สิทธิเลือกตั้ง

ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส เรื่อง ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องร้องกราวรูดไปที่ “กกต.” หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ เรื่องการจัดเลือกตั้งและประชามติที่เพิ่งผ่านไป นี่มันงานเข้าเลยนะครับ เพราะมีคดีความถึง 18 คดี แบ่งเป็น 8 ประเด็นหลักเลยทีเดียว มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด “กกต.”

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่อาคารศาลปกครองสูงสุด นายประวิตร บุญเทียม รองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง ได้แถลงความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและประชามติ โดยยืนยันว่าศาลปกครองรับพิจารณาเฉพาะขั้นตอนการจัดการเลือกตั้งเท่านั้นนะครับ ส่วนเรื่องเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือคุณสมบัติผู้สมัคร สส. นั้น เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561

สถิติล่าสุดมีคดีฟ้องกกต. รวม 18 คดี ใน 8 ประเด็นหลัก เช่น

  • คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ถูกมองว่าอาจไม่โปร่งใส
  • คดีบัตรเขย่ง หรือบัตรเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถาม
  • การยุบรวมหีบเลือกตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
  • การจัดการเลือกตั้งที่ถูกครหาว่าไม่สุจริตและยุติธรรม
  • และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชามติ

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ การเลือกตั้งที่สำคัญขนาดนี้ เกิดข้อพิพาทขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายจับตาใกล้ชิดมากแค่ไหน

สถานะคดีล่าสุดหลังศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน

อัปเดตสถานะคดีตอนนี้ ศาลปกครองกลางยกฟ้องไป 1 คดี คือกรณีลงทะเบียนใช้สิทธิ์ประชามติ nอกเขต 3 วัน กำลังอุทธรณ์อยู่ครับ นอกจากนี้มีคดีที่ศาลไม่รับฟ้องอีก 2 คดี ได้แก่

  • การใช้คำว่า “เห็นชอบ” ในการทำประชามติ
  • บัตรประชามติที่ให้กาแค่ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” เท่านั้น

และมี 1 คดีที่ผู้ฟ้องขอถอนเอง คือเรื่องทำประชามติวันเดียวกับเลือกตั้งไม่ชอบกฎหมาย คดีที่เหลือกำลังพิจารณาอยู่

ทำไมถึงมีคดีเยอะขนาดนี้? เพราะการเลือกตั้งปีนี้เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ มีกฎเกณฑ์เยอะแยะ บวกกับสถานการณ์โควิดที่ทำให้การจัดการซับซ้อนขึ้น ผู้ฟ้องส่วนใหญ่เป็นบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งหรือกระบวนการต่างๆ นะครับ

นอกจากนี้ ศาลปกครองยังย้ำชัดว่าอยู่ในขอบเขตหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายศาลอื่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าได้รวดเร็วที่สุด ผมว่าดีแล้วครับ เพราะถ้าศาลแต่ละแห่งทับซ้อนกัน คดีคงค้างยาวเลย

ขยายความนิดนึง ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งนี่ฮือฮามาก บางคนบอกว่ามันช่วยตรวจสอบได้ แต่บางฝ่ายมองว่าเสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ส่วนบัตรเขย่งก็เป็นประเด็นคลาสสิกที่เกิดทุกการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ว่ามีเจตนาหรือไม่ การยุบรวมหีบก็ถูกฟ้องว่าอาจเอื้อพรรคใหญ่ได้

โดยรวมแล้ว ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน นี้ สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เข้มข้น หากกกต. ทำงานได้มาตรฐาน คดีเหล่านี้ก็น่าจะคลี่คลายได้ไม่ยาก

สำหรับผมคิดว่า นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับกกต. ชุดต่อไป ต้องวางแผนรัดกุมกว่านี้ เพื่อป้องกันข้อครหาในอนาคต คุณล่ะครับ คิดว่าคดีไหนน่าจะรอด หรือกกต. ควรปรับปรุงอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด “กกต.” จัดเลือกตั้ง-ประชามติพ่นพิษ

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง โทษจำคุก

กกต.ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ฝ่าฝืนโทษหนักถึงจำคุก

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกท่าน โดยเฉพาะในวันเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อใหม่ ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศย้ำข้อห้ามสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ที่ลงคะแนนแล้ว ซึ่งหากฝ่าฝืนอาจโดนโทษจำคุกได้เลย

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นที่โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. กกต. จึงขอเตือนประชาชนให้ทราบกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรง หากไม่ปฏิบัติตาม มาดูรายละเอียดกันเลย

ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ข้อห้ามหลักที่ กกต. ย้ำคือ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ด้วยอุปกรณ์ใดๆ หลังจากลงคะแนนแล้ว เช่น มือถือ แท็บเล็ต หรือกล้องถ่ายรูป รวมถึงห้ามนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วไปแสดงให้ผู้อื่นดู เพื่อให้รู้ว่าลงคะแนนใคร เหตุผลสำคัญคือเพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน ป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่บังคับ หรือการแทรกแซงจากภายนอก หากฝ่าฝืน ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จะมีความผิดตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษสำหรับการห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและข้อห้ามอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีข้อห้ามอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกกต. ย้ำให้ทราบดังนี้

  • ต่อต้านกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.): กปน. ถือเป็นเจ้าพนักงาน หากใครต่อสู้ ขัดขวาง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ โทษหนักขึ้นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท
  • ใช้บัตรปลอมหรือนำบัตรออกจากหน่วย: ห้ามใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าพนักงาน ห้ามนำบัตรออกจากที่เลือกตั้ง ห้ามทำเครื่องหมายสังเกตบนบัตร โทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000-100,000 บาท และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
  • ทำลายบัตรเลือกตั้ง: หากจงใจทำให้บัตรชำรุด เสียหาย หรือแก้ไขบัตรเสียให้ใช้ได้ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

กฎเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง ในอดีตเคยมีกรณีผู้ลงคะแนนโพสต์ภาพบัตรลงโซเชียลมีเดียเพื่อขายสิทธิ์ ส่งผลให้การเลือกตั้งถูกแทรกแซง สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตย การที่ กกต. ย้ำ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง จึงเป็นการป้องกันปัญหาล่วงหน้า

เหตุผลที่ต้องมีกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง

ทำไมถึงห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง? ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะการลงคะแนนต้องเป็นความลับส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ถ้าถ่ายภาพได้ กลุ่มผลประโยชน์อาจใช้เป็นเครื่องมือกดดัน เช่น นายทุนสั่งลูกน้องถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์ว่าลงคะแนนให้ใคร หรือแม้แต่เพื่อนฝูงท้าทายกันเอง สุดท้ายนำไปสู่การทุจริต ลองนึกภาพถ้าทุกคนถ่ายภาพโพสต์ออนไลน์ การเลือกตั้งจะไม่โปร่งใสอีกต่อไป กฎนี้ช่วยรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสิทธิเลือกตั้งของทุกคน

นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียแพร่หลายยิ่งขึ้น การบังคับใช้กฎ ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ยิ่งจำเป็น กกต. มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง และมีกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้ง หากถูกจับได้ โทษรออยู่แน่นอน

ข้อแนะนำสำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ผู้มีสิทธิควร:

  • ลงคะแนนให้เรียบร้อย แล้วหย่อนบัตรทันที ไม่ถ่ายภาพเด็ดขาด
  • ปฏิบัติตามคำสั่ง กปน. อย่างเคร่งครัด
  • ไม่นำบัตรออกจากบูธ และไม่ทำเครื่องหมายแปลกๆ
  • ถ้ามีข้อสงสัย ถาม กปน. ได้เลย

การเลือกตั้งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน หากเราทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามกฎ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้น

สุดท้ายนี้ การย้ำกฎห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งจากกกต. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส อย่าเสี่ยงโทษหนักเลยดีกว่า แนะนำให้แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวทราบ เพื่อให้ทุกคนไปใช้สิทธิอย่างถูกต้อง สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่มา – กกต.ย้ำข้อห้าม ไม่ให้ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ฝ่าฝืนมีโทษถึงจำคุก

“ชาญชัย” ยื่นร้องปมบาร์โค้ดเลือกตั้งโมฆะ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามีเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากมาอัพเดทกัน นั่นคือ “ชาญชัย” ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาล รธน. ชี้ขาดเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปมบาร์โค้ด นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่รู้สึกถูกละเมิดสิทธิ เดินทางยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ!

“ชาญชัย” ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาล รธน. ชี้ขาดเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปมบาร์โค้ด

เรื่องนี้เริ่มจากพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ เมื่อ 13 ธันวาคม 2568 กกต.ประกาศวันเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และวันเลือกตั้งจริง 8 ก.พ. 2569 แต่ปัญหาคือบัตรเลือกตั้งที่ใช้ มีการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งเชื่อมโยงได้กับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลำดับการลงคะแนน ทำให้เจ้าหน้าที่หรือคนที่เข้าถึงระบบ สามารถตรวจสอบย้อนหลัง (trace back) ได้ว่าใครเลือกใคร!

