความเหมาะสมกับบทบาทรองหัวหน้าพรรคมากกว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมืองของเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. นายสันติ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย ภายหลังจากที่ภรรยาและลูกได้เดินทางมาถึงก่อนแล้ว เพื่อร่วมติดตามการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งล่าสุดได้พ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พรรคการเมืองต่างๆ จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์”

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่าย หลายคนเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเป็นการปรับยุทธศาสตร์ของพรรคให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ว่าการที่พรรคพลังประชารัฐ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” เป็นการสร้างความสมดุลภายในพรรค และเป็นการกระจายอำนาจให้แก่สมาชิกพรรคที่มีความสามารถหลากหลาย

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาและปรับปรุงตนเองให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง การจับตาดูทิศทางและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจภูมิทัศน์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ที่มา – พปชร. ประชุมใหญ่ เลือก “สันติ” นั่งเลขาฯ พรรค สลับ “ไพบูลย์” นั่งรองหัวหน้า

Scroll to top