สิทธิแรงงาน

รัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU ไทย-เมียนมา ใหม่

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวดีล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงแรงงาน เมื่อรัฐบาลได้มีการเดินหน้าครั้งสำคัญในการรัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU “ไทย–เมียนมา” ใหม่ เพื่อให้ระบบการจัดการแรงงานของเรามีประสิทธิภาพและทันสมัยมากยิ่งขึ้นครับ

รัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU “ไทย–เมียนมา” ใหม่

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะทางคณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุงบันทึกความเข้าใจ (MOU) ให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปหลังผ่านพ้นช่วงโควิด-19 โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้แรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทยนั้นอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองสิทธิแรงงานให้เป็นไปตามหลักสากล

รายละเอียดสำคัญของการปรับปรุง MOU ไทย-เมียนมา

การรัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU “ไทย–เมียนมา” ใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมหลายประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • การบริหารจัดการที่โปร่งใส: เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาดแรงงานระหว่างสองประเทศอย่างใกล้ชิด
  • การยกระดับทักษะ: มีการส่งเสริมเรื่องการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานมีศักยภาพและตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
  • การปราบปรามการค้ามนุษย์: เพิ่มมาตรการป้องกันการจ้างงานผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ ในส่วนของบันทึกข้อตกลงการจ้างงานยังกำหนดกติกาที่ชัดเจนตั้งแต่การทำสัญญาจ้าง การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางเข้าไทย ไปจนถึงกระบวนการส่งกลับเมื่อครบสัญญา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้างได้เป็นอย่างดี

ในมุมมองของผู้ประกอบการ การที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการให้เป็นระบบ จะช่วยลดภาระและความเสี่ยงในการจ้างงานผิดกฎหมาย และทำให้เรามีแรงงานที่มีคุณภาพพร้อมทำงาน ซึ่งถือเป็นผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมากครับ การรัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU “ไทย–เมียนมา” ใหม่ จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติในไทยให้ดียิ่งขึ้น หากใครมีข้อสงสัยหรือความคิดเห็นอย่างไร สามารถแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ ครม. ไฟเขียว MOU “ไทย–เมียนมา” ใหม่

เจาะลึก รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

ในโลกของการค้าเสรี การประกาศนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่มักสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงเมื่อ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน โดยมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 10% ถึง 12.5% ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวเชิงรุกครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกา

เหตุผลแท้จริงเมื่อ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ทางวอชิงตันมองว่าประเทศที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้แรงงานถือเป็นการเอาเปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยรัฐบาลอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ลงทุนมหาศาลในการบังคับใช้กฎหมายแรงงานที่เข้มงวด ดังนั้นประเทศที่ไม่ได้มาตรฐานเดียวกันจึงควรถูกจัดระเบียบผ่านกำแพงภาษี

รายละเอียดการบังคับใช้ภาษีในระดับต่างๆ

มาตรการนี้มีความซับซ้อนและจำแนกตามความเหมาะสมของแต่ละกลุ่มประเทศ ดังนี้:

  • กลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษี 12.5%: รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่อย่างจีนและเวียดนาม
  • กลุ่มประเทศที่ได้รับอัตราพิเศษ 10%: อาทิ แคนาดา เม็กซิโก มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายปราบปรามแรงงานบังคับอยู่บ้าง
  • สินค้าที่ได้รับการยกเว้น: เช่น พลังงาน ก๊าซ และสินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน ในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าที่เราบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างไร ต้องยอมรับครับว่าเมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ผู้ประกอบการและผู้บริโภคปลายทางย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการปรับตัวของกลไกราคาตลาดโลก

ในมุมมองนักวิเคราะห์ นี่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรัมป์ใช้เพื่อรักษาสมดุลทางการค้าและแสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนให้โลกเห็น แม้หลายฝ่ายจะวิจารณ์ว่านี่คือสงครามการค้า แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนกรานว่าเป็นความจำเป็นเพื่อปกป้องความได้เปรียบของแรงงานในประเทศตนเอง และในอนาคตเราอาจได้เห็นประเทศต่างๆ เริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายแรงงานเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดเข้ากลุ่มภาษีเหล่านี้มากขึ้นครับ

คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับมาตรการนี้? จะช่วยยกระดับสิทธิแรงงานโลกได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่ข้ออ้างทางการเมืองเพื่อกำแพงภาษีเท่านั้น?