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 บอกชัด “การออกเสียงลงคะแนนต้องโดยตรงและลับ” ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยที่ 7/2549 ไว้ว่า หลักการลับนี้เป็นหัวใจของประชาธิปไตย ถ้าไม่ลับ การเลือกตั้งก็ไม่เสรี ผู้ลงคะแนนจะกลัวถูกข่มขู่ โดยเฉพาะในระบบซื้อสิทธิขายเสียง ที่คนซื้อสามารถเช็คได้ว่าคนที่จ่ายเงินไปโหวตตามสัญญาหรือเปล่า ทำให้เกิดการกดดัน จูงใจ หรือคุกคามมากขึ้น

ทำไมบาร์โค้ดถึงเป็นปัญหาใหญ่?

สำนักงาน กกต. เองยังยอมรับว่าบัตรเหล่านี้ trace ได้ แม้จะบอกว่ายาก แต่ก็เป็นช่องโหว่ชัดๆ เพื่อนๆ ลองนึกภาพสิ ถ้าคุณไปโหวตแล้วมีรหัสเฉพาะตัว ใครๆ ก็รู้ได้ว่าคุณเลือกพรรคไหน จะกล้าโหวตตามใจจริงๆ มั้ย? มันทำลายความเชื่อมั่น เปิดทางให้ทุจริตหนักขึ้น และขัดหลัก free and secret ballot สากล

ปัญหาอื่นๆ ที่ชาญชัยชี้

นอกจากปมบาร์โค้ดแล้ว ยังมีประเด็นอื่นที่ไม่โปร่งใสอีกเพียบ ลองดูสรุปแบบ bullet points นะ:

  • การนับคะแนนไม่โปร่งใส: ขานคะแนนแล้วขีดทับด้วยใบปิดซ้อนๆ เจ้าหน้าที่ต้องมุดหัวเข้าไปขีด ไม่มีประเทศไหนทำแบบนี้ ส่อทุจริตชัดๆ
  • ผลขีดคะแนนไม่ตรงเอกสารสรุป: หลายหน่วยเลือกตั้งเจอปัญหานี้ เหมือนถูกสั่งการ
  • จำนวนบัตรไม่เท่ากัน (บัตรเขย่ง): บัตร ส.ส.เขต (เขียว) กับบัญชีรายชื่อ (ชมพู) ควรเท่ากันเพราะคนละใบต่อคน แต่เกือบทุกหน่วยไม่เท่า พิรุธใหญ่!
  • คูหาไม่ลับ: หลายที่เห็นจากด้านหลังได้ว่ากาเบอร์ไหน สื่อแพร่ภาพชัด

ชาญชัยย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ผลเลือกตั้งไม่สุจริต เที่ยงธรรม โปร่งใส ขอให้ศาล รธน. วินิจฉัยตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาศาล รธน. มาตรา 7(11) และ 46 ว่าการเลือกตั้งนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมั้ย พร้อมหลักฐานอย่างต้นขั้วบัตรเก่าๆ มาให้ดูด้วย

มุมมองส่วนตัวผมนะ การเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย ถ้าไม่ลับ ไม่โปร่งใส รัฐบาลที่ได้มาก็ขาด legitimacy ประชาชนจะไม่เชื่อถือ สังคมแตกแยก ลองคิดดูถ้าทุกคนกลัวซื้อเสียงจนต้องโหวตตามแรงกดดัน เสรีภาพเราจะเหลืออะไร? เรื่องนี้ต้องเร่งตรวจสอบจริงจัง เพื่อรักษาความเชื่อมั่น

คุณล่ะคิดยังไงกับ “ชาญชัย” ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาล รธน. ชี้ขาดเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปมบาร์โค้ด? คอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่างเลยนะ แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย ช่วยกันติดตามข่าวให้การเมืองไทยโปร่งใสขึ้น!

ที่มา – “ชาญชัย” ยื่นร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาล รธน. ชี้ขาดเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปมบาร์โค้ด

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เหตุการณ์ร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยล่าสุดคือ 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ จากประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกมองว่าละเมิดสิทธิการลงคะแนนลับของประชาชน เครือข่ายนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งรวมพลังกันยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาจาก 9 สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยฟื้นฟู มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้เดินทางเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีผู้ร้องคือเครือข่ายนักศึกษาจากทั้ง 9 สถาบัน และผู้ถูกฟ้องคือ กกต. และเลขาธิการ กกต.

ประเด็นหลักของการยื่นฟ้องคือ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถือว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพราะบัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการลงคะแนนลับ (secret ballot) เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเลือกตั้งโดยไม่ถูกแทรกแซงหรือข่มขู่

ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

ผู้ร้องเรียนชี้แจงว่า เทคโนโลยีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดความเป็นส่วนตัวและสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ที่บัญญัติไว้ว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยสุจริตและลับ เพื่อให้ประชาชนลงคะแนนได้อย่างอิสระ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งไทยทั้งระบบ

  • คำขอให้ศาลพิพากษา: สั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นโมฆะ และให้ กกต. จัดเลือกตั้งใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
  • คำร้องคุ้มครองชั่วคราว: ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกินเยียวยา หากรับรอง ส.ส. เข้าสภาไปแล้ว
  • ห้ามใช้เทคโนโลยี: สั่งห้าม กกต. ใช้คิวอาร์โค้ดหรือระบบอื่นที่เชื่อมโยงตัวตนผู้ลงคะแนนในอนาคต

นอกจากนี้ กลุ่มยังยืนยันว่าการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนทั้งประเทศ เนื่องจากหากผลการเลือกตั้งถูกนำไปใช้ สภาผู้แทนราษฎรอาจมีองค์ประกอบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้กฎหมายที่ออกมาขาดความชอบธรรม

กรณี 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ นี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของเยาวชนไทยในการตรวจสอบกระบวนการ демократия ในประเทศ ปัญหาบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยมีข้อถกเถียงในหลายประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เน้นย้ำว่าการลงคะแนนต้องลับสนิทเพื่อป้องกันการทุจริต หาก กกต. ไม่ปรับปรุงระบบ อนาคตอาจเกิดข้อพิพาทซ้ำซาก

จากมุมมองของผู้เขียน คดีนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะสิทธิลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตย หากศาลรับคำร้องและสั่งโมฆะ จะเป็นการตั้งมาตรฐานใหม่ให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่หากไม่ ก็อาจจุดชนวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่จากประชาชน

สุดท้ายนี้ กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์บริบูรณ์ คุณคิดเห็นอย่างไรกับการร้องเรียนของนักศึกษาครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – 9 สถาบันบุกศาลปกครอง ร้องสั่งเลือกตั้ง 69 โมฆะ ปมบาร์โค้ดบัตรละเมิดสิทธิลงคะแนนลับ

กกต. เตือน 15 ก.พ. วันสุดท้ายแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง

กกต. เตือน 15 ก.พ. วันสุดท้ายแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง สำหรับใครที่พลาดไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. หรือออกเสียงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 หรือแม้แต่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 ก.พ. แต่ไม่ได้ไป รีบๆ มาดูกันเลยครับ เพราะวันพรุ่งนี้ 15 ก.พ. 2569 คือวันสุดท้ายที่คุณสามารถแจ้งเหตุได้ หากพลาดไปอาจโดนจำกัดสิทธิทางการเมืองนาน 2 ปีเลยนะ!

กกต. เตือน 15 ก.พ. วันสุดท้ายแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ถึงผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิในวันดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือการออกเสียงประชามติ รวมถึงผู้ที่ขอใช้สิทธิล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งด้วย ทางกกต. ย้ำชัดๆ ว่าต้องแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้ภายในวันพรุ่งนี้เท่านั้น มิเช่นนั้นจะถูกเพิกถอนสิทธิ์ตามกฎหมายทันที

ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 35 กำหนดไว้ว่าหากไม่แจ้งเหตุหรือแจ้งแต่เหตุไม่สมควร จะถูกจำกัดสิทธิ์ต่างๆ นาน 2 ปี นับจากวันเลือกตั้ง และถ้าครั้งต่อไปยังพลาดอีก สิทธิ์จะถูกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เลยครับ

ช่องทางการแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

โชคดีที่กกต. จัดช่องทางแจ้งเหตุให้สะดวกมาก มี 3 วิธีหลักๆ ดังนี้

  • ทางออนไลน์: สะดวกสุด! เข้าเว็บไซต์ www.ect.go.th หรือเว็บกรมการปกครอง แอป “ทางรัฐ” หรือ “Smart Vote” พิมพ์คำว่า “แจ้งเหตุการเลือกตั้ง สส.” หรือ “แจ้งเหตุการออกเสียงประชามติ” ผ่านมือถือหรือคอมได้เลย ไม่ต้องออกจากบ้าน
  • ยื่นด้วยตนเอง: ไปที่นายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น พร้อมหลักฐาน เช่น ใบรับรองแพทย์ ถ้าป่วย หรือเอกสารอื่นที่พิสูจน์เหตุผลได้
  • ส่งทางไปรษณีย์: ส่งจดหมายลงทะเบียนไปยังนายทะเบียน พร้อมหลักฐาน และยังมอบหมายให้คนอื่นยื่นแทนได้ โดยแนบหนังสือมอบหมายและสำเนาบัตรประชาชน

หลักฐานที่แนะนำ เช่น ใบแพทย์ หากเจ็บป่วย ขาด ลา จากนายจ้าง หากทำงานต่างจังหวัด หรือเหตุอื่นๆ ที่สมควร เช่น เดินทางต่างประเทศ ตรวจสอบให้ครบก่อนยื่นนะครับ