ที่มา – รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างลงโทษบังคับใช้แรงงาน

รัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับน้องๆ นักเรียนและนักศึกษาที่กำลังมองหาประสบการณ์และรายได้เสริมในช่วงปิดเทอมครับ เพราะล่าสุด รัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เยาวชนได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริงครับ

รัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา

การเปิดโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับทักษะเยาวชน โดยเน้นย้ำถึงสิทธิและความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ทางกระทรวงฯ ได้ร่วมกับสถานประกอบการชั้นนำกว่า 56 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจัดเตรียมตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นด้านบริการ การขาย หรือทักษะเฉพาะทางต่างๆ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นและสร้างวินัยในตนเอง

กฎเหล็กคุ้มครองสิทธิเมื่อรัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา

หลายคนอาจกังวลเรื่องการถูกเอาเปรียบ แต่ในโครงการ รัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา ครั้งนี้ มีการกำชับเรื่องกฎหมายแรงงานอย่างเข้มงวดครับ โดยมีข้อควรทราบดังนี้:

  • ห้ามจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีอย่างเด็ดขาด
  • เด็กอายุ 15-17 ปี ทำงานได้เฉพาะงานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
  • ต้องมีการคุ้มครองสวัสดิการและชั่วโมงการทำงานที่ไม่กระทบต่อการเรียน
  • สถานที่ทำงานต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยและไม่มีการใช้แรงงานบังคับ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเน้นการส่งเสริมให้สถานประกอบการทั่วไทยก้าวสู่มาตรฐาน “สถานประกอบการปลอดแรงงานเด็ก” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและยกระดับศักยภาพของเด็กไทยในระดับสากล ไม่เพียงแค่เรื่องรายได้ แต่นี่คือการสร้างรากฐานที่ดีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในครอบครัว และช่วยให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเห็นช่องทางในการพัฒนาอาชีพในอนาคต

ผมมองว่าโครงการนี้เป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดครับ สำหรับน้องๆ คนไหนที่อยากได้รับประสบการณ์ทำงานจริงในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ขอแนะนำให้ติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด เพราะการเริ่มทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่วันนี้ คือการสะสมแต้มบุญทางทักษะที่จะช่วยให้คุณโดดเด่นกว่าใครในวันที่เรียนจบครับ

ที่มา – รัฐบาลจับมือเอกชนสร้างงานนักเรียน-นักศึกษา ช่วงปิดเทอม 10,000 อัตรา

“กล้าธรรม” ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ

คุณเคยสงสัยไหมว่า ไรเดอร์ที่ส่งอาหารมาถึงหน้าบ้านเราทุกวัน ต้องเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง? จากอุบัติเหตุบนท้องถนน ไปจนถึงรายได้ที่ไม่แน่นอน ในยุคเศรษฐกิจกิ๊ก (Gig Economy) แรงงานอิสระอย่างไรเดอร์ คนส่งพัสดุ ฟรีแลนซ์ และคนขับแพลตฟอร์มต่าง ๆ กำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่กลับขาดการคุ้มครองทางกฎหมายที่ชัดเจน ล่าสุด กล้าธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ เพื่อยกระดับสิทธิให้พวกเขาเข้าถึงค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ประกันอุบัติเหตุ และกลไกทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง

กล้าธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ ชี้ถึงเวลายกระดับสิทธิไรเดอร์

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม พร้อมทีมงาน ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ประกาศเดินหน้ายื่นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. …. เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายนี้เคยถูกเสนอในสมัยสภาก่อน แต่ต้องล้มไปเพราะการยุบสภา วันนี้พรรคกล้าธรรมหยิบกลับมาผลักดันต่อ เพื่อสร้างหลักประกันให้แรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสิรภพ เน้นย้ำว่า แรงงานอิสระไม่ใช่แค่ “พาร์ทเนอร์” ของแพลตฟอร์มในวันที่กำไรดี แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงคนเดียวเมื่อเกิดปัญหา เช่น ค่าจ้างค้างจ่าย หรืออุบัติเหตุระหว่างส่งของ “กล้าธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ” เพื่อให้คนทำงานเหล่านี้มีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง และอนาคตที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนตื่นเช้ามืดฝ่าฝนส่งอาหาร หรือฟรีแลนซ์ที่ทำงานหนักทุกวัน