สิทธิ์ที่ถูกจำกัดหากไม่แจ้งเหตุ

ถ้าลืมแจ้ง กกต. เตือน 15 ก.พ. วันสุดท้ายแจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง แล้วไม่ทำ สิทธิ์จะหายไป 2 ปี ดังนี้

  • ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.
  • สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือ สว.
  • สมัครเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  • ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง หรือข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  • ตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการ ที่ปรึกษา ฯลฯ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เห็นภาพชัดเลยใช่ไหมครับ? โดยเฉพาะคนที่อยากเล่นการเมืองในอนาคต หรือแค่อยากมีสิทธิ์ปกติ อย่าปล่อยให้พลาดเด็ดขาด

นอกจากนี้ การเลือกตั้งและประชามติเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน การไปใช้สิทธิ์ช่วยกำหนดอนาคตประเทศได้ หากพลาดครั้งนี้เพราะเหตุผลสมควร ก็รีบแจ้งเพื่อรักษาสิทธิ์ไว้ ผมแนะนำให้ใช้ช่องทางออนไลน์เพราะเร็วและง่ายที่สุด โดยเฉพาะแอป Smart Vote ที่ใช้งานง่ายมาก

สำหรับใครที่สงสัยเพิ่มเติม สามารถเช็กสถานะได้ที่เว็บ กกต. หรือโทร hotline ต่อไปนี้ได้เลย ข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์แน่นอน

สุดท้ายนี้ รีบดำเนินการแจ้งเหตุก่อน 15 ก.พ. 2569 วันนี้เลยครับ! อย่ารอช้า เพราะเวลาเหลือน้อยมาก การรักษาสิทธิ์ของคุณคือการดูแลตัวเองในระยะยาว

ที่มา – กกต. เตือน 15 ก.พ. วันสุดท้ายอย่าลืมแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง – ออกเสียงประชามติ

“รัฐภูมิ” โพสต์เพชรบูรณ์เขต1เจอบัตรเขย่ง7,000ใบ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งเลยทีเดียว นายรัฐภูมิ เลิศไพจิตร ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 เพชรบูรณ์ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย หลังจากไปรับเอกสารจาก กกต. และพบความผิดปกติที่น่าสงสัย

“รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 (หรือ 2567 ตามบางแหล่ง) รัฐภูมิได้ไปที่สำนักงาน กกต. เพื่อรับเอกสารจำนวนบัตรเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ จำนวนบัตรในหน่วยเลือกตั้งสำหรับ ส.ส. เขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ไม่ตรงกัน! โดยปกติแล้ว จำนวนบัตรทั้งสองประเภทนี้ต้องเท่ากัน เพราะสะท้อนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ในหน่วยนั้นๆ แต่ที่นี่ต่างกันเกือบ 7,000 ใบ

เอกสารจำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต เพชรบูรณ์

รายละเอียดตัวเลขบัตรเขย่งที่รัฐภูมิพบ

  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต: 81,416 ใบ
  • จำนวนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อ: 88,738 ใบ
  • ส่วนต่าง: 7,322 ใบ (ประมาณ 7,000 ใบตามที่โพสต์)

รัฐภูมิตั้งคำถามชัดๆ ว่า “ทำไมบัตรของบัญชีรายชื่อถึงมีมากกว่าเขตเกือบ 7,000 ใบ ทั้งที่ต้องเท่ากัน?” เขาได้สอบถาม กกต. แล้ว ซึ่งตอบว่าภายใน 2-3 วันจะจัดการให้เรียบร้อย แต่รัฐภูมิไม่รอช้า ได้ส่งข้อมูลนี้ไปยังส่วนกลางของพรรคประชาชนทันที และสัญญาว่าจะอัปเดตให้ทุกคนทราบต่อไป

ภาพโพสต์ของรัฐภูมิ เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งเพชรบูรณ์

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ เพราะการเลือกตั้งต้องโปร่งใส 100% เสียงของประชาชนทุกคะแนนต้องนับให้ตรงตามเจตนารมณ์ มิเช่นนั้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย เพชรบูรณ์ เขต 1 เป็นพื้นที่สำคัญที่ประชาชนคาดหวังตัวแทนที่ซื่อสัตย์ และกรณี “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส” นี้ กำลังจุดประกายให้คนอื่นๆ ตรวจสอบข้อมูลของตัวเองด้วย