กล้าธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ: สาระสำคัญที่ควรรู้

ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมสิทธิหลายด้านที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของแรงงานแพลตฟอร์ม มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม: กำหนดให้มีค่าตอบแทนขั้นต่ำ สามารถปรับตามสภาพเศรษฐกิจ หากแพลตฟอร์มเอาเปรียบได้
  • กองทุนเยียวยา: ถ้าบริษัทค้างจ่าย กองทุนจ่ายให้แรงงานก่อน แล้วรัฐไล่เบี้ยบริษัท เพื่อลดภาระแรงงาน
  • ประกันอุบัติเหตุและสวัสดิการ: ครอบคลุมค่ารักษา ค่าชดเชยรายได้ระหว่างป่วย จากอุบัติเหตุการทำงาน
  • สิทธิรวมกลุ่ม: แรงงานอิสระตั้งสภาเพื่อเจรจากับแพลตฟอร์มได้ถูกกฎหมาย
  • ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท: ถ้าถูกปิดแอปหรือระงับบัญชีไม่เป็นธรรม สามารถฟ้องร้องได้ระบบ

ปัญหาแรงงานอิสระในไทยมีมานาน เช่น รายได้ผันผวนจากอัลกอริทึมแพลตฟอร์ม อุบัติเหตุสูงเพราะต้องรีบส่งของ หรือขาดประกันสังคม ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ร่างกฎหมายนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลให้ยั่งยืน

ไม่ใช่แค่ไรเดอร์ Grab หรือ Foodpanda แต่รวมถึงคนขับ LINE MAN, Robinhood, หรือฟรีแลนซ์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย ปัจจุบันมีแรงงานกลุ่มนี้กว่า 1 ล้านคน (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ถ้ากฎหมายผ่าน จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในอาเซียน

ในมุมส่วนตัว กฎหมายนี้คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและนักการเมืองใส่ใจคนชั้นล่างจริงจัง มันจะช่วยให้แรงงานอิสระทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ต้องกลัวอนาคต ลองนึกภาพไรเดอร์ที่ประสบอุบัติเหตุ ได้รับการดูแลทันที ไม่ต้องรอความเมตตาจากแพลตฟอร์ม

คุณคิดว่าถึงเวลายกระดับสิทธิไรเดอร์แล้วหรือยัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “กล้าธรรม” ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ ชี้ ถึงเวลายกระดับสิทธิไรเดอร์

พรรคประชาชนเคียงข้างแรงงาน เตรียมยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องสำคัญสำหรับพี่น้องผู้ใช้แรงงานกันนะครับ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรงงานสากล พรรคประชาชนได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเคียงข้างผู้ใช้แรงงานแบบเต็มตัว โดยเตรียมยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมเข้าสู่รัฐสภาเลยทีเดียว นี่คือข่าวดีที่แรงงานไทยรอคอยมานาน!

พรรคประชาชน ประกาศเคียงข้างผู้ใช้แรงงาน เตรียมยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม

ที่ถนนราชดำเนินและลานคนเมือง ส.ส.ชื่อดังของพรรคอย่าง นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, นายเซีย ปาทอง และ นางสาวธนพร วิจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้มาร่วมเดินขบวนกับพี่น้องแรงงานอย่างอบอุ่น นางสาวธนพรกล่าวว่า “วันนี้พรรคประชาชนมาร่วมเดินขบวนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างผู้ใช้แรงงานเสมอ และรณรงค์ทวงคืนประกันสังคมที่การบริหารกองทุนปัจจุบันขาดความโปร่งใส” พรรคจะเดินทางไปยื่นร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมที่อาคารรัฐสภาในวันเดียวกันนี้ด้วย

วิสัยทัศน์ปฏิรูปประกันสังคมของพรรคประชาชน

นายวีระยุทธชี้แจงว่าร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมนี้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนที่มีเงินสะสมถึง 2.9 ล้านล้านบาท หากบริหารอย่างโปร่งใสและมืออาชีพ จะสร้างผลตอบแทนคืนสู่แรงงาน เป็นเบาะรองรับตอนตกงาน ทุพพลภาพ หรือเกษียณอายุได้จริง นอกจากนี้ พรรคยังย้ำสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานในการรวมตัว ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป และการเข้าร่วม OECD

ถ้าไทยอยากก้าวสู่มาตรฐานสากล ก็ต้องให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานให้มากขึ้น การปรับตัวร่วมกันระหว่างนายทุนและแรงงาน จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าและเป็นธรรม ทุกคนในสังคมจะได้แบ่งปันทั้งทุกข์และสุขอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคประชาชนยึดมั่นมาตลอด

กำหนดการเดินขบวนและยื่นกฎหมาย

ช่วงบ่าย 14.30 น. พรรคประชาชนจะเดินขบวนจากสี่แยกบางโพไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อรณรงค์ร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมฉบับนี้ให้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงการผลักดันนโยบายเพื่อแรงงานอย่างจริงจัง

  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนประกันสังคม
  • รับประกันความโปร่งใสและผลตอบแทนให้แรงงาน
  • ปกป้องสิทธิรวมตัวของแรงงาน
  • สนับสนุนการก้าวสู่เศรษฐกิจสากล
พรรคประชาชนร่วมเดินขบวนวันแรงงาน
วีระยุทธและสมาชิกพรรคร่วมกิจกรรม
การรณรงค์ปฏิรูปประกันสังคม

การปฏิรูปประกันสังคมครั้งนี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำจริงเพื่ออนาคตของแรงงานไทย ลองนึกภาพกองทุน 2.9 ล้านล้านที่หมุนเวียนสร้างประโยชน์ให้ทุกคน หากบริหารดี จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้มาก คุณที่เป็นแรงงานหรือรู้จักคนในครอบครัวที่ทำงานหนัก คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายปฏิรูปประกันสังคมนี้? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้นจริง!

ที่มา – พรรคประชาชน ประกาศเคียงข้างผู้ใช้แรงงาน เตรียมยื่นกฎหมายปฏิรูปประกันสังคม

รัฐบาลย้ำวันแรงงาน จ่ายเพิ่ม 1 เท่า OT 3 เท่า

วันแรงงานแห่งชาติกำลังใกล้เข้ามา และ รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ในปี 2569 นี้ รัฐบาลได้ออกมาประกาศย้ำเตือนนายจ้างทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติพร้อมรับค่าจ้างเต็มอัตรา หากนายจ้างจำเป็นต้องให้ลูกจ้างทำงานในวันดังกล่าว จะต้องจ่ายค่าทำงานพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างปกติ และหากทำงานล่วงเวลา (OT) ต้องจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนด

หลักการนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัว รัฐบาลมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้ยั่งยืน

สิทธิพื้นฐานในวันแรงงานที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

  • หยุดงานรับค่าจ้างปกติ: ลูกจ้างสามารถหยุดได้โดยไม่เสียสิทธิค่าจ้างประจำวัน
  • ทำงานวันหยุด +1 เท่า: หากทำงานต้องได้เพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ
  • โอที 3 เท่า: ค่าล่วงเวลาในวันหยุดต้องจ่าย 3 เท่าต่อชั่วโมง
  • วันหยุดชดเชย: หากตรงวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยวันถัดไป

สำหรับกิจการที่หยุดไม่ได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล ขนส่งสาธารณะ หรือโรงงานผลิตต่อเนื่อง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยใหม่ หรือจ่ายแทนตามความเหมาะสม แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเสมอ

กรณีพิเศษและคำแนะนำปฏิบัติ

หากวันแรงงานตรงกับวันอาทิตย์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะกำหนดให้หยุดชดเชยในวันจันทร์ถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับวันหยุดเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมให้มีการเจรจาระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อป้องกันข้อพิพาท

ลูกจ้างควรเตรียมเอกสาร เช่น สลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง เพื่อตรวจสอบสิทธิ หากเกิดปัญหา สามารถแจ้งสายด่วน 1506 หรือไปร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดใกล้บ้าน

นายจ้างเองก็ควรเตรียมงบประมาณให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่สูงถึง 100,000 บาท หากฝ่าฝืนกฎหมาย การปฏิบัติตามนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน แต่ยังเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจให้ดูใส่ใจพนักงาน