ย้อนดูบริบท เพชรบูรณ์เป็นจังหวัดทางภาคเหนือตอนล่าง มีประชากรราว 1.5 ล้านคน การเลือกตั้งที่นี่มักเข้มข้นเพราะเป็นฐานเสียงของหลายพรรค พรรคประชาชนที่รัฐภูมิสังกัด กำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่เรื่องความโปร่งใส หาก กกต. สามารถชี้แจงได้ชัดเจน จะช่วยลดข้อครหาได้มาก ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันในหลายพื้นที่ เช่น บัตรเสียจำนวนมาก หรือตัวเลขไม่ตรง ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบและอุทธรณ์

เอกสารบัตรเลือกตั้งบัญชีรายชื่อ เพชรบูรณ์ เขต 1

จากมุมมองของผม การที่ผู้สมัครอย่างรัฐภูมิกล้าออกมาโพสต์แบบนี้ เป็นสัญญาณดี แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้สนับสนุน เราควรสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนบัตร การนับคะแนน หรือการรับรองผล เพื่อให้การเลือกตั้งไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ความโปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย ถ้าปล่อยให้มีข้อสงสัยค้างคา ประชาชนจะหมดศรัทธาได้ ลองติดตามดูนะครับว่ากรณีนี้ กกต. จะชี้แจงอย่างไร และอัปเดตจากพรรคประชาชนจะเป็นยังไง คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้!

ที่มา – “รัฐภูมิ” โพสต์ เพชรบูรณ์ เขต 1 ก็เจอบัตรเขย่ง 7,000 ใบ ขอ กกต. ชี้แจงความโปร่งใส

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจขึ้นในจังหวัดพัทลุง เมื่อกลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างคึกคัก แสดงให้เห็นถึงพลังของความเป็นพลเมืองไทยที่แท้จริง ชาวมันนิซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนภูเขาบรรทัด ได้ลงจากเขามาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงอย่างภาคภูมิใจ ทำให้หน่วยเลือกตั้งในพื้นที่คึกคักไปด้วยสีสันวัฒนธรรม

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างพร้อมเพรียง

ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 1 เขตเลือกตั้งที่ 3 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง มีชาวมันนิที่มีชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิ์ถึง 21 คน ทยอยเดินทางลงมาใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้า นอกจากนี้ยังมีนายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เดินทางลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจด้วยตัวเอง สร้างความอบอุ่นหัวใจให้กับชาวเขาเหล่านี้

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 10 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน กลุ่มชาติพันธุ์มันนิอีกกลุ่มนำโดยเฒ่าต้อม รักษ์ป่าบอน จำนวน 13 คน ก็ลงมาใช้สิทธิ์พร้อมเพรียงกันเช่นกัน การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การลงคะแนน แต่เป็นการยืนยันสถานะราษฎรไทยที่เท่าเทียม มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากันทุกคน

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สร้างแรงบันดาลใจ

กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ หรือที่รู้จักในชื่อชาวมณี เป็นชนเผ่าบนภูเขาบรรทัดที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย อาศัยอยู่ในป่าเขา การที่พวกเขาลงมาใช้สิทธิ์ครั้งนี้ แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากชีวิตที่ห่างไกลสังคมสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเต็มตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเลือกตั้งท้องถิ่นที่สำคัญ สะท้อนความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยไทย

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายที่หน่วยเลือกตั้งตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพัทลุง ยังมีคุณยายวัย 89 ปี เดินทางมาลงคะแนนด้วยตัวเอง แม้ร่างกายไม่สะดวก ลูกหลานต้องพยุง แต่คุณยายยิ้มแย้มดีใจสุดๆ และบอกว่าไม่เคยพลาดการเลือกตั้งครั้งไหน พร้อมเชิญชวนทุกคนให้รีบมาใช้สิทธิ์

ภาพชาวมันนิลงคะแนน

ความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์

การที่กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่งผลดีหลายประการต่อสังคมไทย ดังนี้

  • เสริมสร้างความเสมอภาค: ยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียม ไม่ว้าจะอยู่บนเขาหรือในเมือง
  • เพิ่มการมีส่วนร่วม: ทำให้การเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิ์สูง สะท้อนประชาธิปไตยที่แท้
  • อนุรักษ์วัฒนธรรม: ชาวมันนิยังคงเอกลักษณ์ แต่ก้าวสู่สังคมสมัยใหม่
  • แรงบันดาลใจ: เป็นตัวอย่างให้กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกของสังคมไทยที่กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น การเลือกตั้งไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงชีวิต หากทุกคนตระหนักและออกมาใช้สิทธิ์ เราจะมีผู้นำที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มได้ดีกว่าเดิม

นอกจากชาวมันนิแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในภาคใต้ที่กำลังตื่นตัวทางการเมือง เช่น ชาวกะเหรี่ยงหรือมอญ ซึ่งช่วยเสริมความหลากหลายให้กับประชาธิปไตยไทย การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ เช่น การอำนวยความสะดวกขนส่งหรือข้อมูลการเลือกตั้ง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดีๆ แบบนี้

สุดท้ายนี้ ขอชวนทุกท่านที่ยังไม่ได้ลงคะแนน รีบออกมาใช้สิทธิ์วันนี้เลย! เพราะทุกเสียงมีค่า แสดงพลังความเป็นพลเมืองไทยให้โลกรู้ อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป

ที่มา – กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ พัทลุง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แสดงพลังความเป็นพลเมืองไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้น New High 75%

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท สร้างความฮือฮาในวันเลือกตั้ง เมื่อน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาลงคะแนนเสียงที่หน่วยเลือกตั้งย่านสามเสนในพื้นที่พญาไท ด้วยรอยยิ้มสดใสและความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอเผยสัญญาณดีตั้งแต่เช้า หลังพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิถึง 40% แล้ว และลุ้นสุดตัวให้ทั้งประเทศทุบสถิติเดิมเกิน 75% ซึ่งถือเป็น New High ใหม่ของการเลือกตั้งไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งคึกคักสุดๆ โดยเฉพาะย่านพญาไทที่ ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท อย่างเป็นทางการ หลังจากสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) พบว่าช่วงเช้ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิแล้วกว่า 40% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก แม้จะต้องลงคะแนนทั้งเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติพร้อมกันในวันเดียวกัน แต่ระบบที่รวมหน่วยไว้ที่เดียวกันช่วยให้กระบวนการรวดเร็ว ไม่สับสน และลดความแออัดได้ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความน่าสนใจเพราะเป็นการทดสอบพลังประชาชนอย่างแท้จริง ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งเป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่และแกนนำสำคัญของพรรคประชาชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วม โดยวอนให้ประชาชนทุกคนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างสถิติใหม่ที่ผู้มาใช้สิทธิเกิน 75% ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่ออนาคตการเมืองไทย

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

สัญญาณดีจากหน่วยเลือกตั้งและความโปร่งใส

เรื่องความโปร่งใสเป็นประเด็นที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ศิริกัญญาเปิดเผยว่ามีรายงานความผิดปกติเข้ามาต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างการติดประกาศข้อมูลหน้าหน่วยไม่ครบถ้วน ซึ่งเจ้าหน้าที่แก้ไขได้ทันทีหลังได้รับแจ้ง นี่แสดงให้เห็นว่าระบบการเลือกตั้งไทยมีกลไกตรวจสอบที่ทำงานได้ดี หากทุกคนช่วยกันเฝ้าระวัง

  • ผู้มาใช้สิทธิเช้า 40%: สูงกว่าที่คาด สร้างความมั่นใจ
  • รวมหน่วยเลือกตั้งและประชามติ: รวดเร็ว สะดวก ลดสับสน
  • รายงานผิดปกติแก้ไขทันที: ยืนยันความโปร่งใส
  • ลุ้นเกิน 75%: ทุบสถิติเก่า สร้าง New High

เธอยังฝากถึงประชาชนที่บ้านใกล้หน่วยเลือกตั้ง โดยเชิญชวนให้มาเป็นอาสาสมัครเฝ้าหีบหลังปิดโหวต เพื่อป้องกันความผิดพลาดและพิทักษ์คะแนนเสียงของทุกคนให้สมบูรณ์แบบ

ไหม ศิริกัญญา ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High

แผนหลังปิดหีบและพลังปลายปากกา

เมื่อถามถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผู้บริหารพรรคประชาชนมีแผนชัดเจน โดยจะนัดประชุมกันอีกครั้งก่อนปิดหีบ เพื่อติดตามผลและวางแนวทางต่อไปตามสถานการณ์จริง ศิริกัญญาทิ้งท้ายด้วยคำคมสุดประทับใจว่า "อยากให้ทุกคนตระหนักถึงพลังของปลายปากกาในการกำหนดการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งสะท้อนถึงความหวังที่เธอมีต่อประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโหวต แต่เป็นการแสดงพลังของประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกับพรรคประชาชนที่เน้นนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เช่น การปฏิรูปโครงสร้าง การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจ หากยอดผู้มาใช้สิทธิพุ่งสูงแบบนี้ แสดงว่าประชาชนพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว

ในมุมมองของผู้เขียน สถิติ New High เกิน 75% จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ลุ้นกันต่อว่าผลจะออกมายังไง ชวนทุกท่านติดตามอัปเดตผลเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้ให้เพื่อนๆ เพื่อกระตุ้นให้คนอื่นออกมาใช้สิทธิด้วยนะครับ!