ความสำคัญของวันแรงงานในบริบทไทย

วันแรงงานแห่งชาติไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานทั่วโลก ในประเทศไทย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รัฐบาลชุดปัจจุบันย้ำนโยบาย “ทุนมนุษย์” โดยมุ่งพัฒนาทักษะและสวัสดิการแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

จากสถิติปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่องวันหยุดราชการกว่า 5,000 คดี ส่วนใหญ่เกิดจากขาดความรู้ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์เช่นนี้จึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองผู้เขียน การที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า แสดงถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองผู้弱势 ลูกจ้างทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

CTA: ลูกจ้างท่านใดกำลังทำงานหนักในวันหยุด อย่ารอช้า! ตรวจสอบสิทธิวันแรงงานของคุณวันนี้ และแจ้งนายจ้างให้ทราบกฎหมายเพื่อรับสิทธิเต็มที่ หากสงสัย ติดต่อกรมแรงงานได้ทันที สุขภาพและสิทธิของคุณสำคัญที่สุด!

ที่มา – รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

เฮ! ร่างกฎหมายลาคลอด 120 วัน ผ่านแล้ว

ข่าวดีสำหรับคุณแม่! ร่างกฎหมายลาคลอด 120 วัน ผ่านการอนุมัติจากวุฒิสภาแล้ว เตรียมประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชวนติดตามร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานอื่นๆ ที่จะเข้าสภาในสัปดาห์นี้ด้วย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายเซีย จำปาทอง ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังสภาวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องลาคลอด 120 วัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 30 วันหลังจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา กลายเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 ที่ปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ร่างกฎหมายลาคลอด 120 วัน มีเนื้อหาอะไรบ้าง?

ใจความสำคัญของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับนี้ ประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. พนักงานจ้างเหมาบริการจะได้รับค่าตอบแทนการทำงาน, วันหยุดประจำสัปดาห์, วันหยุดตามประเพณี, วันหยุดพักผ่อนประจำปี, วันลาป่วย, วันลาคลอด ฯลฯ ไม่น้อยกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน
  2. ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอด 120 วัน โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างเป็นจำนวน 60 วัน
  3. ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีก 15 วัน หากบุตรเจ็บป่วยและมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน, มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยได้รับค่าจ้าง 50% จากนายจ้าง
  4. ลูกจ้าง (ไม่จำกัดเพศ) มีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน 100% จากนายจ้าง

หลังจากนี้ วุฒิสภาจะดำเนินการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

ความสำเร็จของการผลักดันกฎหมายเพื่อคนทำงาน

นายเซีย กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มวันลาคลอดถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของการผลักดันกฎหมายเพื่อคนทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขบวนการแรงงานต่อสู้เรียกร้องกันมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มจากพรรคอนาคตใหม่, พรรคก้าวไกล และมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคฯ มอบให้กับผู้ใช้แรงงาน แม้ว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 180 วันจะยังไม่สำเร็จ แต่การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับคนทำงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับนี้ จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการปรับปรุงสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น และมีส่วนช่วยในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นายเซีย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, สภาแรงงาน, สหพันธ์แรงงาน, สหภาพแรงงาน, ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันกฎหมายฉบับนี้จนประสบความสำเร็จ และขอแสดงความยินดีกับคนทำงานทุกท่าน การต่อสู้เพื่อสิทธิของแรงงานยังไม่จบสิ้น ยังมีสิทธิอีกมากมายที่เราต้องร่วมกันเรียกร้องให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทำงานให้ดียิ่งขึ้น”

“ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีการพิจารณา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อีก 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่เกี่ยวข้องกับเวลาพักผ่อน และฉบับที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาร่วมกันผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทำงานด้วยกันครับ”

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายแรงงานครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และหลังคลอด การมีวันลาที่ยาวนานขึ้น จะช่วยให้คุณแม่มีเวลาในการดูแลบุตรได้อย่างเต็มที่ และส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว นอกจากนี้ การลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร ยังเป็นการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ และสนับสนุนให้คุณพ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น

อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันสนับสนุนกฎหมายแรงงานที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – ร่างกฎหมายลาคลอด 120 วัน ผ่าน สว. แล้ว ปชน. ชวนติดตามอีก 2 ร่าง สัปดาห์นี้

Scroll to top