ที่มา – “ไหม ศิริกัญญา” ใช้สิทธิพญาไท ลุ้นทุบสถิติ New High คนออกมาใช้สิทธิเกิน 75%

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

วันสำคัญของประเทศไทยมาถึงแล้ว! วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนทั่วประเทศออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอย่างคึกคัก และหนึ่งในนั้นคือศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่แฟนๆ รู้จักในนาม ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เดินทางมาลงคะแนนพร้อมครอบครัวเต็มตัว เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพอบอุ่นที่สะท้อนถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยทั้งประเทศ

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ

ดร.เอ้เลือกใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้งโรงเรียนลำสาลี (ราษฎร์บำรุง) ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวัง โดยเฉพาะเมื่อเห็นดร.เอ้พาครอบครัวทั้งพ่อแม่ที่อายุใกล้ 90 ปี และภรรยามาร่วมกัน แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในครอบครัวและความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ

ดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

หลังจากกดลงคะแนนเรียบร้อย ดร.เอ้เปิดใจอย่างอารมณ์ดีว่า “รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พาบิดา มารดา และภรรยามาใช้สิทธิ์พร้อมหน้ากัน โดยเฉพาะบิดามารดาที่อายุเกือบ 90 ปีแล้ว แต่ยังมีความตื่นตัวและตั้งใจมาเลือกตั้ง คุณพ่อคุณแม่กับผมอยู่เขตเดียวกัน เรียงต่อกันเลย ก็ดีใจที่คุณพ่อคุณแม่ก็จะ 90 แล้วนะครับ วันนี้ก็ยังตื่นเต้นมาเลือกตั้งด้วยกัน ทั้งครอบครัวเลยครับ” การที่ดร.เอ้เป็นลูกคนเดียว ทำให้พ่อแม่อยู่เคียงข้างในทุกก้าวสำคัญของชีวิต รวมถึงการก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งนี้

ครอบครัวดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้ง
ดร.เอ้ ลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมครอบครัว

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย

เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในผลการเลือกตั้ง ดร.เอ้ยืนยันชัดเจนว่า “มั่นใจครับ มั่นใจ เพราะผมพูดเสมอว่าผมทำการเมืองแบบสร้างสรรค์ แล้วก็เชื่อมั่นว่าคนไทยเนี่ยต้องเปิดหัวใจ ให้พรรคการเมือง ให้คนทำงานการเมืองสร้างสรรค์ที่เน้นเรื่องนโยบายจริงๆ ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน” บรรยากาศที่หน่วยเลือกตั้งเต็มไปด้วยผู้มาใช้สิทธิ์ที่ยิ้มแย้มและขอถ่ายรูป ทำให้ดร.เอ้มองว่านี่คือสัญญาณดีของการเมืองไทย

การเมืองสร้างสรรค์ที่ดร.เอ้พูดถึง คือแนวทางที่เน้นนโยบายแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่การโจมตีกันเอง พรรคไทยก้าวใหม่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาประเทศ เช่น การศึกษา เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคม ซึ่งตอบโจทย์คนไทยในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ดร.เอ้ยังชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ โดยย้ำว่า “วันนี้ก็ต้องขอให้ออกมาใช้สิทธิ์ทุกคนเลยครับ เพราะว่าวันเลือกตั้งเนี่ย เป็นวันที่ประชาชนเนี่ย คือคนสำคัญที่สุดอย่างแท้จริงเลย ดังนั้นวันนี้ยังไงออกมาให้ทัน จะออกมาตอนเช้า ตอนกลางวันก็ได้ แต่อย่าให้มันสายนัก”

ข้อแนะนำจากดร.เอ้สำหรับวันเลือกตั้ง

  • วางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด
  • ออกมาใช้สิทธิ์ให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเช้าหรือบ่าย
  • เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม
  • มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยด้วยกัน

“ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ คือข้อความที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่วันลงคะแนน แต่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองที่สร้างสรรค์และยั่งยืน เมื่อผู้สื่อข่าวหยั่งเชิงเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล ดร.เอ้ยิ้มตอบว่า “วันนี้ก็พูดไม่ได้นะครับ มีในใจแน่นอนครับ”

ในมุมมองของเรา การเมืองสร้างสรรค์แบบนี้คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ เพื่อให้ก้าวข้ามความขัดแย้งมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไร? วันนี้คุณออกมาใช้สิทธิ์หรือยัง? มาช่วยกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าด้วยการโหวตให้กับนโยบายที่ตอบโจทย์จริงๆ กันเถอะ!

ที่มา – “ดร.เอ้” ลงคะแนนเลือกตั้ง มั่นใจการเมืองสร้างสรรค์ชนะใจคนไทย ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ

Scroll to top